71 ปีโทรทัศน์ไทยยังไม่สิ้นบทบาท ผู้เชี่ยวชาญชี้สังคมยังต้องการสื่อที่เชื่อถือได้ เร่ง กสทช. วางโรดแมปทีวีดิจิทัลก่อนหมดใบอนุญาตปี 2572
แม้ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ แต่โทรทัศน์ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะสื่อที่ประชาชนเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในช่วงเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติ ขณะที่ทุกภาคส่วนกำลังจับตาการกำหนดทิศทางกิจการโทรทัศน์ไทยก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในปี 2572
รายการ Cofact Live Talk ได้จัดหัวข้อ “71 ปีโทรทัศน์แห่งชาติ อนาคตทีวีไทยจะไปทางไหน?” ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก Cofact โคแฟค โดยมี ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการ และ อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยี ไทยพีบีเอส ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย
อดิศักดิ์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา โทรทัศน์มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย ทั้งในฐานะสื่อกลางของประเทศ เครื่องมือสื่อสารในภาวะวิกฤต และแหล่งข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนเชื่อถือ แม้ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปสู่การรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ผู้คนยังคงหันกลับมาพึ่งพาสื่อที่มีความน่าเชื่อถือและผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูล
การเข้ามาของสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมสื่ออย่างสิ้นเชิง ทุกคนสามารถผลิตและเผยแพร่เนื้อหาได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรสื่อ ส่งผลให้บทบาทของสื่อกระแสหลักลดลง ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มดิจิทัลกลับมีอำนาจในการกำหนดการมองเห็นข้อมูลผ่านอัลกอริทึม ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความคิดเห็นและพฤติกรรมของผู้คน ผลที่ตามมาคือการแพร่กระจายของข่าวลวง เนื้อหาที่สร้างความแตกแยก ปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (echo chamber) รวมถึงการหลอกลวงออนไลน์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สังคมเริ่มกลับมาตระหนักถึงความจำเป็นของการมีสื่อที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูลอย่างมืออาชีพ

อดิศักดิ์กล่าวว่า ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการสื่อ องค์กรวิชาชีพ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ต่างออกมาเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เร่งกำหนดแผนแม่บทและโรดแมปกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล เพื่อสร้างความชัดเจนต่ออนาคตของอุตสาหกรรม ก่อนที่ใบอนุญาตประกอบกิจการจะครบกำหนดในปี 2572
แม้ปัจจุบันจะเริ่มเห็นทิศทางว่า ระบบการรับชมในอนาคตจะประกอบด้วยทั้งโทรทัศน์ภาคพื้นดิน โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และบริการสตรีมมิง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการประมูลคลื่น จำนวนช่อง โครงสร้างต้นทุน หรือรูปแบบการกำกับดูแล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการ หากโรดแมปยังล่าช้า ผู้ประกอบการเอกชนจำนวนมากอาจเลือกยุติการออกอากาศผ่านโทรทัศน์ภาคพื้นดิน แล้วหันไปดำเนินธุรกิจผ่านดาวเทียมหรือแพลตฟอร์มสตรีมมิงแทน ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเหลือเพียงสถานีโทรทัศน์ของภาครัฐเป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดิน
“เราไม่สามารถควบคุมได้เลย เพราะสื่อแบบดั้งเดิมแม้เป็นทีวีดิจิทัลแต่มันเป็นสื่อทางเดียวที่ผู้รับไม่สามารถโต้ตอบ ไม่สามารถที่จะแสดงความเห็นได้โดยตรง แต่ถ้าเทียบกับพวกที่เป็นสื่อสังคมออนไลน์ ถึงแม้ผู้ใช้งานจะสามารถผลิตเนื้อหาเองได้ แต่คนที่ควบคุมประตูเนื้อหา คือ แพลตฟอร์ม ที่ใช้อัลกอริทึมในการกำหนดว่าเนื้อหาประเภทนี้จะให้คนมองเห็นมากน้อยขนาดไหน? จะส่งเสริมเนื้อหาแบบนี้ อันนี้เป็นอธิปไตยที่เราสูญเสียไป”

อดิศักดิ์จึงเสนอว่า ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับชาติสำหรับเผยแพร่เนื้อหาสาธารณะ โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมกันบริหาร ไม่ใช่เป็นขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพื่อสร้างพื้นที่ของข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพและลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ แม้จะยอมรับว่าการเริ่มต้นในเวลานี้อาจช้ากว่าที่ควร แต่ยังดีกว่าปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีทางเลือก สำหรับประเด็นจำนวนผู้ชมโทรทัศน์ภาคพื้นดิน อดิศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขเรตติ้งที่ระบุว่ามีผู้ชมเพียงร้อยละ 15-16 อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด พร้อมยกข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่าคนไทยยังรับชมโทรทัศน์ถึงร้อยละ 93 และในจำนวนนี้รับชมผ่านระบบภาคพื้นดินประมาณร้อยละ 38-39 ซึ่งสะท้อนว่าสื่อโทรทัศน์ยังคงมีฐานผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัด นอกจากนี้ โทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีข้อได้เปรียบด้านการเข้าถึง เพราะประชาชนสามารถรับชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ต รองรับการแจ้งเตือนภัยพิบัติ การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน และการถ่ายทอดสดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ซึ่งเป็นบทบาทที่แพลตฟอร์มออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
อดิศักดิ์ย้ำว่าโทรทัศน์ภาคพื้นดินควรถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ เช่นเดียวกับระบบสาธารณูปโภคอื่น ๆ เพราะเป็นช่องทางที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตหรือภัยพิบัติที่ประชาชนต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเชื่อถือได้ ในฐานะสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอสพร้อมทำหน้าที่รักษาพื้นที่ของสื่อคุณภาพและคงการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินต่อไป เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย พร้อมย้ำว่า อนาคตของโทรทัศน์ไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแข่งขันกับสื่อออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ชัดเจน การสร้างระบบนิเวศสื่อที่สมดุล และการรักษาพื้นที่ของข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือให้คงอยู่ต่อไปในยุคดิจิทัล
