“ชาติพันธุ์” มีเสียงแต่ไม่ถูกได้ยิน ชวนสื่อ–AI เปิดพื้นที่เจ้าของวัฒนธรรมเล่าเรื่องตนเอง

วิทยากรเวทีนักคิดดิจิทัล  (Digital Thinkers Forum)  ครั้งที่ 36 ชี้อคติเริ่มจากการมองและเล่าเรื่องโดยขาดบริบท “ภาพเดียว–ข้อมูลด้านเดียว” อาจนำไปสู่การตีตราคนอยู่กับป่า ขณะที่สื่อดิจิทัลและ AI เป็นโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์ลุกขึ้นเป็นเจ้าของเรื่องเล่า สร้างข้อมูลจากชุมชน ลดช่องว่างข่าวสาร ด้านโคแฟคย้ำหลัก “Fact–Free–Fair” แก้วิกฤตข้อมูลและสิ่งแวดล้อมต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม

13 กันยายน 2569 โคแฟค (ประเทศไทย) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Digital Democracy Initiative, International Media Support (IMS), ไทยพีบีเอส (Thai PBS), มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัด เวทีนักคิดดิจิทัล วิทยากรเวทีนักคิดดิจิทัล  (Digital Thinkers Forum)  ครั้งที่ 36 “อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI: เรื่องเล่าและความเป็นจริงในสังคมไทย” ณ SCBX NEXT TECH สยามพารากอน เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ นักสื่อสาร และนักวิชาการ แลกเปลี่ยนมุมมองถึงอคติ ภาพจำ และโอกาสในการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เจ้าของวัฒนธรรมสามารถบอกเล่าเรื่องราวและข้อเท็จจริงด้วยเสียงของตนเอง

ช่วง “เสียงจากผู้ไร้เสียง (Voices of the Voiceless)” ดำเนินรายการโดย อรรวี แตงมีแสง ผู้ก่อตั้งเพจ Natty Loves Myanmar โดย ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี จากโพควา โปรดักชั่น กล่าวว่า การลดอคติต้องเริ่มจากการตระหนักก่อนว่าตัวเราเองอาจมีอคติ และตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นเป็นความจริงเพียงใด รวมถึงส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร  โดยยกตัวอย่างภาพภูเขาหัวโล้นหรือพื้นที่ป่าที่ถูกถาง ซึ่งหากถูกนำเสนอเพียงภาพเดียวโดยปราศจากบริบท อาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจว่าชุมชนที่อยู่กับป่าเป็นผู้ทำลายทรัพยากร ทั้งที่ในความเป็นจริงแต่ละชุมชนมีระบบจัดการพื้นที่ ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ การเลือกใช้ภาพหรือข้อมูลเพียงบางส่วนจึงอาจนำไปสู่การเหมารวมและการเลือกปฏิบัติ

โลกทัศน์สำคัญอย่างหนึ่งของคนอยู่กับป่าคือ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีเจ้าของ มนุษย์เกิดมาเพียงชั่วขณะ เมื่อใช้ประโยชน์จากธรรมชาติก็ต้องรู้จักคืนกลับ ชีวิตจะสมดุลก็ต่อเมื่อป่าสมบูรณ์ หากชีวิตเราดีจากการใช้ทรัพยากรมากเกินไป แต่ธรรมชาติไม่สมบูรณ์ ชีวิตก็ไม่อาจสมบูรณ์ได้” ทินภัทรกล่าว

ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี จากโพควา โปรดักชั่น

ด้าน โสภา แซ่หยาง จากม้งไซเบอร์ กล่าวว่า เรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากในอดีตถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของบุคคลภายนอก ขณะที่คนในชุมชนมีโอกาสสื่อสารข้อเท็จจริงและตัวตนของตนเองค่อนข้างจำกัด การเกิดขึ้นของสื่อดิจิทัลจึงเป็นโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถใช้ความถนัดของตนเองสร้างสรรค์งานและกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ตัวอย่างหนึ่งคือการใช้สื่อออนไลน์เชื่อมโยงคนในชุมชน ทั้งการประชาสัมพันธ์กิจกรรมและประกาศหางานด้านการเกษตร งานช่าง และงานหัตถกรรม ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน การเผยแพร่เรื่องราวของเยาวชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ยังช่วยเชื่อมโยงจากเด็กสู่ครอบครัว จากครอบครัวสู่ชุมชน และจากชุมชนไปสู่สังคมภายนอก

คนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ว่าผู้สูงวัย เด็กหรือเยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อกันได้อย่างทั่วถึงแล้ว ทำไมเราถึงไม่ใช้สื่อออนไลน์ประชาสัมพันธ์และการหางานที่เข้าถึงทุกคน และให้คนภายนอกรู้ด้วยว่าหมู่บ้านเราทันสมัยขึ้นแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่นวัตกรรมแบบใหม่จ๋าหรือทันสมัยที่สุด แต่มันก็ยังเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์และช่วยอำนวยความสะดวกให้คนในชุมชนได้มากขึ้นจากเดิม’ โสภา กล่าว

โสภา แซ่หยาง จากกลุ่มนักพัฒนาชุมชน “ม้งไซเบอร์

พนม ทะโน เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) กล่าวว่า คำว่า “Voiceless” ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไม่มีเสียง แต่หมายถึง “มีเสียง แต่เสียงนั้นไม่ค่อยถูกได้ยิน” ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากถูกบอกเล่าโดยผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของวัฒนธรรม จึงมีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและคลาดเคลื่อน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม  โดยยกข้อมูลจากการศึกษาข่าวในหนังสือพิมพ์ช่วงหนึ่งเป็นเวลา 6 เดือน พบว่า ข่าวเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ร้อยละ 85 นำเสนอมุมมองจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักวิชาการ ขณะที่มีเพียงร้อยละ 15 ที่สัมภาษณ์กลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง สะท้อนความไม่สมดุลของแหล่งข่าว รวมถึงข้อจำกัดของสื่อส่วนกลางในการเดินทางเข้าถึงชุมชนในพื้นที่ห่างไกล IMN จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงสื่อกับเครือข่ายชาติพันธุ์ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของวัฒนธรรมได้เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง พร้อมพัฒนาศักยภาพนักสื่อสารจากชุมชน โดยมีทีมกองบรรณาธิการและนักข่าวช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตเนื้อหา เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเสียงและมุมมองในพื้นที่สื่อ

อรรวี แตงมีแสง ผู้ก่อตั้งเพจ Natty Loves Myanmar และ พนม ทะโน เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN)

ภายในงานยังมีการเปิดตัวหนังสือ “thAI Media System: ปัญญาประดิษฐ์กับความเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อไทย” ผลงานของ ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระบบและโครงสร้างสื่อไทยเมื่อ AI เข้ามามีบทบาท ตั้งแต่การใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง ไปจนถึงข้อจำกัดและความท้าทายที่เกิดขึ้นกับผู้ตรวจสอบข้อมูล รวมทั้งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นเดิมและผู้เล่นใหม่ในระบบสื่อ ตลอดจนกลุ่ม “Newsfluencer” หรือผู้ผลิตและนำเสนอเนื้อหาข่าวผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่ได้เป็นนักข่าวในองค์กรสื่อแบบดั้งเดิม  รวมถึงประเด็น จริยธรรม AI ซึ่งจำเป็นต่อการกำกับการใช้เทคโนโลยีและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดย AI ไม่ได้มีบทบาทเพียงช่วยผลิตหรือเผยแพร่ข้อมูล แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างและระบบนิเวศสื่อโดยรวม

สุภิญญา กลางณรงค์ และ ดร.วศิน ปั้นทอง

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดงานว่า เป้าหมายสำคัญของโคแฟคคือการสร้างสังคมที่ทุกคนเท่าทันข้อมูลโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายใต้แนวคิด “Fact–Free–Fair” คือ การยืนอยู่บนข้อเท็จจริง (Fact) การมีเสรีภาพในการสื่อสารและแสดงออก (Free) และความเป็นธรรม (Fair)  ปัญหาข้อมูลบิดเบือน AI และวิกฤตสภาพภูมิอากาศล้วนเชื่อมโยงกัน แม้แต่การเติบโตของ AI เองก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก Data Center ต้องใช้ทั้งพลังงานและน้ำซึ่งกระทบต่อสภาพแวดล้อม

‘ทุกคนมีส่วนร่วมในการก่อมลพิษ เวลาแก้ปัญหาเราคงไม่โทษคนใดคนหนึ่ง เราคงจะต้องร่วมกันแก้ปัญหาไปด้วยกันบนพื้นฐานของการกลับมาดูข้อเท็จจริงว่าใครมีส่วนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุดคนนั้นอาจต้องร่วมรับผิดชอบมากที่สุดลดหลั่นกันไป เป็นเรื่องที่ต้องหาความจริงร่วมกันต่อไปในการรับมือกับวิกฤติสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งอยู่ในอันดับต้นๆ ของความเสี่ยงโลก เช่นเดียวกับเรื่องข้อมูลบิดเบือนตามที่ World Economic Forum ระบุ’สุภิญญากล่าว