เมื่อ AI กลายเป็นโรงงานผลิตข่าวลวง ทุกภาคส่วนต้องร่วมสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานแห่งความจริง”

7 กรกฎาคม 2569 – ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเนื่องใน วันพูดความจริง (Tell the Truth Day) ภายใต้หัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มกับความจริงในยุค AI” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ท่ามกลางสถานการณ์ข้อมูลเท็จที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเปิดงานว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่สร้างโอกาสมหาศาลต่อการเรียนรู้ การทำงาน และการพัฒนาสังคม แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้การผลิตภาพ เสียง และข้อมูลปลอมที่แนบเนียนเกิดขึ้นได้ง่าย ส่งผลให้ “ความจริง” ถูกกลบด้วยข้อมูลที่แพร่กระจายรวดเร็วกว่าเดิม

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

“เมื่อผู้คนไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริง การตัดสินใจในทุกเรื่องตั้งแต่สุขภาพ เศรษฐกิจ ไปจนถึงประชาธิปไตยย่อมได้รับผลกระทบ สำหรับ สสส. การสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้มีความหมายแค่เพียงสุขภาพกายหรือสุขภาพใจเท่านั้น แต่เรื่องสุขภาวะทางสังคมและทางปัญญาก็เป็นมิติที่สำคัญ โดยเฉพาะสุขภาวะทางปัญญาที่เราหมายถึงการที่ประชาชนสามารถคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันสื่อ รู้เท่าทันเทคโนโลยีและใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ มีสมรรถภาพในการปรับตัวเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” กรรมการกองทุน สสส. กล่าว

ด้าน เทคลา เอบแบร์ท เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการส่วนภูมิภาค (เอเชีย) มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) ระบุว่าวันนี้ AI กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันที่ทำให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น วางแผนตารางเวลา ทำงานวิจัย สร้างศิลปะและความบันเทิง AI มีศักยภาพมหาศาลในการปรับปรุงการทำงานและเข้าถึงความรู้ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดในยุคสมัยของเรา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สามารถผลิตข่าวปลอม ภาพปลอม วิดีโอปลอม และข้อมูลบิดเบือนได้ในต้นทุนต่ำและรวดเร็ว แยกแยะข้อมูลจริงจากข้อมูลที่สร้างขึ้นมาก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแต่กับประชาชนทั่วไปแต่สำหรับผู้สื่อข่าว ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ

เทคลา เอบแบร์ท เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการส่วนภูมิภาค (เอเชีย) FNF กล่าวผ่านคลิปวิดีโอจากไต้หวัน

“การแพร่กระจายของ AI สร้างข้อมูลผิดๆ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหากับประชาธิปไตยด้วย เพราะประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับพลเมืองที่มีข้อมูลและมีอิสระ ผู้คนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อได้ ประเมินข้อเท็จจริงและตัดสินใจตามความเป็นจริง แต่หาก AI ถูกใช้เพื่อผลิตข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนโดยหวังผลทางการเมืองหรือการเงิน ก็เท่ากับทำลายฐานรากของการตัดสินใจในระบอบประชาธิปไตย ที่น่าห่วงที่สุดคือข้อมูลผิดๆ สามารถกระตุ้นความแตกแยกแบ่งข้างในสังคม ปลุกระดมความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรง” เทคลากล่าว

นีอาร์ม คอลีเออร์ สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) ปาฐกถาหัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์ม AI กับการพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวถึงความสำคัญของ “ความจริง (Truth)” ที่การมาของปัญญาประดิษฐ์และแพลตฟอร์มที่ใช้เชื่อมต่อทำให้มนุษยัตั้งคำถามว่าอะไรคือความจริง แน่นอน AI เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก ทั้งช่วยให้แพทย์อ่านผลสแกนได้เร็วขึ้น ช่วยเกษตรกรคาดการณ์ภัยแล้งได้ ช่วยคนพิการในการใช้งานระบบที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพวกเขา และทำให้ทุกคนสามารถออกแบบระบบที่ดีขึ้นได้ง่ายขึ้น หรือช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจโรคต่าง ๆ ได้ เป็นต้น

ในยุคของ AI นั้นความจริงจึงไม่ใช่เรื่องของสื่อ นักตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือนักปรัชญาอีกต่อไป แต่ความจริงได้กลายเป็นประเด็นด้านการพัฒนา เพราะเมื่อผู้คนไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรคือความจริง เมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าจะเชื่อใจใคร เมื่อการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาถูกกำหนดโดยระบบหรือแพลตฟอร์มที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นหรือตั้งคำถามได้ การพัฒนาของมนุษย์เองก็จะอ่อนแอลง

แล้วเราจะทำอย่างไร? ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน นั่นหมายความว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการปกป้องสิ่งที่สำคัญ จึงขอเสนอว่าเราควรปฏิบัติต่อความจริงเสมือนโครงสร้างพื้นฐาน ความจริงต้องถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจ มันต้องการห่วงโซ่อุปทาน ต้องการมาตรฐาน ต้องการสถาบัน และมีค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษา ถนนจะพังทลายหากเราไม่บำรุงรักษา ระบบไฟฟ้าจะล้มเหลวหากเราไม่ลงทุน ระบบสาธารณสุขจะอ่อนแอลงหากเราเพิกเฉย ความจริงก็พังทลายลงเช่นกันเมื่อถูกละเลย’” นีอาร์มกล่าว

นีอาร์ม คอลีเออร์ สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย

ขณะที่ สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion บรรยายหัวข้อ “เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องจักรผลิตความจริงปลอม” ประกอบด้วย 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. ข่าวปลอมกลายเป็น “สายพานการผลิต” ปัจจุบัน AI ทำได้ทั้งการสร้างหรือปรับสำนวนภาษา สังเคราะห์ภาพและเสียง อีกทั้งมีเทคโนโลยีอย่างบอท (bot) ที่สามารถกระจายเนื้อหานั้นได้ รวมถึงเครื่องมือวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการส่งเนื้อหานั้นไปถึง  กระบวนการทั้งหมดนี้ทำได้ในต้นทุนที่ถูกลง              
  2. ยกระดับสู่ “อาชญากรรม” ไม่ใช่แค่ข่าว มีกรณีศึกษาที่เกาะฮ่องกง มีบริษัทแห่งหนึ่งได้รับอีเมลอ้างมาจากผู้บริหาร ขอให้โอนเงินจำนวนมาก ในตอนแรกพนักงานที่มีอำนาจโอนเงินยังไม่เชื่อ จึงได้มีการขอให้เปิดประชุมทางออนไลน์ เมื่อเห็นการประชุมก็หลงเชื่อโอนเงินไป ก่อนจะมารู้ในภายหลังว่าทุกคนที่เห็นในห้องประชุมล้วนเป็นบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (deepfake)
  3. ปัญญาประดิษฐ์ “เพ้อ” เป็นข้อจำกัดถาวร ปัจจุบันหลายคนหันไปใช้บริการ AI ในการสรุปข่าวหรือข้อมูล แต่หลายครั้งก็พบว่า AI ให้คำตอบที่ผิดพลาดหรืออ้างแหล่งข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งงานวิจัยหลายแหล่งให้ข้อสรุปตรงกันปัญญาประดิษฐ์ว่า อาการเพ้อหรือหลอนของ AI (AI hallucination) ไม่สามารถแก้ให้หายไปได้ทั้งหมดแบบร้อยเปอร์เซนต์ เพราะเป็นผลพลอยได้หนึ่งที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมา ซึ่ง AI ถูกสร้างขึ้นเพื่อเอาใจผู้ใช้งาน นำไปสู่การประมวลผลและตอบออกมาเป็นข้อมูลที่ดูจะใกล้เคียงที่สุด 
  4. ความเสียหายลามถึงสุขภาพจิต มนุษย์สามารถเกิดความหลงผิดได้จากการกระตุ้นของ AI โดยเฉพาะหากคนคนนั้นมีอาการอยู่ก่อนบ้างแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีงานวิจัยที่พูดถึงพฤติกรรมประจบประแจง (sycophancy) ของ AI
สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion บรรยายหัวข้อ “เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องจักรผลิตความจริงปลอม”

“มีเคสที่คุยกับ chatbot แล้วหลงไปหลงมาสุดท้ายก็ฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกว่า chatbot ไม่เข้าใจเขาแล้ว เขารู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด ไปจนถึงฆ่าตัวตายเพราะเชื่อว่า chatbot จะไปกู้โลกให้ถ้าเรายอมเสียสละชีวิต ซึ่งเคสมันดูประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ และมีมากขึ้น เด็กมีความเสี่ยงเป็นพิเศษเพราะสมองส่วนหน้ายังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการได้ข้อมูลโดยเฉพาะที่ไม่นำไปสู่การคิดเชิงวิเคราะห์ (critical thinking) ข้อมูลที่เอื้อหรือประจบไปเรื่อย ๆ มันก็มีผล แล้วก็เรื่องการสร้างตัวสร้างตนของเด็ก” สุนิตย์กล่าว