เตือนภัยโซเชียล! โคแฟคจับมือผู้เชี่ยวชาญแฉกลลวง”หมอ AI” ตัดต่อคลิปแพทย์จริงหลอกขายยาผู้สูงอายุชี้จุดสังเกต “หมอแท้จะไม่โฆษณาขายยา”
จากกรณีที่มีการแชร์คลิปวิดีโอแอบอ้างเป็นแพทย์แนะนำผลิตภัณฑ์รักษาโรคบนสื่อสังคมออนไลน์จนสร้างความสับสนให้กับประชาชน รายการโคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.44 ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ได้เชิญ พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และ อาจารย์สุทธิมนัส ชินอัครพงศ์ จากภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมเปิดเผยกระบวนการและวิธีสังเกตเพื่อแยกแยะระหว่างหมอจริง หมอปลอม และหมอ AI ที่กำลังระบาดหนักในปัจจุบัน
พลินี เปิดเผยว่า ปัจจุบันเมื่อคนไทยมีอาการเจ็บป่วยมักจะเลือกค้นหาข้อมูลอาการและโรคต่าง ๆ ผ่านทางGoogle, Facebook, TikTok หรือถาม AI เป็นอันดับแรกก่อนไปพบแพทย์ ทว่าอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียมักจะฟีดข้อมูลกลับมาในลักษณะของ Echo Chamber ทำให้ผู้ใช้งานเห็นข้อมูลเรื่องนั้นซ้ำ ๆ จนนำไปสู่การเจอคลิปผู้แต่งกายด้วยเสื้อกาวน์และพูดศัพท์ทางการแพทย์ ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือจนทำให้ประชาชนหลงเชื่อได้ง่าย ทั้งนี้ ตามกฎระเบียบของแพทยสภา รวมถึงสภาวิชาชีพด้านเภสัชกรรมและทันตกรรม มีข้อห้ามเด็ดขาดไม่ให้ผู้ประกอบวิชาชีพโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพใด ๆ โดยแพทย์ทำหน้าที่ได้เพียงแค่อธิบายโรคและอาการเท่านั้น

ทางด้าน อาจารย์สุทธิมนัส ได้อธิบายเชิงลึกถึงกลุ่มแพทย์ในโลกออนไลน์ว่าสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ หมอจริง หมอปลอม และหมอ AI ซึ่งมีความแตกต่างกัน โดย “หมอปลอม” คือคนทั่วไปที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ แต่เอาเสื้อกาวน์มาใส่หรืออ้างตนเองว่าเป็นนายแพทย์หรือแพทย์หญิง วิธีการตรวจสอบเบื้องต้นคือ ประชาชนต้องหยุดคิดและตั้งคำถามก่อนจากนั้นให้นำชื่อ-นามสกุล หรือเลขที่ใบอนุญาตไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ของแพทยสภา หากบุคคลนั้นไม่มีการระบุข้อมูลเหล่านี้ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจไม่ใช่แพทย์จริง และจุดสังเกตที่สำคัญที่สุดคือ แพทย์จริงที่น่าเชื่อถือจะไม่โฆษณาขายสินค้าประเภทจำพวกยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมเด็ดขาด เพราะผิดกฎแพทยสภาและมีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต นอกจากนี้ การให้ข้อมูลสุขภาพของแพทย์จริงจะต้องมีหลักฐานอ้างอิงจากงานวิจัยหรือวารสารวิชาการ(Paper) ที่ชัดเจน
สำหรับ “หมอ AI” อาจารย์สุทธิมนัส ระบุว่าเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อหลอกลวงประชาชนได้แนบเนียนกว่าเดิม พร้อมยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเดือนก่อน ซึ่งมิจฉาชีพนำคลิปวิดีโอของ “หมอเก่ง” แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อตัวจริงในช่วงที่กำลังอธิบายความรู้เรื่องโรคตามปกติมาตัดต่อ โดยมิจฉาชีพจะใช้คลิปจริงในตอนต้นเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ป่วย จากนั้นจะตัดสลับเข้าสู่ภาพและเสียงที่สร้างจาก AI ในช่วงท้ายเพื่อโฆษณาขายครีมสมุนไพรรักษาโรคเก๊าท์ มีการนำรูปภาพของหมอเก่งมาใส่ไว้ที่มุมซ้ายล่างและใช้ AI สั่งให้ขยับปากพูดตามเสียงพากย์ รวมถึงมีการใช้แฮชแท็กเลียนแบบเพจจริงของหมอเก่งเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ซึ่งปัจจุบันแพทย์รายดังกล่าวได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากได้รับความเสียหายทางชื่อเสียง อีกทั้งในเพจดังกล่าวยังพบการใช้รูปภาพ AI จำลองอวัยวะที่บิดเบี้ยวเพื่อหลอกลวง และมีคลิปในลักษณะเดียวกันที่ทำกับแพทย์หญิงและแพทย์ชายอีกหลายราย

ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้สาธิตการสร้าง “หมอ AI” โดยใช้รูปถ่ายนิ่งของ สุชัย ผู้ดำเนินรายการ เพียงภาพเดียว ร่วมกับการป้อนคำสั่ง(Prompt) เพียง 3 บรรทัด ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 5-10 นาทีและมีต้นทุนที่ต่ำมาก ก็สามารถเนรมิตวิดีโอที่นายสุชัยใส่เสื้อกาวน์แพทย์ มีป้ายชื่อ และพูดเชิญชวนรักษาโรคด้วยเสียงและขยับปากที่ตรงกันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
พร้อมกันนี้ได้ให้กลยุทธ์ “3 ส.” ในการป้องกันตนเองคือ Stop (หยุดและห้ามเพิ่งเชื่อหรือรีบซื้อ) สังเกต (ดูความผิดปกติของคลิป) และ สืบ (ค้นหาข้อมูลความจริงเพิ่มเติม) สำหรับจุดสังเกตทางกายภาพของวิดีโอAI ในปัจจุบันคือ ใบหน้าจะมีความเนียนเกินจริง การเว้นวรรคคำพูดไม่เป็นธรรมชาติ ไม่มีจังหวะการหายใจแบบมนุษย์ สายตาและการกรอกตาไม่เป็นธรรมชาติ รวมถึงลักษณะการยืนพูดที่นิ่งเกินไปโดยไม่มีการขยับมือไม้หรือร่างกายส่วนอื่นอย่างเหมาะสมหรืออาจพบการบิดเบี้ยวของอวัยวะในบางช่วง
นอกเหนือจากนี้ ประชาชนสามารถใช้ระบบ Reverse Image Search เพื่อสืบค้นรูปภาพใบหน้าของแพทย์คนดังกล่าวใน Google ได้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ หรือสามารถติดต่อสอบถามไปยังเพจหลักหรือคลินิกของแพทย์รายนั้นโดยตรง
ในช่วงท้ายของรายการ สุชัย และ พลินี ได้ฝากเตือนไปยังผู้ชมให้นำข้อมูลดังกล่าวไปกระจายต่อและเตือนภัยแก่กลุ่มผู้สูงอายุ ตั้งแต่ Gen X ขึ้นไป เนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มักตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อคลิปหมอปลอมและหมอ AI เหล่านี้ จนอาจทำให้เสียเงินทองและเป็นอันตรายต่อสุขภาพจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเน้นย้ำสัญชาตญาณในการรับสื่อว่า แม้จะเป็นภาพวิดีโอเคลื่อนไหวและมีเสียงที่คล้ายคลึงกันมากในยุคปัจจุบัน ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นของปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการพาณิชย์
Skip to the content
