เวทีรวมพลคนเช็กข่าวถกเสียงกลุ่มชาติพันธุ์ ชี้ภาพจำทำลายสิ่งแวดล้อมฝังลึก แนะดึงข้อมูลใส่ AI ระดับชาติลดอคติสังคม

รายการรวมพลคนเช็กข่าว ตอนที่ 50 ในหัวข้อ “เสียงจากกลุ่มชาติพันธุ์ ความจริงด้านสิ่งแวดล้อมในยุค AI” ได้หยิบยกประเด็นข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์มาพูดคุยแลกเปลี่ยน ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท พร้อมด้วยผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) และณัฏฐชัย คำภีรภาพ ผู้ช่วยวิจัยจาก Asia Centre

พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานโคแฟค (ประเทศไทย) ระบุว่า สังคมมักเชื่อมโยงกลุ่มชาติพันธุ์เข้ากับประเด็นดิน น้ำ ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ ทว่าเรื่องราวมักถูกมองผ่านสายตาคนภายนอกและบันทึกไว้ในโลกออนไลน์ โคแฟคจึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลควบคู่ไปกับการสร้างนิเวศสื่อที่ดี เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากคนตัวเล็กตัวน้อยและทำความเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

ด้าน ณัฏฐชัย คำภีรภาพ ผู้ช่วยวิจัยจาก Asia Centre กล่าวถึงผลการทำงานวิจัยที่ได้รวบรวมมุมมองของกลุ่มชาติพันธุ์ว่า ในมุมมองของผู้วิจัยพบว่า ในอดีตภาครัฐมีแนวคิดมองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นคนนอก แม้ปัจจุบันกระแสนี้จะลดลงและสื่อไม่ได้มุ่งเน้นเท่าเดิม แต่ภาพจำที่มองว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ร้าย เป็นผู้เผาป่าหรือตัดไม้ทำลายป่ายังคงฝังลึก ผู้วิจัยมองว่าเป็นเพราะสื่อมีส่วนช่วยตอกย้ำภาพเหล่านี้ ขณะที่การผลิตสารคดีเชิงลึกที่สร้างความเข้าใจต่อวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มีต้นทุนสูง ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ่งและใช้เวลาในการผลิตนาน ทำให้เนื้อหาเหล่านี้มีจำนวนน้อย

นอกจากนี้ ในมุมมองของผู้วิจัยยังตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเรื่องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนภาคเอกชน จนนำไปสู่การกล่าวโทษกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อฟอกเขียวและสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง

ณัฏฐชัยอธิบายถึงประเด็นข้อมูลบิดเบือนด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับกลุ่มชาติพันธุ์ว่า สิ่งที่พบไม่ใช่การสร้างข้อมูลเท็จทั้งหมด แต่มักเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน เช่น การจับกุมกรณีเผาป่าหรือใช้พื้นที่ผิดกฎหมาย แล้วนำมาเหมารวมว่ากลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งการใช้ความจริงด้านเดียวประกอบกับการที่ผู้รับสารมีอคติอยู่เดิม ทำให้ผู้คนปักใจเชื่อข้อมูลด้านเดียวต่อ ๆ ไป และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในระยะยาว ขณะเดียวกัน แม้กลุ่มชาติพันธุ์จะพยายามสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ก็ยังเผชิญอุปสรรคทั้งจากความสนใจของผู้ใช้งาน ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

สำหรับแนวทางการตรวจสอบความจริงท่ามกลางข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างรัฐและชุมชนนั้น ณัฏฐชัยให้ความเห็นว่า ไม่ควรด่วนสรุปหรือเหมารวมว่าข้อมูลของฝ่ายใดถูกทั้งหมดหรือผิดทั้งหมด เนื่องจากอาจมีข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน สังคมจึงจำเป็นต้องเปิดพื้นที่กลางให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ชุมชน นักวิชาการ และสื่อ ได้แลกเปลี่ยนกันอย่างโปร่งใส และผู้รับสารเองต้องใช้การรู้เท่าทันสื่อตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง

เมื่อกล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ณัฏฐชัยชี้ว่าอัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์มีผลอย่างมากในการคัดเลือกและกำหนดการมองเห็นเนื้อหาของผู้ใช้งาน ซึ่งมักทำให้ข้อมูลกระแสหลักปรากฏเด่นชัดกว่าข้อมูลของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ขาดแคลนทรัพยากร ส่วนการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในระดับสากลมักอิงข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นหลัก ในมุมมองของผู้วิจัย ประเทศไทยเปรียบเสมือนกลุ่มน้อยในเวทีเทคโนโลยีโลก และกลุ่มชาติพันธุ์ก็เป็นกลุ่มน้อยที่ซ้อนอยู่ภายในอีกชั้นหนึ่ง

ณัฏฐชัยยังแสดงมุมมองต่อข้อเสนอเรื่องการสร้างฐานข้อมูล AI ว่าควรออกแบบให้ข้อมูล ภูมิปัญญา และภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกผนวกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุดข้อมูล AI ในระดับชาติ พร้อมแนะแนวทางความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ สถาบันการศึกษา และคนรุ่นใหม่ เพื่อนำข้อมูลชุมชนเข้าไปเสริมในการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและลดอคติในสังคมได้อย่างยั่งยืน

ส่วนข้อซักถามเกี่ยวกับกฎหมายส่งเสริมสิทธิชาติพันธุ์นั้น ณัฏฐชัยมองว่ากฎหมายเป็นเพียงก้าวแรกที่ช่วยเปิดประตูและคุ้มครองสิทธิไม่ให้ถูกลิดรอน แต่หัวใจสำคัญยิ่งกว่าคือการขับเคลื่อนในภาคประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในสังคมว่ากลุ่มคนดั้งเดิมเป็นคนไทยที่มีสิทธิเท่าเทียมกัน และไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยอันตรายอีกต่อไป

หมายเหตุ: รายงานชิ้นนี้สรุปความและเรียบเรียงด้วย AI (Gemini) และตรวจสอบความถูกต้องโดยกองบรรณาธิการโคแฟค