AI ท้าทายงานตรวจสอบข่าวลวง นักวิชาการชี้ต้องปรับตัว-แบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ
20 สิงหาคม 2569 – รายการ Cofact Live Talk ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) พูดคุยกับ ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “AI สื่อไทย และความจริงในศตวรรษที่ 21” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยชี้ให้เห็นความท้าทายใหม่ของงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเร่งทั้งการสร้างและการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร
ดร.วศินกล่าวถึงหนังสือสองเล่มที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านสื่อและการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเล่มแรกคือ “โคแฟคประเทศไทย ในห้วงความเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์ใหม่สำหรับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง” ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกับโคแฟค และสะท้อน 3 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรก แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้งานตรวจสอบข้อเท็จจริงทำได้รวดเร็วขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตข่าวลวงก็มีเครื่องมือ AI เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเทคโนโลยี Deepfake และเครื่องมือสร้างเนื้อหาด้วย AI ที่ทำให้การผลิตและเผยแพร่ข้อมูลเท็จทำได้รวดเร็วและแนบเนียนขึ้น
“มันเหมือนแรงผลักแรงดึงในการทำงาน แต่ว่าในแรงผลักแรงดึงนั้น ผมว่าในฝั่งคนที่เป็นนักปล่อยข่าวลวงก็เหมือน On Steroid อยู่ในระดับหนึ่ง เพราะเครื่องมือ AI ต่าง ๆ ทำให้การสร้างภาพหรือทำข่าวลวงเร็วขึ้น” ดร.วศินกล่าว
ประเด็นที่สอง คือความสำคัญของ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่หลากหลาย โดยเฉพาะการมองกลุ่มประชากรที่มักถูกมองว่าเป็นผู้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว เช่น ผู้สูงอายุ ซึ่งแม้จะมีความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อจากข้อมูลออนไลน์ แต่ในอีกด้านหนึ่งสามารถพัฒนาให้เข้ามามีบทบาทเป็นเครือข่ายนักตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ จึงเป็นเรื่องของการเสริมพลังให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับมือกับข้อมูลข่าวสาร
ประเด็นที่สาม งานตรวจสอบข้อเท็จจริงกำลังขยายไปสู่ปัญหาที่หลากหลายมากขึ้น ทั้ง ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) การคุกคามทางออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี Deepfake และ AI มาใช้สร้างข้อมูลเพื่อหลอกลวงเอาเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคล
ส่วนหนังสืออีกเล่มคือ “thAI Media System: ปัญญาประดิษฐ์กับความเปลี่ยนแปลงของระบบสื่อไทย” มีเนื้อหา 6 บท และมุ่งมอง “ระบบสื่อ” ในภาพรวม ไม่ได้จำกัดเฉพาะการนำ AI มาใช้ในห้องข่าว แต่พิจารณาบทบาทของผู้เล่นทั้งหมด ตั้งแต่สื่อมวลชน ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทแพลตฟอร์ม ภาคประชาสังคม รวมถึง “นิวส์ฟลูเอนเซอร์” หรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านข่าวที่มีผู้ติดตามและมีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสารของสังคม
ดร.วศินกล่าวว่า ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ จริยธรรมและความโปร่งใสในการใช้ AI โดยมีการศึกษาตัวอย่างแนวทางจากสหภาพยุโรป (EU) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อาเซียน และประเทศไทย เช่น หากใช้ AI สร้างภาพประกอบข่าว ควรระบุให้ชัดเจน ขณะที่ในระดับแพลตฟอร์มยังมีโจทย์เรื่อง Algorithmic Transparency หรือความโปร่งใสของอัลกอริทึม ว่าบริษัทแพลตฟอร์มจะเปิดเผยกระบวนการทำงานและผลกระทบจากระบบได้มากน้อยเพียงใด และข้อมูลดังกล่าวต้องสามารถอธิบายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือการตรวจสอบการทำงานของอัลกอริทึม หรือ Algorithm Watch ซึ่งควรทำควบคู่กัน 2 ด้าน คือ ติดตามว่า AI ถูกนำไปใช้อย่างไร ทั้งในงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและการสร้างหรือบิดเบือนข้อมูล จากนั้นต้องประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย พร้อมสื่อสารผลการติดตามตรวจสอบให้สังคมรับรู้
สำหรับความท้าทายในระยะต่อไป ดร.วศินมองว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO อาจนำ AI เชิงตัวแทน หรือ Agentic AI มาใช้สร้างข้อความที่สามารถปรับให้เข้ากับเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ จากเดิมที่การใช้บอตมักสร้างข้อความซ้ำ ๆ จนสามารถตรวจจับได้ง่ายขึ้น เทคโนโลยีรูปแบบใหม่อาจทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการสร้างความรู้เท่าทันสื่อทำได้ยากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม งานเหล่านี้ยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไป
ดร.วศินเสนอว่า แนวทางรับมือควรเริ่มจากการทบทวนว่า หลักจริยธรรมและความโปร่งใสที่มีอยู่ถูกนำไปปฏิบัติมากน้อยเพียงใด ควบคู่กับการผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสอย่างจริงจัง
ขณะเดียวกัน องค์กรตรวจสอบข้อมูลกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ใหญ่ขึ้น แต่มีทรัพยากรเท่าเดิม จึงอาจไม่สามารถตรวจสอบทุกเรื่องได้ จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญและพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น บางองค์กรอาจเน้นตรวจสอบข้อมูลด้านสุขภาพ ขณะที่บางองค์กรเชี่ยวชาญด้านข่าวลวงทางการเมือง ก่อนเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่าย
“ผมคิดว่าต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น เพราะหนึ่งองค์กรหรือหนึ่งทีมอาจทำไม่ได้ทุกเรื่อง อาจต้อง จัดลำดับความสำคัญ แล้วแบ่งงานกันทำ” ดร.วศินกล่าว
ท้ายที่สุด ความท้าทายของ AI จึงไม่ได้อยู่เพียงที่ความสามารถของเทคโนโลยี แต่รวมถึงการปรับตัวของระบบสื่อ กลไกกำกับดูแล แพลตฟอร์ม และเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้สามารถรับมือกับข้อมูลที่ถูกสร้างและเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารและความจริงในสังคม
