‘เบอร์เกอร์’ ที่ไม่ใช่ของกิน โรคร้ายจากพิษภัยของยาสูบ อันตรายถึงขั้นอาจต้องตัดมือ-เท้า
บัญชา จันทร์สมบูรณ์
เอ่ยถึง ‘เบอร์เกอร์ (Burger)’ เชื่อว่าภาพแรกที่หลายคนคงนึกถึงคือขนมปัง 2 ชิ้นประกบเนื้อสัตว์และผักตรงกลางอันเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติสหรัฐอเมริกาที่แพร่หลายไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกคำหนึ่งคือ ‘เบอร์เกอร์ (Buerger)’ เป็นคำพ้องเสียงแต่ความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะหมายถึงโรคภัยไข้เจ็บที่แม้จะพบไม่มากนักแต่หากเป็นแล้วมักมีอาการรุนแรง
ดังที่ทางโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ได้ออกมาเตือนเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 ถึงโรคเบอร์เกอร์ (Buerger’s Disease) หรือ Thromboangiitis Obliterans (TAO) เป็นโรคหลอดเลือดอักเสบที่พบไม่บ่อย โดยมักส่งผลต่อหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำขนาดเล็กถึงขนาดกลางบริเวณแขนและขา ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมือและเท้าไม่พอ หากโรครุนแรงอาจเกิดเนื้อตายและนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะได้
โรคเบอร์เกอร์คืออะไร?
ข้อมูลจาก Hand Surgery Resource องค์กรไม่แสวงผลกำไรซึ่งทำงานภายใต้สหพันธ์ศัลยกรรมมือระหว่างประเทศ (IFSSH) องค์กรวิชาการแพทย์ด้านศัลยกรรมมืออธิบายว่า เดิมโรคนี้ไม่ได้ถูกเรียกว่าโรคเบอร์เกอร์ แต่ถูกอธิบายโดย นพ. เฟลิกซ์ ฟอน วินิวาร์เทอร์ (Felix von Winiwarter) แพทย์ชาวออสเตรีย ในปี 2422 ว่าเป็นอาการ ‘เนื้อเน่าตายก่อนวัยอันควร (Presenile spontaneous gangrene)’ หมายถึงอาการเกิดขึ้นทั้งยังไม่เข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ ต่อมาในปี 2451 นพ. ลีโอ เบอร์เกอร์ (Leo Buerger) แพทย์ชาวอเมริกัน ได้ค้นพบว่าอาการดังกล่าวคือ โรคหลอดเลือดอักเสบอุดตัน (Thromboangiitis Obliterans) อย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างในชื่อโรคเบอร์เกอร์ ตามนามสกุลของเขามากกว่า แม้พบผู้ป่วยได้ทั่วโลก แต่โรคเบอร์เกอร์พบได้บ่อยในตะวันออกกลางและตะวันออกไกลมากกว่าในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก อย่างในสหรัฐฯ จะพบอยู่ราวร้อยละ 0.02 ของประชากร

ที่มา: American Urological Association
สาเหตุของโรคเบอร์เกอร์นั้นไม่แน่ชัด แต่พบความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่จัด นอกจากนั้นยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียจากสุขอนามัยช่องปากไม่ดี ความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคเบอร์เกอร์จะมีอาการที่ขา โดยพบอาการที่แขนเพียงร้อยละ 15-20 ของจำนวนผู้ป่วย สัญญาณที่อาจสื่อว่ามีอาการป่วย เช่น ปวดแขนหรือขาอย่างรุนแรง มือหรือเท้ามีอาการเย็น ๆ เสียวแปลบ ๆ (Parestesias) มีแผลที่ผิวหนัง มีเนื้อตายที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้า
ดร.นพ.พงศ์พล ศรีพันธ์ ศัลยแพทย์หลอดเลือด งานศัลยศาสตร์หลอดเลือดและอุบัติเหตุ หัวหน้าคลินิกแผลหายยาก กลุ่มงานศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่าโรคเบอร์เกอร์เป็นโรคหลอดเลือดส่วนปลายอักเสบอุดตันเรื้อรังที่ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงแขนขาไม่พอจนเกิดอาการปวด ชา แผลเรื้อรัง และเสี่ยงต่อการเกิดเนื้อตายจนต้องตัดนิ้วหรือตัดขา ขณะที่ นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าอาการในระยะแรกของโรคเบอร์เกอร์อาจไม่จำเพาะและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล จึงควรสังเกตความผิดปกติ เช่น นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเย็น ชา เสียวซ่า ปวดขณะเดินหรือใช้งาน รวมถึงการเปลี่ยนสีของนิ้วมือหรือนิ้วเท้า หากมีภาวะขาดเลือดรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดแม้ขณะพัก หรือเกิดแผลบริเวณปลายมือปลายเท้าที่หายช้าและติดเชื้อได้ การได้รับการตรวจประเมินตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ โดยแพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจระบบหลอดเลือดร่วมกับการแยกโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกัน

โรคเบอร์เกอร์กับการสูบบุหรี่
ปัจจุบันมีคำเตือนจากหน่วยงานในหลายประเทศถึงความเสี่ยงป่วยเป็นโรคเบอร์เกอร์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ สำหรับในประเทศไทย ดร.นพ. พงศ์พลกล่าวว่าหัวใจสำคัญสูงสุดในการรักษาคือการเลิกบุหรี่และยาสูบทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ขณะที่ นพ. สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคเบอร์เกอร์เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการสูบบุหรี่และการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติการใช้ยาสูบ เนื่องจากการใช้ยาสูบต่อเนื่อง สัมพันธ์กับการดำเนินของโรคและการขาดเลือดของอวัยวะที่รุนแรงขึ้น ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินและคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการเลิกบุหรี่และการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละราย
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า นักวิจัยเชื่อว่าสารเคมีในยาสูบอาจทำให้เยื่อบุหลอดเลือดระคายเคือง ทำให้หลอดเลือดบวม โดยผู้ป่วยเกือบทุกรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบอร์เกอร์มีประวัติสูบบุหรี่หรือใช้ยาสูบในรูปแบบอื่น เช่น ซิการ์ ยาสูบแบบเคี้ยว (Chewing Tobacco)
“อย่าสูบบุหรี่หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นใดหากต้องการป้องกันตนเองจากโรคเบอร์เกอร์ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาด ดังนั้นหากป่วยแล้วก็ต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาสูบทันทีเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง สำหรับยาโดยทั่วไปไม่ได้ผลในการรักษาโรคนี้โดยตรง แต่สามารถช่วยควบคุมอาการได้ การผ่าตัดอาจช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดไปยังบางบริเวณได้ แต่หากเกิดการติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อตายเป็นบริเวณกว้าง อาจจำเป็นต้องตัดมือหรือเท้าทิ้ง” คำเตือนจาก CDC ระบุ
สำนักงานระบบสุขภาพของอังกฤษ (NHS) จัดให้โรคเบอร์เกอร์อยู่ในกลุ่มโรคหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) และย้ำว่าโรคเบอร์เกอร์มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการสูบบุหรี่ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Vasculitis UK องค์กรการกุศลในอังกฤษที่ทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดอักเสบระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่พบมีประวัติสูบบุหรี่จัด1 แต่ก็มีบ้างที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ในระดับปานกลาง หรือแม้แต่ผู้ที่ใช้ยาสูบเคี้ยวหรือยาสูบรูปแบบอื่นที่บริโภคโดยไม่ใช้วิธีสูบ และเมื่อป่วยต้องเลิกใช้ยาสูบทุกชนิดทันที เพราะการใช้แม้ในปริมาณเล็กน้อยก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือแขนขาเนื่องจากการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตไว้
สมาคมโรคหัวใจแห่งญี่ปุ่น (JCS) เผยแพร่แนวปฏิบัติฉบับปี 2569 ว่าด้วยการจัดการโรคหลอดเลือดอักเสบขนาดใหญ่ (JCS 2026 Guideline on Management of Large Vessel Vasculitis) ใน J-STAGE ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวมวารสารวิชาการในญี่ปุ่น กล่าวถึงประวัติการสูบบุหรี่ว่าเป็นหนึ่งในเกณฑ์วินิจฉัยโรค และย้ำว่าเมื่อป่วยแล้วต้องเลิกสูบอย่างเด็ดขาดโดยทันที เนื่องจากการลดบุหรี่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคเบอร์เกอร์ได้
“มีการศึกษาที่ทำร่วมกันในศูนย์การแพทย์หลายแห่ง พบว่าการเลิกสูบบุหรี่ช่วยลดอัตราการต้องตัดแขนหรือขาในผู้ป่วยโรคเบอร์เกอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การเลิกสูบบุหรี่ยังนำไปสู่อัตราความสำเร็จของการผ่าตัดบายพาสและการรักษาด้วยการสอดสายสวนหลอดเลือด (EVT) ที่ดีขึ้น รวมถึงอัตราการฟื้นฟูหลอดเลือดที่ดีขึ้นด้วย” แนวปฏิบัติของ JCS ระบุ

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัจจัยกระตุ้นโรคเบอร์เกอร์เช่นเดียวกับบุหรี่มวน
ปัจจุบันหลายคนหันมาใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นเพราะเชื่อว่าช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้บ้าง หรืออันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนแบบดั้งเดิมบ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะไอระเหยจากน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายและทำให้เสพติดได้ไม่ต่างจากบุหรี่มวน รวมถึงความเสี่ยงต่อโรคเบอร์เกอร์ด้วยเช่นกัน โดยในต่างประเทศเริ่มมีงานวิชาการที่รายงานเรื่องนี้
งานวิจัย ‘Progression of Buerger’s Disease in the Absence of Conventional Tobacco Exposure: A Case of Vape Associated Disease’ โดยคณะผู้วิจัยจากสถานศึกษาด้านการแพทย์และศูนย์การแพทย์หลายแห่งในสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2568 รายงานผู้ป่วยชายวัย 29 ปี เข้ารับการรักษาในเดือน ก.ค. 2566 ผู้ป่วยรายนี้มีประวัติสูบบุหรี่เฉลี่ยวันละ 1-3 มวน เป็นเวลานาน 10 ปี ก่อนจะเลิกสูบในเดือน ก.ย. 2565 แต่ในเดือน เม.ย. 2566 ได้หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างหนักในช่วง 3 เดือน โดยใช้หัวพ็อดบุหรี่ไฟฟ้าที่มีปริมาณนิโคติน 50 มิลลิกรัมทุกสัปดาห์
ผู้ป่วยรายนี้ยืนยันว่าไม่เคยมีประวัติทางการแพทย์เกี่ยวกับภาวะหลอดเลือดดำอักเสบ ไม่มีอาการเสียวแปลบ ๆ ภาวะขาดเลือดที่นิ้วหรืออวัยวะ หรืออาการปวดข้อใด ๆ มาก่อนตั้งแต่เดือน พ.ย. 2565 สาเหตุที่มาพบแพทย์ในเดือน ก.ค. 2566 เพราะเริ่มมีอาการเสียวเย็นแปลบ ๆ และปวดที่ปลายมือทั้งสองข้าง โดยมือซ้ายเป็นหนักที่สุด แพทย์ได้แนะนำให้เลิกเด็ดขาดทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งผู้ป่วยก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
จากการติดตามผลพบว่า แม้เวลาผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์หลังเลิกยุ่งเกี่ยวกับยาสูบทุกประเภท ผู้ป่วยรายนี้อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการปวด แผลหายเร็วขึ้น และความรู้สึกไวต่อความเย็นบริเวณปลายมือลดลง เมื่อติดตามผลต่อไปอีก 6 เดือนและ 1 ปี ซึ่งผู้ป่วยไม่ได้กลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใด ๆ อีก ก็ไม่พบว่ามีอาการปวดหรือแผลเปื่อยเพิ่มขึ้นมา จึงสันนิษฐานว่าเหตุที่ป่วยเป็นโรคเบอร์เกอร์น่าจะเพราะสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะพฤติกรรมการสูบบุหรี่มวนนั้นยังไม่ถือว่าเข้าขั้นสูบบุหรี่จัดเมื่อเทียบกับช่วงที่หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า
“กรณีนี้เน้นให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในการกระตุ้นหรือทำให้โรคเบอร์เกอร์ (Buerger’s disease) รุนแรงขึ้น แม้ว่าจะไม่มีการสัมผัสกับยาสูบแบบดั้งเดิมในปริมาณมากก็ตาม แพทย์ควรตระหนักถึงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นไปได้ และให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับความสำคัญของการเลิกนิโคตินอย่างเด็ดขาด รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคและเพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์ด้านหลอดเลือด” บทความดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Athenaeum Scientific Publishers ให้ข้อสรุป
บทความ ‘Vaping and vascular health-emerging risks for Raynaud’s, chilblains & Buerger’s disease’ โดยคณะผู้เขียนจากสถาบันการแพทย์ในมหาวิทยาลัย Oxford และมหาวิทยาลัย University College London (UCL) ในอังกฤษ เผยแพร่ใน UCL Discovery ฐานข้อมูลงานวิจัยของ UCL ในปี 2569 ซึ่งอ้างถึงงานวิจัยข้างต้น ให้ความเห็นว่า เนื่องจากอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพหลอดเลือดจึงสมควรได้รับความสนใจมากขึ้นในสาขาโรคข้อ ซึ่งแม้ข้อมูลทางระบาดวิทยาในระยะยาวจะยังมีจำกัด แต่หลักฐานใหม่ในห้องแล็บที่บ่งบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำงานหรือออกฤทธิ์ในร่างกายของมนุษย์และหลักฐานทางการแพทย์ในมนุษย์ ชี้ให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีส่วนทำให้เกิดความผิดปกติของเยื่อบุหลอดเลือด การหดตัวของหลอดเลือด และภาวะที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย กระบวนการเหล่านี้มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับพยาธิสรีรวิทยาของปรากฏการณ์เรย์โนด์2 โรคผิวหนังอักเสบจากความเย็น และโรคเบอร์เกอร์ ดังนั้น การสอบถามเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการซักประวัติเกี่ยวกับหลอดเลือดและโรคข้อ และจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคตอย่างเร่งด่วนเพื่อชี้แจงบทบาทของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในโรคหลอดเลือดขนาดเล็ก
รายการอ้างอิง
- How the hamburger became an American staple – and where to get classic burgers today : CNN , 3 พ.ค. 2565
- HISTORY AND PURPOSE , International Federation of Societies for Surgery of the Hand
- BUERGER’S DISEASE (THROMBOANGIITIS OBLITERANS) : Hand Surgery Resource
- โรงพยาบาลราชวิถี เตือน “โรคเบอร์เกอร์” ภัยจากบุหรี่ เสี่ยงสูญเสียอวัยวะ : กรมการแพทย์ , 4 ก.ย. 2569
- Smoking and Buerger’s Disease : CDC
- Vasculitis : NHS
- Buergers Disease : Vasculitis UK
- JCS 2026 Guideline on Management of Large Vessel Vasculitis , J-STAGE
- บุหรี่ไฟฟ้า VS. บุหรี่มวน สรุปบุหรี่แบบไหนอันตรายกว่ากัน : โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล
- Progression of Buerger’s Disease in the Absence of Conventional Tobacco Exposure: A Case of Vape Associated Disease : Athenaeum Scientific Publishers , 26 พ.ค. 2568
- Vaping and vascular health-emerging risks for Raynaud’s, chilblains & Buerger’s disease : UCL Discovery , 2569
- What is Raynaud’s phenomenon? : Johns Hopkins Medicine
- Tobacco consumption statistics , Eurostat
- Tobacco and nicotine , WHO
- ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (EU) ให้นิยามพฤติกรรม ‘สูบบุหรี่จัด’ ว่าหมายถึงการสูบตั้งแต่ 20 มวนขึ้นไปต่อวัน อย่างไรก็ตาม ตามคำเตือนของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่สูบน้อยกว่านั้นจะปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคมะเร็งมากกว่า 20 ชนิด การเลิกสูบจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยง ↩︎
- ข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ Johns Hopkins Medicine สหรัฐอเมริกา อธิบายว่า ปรากฏการณ์เรย์โนด์ เป็นปัญหาที่ทำให้เลือดไหลเวียนไปที่นิ้วมือลดลง ในบางกรณี อาจทำให้เลือดไหลเวียนไปที่หู นิ้วเท้า หัวนม หัวเข่า หรือจมูกลดลงด้วย เนื่องจากการหดเกร็งของหลอดเลือดในบริเวณเหล่านั้น การหดเกร็งเกิดขึ้นจากการสัมผัสกับความเย็น ความเครียด หรือความไม่สบายใจทางอารมณ์ โดยปรากฏการณ์เรย์โนด์อาจเกิดขึ้นเองโดยลำพัง ซึ่งเรียกว่ารูปแบบปฐมภูมิ หรืออาจเกิดขึ้นร่วมกับโรคอื่น ๆ ซึ่งเรียกว่ารูปแบบทุติยภูมิ ก็ได้ ซึ่งรวมถึงโรคเบอร์เกอร์ ↩︎
