ชวนอ่านรายงานยูเนสโก ทำไม ‘เสรีภาพ-ความเป็นอิสระของสื่อ’ สำคัญต่อความมั่นคงของรัฐ-คุณภาพชีวิตประชาชน

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“ข้อมูลบิดเบือนสร้างความเสียหายต่อสังคมคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.5 – 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (Disinformation costs societies an estimated US$350–500 billion each year.)” เป็นโพสต์จากเพจ ‘UNESCO Bangkok’ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 เรียกร้องให้เห็นความสำคัญของงานด้านวารสารศาสตร์ (Journalism) ในฐานะปัจจัยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนในการรับมือข้อมูลบิดเบือน โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารเต็มไปด้วยความสับสน การเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ยิ่งมีความสำคัญกว่าที่เคยเป็นมา

โพสต์ดังกล่าวเขียนขึ้นเนื่องในโอกาส วันสากลแห่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างถ้วนหน้า (International Day for Universal Access to Information) ตรงกับวันที่ 28 กันยายนของทุกปี ตามการริเริ่มขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2558 และได้รับการรับรองจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 28 ก.ย. 2562

“การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างถ้วนหน้า หมายถึงการที่ทุกคนมีสิทธิในการแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สิทธินี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่แยกไม่ออกจากสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการแจ้งข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นที่น่าสนใจ แต่สื่อเองก็จำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการแสวงหาและรับข้อมูลข่าวสารด้วยเช่นกัน ดังนั้น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างถ้วนหน้าจึงมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสิทธิในเสรีภาพของสื่อมวลชน” ยูเนสโกอธิบาย

ยูเนสโกย้ำว่าประชาชนที่ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วนย่อมสามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ เช่น ในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะเมื่อประชาชนรับรู้และเข้าใจถึงกระบวนการบริหารปกครองบ้านเมืองจึงจะสามารถตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลต่อการตัดสินใจและการกระทำต่าง ๆ ได้ เมื่อข้อมูลข่าวสารคือพลังอำนาจ การที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเท่าเทียมกันจึงถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมแห่งความรู้ที่เข้มแข็งและเปิดกว้าง

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารโดยขาดการกลั่นกรอง ตรวจสอบแหล่งที่มา และคิดวิเคราะห์อาจก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน โดยจากรายงาน The value of journalism: global evidence on why media matters to economies, national security and crises ซึ่งเผยแพร่ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2569 พบตัวเลขความเสียหาย 3.5 – 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 11-16 ล้านล้านบาทจากข้อมูลบิดเบือน

โพสต์รณรงค์วันสากลแห่งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างถ้วนหน้า (International Day for Universal Access to Information) ประจำปี 2569 เน้นย้ำมูลค่าความเสียหายจากข้อมูลบิดเบือน
ที่มา: เฟซบุ๊ก UNESCO Bangkok

รายงานฉบับดังกล่าวซึ่งมีความยาว 17 หน้า แบ่งเป็น 6 บทย่อย เน้นย้ำความสำคัญของการสนับสนุนทรัพยากรให้สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระตามกรอบจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือน โดยสาระสำคัญของแต่ละบทมีดังนี้

บทที่ 1 – บทนำ (Introduction): กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนักของระบบนิเวศสื่อทั่วโลกในปัจจุบัน ทั้งการที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายอย่างกว้างขวางมากขึ้น การเซ็นเซอร์สื่อโดยรัฐเพิ่มสูงขึ้น ผู้สื่อข่าวถูกคุกคามทางทางกายภาพและทางออนไลน์ ขณะที่องค์กรสื่อที่ประกอบธุรกิจก็อ่อนแอลง หรือหากเป็นสื่อสาธารณะก็ถูกตัดลดงบประมาณ ส่งผลให้จำนวนข่าวที่น่าเชื่อถือและการรายงานที่เป็นอิสระของสื่อมวลชนลดลงด้วย

เนื้อหาในบทนี้เน้นย้ำถึงประโยชน์ของสื่อมวลชนในด้านการสร้างและรักษาสังคมที่มีธรรมาภิบาล เพราะผู้มีอำนาจมักต้องพยายามประพฤติตนให้อยู่ในกรอบหากรู้ว่าตนเองกำลังถูกจับจ้อง และบางครั้งการเปิดโปงของสื่อก็อาจทำให้ผู้มีอำนาจที่ทุจริตต้องออกจากตำแหน่ง ตลอดจนการเสนอข่าวและรายงานที่ช่วยผลักดันการแก้ไขกฎหมาย นโยบาย จนถึงสร้างความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ทำให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยอ้างถึงผลการศึกษาหลายชิ้นที่จะได้กล่าวถึงในบทต่อ ๆ ไป

บทที่ 2 – ความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล ความรับผิดชอบ และธรรมาภิบาล (Information integrity, accountability and good governance): บทนี้ยกตัวอย่างประโยชน์ของสื่อมวลชนในการสร้างความตระหนักรู้กับประชาชนในเรื่องที่สำคัญกับชีวิต งานศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าพื้นที่ใดที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะสามารถจดจำชื่อผู้แทนของตน อธิบายจุดยืนทางอุดมการณ์ และแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของนักการเมืองเหล่านั้นได้เป็นอย่างดีด้วย

ในทางกลับกัน มีการศึกษาประเด็น ‘พื้นที่ขาดแคลนข่าวสาร (News Deserts)’ ซึ่งหมายถึงชุมชนที่สำนักข่าวท้องถิ่นต้องปิดตัวลงจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ไม่มีการผลิตเนื้อหาข่าวที่เป็นเรื่องราวในท้องถิ่นนั้นอีกต่อไป พบว่าเมื่อสื่อท้องถิ่นปิดตัวลง ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารน้อยลง อัตราการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตยก็ลดต่ำลงด้วย

“เจมส์ ที. แฮมิลตัน (James T. Hamilton – นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด) กล่าวไว้ในผลงานหนังสือ ‘Democracy’s Detectives’ ของเขาซึ่งวิเคราะห์งานข่าวสืบสวนสอบสวน 10,000 ชิ้นในสหรัฐฯ ว่า การรายงานข่าวมักนำไปสู่การลาออก การฟ้องร้อง ปัญหาการทุจริตที่ลดลง และการบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้

ในตัวอย่างหนึ่ง ข่าวสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับระบบการคุมประพฤติในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ทำให้เจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมทุจริตหรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพถูกไล่ออก รวมถึงมีการออกกฎหมาย นโยบาย และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐใหม่ แฮมิลตันประมาณการว่าเงินที่สื่อลงทุนในการทำข่าวสืบสวนสอบสวน จะมีผลประโยชน์สุทธิทางนโยบายถึง 287 ดอลลาร์สหรัฐในปีแรกของการปฏิรูปเพียงปีเดียว“

ขณะที่ในบราซิล มีการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ 2,200 คน พบว่ายิ่งผู้รับสารเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นสำนักข่าวแบบดั้งเดิม (Legacy News Sources) ก็จะยิ่งลดโอกาสหลงเชื่อข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาทำนองเดียวกันกับกลุ่มตัวอย่าง 4,732 คนในบราซิล อินเดียและสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรที่พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เลือกรับข่าวสารจากสำนักข่าวแบบดั้งเดิมมีแนวโน้มในระดับต่ำที่จะหลงเชื่อและส่งต่อข้อมูลบิดเบือนที่เกี่บวข้องกับการเลือกตั้ง

ที่ประเทศแทนซาเนีย ทวีปแอฟริกา พบว่าการที่สื่อท้องถิ่นนำเสนอข่าวความล้มเหลวของหน่วยงานภาครัฐในการจัดทำบริการสาธารณะในชุมชน ส่งผลให้มีการปรับปรุงบริการสาธารณะที่เคยมีปัญหาให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในเวลา 7 เดือน เช่น ถนนหรือระบบน้ำประปาที่ชำรุดทรุดโทรมได้รับการซ่อมแซม ซึ่งแตกต่างชุมชนที่ไม่มีสื่อท้องถิ่นรายงานข่าว อย่างไรก็ตามผลการศึกษาพบว่า การที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตอบสนองหลังจากเรื่องนั้นปรากฏเป็นข่าว ไม่ใช่เพราะกังวลกับสายตาของสาธารณชน แต่กังวลต่อท่าทีของผู้มีอำนาจสูงกว่าจากส่วนกลาง

บทที่ 3 – วารสารศาสตร์ในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Journalism as an economic enabler): บทนี้กล่าวถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อในการช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพ และการพัฒนา โดยการทำงานของสื่อมวลชนสามารถนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดปัญหาการทุจริตและการไหลเวียนของเงินทุนที่ผิดกฎหมาย

การศึกษาที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือซึ่งดำเนินการใน 97 ประเทศชี้ให้เห็นว่า เมื่อประเทศใดมีอันดับเสรีภาพสื่อลดลงตามดัชนีเสรีภาพสื่อโลก (World Press Freedom Index) อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงจะปรับตัวลดลงร้อยละ 1-2 และต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ นอกจากนั้น ผลการวิเคราะห์ธนาคารจำนวน 259 แห่งใน 46 ประเทศพบว่า เสรีภาพของสื่อมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงเชิงระบบที่ต่ำลงในภาคการธนาคาร

“ผลการศึกษาจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า การมีบทบาทของสื่อมวลชนช่วยลดพฤติกรรมของบริษัทในการกล่าวอ้างผลประกอบการทางการเงินเกินจริง อีกทั้งยังช่วยเปิดโปงการทุจริตทางการเงิน ซึ่งส่งผลให้เกิดความโปร่งใสทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทจำนวน 263 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่ถูกลงโทษฐานฉ้อโกงทางบัญชี พบว่าร้อยละ 29 ของกรณีดังกล่าว สื่อมวลชนได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการฉ้อโกงนั้นก่อนที่บริษัทจะออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ’

ที่ประเทศแอฟริกาใต้ มีความร่วมมือของสำนักข่าว 3 แห่ง คือ amaBhungane, Daily Maverick และ News24 ในการสืบสวนกรณี GuptaLeaks ว่าด้วยการสมคบกันทุจริตระหว่างตระกูล Gupta ที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่กับนักการเมืองในแอฟริกาใต้ในการประมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ จนในปี 2564 กลุ่มทุนดังกล่าวต้องชดใช้เงินคืนแก่รัฐบาลราว 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเทียบไม่ได้กับมูลค่าความเสียหายกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ชี้ให้เห็นบทบาทของสื่อในการมีส่วนร่วมป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ถึงกระนั้น Branko Brkic ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าว Daily Maverick มองว่า ผลกระทบและคุณค่าจากการนำเสนอข่าวสารรายวันของ Daily Maverick ในประเด็นสาธารณะที่สำคัญและมีความหมายต่อผู้รับสารนั้น มีความสำคัญเหนือกว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการสืบสวนเจาะลึกเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แม้โดยส่วนตัวแล้วคดี GuptaLeaks จะถือเป็นผลงานที่ภูมิใจที่สุดตลอดชีวิตการทำหน้าที่สื่อก็ตาม

ขณะที่ประเทศอินเดีย พบความเชื่อมโยงระหว่างบทบาทของสื่อกับการลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือ การที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคาดการณ์ว่าหนังสือพิมพ์จะตีพิมพ์ ‘รายงานผลการดำเนินงาน (Report Cards)’ ส่งผลให้พวกเขาให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยมากขึ้นในพื้นที่ที่มีความยากจนสูง เช่นเดียวกับในประเทศยูกันดา เมื่อรัฐบาลเริ่มดำเนินนโยบายเปิดเผยจำนวนเงินอุดหนุนโรงเรียนต่าง ๆ และสื่อท้องถิ่นก็นำเสนอข่าว ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณของรัฐ นำไปสู่การที่รัฐจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียงร้อยละ 13 เป็นร้อยละ 80

บทที่ 4 – ความมั่นคงและเสถียรภาพของชาติ (National security and stability): บทนี้ย้ำถึงความสำคัญของสื่อในการช่วยเหลือประชาชนรับมือการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน อีกทั้งการที่สื่อมีเสรีภาพยังช่วยลดโอกาสเกิดความขัดแย้งทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าเงินทุนเพียงร้อยละ 0.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทั่วโลก ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณด้านการทหารของโลกในช่วงเวลาเพียง 15 วัน ก็เพียงพอที่จะสนับสนุนสื่อสาธารณะที่มีคุณภาพและสร้างสภาพแวดล้อมทางข้อมูลที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทั่วโลก

ในบทนี้มีการยกตัวอย่างผลกระทบจากข้อมูลบิดเบือน เช่น ในประเทศซูดาน การเผยแพร่ข้อมูลเท็จกลายเป็นส่วนสำคัญของความขัดแย้ง โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเตรียมการก่อนเกิดความรุนแรงทางกายภาพ ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ ทำลายความสามัคคีทางสังคม ฃและเป็นอันตรายต่อปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ขณะที่ในประเทศเมียนมา ตามรายงานของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของสหประชาชาติ (Report of the independent international fact-finding mission on Myanmar by Organisation of High Commissioner for Human Rights) วันที่ 12 ก.ย. 2561 ระบุว่ามีการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อปั่นกระแสความเกลียดชังจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญา

ในทวีปยุโรป มีการให้ความสนใจประเด็นการแทรกแซงและบิดเบือนข้อมูลจากต่างประเทศ (Foreign Information Manipulation and Interference: FIMI) ในมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยทั้งตัวแสดงที่ใช่และไม่ใช่รัฐ (state and non-state actors) ใช้ข้อมูลบิดเบือนมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำสงครามข่าวสารเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศอื่น ตัวแสดงเหล่านี้ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการสร้างโฆษณาชวนเชื่อและข้อมูลบิดเบือน ซึ่งเป็นยอดเงินที่สูงกว่างบประมาณที่ใช้ในการต่อต้านข้อมูลบิดเบือนอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือ ข้อมูลบิดเบือนที่บั่นทอนเสถียรภาพของชาตินั้นอาจมีที่มาจากหลากหลายแหล่ง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ และบ่อยครั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกผลิตและเผยแพร่ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทางการเงิน ทั้งนี้รูปแบบการเผยแพร่และผลกระทบของข้อมูลดังกล่าวยังถูกกำหนดโดยตัวแสดงทางการเมืองภายในประเทศ พลวัตทางสังคม และระบบนิเวศการสื่อสารดิจิทัลในท้องถิ่น ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก

“ข้อมูลบิดเบือนก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อความสามัคคีในสังคม ความเชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ สามารถเพิ่มความแตกแยก และทำให้วิกฤตการณ์รุนแรงขึ้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การสำรวจการรับรู้ความเสี่ยงระดับโลกของเวทีเศรษฐกิจโลกประจำปี 2569 (World Economic Forum 2026) จึงจัดอันดับให้ข้อมูลที่ผิดพลาดและข้อมูลเท็จเป็นความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุดอันดับ 2 ที่โลกกำลังเผชิญอยู่” ยูเนสโกระบุ

รายงาน ‘แกะรอยสงครามข้อมูลข่าวสารไทย-จีน: กรณีศึกษาตึก สตง. ถล่ม’ ของโคแฟคเป็นตัวอย่างของความพยายามในการตรวจสอบปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของต่างประเทศหรือ FIMI

การศึกษาเปรียบเทียบใน 18 ประเทศพบว่า ประเทศที่มีความสามารถในการรับมือกับข้อมูลบิดเบือนได้ดีที่สุดนั้น มีระดับความเชื่อมั่นในสื่อสูงและมีระบบสื่อสาธารณะ (Public Service Broadcasting) ที่เข้มแข็ง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในระดับที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัยจำนวนมากในประเด็นพื้นที่ขาดแคลนข่าวสาร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ในพื้นที่ที่นำเสนอน้อยหรือไม่มีการนำเสนอข่าวสารในระดับท้องถิ่นเลย ประชาชนจะมีความรู้ความเข้าใจน้อยลง มีแนวคิดแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น และขาดความกระตือรือร้นในการติดตามข่าวสาร ส่งผลให้ตกเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนได้ง่ายขึ้น

นอกจากนั้นยังมีการศึกษาบนพื้นที่ควบคุมที่ใช้วิธีสุ่มพบว่า การเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักข่าวฝรั่งเศสอย่าง AFP ช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือนบนเฟซบุ๊กลงได้ประมาณร้อยละ 8 อีกทั้งยังส่งผลให้ผู้ชมที่เคยแชร์ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว มีแนวโน้มที่จะแชร์ข้อมูลบิดเบือนน้อยลงในอนาคต

บทที่ 5 – วิกฤติและการตอบสนองด้านมนุษยธรรม (Crisis and humanitarian response): งานด้านสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤติและภัยพิบัติทางมนุษยธรรม สื่อช่วยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตได้รับข้อมูลข่าวสารที่ช่วยรักษาชีวิต อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงแนวทางการเตรียมความพร้อมและการรับมือของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ การนำเสนอข่าวสารยังมีผลโดยตรงต่อระดับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่หน่วยงานต่าง ๆ ตัดสินใจจัดสรรเพื่อรับมือกับวิกฤตินั้น ๆ

“ข้อมูลที่สื่อนำเสนอช่วยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและช่วยต่อต้านข้อมูลที่บิดเบือนได้ การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับภาวะวิกฤตช่วยสร้างความตระหนักรู้และความสำคัญต่อประเด็นปัญหา ซึ่งผลักดันให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องลงมือแก้ไขปัญหา นำไปสู่การรับมือที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การรายงานข่าวเชิงวิพากษ์ของสื่อยังทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบการทำงานของภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งนำไปสู่การลาออก การปฏิรูปองค์กร และการดำเนินงานที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น“

บทนี้ยังกล่าวถึงผลกระทบของข้อมูลบิดเบือนหรือเนื้อหาเท็จในการซ้ำเติมสถานการณ์ภัยพิบัติให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น แต่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ เช่น ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 องค์การอนามัยโลก (WHO) ใช้คำว่า ‘การระบาดของข้อมูล (Infodemic)’ หมายถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถาโถมในช่วงสถานการณ์โรคระบาด ซึ่งรวมถึงข้อมูลเท็จด้วย ส่งผลให้ผู้รับสารตัดสินใจผิดพลาดในการดูแลสุขภาพ อาทิ ลังเลว่าจะเข้ารับการฉีดวัคซีนหรือไม่

ผลการศึกษาจากสำนักข่าว 365 แห่งใน 37 ประเทศชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่มีการระบาด สื่อมวลชนต่างมุ่งเน้นนำเสนอข่าวสารที่ผู้ชมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการติดเชื้อและแนวทางการป้องกันตนเอง มีตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างในประเทศสวีเดน พบว่า การได้รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนสมัครใจปฏิบัติตามมาตรการ ‘อยู่บ้าน..หยุดเชื้อ (Staying at Home)’ แม้รัฐบาลไม่ได้ออกคำสั่งในเชิงบังคับเลยก็ตาม

เช่นเดียวกับในประเทศบังกลาเทศ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับข้อมูล และความรู้ดังกล่าวได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการลงมือปฏิบัติจริง หรือที่ประเทศบราซิล มีการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 5,233 คน พบว่าข่าวที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมมีความตั้งใจที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนมากขึ้น ส่วนในประเทศไนจีเรีย การประเมินผลรายการวิทยุที่จัดทำขึ้นเพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จและความลังเลใจในการฉีดวัคซีน พบว่ารายการดังกล่าวช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ฟังประจำในการระบุและโต้แย้งข้อมูลเท็จเหล่านั้นได้

“ข้อค้นพบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงความเสียหายมหาศาลที่เกิดจากข้อมูลบิดเบือนในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ สวัสดิภาพ และระบบเศรษฐกิจ มีการศึกษาชิ้นหนึ่งประเมินว่าข้อมูลบิดเบือนเป็นสาเหตุให้เกิดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกือบ 2.3 ล้านราย และมีผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 66,000 รายเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวในปี 2564 ซึ่งส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มในการรักษาพยาบาลสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีผู้เสียชีวิตถึง 45,000 รายทั้งที่สามารถป้องกันได้”

ตัวอย่างข่าวลวงหรือการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 และวัตซีนในประเทศไทยที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโคแฟค “แอสตร้าเซนเนก้ายอมรับวัคซีนทำให้ลิ่มเลือดอุดตันเป็นข่าวเก่าปี 67” และ “โควิดสายพันธุ์เดลตาครอน XBC ระบาด รัฐบาลเตรียมประกาศงดจัดงานเทศกาล“

สื่อมวลชนยังมีบทบาทในการกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐทุ่มเททรัพยากรช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากขึ้น จากการเก็บข้อมูลในประเทศอินเดียระหว่างปี 2501-2535 พบว่า เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมหรือภัยพิบัติที่ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย หน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่นจะทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในท้องที่ที่สื่อ (ในเวลานั้นคือหนังสือพิมพ์) แพร่หลาย

ไม่ต่างจากในสหรัฐอเมริกา ผลการศึกษาเหตุภัยพิบัติจำนวน 2,337 ครั้งพบว่า การตอบสนองของรัฐบาลสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์กับปริมาณการนำเสนอข่าว โดยข่าวที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ หนึ่งชิ้นในหนังสือพิมพ์ New York Times นั้น เทียบเท่ากับมูลค่าความช่วยเหลือฉุกเฉินที่เพิ่มขึ้นอีกถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน มีการศึกษาที่พบว่า หากภัยพิบัติเกิดขึ้นในช่วงที่มีกิจกรรมหรืองานสำคัญระดับใหญ่ ๆ ที่สื่อให้ความสนใจ เช่น การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก งบประมาณที่ลงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจะน้อยกว่าภัยพิบัติที่เกิดในช่วงเวลาที่ไม่มีงานใหญ่

นอกจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า สื่อมวลชนยังมีบทบาทในการลดผลกระทบจากภัยพิบัติในระยะยาว มีตัวอย่างจากรณรงค์อย่างต่อเนื่องโดยสำนักข่าว Los Angeles Times นำไปสู่การปรับปรุงมาตรฐานการก่อสร้างอาคารใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการรับมือแผ่นดินไหว และเมื่อมองในระดับนานาชาติ การวิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่จำนวน 344 ครั้งใน 42 ประเทศ พบว่าระดับการทุจริตในภาครัฐของประเทศนั้น ๆ มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันและมีนัยสำคัญทางสถิติกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว

บทที่ 6 – บทสรุป (Conclusion): ข้อมูลที่รวบรวมไว้ในรายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า งานด้านสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับประเด็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดของโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ การไหลเวียนของเงินทุนที่ผิดกฎหมาย ไปจนถึงภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติต่าง นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังสามารถสร้างผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมถึงการให้บริการสาธารณะ อีกทั้งยังมีบทบาททั้งในการเปิดโปงและป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ อิทธิพลของงานสื่อมวลชนนั้นมักขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอย่างการมีอยู่ของสถาบันทางประชาธิปไตยอื่น ๆ ที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น การสืบสวนสอบสวนของสื่ออาจเปิดโปงการทุจริตครั้งใหญ่ แต่เรื่องนี้อาจไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหากปราศจากสถาบันหรือกลุ่มองค์กรที่สามารถดำเนินการจัดการกับข้อมูลดังกล่าวได้ อาทิ หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน หน่วยงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา หรือประชาชนที่ใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม

รายงานของยูเนสโกทิ้งท้ายไว้ว่า แม้งานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของวารสารศาสตร์จะพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ยังคงต้องมีการทำงานเพิ่มเติมอีกมาก ความรู้บางส่วนเกี่ยวกับผลกระทบของวารสารศาสตร์นั้นมาจากการศึกษาเฉพาะกรณี และไม่สามารถสรุปได้ว่าผลลัพธ์เดียวกันจะเกิดขึ้นในบริบทอื่น ๆ เนื่องจากความแตกต่างอย่างมากระหว่างอุตสาหกรรมสื่อ ระบบการเมือง และพลวัตทางสังคม ดังนั้นงานวิจัยลักษณะนี้จำเป็นต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษกับบริบทของประเทศกำลังพัฒนา และคำนึงถึงพลวัตในท้องถิ่น และเมื่อพิจารณาถึงความเร็วในการพัฒนาของข้อมูลเท็จที่ขับเคลื่อนด้วย AI การวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของวารสารศาสตร์ในการช่วยต่อต้านข่าวลวงลักษณะนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้น ๆ

อ่านรายงาน The value of journalism: global evidence on why media matters to economies, national security and crises ได้ ที่นี่

อ้างอิง