“จีนเทา ทุนเทา ไทยเทา” พลวัตการรับรู้ต่อเรื่องเล่าทุนจีนในบทสนทนาออนไลน์จากกรณี 1 ปีตึก สตง. ถล่ม

กองบรรณาธิการโคแฟค ร่วมกับนีโอ โมเมนตัม

เหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มในเดือนมีนาคม 2025 (พ.ศ. 2568) ได้นำความสนใจของสาธารณะไปสู่ประเด็น “ทุนจีน” อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในแง่การทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง การใช้นอมินีอำพรางเจ้าของกิจการ และมาตรฐานการก่อสร้างของบริษัทกิจการร่วมค้าจีน ซึ่งนำไปสู่การจัดกรอบการรับรู้ของสังคมไปสู่ภาพของ “จีนเทา” 

อย่างไรก็ตามความกังวลในประเด็นจีนเทาไม่ได้เกิดขึ้นโดยฉับพลันจากเหตุการณ์นี้ บทความนี้ชวนสนทนาถึงการรับรู้ต่อ “จีน” ในพื้นที่สาธารณะของไทย ว่ามีพัฒนาการที่ซับซ้อนและปรับเปลี่ยนไปตามบริบทการเมืองและเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา และสามารถถูกกระตุ้นซ้ำได้ทุกเมื่อที่มีเหตุการณ์ใหม่สอดรับกับเรื่องเล่าที่สะสมมา

ดังนั้น ผลพวงที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม จึงไม่ใช่การสร้างความกังวลใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการรวบรวมเรื่องเล่าที่กระจายตัวอยู่ให้กลายมาเป็นเรื่องเล่าเดียวกัน และปรับกรอบการมองจาก “ผู้รับเหมารายหนึ่ง” มาเป็น “ปัญหาเชิงระบบ” ของความสัมพันธ์ระหว่างทุนจีนกับโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย

“จีน” ในการรับรู้ของสังคมไทย

คำว่า “จีน” ในการรับรู้ของสังคมไทยมีหลายระดับที่ซ้อนทับกันอย่างน้อย 3 ชั้น ชั้นแรกคือ “จีน” ในฐานะอารยธรรมที่อาณาจักรสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีความสัมพันธ์ผ่านระบบจิ้มก้องและการค้าราชสำนักมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ชั้นที่สองคือ “จีน” ในฐานะรากเหง้าของชาวไทยเชื้อสายจีนที่เดินทางมาค้าขายและตั้งถิ่นฐานในสยามมาตั้งแต่ยุคอยุธยา และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ และชั้นที่สามซึ่งเป็นกรอบหลักของบทความนี้คือ “จีน” และไทยในฐานะรัฐสมัยใหม่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยความสำคัญของการจำแนกความหมายของการรับรู้นี้ก็เพื่อเป็นกรอบสำหรับการทำความเข้าใจร่วมกันของผู้อ่านว่า ผู้คนในสังคมไทยอาจอ้างอิงความหมายในระดับที่ต่างกันโดยไม่รู้ตัวเมื่อพูดถึง “จีน” ในบริบทเดียวกัน

จุดเริ่มต้นที่มีนัยสำคัญต่อการรับรู้สมัยใหม่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เลือกข้างฝ่ายอักษะและประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในปี 1942 (พ.ศ. 2485) ขณะที่สาธารณรัฐจีน (Republic of China: ROC) ภายใต้การนำของเจียง ไคเชก เป็นหนึ่งในห้ามหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งทำสงครามกับญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 1937 (พ.ศ. 2480)1 ในช่วงเดียวกัน ชาวจีนโพ้นทะเลในไทยบางส่วนเห็นใจการต่อสู้ต้านญี่ปุ่นของ ROC จึงมีการระดมทุนส่งให้รัฐบาลสาธารณรัฐจีนเพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับญี่ปุ่น ความเห็นใจดังกล่าวกลายเป็นเหตุให้รัฐบาลไทยมองชุมชนชาวจีนด้วยความระแวงทางการเมืองมาตั้งแต่ก่อนสงครามจะสิ้นสุด (เออิจิ มูราชิมา, 2539)

หลังสงครามสิ้นสุดลง ไทยจำเป็นต้องฟื้นความสัมพันธ์กับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อหลีกเลี่ยงสถานะประเทศแพ้สงคราม โดยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสาธารณรัฐจีน (ROC) ในเดือนมกราคม 1946 (พ.ศ. 2489) นี่คือจุดเริ่มต้นของ “ความสัมพันธ์ไทย-จีน” ในความหมายของรัฐสมัยใหม่

ทว่าสถานการณ์ในจีนพลิกผันอย่างรวดเร็ว สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีนสิ้นสุดด้วยชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949 (พ.ศ. 2492) เหมา เจ๋อตง ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China: PRC) ณ กรุงปักกิ่ง ขณะที่รัฐบาล ROC ของเจียง ไคเชก ถอยร่นไปตั้งมั่นบนเกาะไต้หวันในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน นับจากปี 1949 เป็นต้นมา จึงมีรัฐบาลสองชุดต่างอ้างความเป็น “จีน” ได้แก่ PRC ที่กรุงปักกิ่งซึ่งควบคุมแผ่นดินใหญ่ และ ROC ที่กรุงไทเปซึ่งควบคุมเกาะไต้หวันและหมู่เกาะใกล้เคียง ความแตกแยกนี้กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีนตลอดยุคสงครามเย็น

ก่อนจะกลายมาเป็น “จีนเทา”

บทความนี้จะเน้นการพูดถึง “จีน” ในความหมายของรัฐสมัยใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1949 เป็นหลัก เพราะก่อนหน้านั้นรัฐที่ใช้ชื่อ “จีน” มีเพียงรัฐเดียวคือ ROC สังคมไทยจึงยังไม่ต้องเผชิญกับการเลือกท่าที การที่ PRC ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นคู่แข่งทางอุดมการณ์กับ ROC ในบริบทสงครามเย็น ทำให้รัฐไทยเริ่มหล่อหลอมการรับรู้ของสังคมต่อ “จีน” อย่างเป็นระบบผ่านกลไกของรัฐ การรับรู้ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสงครามเย็นนี้ไม่เคยถูกลบทิ้งและสร้างใหม่ในยุคต่อมา แต่กลับเพิ่มชั้นความหมายซ้อนทับลงไปบนฐานการรับรู้เดิม ดังนั้นการรับรู้ต่อ “ทุนจีน” ที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะของไทยปัจจุบันจึงเป็นผลสะสมของกระบวนการดังกล่าวตั้งแต่ยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา ดังนี้

1) ยุคสงครามเย็นกับภาพ “ภัยคอมมิวนิสต์” : 1949-1975 (พ.ศ. 2492-2518)

ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร วางท่าทีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปิดล้อมคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอเมริกา (Containment Policy) โดยการรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC) ของเจียง ไคเชก และปฏิเสธรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ของเหมา เจ๋อตง ผ่านการเข้าร่วมสนธิสัญญามะนิลา (SEATO) ในปี 1954 (พ.ศ. 2497) ในฐานะพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการแสดงออกรูปแบบหนึ่งของจุดยืนต้านคอมมิวนิสต์ ผลที่ตามมาคือ “จีน” ในพื้นที่สาธารณะของไทยยุคนี้มีความหมาย คือ PRC ในฐานะภัยคอมมิวนิสต์ โดยรัฐไทยในขณะนั้นสร้างภาพความเป็น “ภัยคอมมิวนิสต์” ทั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน และจากชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลในไทยที่รัฐสงสัยว่าอาจเป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและของ PRC ซึ่งกลไกที่รัฐนำมาใช้ในการควบคุมชุมชนดังกล่าวมีลักษณะเหมารวม โดยไม่แยกแยะจุดยืนทางการเมืองภายในชุมชน ทั้งการปิดโรงเรียนจีน การจำกัดสื่อภาษาจีน และการผูกการเป็นพลเมืองเข้ากับ “ความเป็นไทย” (Skinner, 1957)

2) ยุคฟื้นฟูความสัมพันธ์กับภาพ “ไทย-จีนพี่น้องกัน” : 1975-1997 (พ.ศ. 2518-2540)

ภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีการผ่านมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติข้อที่ 2758 (United Nations: General Assembly Resolution 2758: Restoration of the lawful rights of the People’s Republic of China in the United Nations) ในปี 1971 (พ.ศ. 2514) ให้ PRC เข้าครองที่นั่ง “จีน” แทน ROC ตามมาด้วยการเยือนปักกิ่งของ ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในปี 1972 (พ.ศ. 2515) การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สร้างเงื่อนไขให้ไทยปรับท่าทีตาม วันที่ 1 กรกฎาคม 2518 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ PRC พร้อมกับตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับ ROC

การเปลี่ยนขั้วทางการทูตนี้กลายเป็นพื้นฐานของพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่ตามมา เมื่อเวียดนามบุกกัมพูชาในปี 1979 (พ.ศ. 2522) ไทยและ PRC มีผลประโยชน์ร่วมกันในการต้านการขยายอิทธิพลของเวียดนาม ความร่วมมือดังกล่าวผลักให้ภาพ “จีน” ในการรับรู้ของชนชั้นนำไทยเปลี่ยนจาก “ภัยคอมมิวนิสต์” มาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งสะท้อนผ่านเรื่องเล่า “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” และวลี “เลือดข้นกว่าน้ำ” ที่ผู้นำของทั้งสองฝ่ายร่วมกันสร้างขึ้นในช่วงฟื้นฟูความสัมพันธ์ (Kornphanat Tungkeunkunt and Kanya Phuphakdi, 2018) ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับไต้หวันยังคงดำเนินต่อผ่านสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในฐานะช่องทางการทูตที่ไม่เป็นทางการ

3) วิกฤตต้มยำกุ้งและการหันขวาของชนชั้นนำไทยเชื้อสายจีน : 1989-2013 (พ.ศ. 2522–2556)

วิกฤตการณ์การเงินเอเชียปี 1997 (พ.ศ. 2540) หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เครือข่ายทุนไทยเชื้อสายจีนผูกพันกับจีนแผ่นดินใหญ่ลึกซึ้งมากขึ้น ชนชั้นนำไทยเริ่มมอง PRC ในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วและมีเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มนี้ยิ่งชัดขึ้นหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 (พ.ศ. 2551) เมื่อเศรษฐกิจตะวันตกเข้าสู่ภาวะตกต่ำ ในยุค 1970-1980 จุดยืนทางการเมืองของชาวไทยเชื้อสายจีนยังกระจายตัวหลายทิศทาง ทั้งกลุ่มทุนที่ผูกพันกับ ROC กลุ่มที่เห็นใจ PRC และกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนที่เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยในเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ต่อมาชนชั้นนำทางเศรษฐกิจไทยเชื้อสายจีนค่อย ๆ หันเข้าหาจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา (Kasian Tejapira, 2017) 

รศ.ดร. วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ นักวิชาการด้านจีน (Wasana Wongsurawat, 2019) อธิบายรากทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์นี้ผ่านการศึกษาความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างราชสำนักไทยกับชนชั้นทุนชาวไทยเชื้อสายจีน โดยเสนอว่าการก่อรูปรัฐชาติไทยสมัยใหม่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงปลายศตวรรษที่ 20 อาศัยความสัมพันธ์ที่พึ่งพากันระหว่างอำนาจรัฐและบทบาททางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการเชื้อสายจีน

4) ทุนจีนยุคใหม่ : 2013-ปัจจุบัน (พ.ศ. 2556-ปัจจุบัน)

การประกาศโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ในปี 2013 เปลี่ยนภูมิทัศน์ความสัมพันธ์ไทย-จีนจากระดับรัฐสู่ระดับสังคม ผ่านการเจรจาโครงการรถไฟความเร็วสูง การขยายตัวของสถาบันขงจื่อในมหาวิทยาลัยไทย2 และการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน คนไทยทั่วไปเริ่มสัมผัสกับ “จีน” ในชีวิตประจำวันในฐานะนักท่องเที่ยว เพื่อนบ้านในชุมชน เจ้าของกิจการ หรือผู้รับเหมาก่อสร้าง มากขึ้น แทนที่จะรับรู้จีนในฐานะคู่ค้าและพันธมิตรทางการทูตผ่านข่าวสารและนโยบายเท่านั้น ช่วงเวลานี้ยังเกิดการขยายตัวของชุมชนชาวจีนรุ่นใหม่ในไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการประมาณการว่ามีผู้อพยพชาวจีนรุ่นใหม่อาศัยอยู่ในไทยราว 110,000–130,000 คนในปี 2022 (พ.ศ. 2565) และในขณะที่คนไทยมองด้านบวกต่อความร่วมมือทางธุรกิจและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ความรู้สึกลบก็เติบโตคู่ขนานกันในประเด็นการแข่งขันแย่งงาน การครอบงำตลาด และพฤติกรรมในที่สาธารณะ (Sivarin Lertpusit, 2023)

เหตุการณ์เรือฟีนิกซ์ล่มที่ภูเก็ตในเดือนกรกฎาคม 2018 (BBC ไทย, 2018) ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิต 47 คน เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าความรู้สึกลบต่อจีนเริ่มกระจายจากเวทีการเมืองระหว่างประเทศลงมาสู่ชีวิตประจำวันของคนไทย เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ออกมาระบุว่านักท่องเที่ยวจีนเป็นฝ่ายทำเรือล่มเองและฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ ซึ่งสื่อหลายสำนักสรุปสาระของถ้อยแถลงนี้ว่าเป็นการชี้ว่า “จีนทำร้ายกันเอง” (ไทยรัฐออนไลน์, 2551) ปฏิกิริยาของสังคมต่อทั้งเหตุการณ์และคำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการรับรู้เชิงลบต่อ “จีน” ในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นนำทางการเมืองอีกต่อไป

5) COVID-19 กับ การแบ่งข้างการรับรู้ต่อจีน

การระบาดของ COVID-19 ปลายปี 2019 (พ.ศ. 2562) จุดกระแสความหวาดกลัวจีนของคนไทยในช่วงสั้น แต่การที่ PRC ส่งวัคซีน Sinovac เข้ามาเป็นวัคซีนหลักของไทยในช่วงต้นของการระบาด ช่วยพลิกภาพลักษณ์ของจีนให้กลับมาเป็นบวกทั้งในระดับชนชั้นนำและประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะนั้นบดบังรอยร้าวเชิงโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างคนสองกลุ่มในสังคมเดียวกัน

ข้อมูลจากการสำรวจสองชุดในปี 2023 (พ.ศ.2567) เผยให้เห็นช่องว่างดังกล่าวอย่างชัดเจน การสำรวจของ Pew Research Center (Silver, Huang, Clancy, & Prozorovsky, 2024) ซึ่งครอบคลุม 35 ประเทศพบว่า คนไทยมีทัศนคติเชิงบวกต่อจีนสูงสุดในโลกที่ร้อยละ 80 ในขณะที่การสำรวจ The State of Southeast Asia ของ ISEAS (Hale, 2024) ซึ่งมุ่งเน้นกลุ่มผู้นำความคิดและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค3 รายงานว่าผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 80.3 แสดงความกังวลต่ออิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน ตัวเลขทั้งสองชุดสะท้อนความจริงคนละด้านในสังคมเดียวกัน กล่าวคือ ประชาชนทั่วไปยังคงรู้สึกบวกต่อจีนในระดับมวลชน ขณะที่ผู้นำความคิดและชนชั้นกลางบนเริ่มกังวลเชิงโครงสร้าง ช่องว่างนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ความกังวลต่อทุนจีนในยุคต่อมาเคลื่อนตัวจากระดับชนชั้นนำสู่พื้นที่สาธารณะของคนทั่วไป 

นอกจากนั้นในช่วงเดือนเมษายน 2020 (พ.ศ. 2563) กรณีของวชิรวิชญ์ ชีวอารี หรือไบร์ท ศิลปินชาวไทย กลายเป็นชนวนของสงครามทวิตเตอร์ข้ามชาติระหว่างชาวเน็ตไทยกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจาก PRC หลังชาวเน็ตจีนโจมตีเขาจากทวีตที่แสดงนัยว่าไต้หวันและฮ่องกงเป็นดินแดนแยกจากจีน นำไปสู่การก่อตัวของ “พันธมิตรชานม” หรือ #MilkTeaAlliance ข้ามชาติที่เชื่อมโยงขบวนการประชาธิปไตยของไทย ฮ่องกง ไต้หวัน และต่อมาเมียนมา โดยสิ่งที่กระแสพันธมิตรชานมได้สร้างขึ้นในพื้นที่สาธารณะของไทยคือเงื่อนไขใหม่ของการสนทนา กล่าวคือ การวิพากษ์รัฐบาล PRC กลายเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ กระแสดังกล่าวเป็นปฏิกิริยาทางการเมืองและอุดมการณ์ต่อรัฐบาล PRC ไม่ใช่ต่อ “คนจีน” หรือ “เชื้อชาติจีน” เงื่อนไขนี้เองที่ทำให้การวิพากษ์ทุนจีนในยุคถัดมาเติบโตในพื้นที่สาธารณะได้เร็วขึ้น (Wolfram & Praphakorn Wongratanawin, 2021)

6) “ทุนเทา จีนเทา ไทยเทา” : 2024–ปัจจุบัน (พ.ศ. 2561 – ปัจุบัน)

ปัจจุบันเป็นช่วงที่ความกังวลของสังคมไทยต่อจีนเคลื่อนตัวจากระดับการทูตและภูมิรัฐศาสตร์มาสู่ระดับประสบการณ์รายวันของคนทั่วไป ปรากฏการณ์ที่สื่อและสังคมเรียกว่า “จีนเทา” และ “ทุนเทา” ครอบคลุมหลายประเด็นพร้อมกัน ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นโยบายฟรีวีซ่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีนอมินีไทย ห้างร้านจีนในย่านชุมชน บริษัทรับเหมาก่อสร้าง และพฤติกรรมในที่สาธารณะ

เหตุการณ์สองกรณีที่สะท้อนให้เห็นการเคลื่อนตัวดังกล่าวอย่างชัดเจน กรณีแรกคือคดีลักพาตัว หวัง ซิง (Wang Xing) หรือ ซิง ซิง (Xing Xing) นักแสดงชาวจีนบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก ในเดือนมกราคม 2025 (BBC ไทย, 2025) กรณีที่สองคือกระบวนการส่งตัว เฉอ จื้อเจียง (She Zhijiang) นักธุรกิจชาวจีนผู้พัฒนาโครงการเมืองชเวโก๊กโก่ในเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับการดำเนินศูนย์สแกมเมอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่ เขาถูกจับกุมในไทยตั้งแต่ปี 2022 (พ.ศ. 2565) และต่อสู้คดีส่งตัวมาอย่างยาวนานก่อนศาลไทยมีคำสั่งให้ส่งตัวไปยืนศาลในจีนในปี 2025 (BBC ไทย, 2025) ทั้งสองกรณีกลายเป็นประเด็นการเมืองระดับชาติและทำให้ความรับรู้ต่อจีนเคลื่อนจากระดับภูมิรัฐศาสตร์มาสู่ระดับอาชญากรรมและคอร์รัปชันในชีวิตประจำวัน

นอกจากนั้นการสำรวจ State of Southeast Asia ของ ISEAS (2025) พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 71.4 จัด “global scam operations” เป็นความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์อันดับต้น ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เมื่อมองกลับมาที่สถานการณ์ในไทย เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มในเดือนมีนาคม 2568 และ เหตุการณ์เครนก่อสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงถล่มทับรถไฟที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมาในเวลาต่อมา ความกังวลที่กระจายอยู่ถูกร้อยเข้าสู่เรื่องเล่าเดียวกัน คือ “จีนเทา ทุนเทา ไทยเทา”

เรื่องเล่า “จีนเทา” จากกรณีศึกษาอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม

พัฒนาการที่ผ่านมาชวนทำความเข้าใจถึงการรับรู้ต่อ “จีน” ในสังคมไทยว่ามีพลวัตตามบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในแต่ละยุคสมัย การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับรัฐจีน หากอยู่ที่การที่ “จีน” เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นผ่านการท่องเที่ยว การลงทุน การค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้ความกังวลที่เคยผูกอยู่กับรัฐบาลจีนหรือบทบาทของจีนในเวทีระหว่างประเทศ ถูกแปลความใหม่ผ่านภาพของ “ทุนจีน” ที่ปรากฏในประสบการณ์รายวันมากขึ้น

คำถามสำคัญจึงเคลื่อนจาก “สังคมไทยมองจีนอย่างไร” มาสู่การถามว่า  “เมื่อทุนจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนตีความและร้อยเรียงเรื่องเล่าต่อทุนจีนอย่างไร” เหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เมื่อเดือนมีนาคม 2025 เป็นกรณีศึกษาที่อาจจะตอบคำถามนี้ได้ กล่าวคือ เป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางและเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเด็น “จีนเทา” “ทุนเทา” “นอมินี” และอาชญากรรมข้ามชาติ ดำเนินอยู่ในบทสนทนาสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอหลักของบทความนี้คือ เหตุการณ์ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นจุดรวมศูนย์ที่ดึงความกังวลซึ่งกระจัดกระจายอยู่ก่อนให้มาเกาะกลุ่มและเชื่อมโยงเป็นเรื่องเล่าชุดเดียว มากกว่าจะก่อให้เกิดความกังวลชุดใหม่

บทความนี้นำเสนอผลการสำรวจการเปลี่ยนแปลงของภาพลักษณ์และการรับรู้ (perception) ต่อทุนจีนภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม X เป็นหลักฐานสำคัญในการติดตามพลวัตของการถกเถียงในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตามคำว่า “ภาพลักษณ์” และ “การรับรู้” ในที่นี้หมายถึงภาพของทุนจีนที่ถูกร้อยเรียง ตีความ และให้ความหมายผ่านการสื่อสารสาธารณะ ภายในขอบเขตของชุดคำค้นที่ใช้เก็บข้อมูล การวิเคราะห์ต่อจากนี้จึงมุ่งพิจารณาว่า ผู้คนเชื่อมโยงและตีความทุนจีนอย่างไรภายหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม ความกังวลใดที่ดำเนินอยู่ก่อนแล้ว ความกังวลใดที่กำลังถูกขยาย และเหตุการณ์ดังกล่าวมีส่วนเปลี่ยนแปลงจุดยึดโยงการรับรู้ต่อทุนจีนในพื้นที่สาธารณะอย่างไรตลอดช่วงเวลาหนึ่งปีหลังเหตุการณ์

ก่อนตึกถล่ม : มกราคม – มีนาคม 2025 (พ.ศ. 2568)

สองเดือนก่อนเกิดเหตุตึก สตง. ถล่ม ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีนและทุนจีนปรากฏอยู่แล้วในบทสนทนาสาธารณะบนแพลตฟอร์ม X โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงปลายเดือนมีนาคม 2025 ก่อนเกิดเหตุการณ์ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมโพสต์ได้ 554 รายการ โดยร้อยละ 33.03 ของโพสต์ทั้งหมดมีอารมณ์เชิงลบ (negative sentiment) ซึ่งความกังวลกระจุกตัวอยู่ในสองประเด็นหลัก คือ เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์  และนโยบายยกเว้นวีซ่า คิดเป็นร้อยละ 45.49 และ 18.41 ของโพสต์ทั้งหมด ตามลำดับ

ผู้ร่วมสนทนาจำนวนมากอธิบายทุนจีนผ่านกรอบของ “จีนเทา” ซึ่งโยงไปถึงอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย ผู้โพสต์บางรายตั้งข้อสังเกตว่า “รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากอาจไม่ได้กระจายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยโดยตรง หากแต่หมุนเวียนอยู่ภายในเครือข่ายธุรกิจของกลุ่มทุนจีนเอง เช่น โรงแรมและที่พัก ไปจนถึงการถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า”

อีกด้านหนึ่ง ทุนจีนถูกมองในฐานะคู่แข่งทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการไทย ทั้งในตลาดแรงงานและธุรกิจรายย่อย บทสนทนาส่วนนี้ตั้งคำถามต่อการขยายบทบาทของทุนจีนในห่วงโซ่อุปทานของหลายอุตสาหกรรม การเข้ามาแข่งขันของแรงงานจีน และแรงกดดันที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญในการแข่งขัน บทสนทนาในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยข้อถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของทุนจีนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

คำว่า “จีนเทา” เองก็เป็นพื้นที่ของการช่วงชิงความหมายในบทสนทนาสาธารณะอยู่ก่อนแล้ว เห็นได้จากกรณีที่ผู้แทนสมาคมโรงแรมไทยขอให้สังคมระมัดระวังการใช้คำดังกล่าว เพราะกังวลว่าจะกระทบภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวจีน (ฐานเศรษฐกิจ, 2025) ข้อเสนอนี้ถูกโต้แย้งทันทีจากผู้ร่วมสนทนาบางส่วน โดยมีผู้โพสต์รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “ปัญหาจีนเทาเป็นเรื่องที่สังคมไทยเผชิญมานาน การเรียกร้องให้ระมัดระวังการใช้ถ้อยคำจึงไม่ต่างจากการลดทอนเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเหล่านี้”

ความกังวลเหล่านี้ปรากฏในประเด็นต่างกัน แต่มีรากฐานร่วมกันอยู่ที่ความไม่ไว้วางใจต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกมองว่าขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก ทั้งการใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่ออำพรางเจ้าของกิจการที่แท้จริง การประกอบธุรกิจที่อยู่นอกการกำกับดูแลตามกฎหมายซึ่งถูกเรียกรวมว่า “จีนเทา” และรายได้ที่หมุนเวียนอยู่ภายในเครือข่ายธุรกิจจีนแทนที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยตามปกติ คำว่า “จีนเทา” ปรากฏใน 23 โพสต์ “นอมินี” ปรากฏใน 22 โพสต์ และ “ทุนจีน” ปรากฏใน 15 โพสต์ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ตึกถล่ม คำศัพท์และกรอบการตีความชุดนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาสาธารณะมาก่อนแล้ว

ภาพของทุนจีนก่อนเดือนมีนาคม 2025 จึงประกอบด้วยข้อกังวลหลายเรื่องที่ดำเนินคู่ขนานกันไป ทั้งอาชญากรรม เศรษฐกิจ และนโยบายการเปิดประเทศ โดยแต่ละเรื่องยังแยกกันอยู่ และยังไม่มีเหตุการณ์ใดมาร้อยให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน

เมื่อตึกถล่ม : 28 มีนาคม – พฤษภาคม 2025

วันที่ 28 มีนาคม 2025 แผ่นดินไหวซึ่งมีศูนย์กลางในประเทศเมียนมาส่งผลให้อาคาร สตง. แห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่มลง กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศทั้งจากความสูญเสียและข้อสงสัยที่ตามมาในเรื่องคุณภาพของวัสดุก่อสร้าง มาตรฐานการควบคุมงาน กระบวนการตรวจสอบ และความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

หลังเหตุการณ์ ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X พบว่า บทสนทนาขยายตัวจากการพูดถึงอาคารที่ถล่มหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการไปสู่ประเด็นทุนจีน เรื่องอื่นที่ก็กลับมาได้รับความสนใจพร้อมกันอีกครั้ง รวมโพสต์ในช่วง 28 มีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 1,969 โพสต์ โดยในเดือนเมษายน 2025 เป็นเดือนที่มีจำนวนโพสต์สูงที่สุดในชุดข้อมูลรวม 1,410 โพสต์ เมื่อดูการกระจายตัวของหัวข้อที่สังคมสนทนากันในช่วงตึกถล่ม พบว่าประเด็นนโยบายฟรีวีซ่า และประเด็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีจำนวนโพสต์สูงที่สุด โดยคิดเป็น ร้อยละ 28.49 และ 26.61 ตามลำดับ ความกังวลที่เคยแยกกันอยู่ในเรื่องอาชญากรรม นโยบายเปิดประเทศ และเศรษฐกิจ มาบรรจบกันรอบเหตุการณ์เดียว และกลายเป็นกรอบที่ผู้คนใช้ตีความสิ่งที่เกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนในมิติอารมณ์ด้วย ในช่วงวิกฤตระหว่างวันที่ 28 มีนาคมถึงพฤษภาคม 2025 สัดส่วนโพสต์เชิงลบเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 33.03 เป็นร้อยละ 43.47 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมต่อโพสต์ (engagement) เพิ่มขึ้นจาก 45 เป็น 74.5 ครั้ง การเปลี่ยนแปลงทั้งสองประการนี้ชี้ว่า อารมณ์เชิงลบที่มีอยู่เดิมได้รับความสนใจและแพร่กระจายกว้างขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนโพสต์คือ ลักษณะของคำถามที่เริ่มปรากฏในบทสนทนา  ภายหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม ความสนใจของผู้คนค่อย ๆ เคลื่อนจากตัวอาคารและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไปสู่ข้อมูลที่ถูกเปิดเผย กระบวนการตรวจสอบ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ คำถามเหล่านี้กลายเป็นประเด็นสำคัญของบทสนทนา และเป็นจุดตั้งต้นของประเด็นใหม่ที่ถูกเติมเข้าไปในชุดเรื่องเล่าที่มีอยู่เดิม

บทสนทนาที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ พบการแสดงความเห็นจำนวนมากถึงการตั้งคำถามหรือการพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นได้ ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ จากนั้นคำถามค่อย ๆ ขยายออกจากเหตุการณ์ไปสู่การสืบค้นข้อมูลของโครงการ กระบวนการตรวจสอบ รายละเอียดทางเทคนิค ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ในด้านหนึ่ง บทสนทนาจำนวนมากให้ความสนใจกับข้อมูลที่ทยอยปรากฏภายหลังเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของโครงการ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการร่วมค้า ITD-CREC4 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CREC10 ที่จดทะเบียนในปี 2018 มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่คนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 ซึ่งเป็นสัดส่วนขั้นต่ำที่กฎหมายไทยกำหนดให้ถือเป็นบริษัทไทยภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 25425 โครงสร้างที่พอดีกับเพดานกฎหมายนี้จึงนำมาซึ่งข้อสงสัยเรื่องการใช้นอมินี และต่อมานำไปสู่การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าสอบสวนและจับกุมผู้บริหารของบริษัท (สำนักข่าวอิศรา, 2025) บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลเกี่ยวกับโครงการบนเว็บไซต์ของบริษัทผู้รับเหมาถูกนำออกภายหลังเกิดเหตุ (ผู้จัดการออนไลน์, 2025) ขณะที่อีกส่วนติดตามผลการตรวจสอบและข้อมูลทางเทคนิคที่ทยอยเปิดเผยออกมาอย่างต่อเนื่อง

เนื้อหาที่ได้รับการมีส่วนร่วมสูงในช่วงนี้ หลายโพสต์มีลักษณะเป็นการแชร์ข่าว สรุปข้อมูล หรือเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบภายหลังเหตุการณ์ โพสต์หนึ่งที่มีการมีส่วนร่วมสูงในชุดข้อมูลนี้ (2,846 ครั้ง)6 เป็นการแชร์คลิปข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็กของบริษัทซินเคอหยวนที่ใช้ในโครงการ สะท้อนว่า ในช่วงต้นของวิกฤต บทสนทนาบนแพลตฟอร์ม X เดินไปพร้อมกันทั้งการแสดงอารมณ์และการติดตามข้อเท็จจริง โดยผู้คนพยายามปะติดปะต่อข้อมูลที่ทยอยปรากฏให้เห็นภาพรวม

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องนอมินีและโครงสร้างผู้ถือหุ้นก็ปรากฏอยู่ในบทสนทนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่านการรายงานข่าวและการแชร์ข้อมูลการตรวจสอบบริษัทที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์ที่มีจำนวนบัญชีผู้ใช้เข้าร่วมบทสนทนาสูงที่สุดหลายเหตุการณ์ล้วนเชื่อมโยงกับประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงคุณภาพเหล็กของบริษัทซินเคอหยวน (จำนวน 355 บัญชี) กรณีการตรวจสอบผู้ถือหุ้นชาวไทยที่โยงกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (จำนวน 351 บัญชี) หรือการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องนอมินีโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (จำนวน 331 บัญชี)

การที่ข้อมูลดังกล่าวถูกแชร์ อ้างอิง และนำไปเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นอย่างต่อเนื่อง คำถามเรื่องความเป็นเจ้าของ ความรับผิดชอบ และกลไกการกำกับดูแล ก็เข้ามาอยู่ในบทสนทนาสาธารณะควบคู่ไปกับการตรวจสอบสาเหตุของเหตุการณ์ จึงทำให้ขอบเขตของข้อกังวลต่อทุนจีนกว้างขึ้นจากเดิม จากเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจสีเทา ฟรีวีซ่า และนอมินี ขยายเข้าสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมการก่อสร้างทั้งเรื่องคุณภาพวัสดุก่อสร้าง มาตรฐานการควบคุมงาน ผู้รับเหมา หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ อุตสาหกรรมการก่อสร้างจึงกลายมาเป็นจุดยึดโยงใหม่ของข้อกังวลที่มีอยู่เดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ต่อทุนจีนในบริบทที่กว้างกว่าที่เคยปรากฏในบทสนทนาสาธารณะก่อนหน้า

แม้บทสนทนาส่วนใหญ่ภายหลังเหตุการณ์จะมุ่งตั้งคำถามและตรวจสอบ แต่ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X ก็ยังปรากฏความพยายามอธิบายหรือนำเสนอข้อมูลของบริษัทที่ถูกกล่าวถึงให้ครบถ้วนรอบด้าน เพียงแต่เนื้อหาเหล่านี้เข้าถึงผู้คนได้น้อยกว่า

ตัวอย่างหนึ่งคือโพสต์ข่าวที่รายงานคำชี้แจงของบริษัท ซึ่งยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีส่วนสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทย โพสต์นี้เป็นเนื้อหาเชิงบวกที่มีการมีส่วนร่วม 523 ครั้ง (ณ วันที่เก็บข้อมูล) “‘ซินเคอหยวน’ นำทีมกฎหมายแถลงโต้ ถูกกล่าวเหล็กของโรงงานไร้มาตรฐาน ยืนยันได้มาตรฐาน ตาม ISO 9001 และไม่ใช่บริษัทจีนเทา มีการเสียภาษี ทำประโยชน์ตอบแทนประเทศไทย” (เรื่องเล่าเช้านี้. [@MorningNewsTV3]., 2025)


เมื่อพิจารณาภาพรวมของข้อมูลในช่วงตึกถล่ม จะพบว่าบทสนทนาโดยรวมเอนเอียงไปทางอารมณ์เชิงลบ (negative sentiment) ที่สัดส่วนร้อยละ 43.47 และมีค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วม 112 ครั้งต่อโพสต์ ขณะที่โพสต์เชิงบวก (positive sentiment) มีเพียงร้อยละ 5.79 ลดลงจากร้อยละ 11.37 ในช่วงก่อนเกิดเหตุ และมีค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมเพียง 29 ครั้งต่อโพสต์ มุมมองเชิงบวกต่อทุนจีนจึงลดลงทั้งในแง่จำนวนและพื้นที่ในบทสนทนาในช่วงเวลาที่สังคมจดจ่อกับการตรวจสอบ โดยเนื้อหาที่สอดรับกับข้อกังวลและเป็นการคำถามของผู้คนเข้าถึงคนได้กว้างกว่าเนื้อหาที่มุ่งอธิบายหรือปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กร

หลังตึกถล่ม :  มิถุนายน 2025 มีนาคม 2026


เมื่อพ้นช่วงวิกฤตในเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2025 ปริมาณบทสนทนาเรื่องทุนจีนในแวดวงก่อสร้างลดลงอย่างชัดเจน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2025 ถึงเดือนมีนาคม 2026 สัดส่วนโพสต์เชิงลบกลับมาอยู่ที่ร้อยละ 38.76 ลดลงจากช่วงเหตุวิกฤต แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดเหตุเล็กน้อย สะท้อนว่าจุดสูงสุด (peak) ของความกังวลขึ้นอยู่กับการเกิดเหตุการณ์สำคัญมากกว่าจะคงระดับสูงต่อเนื่องด้วยตัวเอง

การลดลงของปริมาณบทสนทนาไม่ได้หมายความว่าประเด็นดังกล่าวหายไปจากพื้นที่สาธารณะ เพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี 2025  ประเด็นมาตรฐานเหล็กและการกำกับดูแลโรงงานของบริษัทซินเคอหยวนกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง จากความเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐและรายงานการติดตามสถานการณ์จากสื่อมวลชน ในวาระครบรอบ 6 เดือนของเหตุการณ์ (ชนากานต์ อาทรประชาชิต, 2025) ซึ่งเป็นช่วงที่คดีเข้าสู่กระบวนการศาล (ไทยรัฐออนไลน์, 2025) โดยในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2025 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มีคำสั่งถอนอายัดเหล็กของบริษัทบางส่วน พร้อมระบุว่าผลการตรวจสอบเป็นไปตามมาตรฐาน (มติชนออนไลน์, 2025) ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2025 คณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงกรณีดังกล่าว (มติชนออนไลน์, 2025) ขณะเดียวกันยังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับคำสั่งถอนและกลับมาอายัด “ฝุ่นแดง” ของโรงงานในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รวมถึงคำสั่งให้อุตสาหกรรมจังหวัดระยองมาช่วยราชการที่ส่วนกลาง (กรุงเทพธุรกิจ, 2025; มติชนออนไลน์, 2025)

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ปรากฏบน X อย่างรวดเร็ว เมื่อสำนักข่าว THE STANDARD (2025) โพสต์คลิปเผยแพร่ข้อสังเกตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ตั้งคำถามว่า โรงงานซินเคอหยวนซึ่งมีคำสั่งปิดโรงงาน แต่กลับมีคนเข้าไปทำงานแล้ว ในเดือนเดียวกัน กลุ่มบทสนทนาย่อยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมายและความรับผิดมีจำนวนสูงสุดถึง 101 โพสต์ สูงกว่าช่วงวิกฤตทันทีหลังเหตุการณ์ตึกถล่ม ทั้งที่กลุ่มบทสนทนานี้แทบไม่ปรากฏในช่วงกลางปี 2025 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อคดีและข้อพิพาทต่าง ๆ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของหน่วยงานและศาล

ที่สำคัญยิ่งกว่าข้อมูลเชิงปริมาณข้างต้น คือการเปลี่ยนแปลงของบทสนาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปราย ในช่วงแรก บทสนทนามักมุ่งไปที่บริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง แต่เมื่อเวลาผ่านไป จุดสนใจเคลื่อนออกจากตัวบริษัท ไปสู่การตั้งคำถามต่อการกำกับดูแล การตรวจสอบมาตรฐาน และการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐ สิ่งที่ผู้คนตรวจสอบขยายจากตัวอาคารที่ถล่ม ไปถึงระบบที่เปิดช่องให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้มีความซับซ้อนในตัว กล่าวคือ ผลการพิจารณาเรื่องมาตรฐานเหล็กมีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากการระบุในเดือนเมษายน 2025 ว่าเหล็กบางส่วนไม่ผ่านมาตรฐาน ไปสู่การถอนอายัดในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมโดยระบุว่าผ่านมาตรฐาน (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2025) บทความนี้นำเสนอลำดับเหตุการณ์ตามที่หน่วยงานรัฐดำเนินการและสื่อรายงาน โดยไม่สรุปว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด

เรื่องเล่าจากจีนเทา สู่ “ไทยเทา”

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 เครนก่อสร้างในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน สัญญาที่ 3–4 ช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว ถล่มทับขบวนรถไฟโดยสาร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 32 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก (ไทยรัฐออนไลน์, 2026; กรมประชาสัมพันธ์, 2026) ผู้รับจ้างสัญญานี้คือบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งเป็นหุ้นส่วนเดียวกับกิจการร่วมค้า ITD-CREC ที่ก่อสร้างอาคาร สตง. โดยมี 2 บริษัทในเครือข่าย “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC7 เป็นผู้ควบคุมงาน คือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน (ThaiPBS, 2026; The Momentum, 2026; กรุงเทพธุรกิจ, 2026) ต่อมากระทรวงคมนาคมเปิดเผยผลการสอบสวนและเตรียมเสนอให้ยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างดังกล่าว (ไทยรัฐออนไลน์, 2026)

บทสนทนาบน X โยงเหตุการณ์ใหม่เข้ากับความทรงจำของเหตุการณ์เดิมทันที จากโพสต์ 53 โพสต์ ที่กล่าวถึงเหตุเครนถล่มและโครงการรถไฟความเร็วสูงในเดือนมกราคม 2026 มีถึง 45 โพสต์ที่ย้อนกลับไปอ้างถึงกรณีอาคาร สตง. ถล่ม รวมถึงบริษัทและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อน ผู้ใช้งานรายหนึ่งโพสต์ว่า “อีกแล้ว ผู้รับเหมาที่คุมงานจุดเครนถล่มเป็นบริษัทเดียวกับที่เคยร่วมก่อสร้างอาคาร สตง.” ซึ่งเป็นโพสต์ที่มีการมีส่วนร่วมสูงสุดในกรณีเครนถล่มสีคิ้ว (4,694 ครั้ง ณ วันที่เก็บข้อมูล)

บทสนทนาเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้คนจำนวนหนึ่งเชื่อมเหตุการณ์เครนถล่มครั้งนี้เข้ากับชุดข้อกังวลที่มีอยู่ก่อนหน้า โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาชุดเดียวกับกรณีอาคาร สตง. ถล่ม มีบางโพสต์ย้อนกลับไปตั้งคำถามต่อการประมูลสัญญาโครงการในอดีต บริษัทที่เกี่ยวข้อง และบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล ขณะที่บางโพสต์เชื่อมโยงทุนจีน ระบบการรับเหมาก่อสร้าง และการเมืองเข้าไว้ในบทสนทนาเดียว เป็นการย้ำว่าการรับรู้ที่ก่อตัวขึ้นหลังเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่มถูกเชื่อมกลับมาใช้อธิบายเหตุการณ์ใหม่ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม คำถามไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่บทบาทของทุนจีนเพียงเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงผู้รับเหมา หน่วยงานรัฐ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับงาน และการบังคับใช้กฎหมาย การเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ทั้งสองนี้จึงทำให้ความสนใจเคลื่อนจากตัวทุนไปสู่เงื่อนไขและกลไกภายในประเทศที่ถูกมองว่ามีส่วนทำให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกได้

ผลการวิเคราะห์เครือข่ายของบัญชีผู้ใช้ (Social Network Analysis: SNA) พบว่า เหตุการณ์เครนถล่มสีคิ้วได้ดึงผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยเข้าร่วมการสนทนาเรื่องตึกถล่มมาก่อนให้เข้ามามีส่วนร่วมในบทสนทนา ทำให้ประเด็นที่เคยจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ติดตามข่าวอาคาร สตง. ถล่มขยายออกไปกว้างขึ้น ขณะเดียวกัน ในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งเป็นวาระครบรอบหนึ่งปีของเหตุการณ์ดังกล่าว ปริมาณบทสนทนาบนแพลตฟอร์ม X เพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่พ้นช่วงวิกฤตตึกถล่มที่ 687 โพสต์ สะท้อนว่าเหตุการณ์นี้ยังคงเป็นจุดอ้างอิงสำคัญในการพูดคุยประเด็นเกี่ยวกับทุนจีน

การที่เหตุการณ์อุบัติเหตุร้ายแรงจากการก่อสร้างสองกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และมีบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ซึ่งเป็นบริษัทไทยปรากฏอยู่ในฐานะผู้รับเหมาในทั้งสองโครงการ ทำให้คำถามของผู้คนขยายจากบทบาทของทุนจีนไปสู่บทบาทและระบบของฝ่ายไทย ที่ปล่อยให้ความผิดพลาดเกิดซ้ำได้ ทั้งการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ มาตรฐานการตรวจรับงาน การใช้นอมินีคนไทย และความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้กรอบการมองเคลื่อนจากเรื่องเล่า “จีนเทา” มาสู่กรอบ “ไทยเทา” ซึ่งชี้ไปที่โครงสร้างและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายไทยที่ถูกมองว่ามีส่วนทำให้ทุนสีเทาดำเนินอยู่ได้

สรุป

การรับรู้ต่อจีนในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จากภาพของ “ภัยคอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น สู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในยุคฟื้นฟูความสัมพันธ์ และต่อเนื่องมาสู่ความกังวลเกี่ยวกับ “ทุนจีน” ในชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบัน

กรณีอาคาร สตง. ถล่มวางตัวอยู่ในเส้นทางนี้ ข้อมูลจาก X ชี้ว่าเหตุการณ์นี้ทำงานกับเรื่องเล่าเรื่องจีนเทา ทุนเทา นอมินี และธุรกิจสีเทา ที่ดำเนินอยู่ก่อนแล้ว โดยรวบเรื่องเหล่านี้ให้มาเกาะกลุ่มกัน และพาเข้าสู่ประเด็นใหม่ที่แทบไม่เคยอยู่ในบทสนทนาเรื่องทุนจีนมาก่อน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยใน 2 ระดับ กล่าวคือ ในระดับของเรื่องเล่า (narrative) ความกังวลต่อทุนจีนได้ขยายจากประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจสีเทา และนอมินี ไปสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมการก่อสร้าง คุณภาพวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ ขณะที่ในระดับของกรอบการมอง (framing) จุดสนใจค่อย ๆ เคลื่อนจากการตั้งคำถามต่อบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ไปสู่การตั้งคำถามต่อการกำกับดูแล มาตรฐาน และความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับอำนาจรัฐไทยในวงกว้างมากขึ้น

สิ่งที่เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มและเครนถล่มสีคิ้วเปลี่ยนคือจุดยึดโยงของการรับรู้ต่อทุนจีน กล่าวคือ ฐานที่ผู้คนใช้มองปัญหาทุนจีน จากเดิมที่เพ่งไปยังทุนต่างชาติในกรอบ “จีนเทา” มาสู่คำถามต่อระบบการกำกับดูแล มาตรฐาน และความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับอำนาจรัฐไทย ซึ่งสื่อและบทสนทนาบางส่วนเรียกรวมว่า “ไทยเทา” ส่วนทิศทางของการรับรู้ยังคงวางอยู่บนความไม่ไว้วางใจเช่นเดิม สิ่งที่ขยับคือขอบเขตของผู้ที่ถูกตั้งคำถาม จากผู้เล่นต่างชาติรายหนึ่ง มาสู่โครงสร้างและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายไทยที่ทำให้ทุนสีเทาดำเนินอยู่ได้ เหตุการณ์เหล่านี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องเล่าและกรอบการมองที่ผู้คนใช้ทำความเข้าใจบทบาทของทุนจีนในสังคมไทยร่วมสมัย


เชิงอรรถ

  1. The Second Sino-Japanese War (1937–1945) หรือ สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง เริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 1937 จากการปะทะที่สะพานมาร์โคโปโลใกล้เป่ยผิง (Beiping) (ปักกิ่งในปัจจุบัน) และดำเนินต่อเนื่องในฐานะความขัดแย้งทวิภาคีระหว่างสาธารณรัฐจีนกับจักรวรรดิญี่ปุ่น ก่อนที่การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในเดือนธันวาคม 1941 จะทำให้ความขัดแย้งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ ROC จึงเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพโซเวียต ในฐานะหนึ่งในห้ามหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตร
    ↩︎
  2. สถาบันขงจื่อ (Confucius Institute) คือสถาบันที่จัดตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล PRC มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนในสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2004 สถาบันขยายตัวไปกว่า 550 แห่งใน 162 ภูมิภาคทั่วโลก (Gil, 2022)
    ↩︎
  3. การสำรวจ State of Southeast Asia ของ ISEAS เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้นำความคิดและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค โดยแบ่งผู้ตอบแบบสอบถามออกเป็น 5 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ 1) นักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย 2) ตัวแทนภาคเอกชน 3) ตัวแทนภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และสื่อมวลชน 4) เจ้าหน้าที่รัฐ และ 5) บุคลากรจากองค์กรระดับภูมิภาคและนานาชาติ
    ↩︎
  4. กิจการร่วมค้า ITD-CREC ชนะประมูลโครงการอาคาร สตง. มูลค่า 2,136 ล้านบาท ประกอบด้วยสองบริษัท คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CREC10 โดยมีกิจการร่วมค้า พีเคดับเบิลยู (PKW) เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ซึ่งประกอบด้วย บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด ร่วมค้ากับ บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด (วรภา หฤษฎางค์กูร, 2025)
    ↩︎
  5. บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CREC10 ได้รับการจดทะเบียนก่อตั้งในประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2018 โดยมีโครงสร้างสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทใช้วิธีให้คนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 และทุนจีนถือร้อยละ 49 จริง ซึ่งเป็นสัดส่วนขั้นต่ำสุดในการคงสถานะเป็น “นิติบุคคลไทย” บนหน้ากระดาษ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดและไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (สำนักข่าวอิศรา, 2025) ↩︎
  6. การมีส่วนร่วม (engagement) หมายถึงยอดปฏิสัมพันธ์รวมต่อโพสต์ ทั้งการกดถูกใจ (Like) รีโพสต์ (Repost) อ้างอิง (Quote) และตอบกลับ (Reply)
    ↩︎
  7.  เครือ “ไชน่า เรลเวย์” หรือ CREC ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกันที่เข้าไปรับเหมาก่อสร้างในนามกิจการร่วมค้ากับ “อิตาเลียนไทย” ก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ วงเงินกว่า 2.1 พันล้านบาท
    ↩︎

บรรณานุกรม

กรุงเทพธุรกิจ. (14 มกราคม 2026). CREC คุมงาน! เปิดทุกสัญญาสร้างรถไฟความเร็วสูง ก่อน ‘เครนถล่ม’. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.bangkokbiznews.com/politics/1216583

กรุงเทพธุรกิจ. (19 พฤศจิกายน 2025). ระยองพลิกคำสั่ง! คงอายัด ‘ฝุ่นแดง’ ต่อ ย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดกลับส่วนกลาง. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208275

กรมประชาสัมพันธ์. (15 มกราคม 2026). ผู้ว่าฯโคราช แถลงปิดศูนย์บัญชาการฯ เหตุเครนถล่มทับรถไฟด่วน สรุปยอดผู้เสียชีวิต 32 ราย เร่งฟื้นฟูพื้นที่. เรียกใช้เมื่อ 13 มิถุนายน 2026 จาก https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/465807 

ชนากานต์ อาทรประชาชิต. (26 กันยายน 2025). ครบครึ่งปี ตึก สตง.ถล่ม คดีความ – เยียวยาคืบหน้าแค่ไหน. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก The Active: https://theactive.thaipbs.or.th/read/6month-after-earthquake 

ฐานเศรษฐกิจ. (10 มกราคม 2025). จีนหลอกจีน กระแสไทยไม่ปลอดภัย นักท่องเที่ยวจีน ส่อยกเลิกทริปตรุษจีน 10-20%. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thansettakij.com/business/tourism/616698 

ไทยรัฐออนไลน์. (16 มกราคม 2026). สธ.โคราช ยืนยันยอดผู้เสียชีวิต เหตุเครนถล่มทับรถไฟ เหลือ 30 ราย แจงขั้นตอนนิติเวช. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2908262 

ไทยรัฐออนไลน์. (23 มกราคม 2026). “คมนาคม” เปิดผลสอบ “เครนหล่นทับรถไฟ” เตรียมชงบอร์ด รฟท. ยกเลิกสัญญา ITD. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2909668 

ไทยรัฐออนไลน์. (8 สิงหาคม 2025). อัยการยื่นฟ้องแล้ว ผู้ต้องหา 23 ราย คดีตึก สตง.ถล่ม ต่อศาลอาญา. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thairath.co.th/news/crime/2875449 

ไทยรัฐออนไลน์. (9 กรกฎาคม 2018). ‘บิ๊กป้อม’ ชี้เหตุเรือล่มภูเก็ตคนจีนทำ สั่ง จนท.เร่งสางทัวร์ศูนย์เหรียญ. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก ไทยรัฐออนไลน์: https://www.thairath.co.th/news/politic/1330649 

ผู้จัดการออนไลน์. (29 มีนาคม 2025). “จีนสร้าง” ตึก สตง.30 ชั้นถล่ม ไล่ลบข้อมูลโครงการหายวับเหมือนไม่เคยมีอยู่. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก MGR Online: https://mgronline.com/china/detail/9680000029866 

มติชนออนไลน์. (19 พฤศจิกายน 2025ค). ธนกร แจงเหตุเด้งอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ย้ำฝุ่นแดง ซินเคอหยวน ยังอยู่ สั่งห้ามเคลื่อนย้าย. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.matichon.co.th/economy/news_5464285 

มติชนออนไลน์. (23 ตุลาคม 2025ก). สมอ.ถอนอายัด เหล็กซินเคอหยวน 6.6 หมื่นเส้น เคลียร์ปมตึกสตง.ถล่ม ชี้ผลสอบได้มาตรฐาน. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.matichon.co.th/economy/news_5424985 

มติชนออนไลน์. (5 พฤศจิกายน 2025ข). เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก กมธ.อุต เรียก สมอ.แจง ถอนอายัดเหล็ก ซินเคอหยวน ชุติพงศ์ ปูด เริ่มมีออเดอร์ ทั้งที่ยังไม่สั่งเปิดกิจการ: https://www.matichon.co.th/politics/news_5442689 

เรื่องเล่าเช้านี้. [@MorningNewsTV3]. (21 เมษายน 2025). “ซินเคอหยวน” นำทีมกฎหมายแถลงโต้ ถูกกล่าวเหล็กของโรงงานไร้มาตรฐาน ยืนยันได้มาตรฐาน ตาม ISO 9001 และไม่ใช่บริษัทจีนเทา มีการเสียภาษี ทำประโยชน์ตอบแทนประเทศไทย. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก X: https://x.com/MorningNewsTV3/status/1914262837528084694 

วรภา หฤษฎางค์กูร. (2 เมษายน 2025). ยิ่งขุดยิ่งเจอ บริษัทจีนสร้างตึก สตง. พบประวัติอื้อฉาวทั่วโลก. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก The 101 World: https://www.the101.world/china-state-audit-building-contractor-worldwide-scandals/ 

สำนักข่าวอิศรา. (20 เมษายน 2025). เจาะลึกฐานธุรกิจ ไชน่าเรลเวย์ 10 ในมือ ดีเอสไอ ก่อนรวบ กก.จีน ล่าตัว 3 ผู้ถือหุ้นไทย. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.isranews.org/article/isranews-scoop/137333-invessddsdsdsds-2.html 

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม. (24 ตุลาคม 2025). “ธนกร” แจงกรณีถอนอายัดเหล็ก “ซิน เคอ หยวน” กว่า 4.1 หมื่นเส้น เป็น “เหล็กจากเหตุไฟไหม้โรงงาน” ไม่ใช่ “เหล็กตึก สตง. ถล่ม”. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://pr.tisi.go.th/db-shin-2025/#:~:text=SEARCH-,“ธนกร”%20แจงกรณีถอนอายัดเ%E 

เออิจิ มูราชิมา. (2539). การเมืองจีนสยาม การเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ค.ศ. 1924–1941. (เออิจิ มูราชิมา และวรศักดิ์ มหัทธโนบล, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

BBC ไทย. (12 พฤศจิกายน 2025). ไทยส่งตัว “เฉอ จื้อเจียง” ผู้ก่อตั้งเมืองชเวโก๊กโก่ ให้จีน ทนายตั้งข้อสังเกตขั้นตอนส่งกลับ “ผิดปกติ”. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก BBC Thai: https://www.bbc.com/thai/articles/cddrljp6q33o 

BBC ไทย. (7 กรกฎาคม 2018). เรือล่มภูเก็ต: โศกนาฏกรรมทางน้ำที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก BBC Thai: https://www.bbc.com/thai/thailand-44734152 

BBC ไทย. (8 มกราคม 2025). ซิง ซิง ดาราจีนหายตัวไปที่ชายแดนแม่สอด-เมียนมา เรารู้อะไรแล้วบ้าง ? เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก BBC Thai: https://www.bbc.com/thai/articles/cvg92v0r3nwo

Gil, J. (2022, June). The fall of Confucius Institutes and Confucius Classrooms? An analysis of closures and future directions. Melbourne Asia Review, 11, DOI: 10.37839/MAR2652-550X11.1.

Hale, E. (2024, April 4). Majority in Southeast Asia would choose China over US, survey suggests. Retrieved June 1, 2026, from Aljazeera: https://www.aljazeera.com/economy/2024/4/4/majority-in-southeast-asia-would-choose-china-over-us-survey-suggests 

Han, E. (2024). The Ripple Effect: China’s Complex Presence in Southeast Asia. Oxford University Press.

Han, E., & Sirada Khemanitthathai. (2023). Through the Prism of Migration: History of Migration and Contemporary Chinese Engagement with Thailand. Journal of Contemporary China, 32(142), 620-634.

Kasian Tejapira. (2017). The Sino-Thais’ right turn towards China. Critical Asian Studies, 49(4), pp. 606-618.

Kornphanat Tungkeunkunt and Kanya Phuphakdi. (2018). Blood Is Thicker Than Water: A History of the Diplomatic Discourse “China and Thailand Are Brothers”. Asian Perspective, 42(4), 597-621.

Pongphisoot Busbarat. (2024). “Bamboo Stuck in the Chinese Wind”: The Continuing Significance of the China Factor in Thailand’s Foreign Policy Orientation. Contemporary Southeast Asia, 43(1), 125-146.

Seah, S., Lin, J., Martinus, M., Fong, K., Phuong Thao, P., & Aridati, I. Z. (2025). The State of Southeast Asia 2025 Survey Report. Singapore: the ASEAN Studies Centre at the ISEAS – Yusof Ishak Institute.

Silver, L., Huang, C., Clancy, L., & Prozorovsky, A. (2024, July 9). Most People In 35 Countries Say China Has A Large Impact On Their National Economy. Retrieved June 1, 2026, from Pew Research Center: https://www.pewresearch.org/?p=180276 

Sivarin Lertpusit. (2023). New Chinese migrants in Thailand and the perceived impact on Thai people. Singapore: ISEAS-Yusof Ishak Institute.

Skinner, G. W. (1957). Chinese Society in Thailand: An Analytical History. Cornell University Press.

ThaiPBS. (14 มกราคม 2026). เปิดข้อมูล “บริษัทยักษ์ใหญ่” คุมงานเครนก่อสร้างถล่มทับรถไฟสีคิ้ว. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/501065 

The Momentum. (14 มกราคม 2026). นายกสมาคมวิศวกรฯ เผยข้อสันนิษฐาน เหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนถล่ม เนื่องจากติดตั้งฐานรองรับเครนไม่แข็งแรงพอ. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก https://themomentum.co/report-launching-crane-highspeed-train/ 

THE STANDARD. [@thestandardth]. (14 พฤศจิกายน 2025). สส.ชุติพงศ์แฉ โรงงานซินเคอหยวน มีคำสั่งปิดโรงงาน แต่ตอนนี้กลับมีคนมาทำงานแล้ว. เรียกใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 จาก X: https://x.com/thestandardth/status/1989332054207795312 

Wasana Wongsurawat. (2019). The Crown and the Capitalists: The Ethnic Chinese and the Founding of the Thai Nation. University of Washington Press.

Wolfram, S., & Praphakorn Wongratanawin. (2021). The #MilkTeaAlliance: A New Transnational Pro-Democracy Movement Against Chinese-Centered Globalization? ASEAS – Austrian Journal of South-East Asian Studies, 14(1), 5-36.