โคแฟคฯ ร่วมกิจกรรมอบรมสื่อสารสร้างสรรค์ ประเด็นแรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย
วันที่ 21 ม.ค. 2569 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมจัดการ “อบรมการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ แรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย” ซึ่งโคแฟคจัดร่วมกับ Centre for Humanitarian Dialogue (HD) และ Tellscore ณ ห้องประชุม 206 ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยกิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์สร้างความตระหนักรู้กับนักสื่อสารทางออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์ – คอนเทนต์ครีเอเตอร์) ในประเด็นการลดอคติที่มีต่อแรงงานข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมไทย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า การทำงานของโคแฟคคือการตรวจสอบข่าวลวง แต่หลายครั้งสิ่งที่พบก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือเป็นจริงเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเรื่องเล่า (Narrative) ที่ผสมระหว่างสิ่งที่จริงบ้าง – ไม่จริงบ้าง หรือผสมกันทั้งข้อเท็จจริง ความคิดเห็นและความรู้สึก ซึ่งยากที่จะหักล้างด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องใช้การเล่าเรื่องในอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่สังคม
หากมองย้อนไปในอดีตเรามีเพียงสื่ออนาล็อก เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปสื่อ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร (Communication Right) และสนับสนุนการสื่อสารของเสียงที่ไม่ถูกได้ยิน (Voice of Voiceless) ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นกลุ่มคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อย กลุ่มที่ถูกหลงลืม กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเปราะบาง ที่ไม่ค่อยปรากฏในสื่อใหญ่ๆ เนื่องจากจำนวนสื่อมีน้อยและเน้นให้ความสนใจประเด็นภาพรวมระดับชาติ
จนกระทั่งปัจจุบันได้หลุดพ้นจากยุคสื่อผูกขาด กลุ่มเสียงที่ก่อนหน้านี้ไม่ถูกได้ยินก็มีเสียงมากขึ้น ด้านหนึ่งคือการเปิดพื้นที่ให้คนได้สื่อสารอย่างกว้างขวาง แต่อีกด้านหนึ่งก็เปรียบเหมือนมหาสมุทรข้อมูลข่าวสาร และหากไม่มีทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นอย่างที่ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้สื่อข่าวชาวฟิลิปปินส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2021 (พ.ศ.2564) ใช้คำว่า มหาสงครามข้อมูล (Information Armageddon) ซึ่งนำไปสู่วันสิ้นสุดของข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตเนื้อหาแม้จะมีความตั้งใจในการผลิตเนื้อหาที่ดีแต่ก็ต้องเผชิญกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างอัลกอริทึมที่บริษัทเทคโนโลยีตั้งค่าระบบไว้ ดังที่หลายคนตัดพ้อว่าทำแล้วยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ไม่ขึ้นบ้าง หรือถูกปิดกั้นการมองเห็นบ้าง ทำให้เนื้อหาดีๆ หลายครั้งก็ไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย ราวกับว่าเราต้องเป็นคนที่พิเศษสุดมากๆ (Extraordinary) จึงจะสามารถฝ่าโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันของข้อมูลข่าวสารภายใต้ระบบที่ต้องจ่าย (Boost หรือ Promote) เพื่อเพิ่มโอกาสให้เนื้อหาถูกมองเห็นเป็นวงกว้าง
“เรายังต้องสื่อสารประเด็นทางสังคมอีก คือเราไม่ใช่จะลุกขึ้นมาทำให้เนื้อหาเราดังเพื่อที่จะมี Economic Purpose (วัตถุประสงค์ด้านเศรษฐกิจ)หรือเรื่องธุรกิจอย่างเดียว แต่เรามี Social Cost (ทุนทางสังคม) หรือว่าปัญหาทางสังคมที่เราแบกไว้ด้วย ที่จะทำให้สื่อสารออกไป นี่ก็เลยเป็นโจทย์ที่ยากขึ้น แต่ก็ดีใจที่มีหลายๆ กลุ่มเห็นความสำคัญเรื่องนี้แล้วก็มาทำร่วมกัน” สุภิญญา กล่าว

หนึ่งในกิจกรรมของงานนี้คือวงสนทนา “จากชุมชนสู่หน้าฟีด : พลังเล่าเรื่องแรงงานและชาติพันธุ์”โดยมี บัญชา จันทร์สมบูรณ์ กองบรรณาธิการโคแฟค ร่วมวงสนทนาด้วย โดยยกตัวอย่างการตรวจสอบข้อมูล 2 เรื่อง คือ 1.แรงงานข้ามชาติสามารถเป็นลูกจ้างทำงานขายของหน้าร้านได้หรือไม่? ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้แล้วตามกฎหมาย ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ที่ออกมาในปี 2563 โดยอยู่ในบัญชี 4 แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ ยังเข้าใจและแชร์ต่อไปอยู่ว่าขายของหน้าร้านเป็นอาชีพสงวนห้ามแรงงานข้ามชาติทำ ซึ่งเป็นข้อมูลเก่าที่ประเทศไทยเคยห้ามจริง โดยอยู่ในพระราชกฤษฎีกา กำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522
2.กรมการปกครองเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง จะทำให้บุตรหลานแรงงานข้ามชาติได้สัญชาติไทยโดยการเกิด นำไปสู่การลงสนามการเมืองในอนาคตจริงหรือไม่?ซึ่งเรื่องนี้เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจาก พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นการให้สัญชาติไทยกับคนที่เกิดในไทยแต่ไม่สามารถระบุสัญชาติใดๆ ได้เลย ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากสมัยก่อนการแจ้งเกิดหรือระบบทะเบียนมีปัญหามากโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ดังที่เห็นในข่าวว่าหลายคนเพิ่งมีบัตรประชาชนไทยในวัยสูงอายุแล้ว

โดยข้อเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวของกรมการปกครอง มาจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 23/2567 ลงวันที่ 2 ต.ค. 2567 ว่าผู้ที่ได้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ไม่ถือว่าได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสิทธิ์ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่งผลให้คนกลุ่มนี้เสียสิทธิ์
ขณะที่กรณีบุตรของแรงงานข้ามชาติ แม้แจ้งเกิดในไทยแต่ก็จะต้องได้สัญชาติประเทศต้นทางตามพ่อแม่ ในอนาคตหากกลุ่มนี้ได้เรียนหนังสือในระบบการศึกษาไทยต่อเนื่องยาวนาน มีความผูกพันกับประเทศไทยและประสงค์ยื่นขอสัญชาติไทย ก็จะต้องผ่านเงื่อนไขและกระบวนการตามมาตรา 10 และ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ซึ่งทั้ง 2 มาตราดังกล่าว ไมได้มีการขอแก้ไขแต่อย่างใด ดังนั้นจึงเป็นคนละส่วนกัน
ทั้งนี้ สิ่งที่อยากย้ำคือแม้ต้องการสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่สังคม แต่ก็ต้องอยู่บนฐานของข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงด้วย ซึ่งการทำงานของโคแฟคเองหรือแม้แต่สื่อมวลชนจะระมัดระวังเรื่องนี้อย่างมาก โดยทั่วไปจะค้นหาข้อมูล เช่น ข้อกฎหมาย ประกาศคำสั่งต่างๆ จากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือหาทางสอบถามกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นจริงๆ แต่อีกด้านหนี่งก็อยากให้หน่วยงานต่างๆ เข้าใจการทำงานเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Check) ด้วย ข้อมูลใดที่เป็นข้อมูลเปิดเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ก็อยากให้ช่วยให้ข้อมูล เพื่อที่รายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงจะได้ออกมาถูกต้องและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์
“ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อย งานหลายอย่างคนไทยเองก็ไม่ค่อยทำแล้ว ไม่เฉพาะงานระดับล่างแต่รวมถึงงานวิชาชีพบางอาชีพด้วยที่ขาดแคลน เช่น พยาบาล พี่เลี้ยงเด็ก คนดูแลผู้สูงอายุ ก็ต้องยอมรับว่าไทยจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ ดังนั้นจะทำอย่างไรที่ต้องมีทั้งการ 1.ควบคุม หมายถึงทำให้ปฏับัติตามกฎหมายเสมอหน้ากันทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ 2.คุ้มครอง หมายถึงคุ้มครองสิทธิต่างๆ ที่แรงงานข้ามชาติพึงมีพึงได้ ต้องให้ความเป็นธรรม และ 3.ส่งเสริม อย่างในต่างประเทศ จะมีการส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเรียนภาษาและวัฒนธรรมของประเทศที่ไปอยู่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างคนท้องถิ่นกับชาวต่างชาติ” บัญชา กล่าว
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-







