เพจ-ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหาสร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาแก้แพ้
กองบรรณาธิการโคแฟค
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ยาแก้แพ้ 4 ชนิด กินประจำเร่งสมองเสื่อม-อัลไซเมอร์
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** ยาแก้แพ้ที่เพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมคือ “ยาแก้แพ้รุ่นแรก” เมื่อใช้ขนาดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือกินร่วมกับยากดประสาทอื่น
📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Dailynews – เดลินิวส์ออนไลน์” โพสต์ข้อความว่า “‘หมอโอ๊ค’ เตือนด่วน! 4 ยาแก้แพ้ทำลายสมอง กินบ่อยเสี่ยงอัลไซเมอร์พุ่ง 54% ชี้ชัดทำลายความจำถาวร-เสี่ยงลืมตัวตน เผยความลับ ‘ยาปิดสวิตช์สมอง’ ที่คนไทยกินกันทั้งเมือง รีบเช็คลิสต์ด่วนก่อนสายเกินแก้!” ซึ่งเป็นข่าวที่อ้างอิงจากเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” ของ นพ. ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569
ข้อความในโพสต์บนเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” ระบุว่ายาแก้แพ้ 4 ชนิด ได้แก่ Diphenhydramine, Chlorpheniramine, Dimenhydrinate และ Hydroxyzine เป็นยาแก้แพ้ที่ “ผ่านเข้าสมองแน่นอน” และ “ทำลายระบบความจำแน่นอน” หากรับประทานเป็นประจำจะ “เร่งสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ มึนงง ลืมตัวตน”
จากการตรวจสอบ ณ วันที่ 19 ม.ค. ไม่พบโพสต์นี้ในเพจแล้ว แต่เนื้อหายังคงแพร่หลายเนื่องจากมีสำนักข่าวหลายแห่งและผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายนำไปเผยแพร่ต่อ
นพ.ศุภฤกษ์โพสต์เนื้อหาเตือนภัยเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 โดยระบุว่า “ระวัง! ยาแก้แพ้แบบง่วง เร่งสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ ลืมตัวตน ตายทั้งเป็น” (ลิงก์บันทึก) ซึ่งนอกจากจะโพสต์ในเพจ “หมอโอ๊คฯ” แล้วนำไปเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสุขภาพและผู้สูงอายุอีกหลายเพจ
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ผศ.นพ. มงคล สมพรรัตนพันธ์ สาขาวิชาโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เคยอธิบายเรื่องยาแก้แพ้กับความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมไว้ในคลิป “เตือนภัย!! ใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่า เสี่ยงโรคสมองเสื่อม” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “มหิดล แชนเนล” เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2564 ว่า ผู้ที่ใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกจะมีความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยาแก้แพ้ขนาดสูงและใช้ร่วมกับยากดประสาทอื่น เช่น ยานอนหลับ อาจสังเกตได้จากการหลงลืมในระยะต้น
ยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamine) ได้แก่ Chlorpheniramine, Diphenhydramine และ Hydroxyzine ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์และส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม นั้นมีงานวิจัยที่ระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมจริง แต่ต่อมาได้มีการพัฒนายาแก้แพ้รุ่นสอง (second-generation antihistamine) เช่น Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine และอื่น ๆ ซึ่งจะเข้าสู่สมองได้น้อยกว่ายารุ่นเก่ามาก แต่ยังคงมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงไม่ต่างจากยารุ่นเดิม
ผศ.นพ. มงคลย้ำว่า ยาแก้แพ้สามารถกินได้ แต่แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นสองซึ่ง “มีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงด้านการกดสมองน้อย” หรือหากยังมีการใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกอยู่ ควรนำยาดังกล่าวไปปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้และพิจารณาการเปลี่ยนไปใช้ยาแก้แพ้รุ่นสองแทน
แพทย์รายอื่น ๆ ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าการใช้ยาแก้แพ้อย่างเดียวไม่ทำให้เกิดอาการความจำเสื่อมได้ เช่น ผศ.พญ. อรพิชญา ศรีวรรโณภาส สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุในคลิปที่เผยแพร่บนยูทูบช่อง RAMA Channel เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2566 ว่า “ยาแก้แพ้เองไม่ได้ทำให้เกิดสมองเสื่อมโดยตรง” แต่ผู้ป่วยที่รับประทานยาหลาย ๆ ชนิดร่วมกัน หรือเป็นผู้สูงอายุซึ่งเป็นวัยที่ไม่เหมาะกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาทและสมอง อาจรู้สึกหลงลืมชั่วขณะที่ยาออกฤทธิ์ ซึ่งหลังจากหยุดใช้ยาในระยะหนึ่งก็พบว่า “ความจำที่ผิดปกติไปก็สามารถกลับคืนมาได้ใกล้เคียงกับของเดิม”
สรุปว่ายาแก้แพ้รุ่นแรกเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมในกรณีที่ใช้ขนาดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือกินร่วมกับยากดประสาทชนิดอื่น แต่ข้อความที่โพสต์ในเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” และสื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ต่อในลักษณะเตือนภัยอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิดต่อผลข้างเคียงของการใช้ยาแก้แพ้ได้
