‘โคแฟค’ ผนึก OASIIS ยกระดับนักตรวจสอบข้อเท็จจริงไทยสู่มาตรฐานสากล รับมือ AI–ข้อมูลบิดเบือนท้าทายระบบนิเวศข่าวสาร

2 ต.ค. 2569 — ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสมาคมเพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารแห่งโอเชียเนีย-เอเชีย (Oceania-Asia Society for Information Integrity & Safety: OASIIS) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากล ระหว่างวันที่ 2–3 ต.ค. 2569 ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม กรุงเทพมหานคร

เทคลา แอบเบิร์ต หัวหน้าโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย กล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำบทบาทของสื่อในการนำเสนอข้อมูลที่เชื่อถือได้แก่สังคม ซึ่งจำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มาพร้อมความท้าทายจากข้อมูลเท็จและภาพที่ถูกบิดเบือน ซึ่งสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางต่าง ๆ และทำให้แม้แต่ผู้มีประสบการณ์ก็อาจแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลลวงได้ยาก

เทคลา แอบเบิร์ต หัวหน้าโครงการ มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย

“การจัดเวิร์กช็อปครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของสื่อในการตรวจสอบข้อมูล รวมถึงยกระดับมาตรฐานและแบบแผน (Protocol) ต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานจริง เราคาดหวังว่าความรู้และประสบการณ์ที่ทุกท่านได้รับ จะช่วยให้องค์กรที่เข้าร่วมสามารถพัฒนาการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ให้ดียิ่งขึ้น มีสื่อที่มีคุณภาพและโปร่งใส เพื่อให้สาธารณชนสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้” เทคลา กล่าว

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ นอกจากความร่วมมือกับพันธมิตรเดิมอย่าง FNF และ สสส. แล้ว ยังขยายความร่วมมือไปยัง OASIIS ซึ่งเป็นเครือข่ายด้านความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลในระดับภูมิภาค โดยมีผู้แทนองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอินเดีย ฮ่องกง และอินโดนีเซีย ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับมาตรฐานของ International Fact-Checking Network (IFCN) เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งคือการสนับสนุนให้องค์กรสื่อและองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงของไทยพัฒนาการทำงานไปสู่มาตรฐานสากล

สุภิญญากล่าวว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความแตกต่างจากการรายงานข่าวทั่วไป เพราะต้องลงรายละเอียดในการตรวจสอบหลักฐานและแหล่งข้อมูลมากขึ้น หลายกรณีจำเป็นต้องให้ข้อสรุปต่อข้อมูลที่ตรวจสอบ ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาด ขณะเดียวกัน การอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งทางการก็อาจเผชิญข้อจำกัดด้านความครบถ้วนหรือความแม่นยำของข้อมูล

“หลายครั้งการที่เราจำเป็นต้องฟันธง ทำให้ต้องทำงานหนักมากในการหาหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริง บางประเทศมีข้อจำกัดที่ต้องอิงข้อมูลจากภาครัฐ แต่ข้อมูลจากภาครัฐก็อาจไม่แม่นยำหรือไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงเป็นความท้าทายว่าเราจะค้นหาข้อเท็จจริงอย่างไร ขณะเดียวกัน หากต้องอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ไม่เปิดเผย ก็อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลเช่นกัน” สุภิญญากล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย)

ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ จาก ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ความท้าทายของมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเชื่อมั่นของสาธารณชน” โดยอธิบายถึงมาตรฐานของ International Fact-Checking Network (IFCN) สำหรับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเทศต่าง ๆ มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วยหลักสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  1. ความเป็นธรรมและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-partisanship and Fairness)
  2. ความโปร่งใสของแหล่งข้อมูลและความสามารถในการตรวจสอบที่มาได้ (A commitment to Standards and Transparency of Sources)
  3. ความโปร่งใสด้านแหล่งทุนที่สนับสนุนองค์กร (A commitment to Transparency of Funding & Organization)
  4. ความโปร่งใสของระเบียบวิธีในการตรวจสอบข้อมูล (A commitment to Standards and Transparency of Methodology)
  5. การมีนโยบายแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา (A commitment to an Open & Honest Corrections Policy)

ศาสตราจารย์มาซาโตะระบุว่า การประเมินจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน และขั้นสุดท้ายคือหากได้รับเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 8 เสียง องค์กรนั้นก็จะได้รับเครื่องหมายรับรอง IFCN ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องถูกประเมินทบทวนทุกปี ไปจนกว่าจะครบ 5 ปี จึงจะเปลี่ยนเป็นการประเมินทุก 2 ปี

ศาสตราจารย์มาซาโตะ คาจิโมโตะ จาก ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS

แม้ปัจจุบันข้อมูลลวงจะสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงยังคงมีความสำคัญ เพราะผลการตรวจสอบและข้อมูลแก้ไขจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลที่สามารถนำกลับมาใช้อ้างอิงได้ หากข้อมูลเท็จเรื่องเดิมถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การทำงานขององค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งปริมาณข้อมูลบิดเบือนจำนวนมหาศาล (Misinformation Overload) การขยายตัวของ Generative AI ที่ทำให้ผลิตข้อมูลเท็จได้ง่ายขึ้น งบประมาณสนับสนุนที่ลดลง เศรษฐกิจจากความสนใจ (Attention Economy) การลดการสนับสนุนจากแพลตฟอร์ม ความไว้วางใจของสังคมที่ถดถอย ความตึงเครียดทางการเมือง ตลอดจนปัญหาสื่อคุณภาพต่ำและการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะเร้าอารมณ์

ศาสตราจารย์มาซาโตะเน้นว่า การสร้างระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพไม่สามารถพึ่งพาเพียงนักข่าวหรือองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพและทักษะการรู้เท่าทันของผู้รับสารควบคู่กันไป

“การบอกว่าเราเป็นคนดี เป็นนักข่าวที่ดี หรือผลิตงานที่ดี ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น คำถามคือเรากำลังสร้างสังคมที่อุดมด้วยปัญญาไปด้วยกันหรือไม่ หลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร สังคมมีความรู้เท่าทันหรือไม่ ทุกอย่างต้องเดินไปด้วยกัน” ศาสตราจารย์มาซาโตะกล่าว

นอกจากนี้ ช่วงเช้าวันที่ 2 ต.ค. 2569 ยังมีวงเสวนา “พรมแดนใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงยุคอัลกอริทึมและข้อมูลประดิษฐ์” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสื่อจากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ประกอบด้วย เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย, ปารุล โกสวามี ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย, ณัฐกร ปลอดดี บรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักข่าว AFP, พีรพล อนุตรโสตถิ์ หัวหน้าศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส ไทยพีบีเอส และ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ดำเนินรายการโดย ชาฮายา ฮาลิฟ

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมาตรฐานการทำงานระหว่างองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงและองค์กรสื่อในไทยกับเครือข่ายระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนากระบวนการตรวจสอบข้อมูลให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ