นักวิชาการสาธารณสุข-เศรษฐศาสตร์คัดค้านยกเลิก ‘ภาษีบาป’ หวั่นกระทบการสร้างเสริมสุขภาวะ เตือนเข้าทางธุรกิจบุหรี่
วันที่ 12 ต.ค. 2569 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดเสวนาหัวข้อ ‘แก้กฎหมาย 4 องค์กรเพื่อยกเลิกภาษีบาป สังคมมีแต่เสีย?’ ที่โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร ผู้ร่วมเสวนาซึ่งประกอบด้วยบุคลากรในแวดวงสาธารณสุขและนักวิชาการด้านสาธารณสุขและเศรษฐศาสตร์ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรณีที่รัฐบาลผลักดันการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่กำกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ไทยพีบีเอส) ให้ต้องไปเข้ากระบวนการของบประมาณประจำปีเหมือนหน่วยงานราชการทั่วไป จากเดิมที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบ (ภาษีบาป) อย่างในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปรับปรุงวินัยการเงินการคลัง
วิทยากรที่เข้าร่วมเวทีเสวนายังได้เล่าประสบการณ์และให้ทัศนะต่อผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. เช่น การณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ปัญหาสุรา การปกป้องสิทธิเด็กและเยาวชน
25 ปี สสส. ลด ‘สิงห์อมควัน’ ได้จริง หวั่นการเปลี่ยนที่มาของงบประมาณอาจเข้าทางธุรกิจยาสูบ
ศ. (เกียรติคุณ) นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่าระหว่างปี 2529-2539 ประเทศไทยเริ่มให้ความสนใจเรื่องปัญหาการบริโภคยาสูบตามกระแสโลก ซึ่งขณะนั้นสถิติพบว่าชายไทย 2 ใน 3 คนสูบบุหรี่ แม้จะมีการตั้งสำนักควบคุมยาสูบ แต่งบประมาณที่จัดสรรมาก็ไม่มากนัก เช่น ปี 2535 ได้ 22 ล้านบาทและลดลงเหลือ 17 ล้านบาทและ 15 ล้านบาท ในปี 2536 และ 2537 ตามลำดับ อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้จัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานหรือมูลนิธิอื่นไปดำเนินการได้ ทำให้การรณรงค์แก้ปัญหาขาดความต่อเนื่อง และไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมยาสูบ ขณะที่รัฐบาลเก็บภาษียาสูบได้ถึงหลักหมื่นล้านบาทต่อปี แต่กลับอ้างว่าไม่มีงบประมาณสำหรับการควบคุมยาสูบ
ศ. (เกียรติคุณ) นพ. ประกิตกล่าวว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ยังมีความคิดขยายงานไปยังเรื่องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และอุบัติเหตุบนท้องถนน หลายภาคส่วนจึงเห็นตรงกันว่าต้องให้มีกลไกบางอย่างเกิดขึ้นในรูปแบบ ‘กองทุนสุขภาพ’
“ในการตั้งกองทุนเรามีเป้าหมาย 2 ข้อ 1. เราต้องการเงินที่คาดการณ์ได้สม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นจะทำโครงการไม่ได้ มูลนิธิผมจะหาคนมาทำงานไม่ได้ ปีนี้ได้ปีหน้าไม่ได้ มันต้องการความสม่ำเสมอและยั่งยืน และ 2. เป็นองค์กรอิสระ เพราะเราเรียนรู้มาว่าในสหรัฐอเมริกากองทุนถูกแทรกแซงโดยธุรกิจแล้วก็ยุบไปในที่สุด เพราะสิ่งที่ทำมันไปกระทบผลประโยชน์ของเขา” ศ. (เกียรติคุณ) นพ.ประกิตกล่าว

ศ. (เกียรติคุณ) นพ.ประกิตทิ้งท้ายว่าฝ่ายการเมืองมีผลต่อการปกป้องสุขภาพและสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น อัตราการเก็บภาษีบุหรี่ที่ไม่เคยขึ้นเลยมานานกว่า 9 ปี หรือกฎหมายควบคุมการตลาดเพื่อป้องกันปัญหาเด็กอ้วนที่ไม่มีความคืบหน้าและค้างอยู่มานาน 17 ปีแล้ว ล้วนเป็นเพราะการตัดสินใจที่ไม่มีประสิทธิภาพและการไม่สนับสนุนของฝ่ายการเมือง
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่าการสร้างเสริมสุขภาพต้องทำครอบคลุมทั้งงานนโยบาย งานรณรงค์ งานศึกษาวิจัย งานพัฒนาศักยภาพชุมชน และงานสื่อสารสาธารณะ และการทำงานของ สสส. นั้นชัดเจนว่าทำกับทุกคนบนแผ่นดินไทย ไม่เฉพาะกับคนไทยเท่านั้น เพราะทุกคนเป็นผู้สร้างและได้รับผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบในด้านสุขภาพได้
การทำงานของ สสส. คือการเชื่อมประสานทุกภาคส่วนไม่ว่ารัฐ เอกชน ชุมชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ฯลฯ โดยมีงบประมาณที่เก็บเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มเติมไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิตที่รัฐเก็บแล้วส่งเข้าคลังตามปกติ ซึ่งเขามองว่างบประมาณที่ สสส. ได้รับนั้นนับว่าเป็นส่วนน้อยคือมีงบเพียง 4 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดกว่า 3 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ การใช้จ่ายเงินของ สสส. ยังคงถูกตรวจสอบไม่ใช่ใช้จ่ายได้อย่างอิสระ เพียงแต่มีความคล่องตัวมากขึ้นเท่านั้น
“ผลงานที่ทำมา 25 ปี เรื่องยาสูบเราจะเห็นสถิติลดลงชัดเจน ตอนนี้สูบประมาณ 16.5% จำนวนมวนก็ลดลง บางคนบอกลดลงไม่เยอะ ลองไปดูญาติมิตรว่าคนไหนสูบบุหรี่แล้วเลิกยากขนาดไหน แต่เราก็ทำให้เลิก แต่สิ่งที่ทำได้ดีกว่า เราสามารถป้องกันให้คนที่ไม่สูบได้เยอะกว่า อย่าลืมว่าประชากรเราเจริญเติบโตขึ้น มันเพิ่งหันหัวลงเมื่อไม่นานนี้ แต่เยอะขึ้น จึงมีคนสูบน้อยลง จริง ๆ เราป้องกันคนไม่ให้เข้ามาได้เยอะกว่าทั้งเรื่องเหล้าเรื่องบุหรี่ เราต้องดูตรงนี้ด้วยมาวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์” ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าว
รศ.พญ. เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าแนวคิดเรื่องการเก็บและใช้ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) ซึ่งเป็นการให้ภาคธุรกิจร่วมรับผิดชอบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโลก (WHO) สนับสนุนให้มีและออกแนวปฏิบัติเรื่องการนำภาษีนี้มาใช้ในงานด้านสุขภาพ ขณะนี้มีถึง 80 ประเทศทั่วโลกที่ใช้กลไกนี้ ในจำนวนนี้มี 40 ประเทศที่ใช้จากภาษียาสูบ
ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเปิดเผยเอกสารลับออกมาเป็นระยะ ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจยาสูบในสหรัฐอเมริกามีความกังวลต่อมาตรการทางภาษีมากที่สุด จึงระดมสรรพกำลังทุกวิถีทางเพื่อจัดการกับมาตรการภาษีนี้โดยเฉพาะ Earmarked Tax โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เช่น รายได้ภาษีไม่แน่นอน บริการสาธารณะไม่ควรขึ้นกับยอดขายบุหรี่ ลดทอนอำนาจในการบริหารงบประมาณของรัฐ ขาดการทบทวนประสิทธิภาพ ไม่เป็นธรรมต่อผู้สูบบุหรี่ และภาษีไม่ควรใช้กำหนดพฤติกรรม
รศ.พญ. เริงฤดีกล่าวว่าเอกสารส่วนหนึ่งกล่าวถึงกลยุทธ์ที่ธุรกิจยาสูบใช้ในประเทศไทย เช่น ผลักดันให้มีการเจรจากับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง โน้มน้าวให้เชื่อว่าการขึ้นภาษีจะทำให้เกิดการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนซึ่งจะทำให้ รัฐสูญเสียรายได้ มีการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านยาสูบในไทย และรายงานว่ากลุ่มเหล่านี้มีความได้เปรียบจากทรัพยากรทางการเงิน อีกทั้งยังมีการให้ความเห็นว่าภาคประชาสังคมของไทยมีความเข้มแข็ง เมื่อเทียบกับภาครัฐที่อ่อนแอและล้าหลัง
“การต่อสู้ไม่ได้จบลงเมื่อเรามี Earmarked Tax ปัจจุบันเรามี Earmarked Tax มาแล้ว 25 ปี การต่อสู้ก็ไม่จบและไม่เคยจบด้วย มีการที่จะพยายามยกเลิกมาหลาย ๆ ครั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู่ บทเรียนหนึ่งที่แคลิฟอร์เนียเขาสรุปไว้ใน Proposition 99 ตัวแปรสำคัญที่สุดในการปกป้อง Earmarked Tax คือการระดมพลังภาคประชาชนและการสื่อสารผ่านสื่อมวลชน’ รศ.พญ.เริงฤดีกล่าว

พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงปัญหาในระบบงบประมาณของประเทศไทยที่กลายเป็นการจองเม็ดเงินของแต่ละกระทรวงที่แต่ละพรรคการเมืองคุมอยู่ไปใช้ ทำให้โอกาสที่จะจัดสรรงบประมาณไปสนับสนุนโครงการใหม่ ๆ ที่สังคมต้องการนั้นแทบเป็นไปไมได้เลย อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้ภาคส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐมาของบไปทำโครงการด้วย
“ผมเข้าใจว่าเรื่อง สสส. ก็ดี เรื่องของการที่เรารณรงค์ไม่ให้มีการเสพบุหรี่หรือสุราก็ตาม เป็นสิ่งที่มันมีหลายฝ่ายอยากล้ม กระทรวงการคลังเขาก็ยอมรับว่าอยากเอางานนี้มาเป็นตัวเลขแสดงผลงานของกรมสรรพสามิตว่าเขาเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น เงินก้อนนี้ (ภาษีบาป) ก็เก็บให้แต่ถูกตัด เขาไม่รู้สึกว่าได้มีผลงาน อธิบดีสรรพสามิตท่านหนึ่งยังเคยพูดถึงประเด็นนี้ในช่วงที่ผมยังอยู่ในสภาฯ เป็นผู้แทนฯ กำลังจะคิดอ่านเรื่องแก้ไขภาษีบุหรี่ไฟฟ้าจะได้มีรายได้เกิดขึ้น ผมเองก็กล่าวในที่ประชุมว่าอย่ามาแตะต้องเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า” พิสิฐกล่าว
การขับเคลื่อนเรื่องปัญหาสุรา ไม่ใช่แค่รณรงค์แต่สนับสนุนงานวิชาการ
ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) กล่าวว่าหลายคนเข้าใจว่างานของ สสส. มีแต่งานด้านรณรงค์ เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา แต่จริง ๆ ยังมีงานด้านวิชาการและการตั้งศูนย์ความเชี่ยวชาญในเรื่องต่าง ๆ
เมื่อพูดถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เรามักจะดูว่ามีศูนย์ความเชี่ยวชาญโรคนั้น ๆ อยู่ที่คณะแพทย์ที่ไหนบ้าง งานด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันปัจจัยเสี่ยงก็เช่นกัน งานเหล่านี้จำเป็นต้องมีศูนย์ความเชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนการทำงาน เช่นศวส. ตั้งอยู่ที่ มอ. วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา ขณะที่ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ตั้งอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และยังมีศูนย์วิชาการที่ดูแลเรื่องสารเสพติดอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น
การที่ สสส. สนับสนุนการทำงานของศูนย์วิชาการเหล่านี้ทำให้นักวิจัยสามารถพัฒนางานวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง เพราะแหล่งทุนส่วนใหญ่จะให้ทุนทำวิจัยเป็นรายปี ซึ่งการได้ทุนระยะสั้นเช่นนี้ทำให้นักวิจัยประสบปัญหาในการจ้างคนมาทำงาน ขณะที่ ศวส. รับทุนจาก สสส. มาทำงานประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีสัญญาครั้งละ 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเพียงพอในการดึงนักวิชาการเก่ง ๆ มาทำงานร่วมกันได้
“ถ้าถามผม อาจารย์เหล่านี้ที่อยู่ในคณะแพทย์จำเป็นต้องมาทำงานพวกนี้ไหม จริง ๆ เขามีงานอื่นให้ทำนะ แต่ผมคิดว่าที่พยายามอยากจะทำพวกนี้คือเขามองเห็นว่าเป็นงานที่สำคัญและมีประโยชน์ ฉะนั้นสิ่งที่อยากให้สังคมรู้ก็คือ สสส. มีอีกหนึ่งบทบาทคือสนับสนุนศูนย์วิชาการซึ่งสังกัดอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่สำคัญ ๆ ของประเทศไทยทั้งนั้นในการทำงานวิชาการ’ ศ.ดร.นพ.พลเทพกล่าว
สสส. กับมิติงานด้านเยาวชน
ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่าบ้านกาญจนาภิเษกไม่ได้รับทุนจาก สสส. โดยตรง แต่เด็กที่อยู่สถานพินิจฯ ล้วนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาสังคมซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐ หากไม่มีองค์กรที่ทำงานแก้ไขปัญหาสังคมอย่างจริงจัง ก็ย่อมมีเด็กเดินเข้าสู่สถานพินิจฯ มากขึ้น ซึ่งช่วงที่ผ่านมา สสส. มีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็ก เยาวชน ครอบครัวและกลุ่มเปราะบาง ผ่านการสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน เช่น องค์กรแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ที่ทำงานกับเยาวชนที่รวมตัวเป็นกลุ่มอันธพาลใน จ.เชียงใหม่ อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเยาวชนที่เคยเป็นหัวโจกปรับเปลี่ยนตนเองไปทำมาหากินสุจริต หรือมีตัวอย่างผู้ใหญ่ที่เคยติดเหล้าสามารถลด ละ เลิกได้และกลายมาเป็นผู้นำชุมชน เรื่องราวเหล่านี้ควรถูกบันทึกไว้เป็นผลงานของ สสส. และต้องนำมาคำนวณความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณด้วย เพราะหากคนเหล่านี้ไม่สามารถก้าวออกมาจากปัญหาได้ ประเทศก็จะต้องแบกภาระขนาดใหญ่มาก

“ประชาชนคือพลังของเมืองใช่หรือไม่ เราต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน คำถามที่สอง ปัจจัยชี้ขาดการปกครองระบอบประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ซึ่งถ้าทั้งสองอย่างนี้คิดตื้น ๆ ง่าย ๆ เด็ก ๆ ก็ตอบได้ คิดว่า สสส. ได้ทำสิ่งนี้ค่อนข้างเยอะมาก ดิฉันเคยเป็นบอร์ด สสส. มีคนเสนอโครงการเข้ามาและมีการพิจารณา แทบจะไม่มีโครงการไหนเลยที่ไม่มีพลังของประชาชนอยู่ในนั้น” ทิชากล่าว
ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กล่าวชื่นชม สสส. ในการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่องการสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้กินอาหารมื้อเช้าที่ครบถ้วนและมีประโยชน์ ซึ่งเมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองเห็นว่าบุตรหลานมีภาวะทางโภชนาการดีขึ้น ผลก็ย้อนกลับไปที่ผู้บริหารท้องถิ่นนั้นได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น เท่ากับทุกฝ่ายได้ประโยชน์
ดูแลสุขภาวะผู้สูงวัยและคนพิการ-ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน อีกส่วนหนึ่งของผลงาน สสส.
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สสส. ทำให้สังคมตื่นตัวและเข้ามาร่วมทำงานเรื่องสุขภาพได้เป็นจำนวนมาก ซึ่ง สสส. ไม่ได้มีผลงานเฉพาะการสร้างนวัตกรรม แต่ยังเก่งเรื่องการระดมคนที่มีพื้นฐานหลากหลาย ผู้ที่เข้ามานั่งเป็นกรรมการใน สสส. ก็มีความหลากหลายทั้งนักธุรกิจ อาจารย์มหาวิทยาลัย ภาคประชาชน สสส.
ตัวอย่างผลงานของ สสส. เช่น การสร้างความหมายใหม่ให้คนพิการจากหมดอาลัยตายอยากไร้ความหวังสู่ผู้สร้างสรรค์เศรษฐกิจที่ดูแลชีวิตตนเองได้, การลดความเปราะบางของผู้สูงอายุ, การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนซึ่งมีผลทำให้ผู้เสียหายต้องกลายเป็นผู้ได้รับการดูแลระยะยาว และที่โดดเด่นที่สุดคือการสื่อสารกับสังคมให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำลายสุขภาพทั้งเรื่องสุรา บุหรี่ การมีกิจกรรมในครอบครัว ซึ่งการที่สถาบันหนึ่งได้พิสูจน์ผลงานของตนเองแล้วว่าทำได้ดี จึงน่าจะเป็นสถาบันที่ถูกพัฒนาให้ทำงานได้ดีขึ้นไม่ใช่อ่อนแอลง
“ถ้าเรามีสถาบันที่สามารถทำงานโดยมองอนาคตแล้วพยายามหาทางทำให้อนาคตของประเทศไทยมีสุขภาพที่ดี ผมคิดว่าเราทำให้ศักยภาพและความเป็นภาระของคนไทยลดลงได้” นพ.สมศักดิ์กล่าว

สสส. “แตกต่างจากหน่วยงานราชการโดยทั่วไป”
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงบทบาทของ สสส. ที่แตกต่างจากหน่วยงานราชการโดยทั่วไปว่า หน่วยงานราชการโดยทั่วไปไม่สามารถขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการส่งเสริมการมีสุขภาพดีได้ เพราะมีองค์ประกอบ 3 ส่วนที่ต้องทำไปด้วยกัน คือ 1) สุขภาพ เช่น ต้องอธิบายให้ได้ว่าบุหรี่ก่อโรคภัยอย่างไร 2) เศรษฐศาสตร์ เช่น มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ลด ละ เลิกสูบบุหรี่ และ 3) สังคม คือการสื่อสารให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญและแก้ไขปัญหา
ดร.นณริฏมองว่าในความเป็นจริงไม่มีหน่วยงานราชการใดสามารถทำได้ทั้ง 3 ส่วน เช่น แพทย์แม้มีความรู้ด้านสุขภาพแต่ขาดความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสังคม ดังนั้นจึงเป็นบทบาทของ สสส. ที่เข้ามาเติมเต็ม เพราะ สสส. สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายกับทุกภาคส่วนในสังคมได้ เช่น ภาควิชาการที่ทำงานวิจัย ภาคประชาสังคมที่มีนวัตกรรมสำหรับทำงานกับประชากรกลุ่มเฉพาะหรือคนชายขอบ อาทิ กลุ่มที่ทำงานกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน คนไร้บ้าน คนพิการ ซึ่งหากปล่อยให้กลไกปกติของทางราชการทำโดยลำพังอาจล่าช้าหรือไม่ครบวงจรในระดับที่สามารถดึงคนเหล่านี้ขึ้นมาเป็นพลังทางเศรษฐกิจและไม่ถูกสังคมตีตรา ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่เกิดความยั่งยืน
นอกจากนี้ระบบงบประมาณปกติของประเทศไทยมีจุดอ่อนคือมักไม่ให้คุณค่ากับอนาคต เห็นได้จากช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) มักถูกตัดก่อนเสมอ ทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง หากนำ สสส. ไปอยุ่ในระบบงบประมาณปกติคงมีชะตากรรมไม่ต่างกัน
“ใครทำวิจัยจะรู้ดี วิกฤติเศรษฐกิจทีไรงบวิจัยหายก่อน สสส. ก็เป็นแบบเดียวกันเพราะงานที่ทำเป็นสิ่งที่จะเกิดผลในอนาคต คุณสุขภาพดีวันนี้มันคือเงินตลอดชีวิตที่คนคนนั้นจะทำได้มากขึ้น ถ้าคุณไม่เลิกบุหรี่ ปอดพังขึ้นมาคุณทำงานไม่ได้ งบประมาณส่วนนี้จะโดนตัดก่อนอย่างแรก ส่วนประเด็นเรื่องความคุ้มค่าของเงินที่ใช้ไป เรามีโครงการอย่าง AI Passport ที่ก็ใช้เงิน ขณะที่ความคุ้มค่ามันไม่ถึง 6 เท่าอย่างที่เราคุย ผมก็มีคำถามว่ามันใช่หรือ?” ดร.นณริฏกล่าว
Earmarked Tax ขัดวินัยการเงินการคลัง?
รศ.ดร. เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่ารัฐบาลในหลายประเทศมักใช้จ่ายงบประมาณไปกับนโยบายประชานิยม ซึ่งข้อเสนอของรัฐบาลที่ให้ตัดกลไก Earmarked Tax จากภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบออกไปจาก 4 กองทุนทั้ง สสส. ไทยพีบีเอส การกีฬาและผู้สูงอายุ โดยอ้างว่าขัดวินัยการเงินการคลังก็เป็นไปตามแนวทางนี้ จึงต้องมีการกำหนดหลักวินัยการเงินการคลังขึ้นมากำกับ กรณีของไทยคือ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ว่าด้วยความคุ้มค่าของการจัดทำนโยบาย กระบวนการจัดเก็บ เบิกจ่ายและกู้ยืมเงิน
รศ.ดร. เอื้ออารีย์กล่าวถึงร่างแก้ไขกฎหมายที่รัฐบาลเสนอว่าแม้สาระสำคัญคือไม่ให้มี Earmarked Tax อีกต่อไป เว้นแต่เป็น Earmarked Tax สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เท่ากับว่ารัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการมีอยู่ของ Earmarked Tax นอกจากนี้ผู้เสนอแก้ไขกฎหมายยังพยายามอธิบายให้สังคมเข้าใจว่า Earmarked Tax สำหรับ 4 กองทุนและองค์กรนั้นไม่สามารถปล่อยให้มีได้อีกต่อไปเพราะจะเข้าข่ายขัดวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นการอธิบายที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายซึ่งในบทเฉพาะกาลระบุว่ากองทุนใดที่มี Earmarked Tax มาก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็ให้มีอยู่ต่อไป
“พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มีบทเฉพาะกาลอยู่ 7 มาตรา 5 ใน 7 มาตรากำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจนว่ารัฐต้องทำอะไร อย่างเช่นต้องไปจัดทำแผนการทางการคลังระยะปานกลางภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้บังคับ แต่ในขณะเดียวกัน มาตรา 82 ที่เป็นเหตุในการยุติกองทุนนี้ไม่ได้กำหนดเรื่องระยะเวลาเลย ลักษณะการเขียนคือไม่ใช้บังคับกับ Earmarked Tax ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนที่ พ.ร.บ. นี้จะมีผลใช้บังคับ แสดงว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้เขาไม่ได้ต้องการจะยุติ Earmarked Tax โดยเฉพาะที่มีอยู่ก่อนแล้ว” รศ.ดร.เอื้ออารีย์ให้ความเห็น
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อธิบายว่า วินัยการเงินการคลังคือ 1) ไม่ใช้จ่ายเกินกว่าที่หาได้ 2) การกู้ยืมต้องเป็นไปเพื่อสร้างอนาคตไม่ใช่กู้ยืมมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย 3) ต้องกันเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน 4) ต้องมีความโปร่งใสไม่ใช่รู้กันเพียงบางคน และ 5) ไม่ทิ้งหนี้เป็นภาระให้ลูกหลาน และแสดงความเป็นห่วงว่าหากนำเงินภาษีบาปออกจาก สสส. ไปรวมอยู่ในกลไกงบประมาณปกติ รัฐบาลนั้นจะใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือจะใช้เงินเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะขนาดกู้มาแจกก็ยังทำได้
ส่วนคำถามที่ว่า ความเป็นอิสระของ สสส. ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมกรณีมีองค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่มที่มีภาพลักษณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้รับทุนไปทำงานด้วย จนมีคำถามว่าการเมืองเกี่ยวข้องอะไรกับสุขภาพนั้น ต้องบอกว่า คนที่ สสส. สนับสนุนให้ไปทำงานกับสังคมในประเด็นสุขภาวะ แต่คนคนนั้นก็สนใจการเมืองด้วยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนอยู่แล้วที่ต้องสนใจการเมือง
“มีคนชอบใช้คำว่าเป็นกลาง ถ้าอย่างนั้น สสส. ไปสนับสนุนคนที่ไม่เป็นกลาง ก็ต้องตีความต่อไปอีกว่าเป็นกลางแปลว่าอะไร คือคนที่ไม่เคยรู้เรื่องการบ้านการเมือง อย่างนั้นเป็นกลางใช่ไหม แต่เป็นกลางคือคนที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกับสิ่งนั้นที่ตัวเองทำ เราไปสนับสนุนหรือไปวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เรามีผลประโยชน์ร่วมในเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราทำโดยบริสุทธิ์และไม่มีผลประโยชน์ร่วมในทางการเมือง เรานั่นละเป็นกลาง แต่เรามีความเห็นได้ชัดเจนว่าอะไรดีไม่ดี” รศ.ดร. เจิมศักดิ์กล่าว
