AI อาจเล่าเรื่องแทนเรา? โคแฟคชวนจับตา “AI–ข้อมูลบิดเบือน” กระทบอัตลักษณ์ชนพื้นเมือง

โคแฟคชี้ AI เปิดโอกาสเข้าถึงข้อมูล แต่เสี่ยงถูกใช้ผลิตข้อมูลบิดเบือนจำนวนมหาศาล กระทบสิทธิ เสรีภาพ และอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง ด้าน “สุภิญญา กลางณรงค์” ย้ำบริษัทเทคโนโลยีต้องโปร่งใสและรับผิดชอบต่อระบบ AI พร้อมชี้ EU AI Act เป็นหนึ่งในแนวทางกำกับดูแลที่น่าจับตา

4 กันยายน 2569 รายการ Cofact Live Talk เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ชวนพูดคุยในหัวข้อ “AI & Indigenous Identity เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเล่าเรื่องของผู้คน เราจะรักษา ‘เสียงของเจ้าของเรื่อง’ ไว้ได้อย่างไร?” กับ Alessio KYAW นักศึกษาฝึกงานกับโคแฟคเป็นเวลาเกือบ 2 เดือน ท่ามกลางความท้าทายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างและเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวและอัตลักษณ์ของชนพื้นเมือง

Alessio เล่าว่ากำลังศึกษาระดับปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัย Paul-Valéry Montpellier เมืองมงเปอลีเย ประเทศฝรั่งเศส สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และจีน และตัดสินใจเลือกมาฝึกงานในประเทศไทย เพราะสนใจการทำงานของโคแฟคในฐานะองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มุ่งเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะ นอกจากได้เรียนรู้การทำงานแล้ว ยังมีโอกาสเรียนภาษาไทยและสัมผัสวิถีชีวิตในประเทศไทยที่แตกต่างจากฝรั่งเศส

ทั้งนี้ช่วงเวลาที่ Alessio เข้ามาฝึกงานมีโอกาสร่วมดำเนินโครงการเกี่ยวกับ อัตลักษณ์ของชนพื้นเมืองในยุคปัญญาประดิษฐ์ และปัญหาข้อมูลที่ผิด (misinformation) ทำให้เขามีโอกาสเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวกับประเด็นดังกล่าว  เนื่องจากมีพื้นเพจากเมียนมา ซึ่งยังเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน เช่น ชาวกะเหรี่ยง มีชุมชนกระจายอยู่ทั้งในเมียนมาและภาคเหนือของประเทศไทย หลายคนต้องดำรงชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง

ผมมาจากเมียนมา และในเมียนมาก็มีความวุ่นวาย มีความขัดแย้งระหว่างหลายเชื้อชาติ ชาวกะเหรี่ยงก็กระจายอยู่หลายพื้นที่ รวมถึงทางภาคเหนือของประเทศไทย คนเหล่านั้นต้องเอาตัวรอดในสภาพที่เลวร้าย โดยเฉพาะในเมียนมา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพวกเขา” Alessio กล่าว

เมื่อเล่าถึงหลักสิทธิมนุษยชน Alessio มองว่า สิ่งสำคัญสำหรับชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์คือการมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม รวมถึง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องหวาดกลัวการถูกปราบปราม หรือถูกกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ความท้าทายในยุค AI คือ เทคโนโลยีสามารถถูกนำมาใช้สร้างข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว หากเป็นข้อมูลที่ผิดหรือถูกบิดเบือน และถูกเผยแพร่ซ้ำอย่างต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสทำให้ผู้รับสารบางส่วนเชื่อว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อสอดคล้องกับความเชื่อหรือสิ่งที่เคยรับรู้มาก่อน ในทางกลับกัน ผู้รับข้อมูลจำเป็นต้องมีทักษะในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลที่ผิดหรือบิดเบือนได้

Alessio ยังกล่าวถึงแนวคิด “AI Swarms” หรือ “ฝูง AI” ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อความสามารถของระบบ AI จำนวนมากที่อาจทำงานร่วมกันหรือประสานกันเพื่อสร้างเนื้อหาและกิจกรรมออนไลน์ในปริมาณมหาศาล จนอาจส่งผลกระทบต่อระบบข้อมูลข่าวสารและประชาธิปไตย หากเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ผู้ไม่หวังดีอาจใช้ AI สร้างเนื้อหาหรือบัญชีจำนวนมากเพื่อเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน ครอบงำการรับรู้ของสาธารณะ หรือพยายามชี้นำมุมมองทางการเมือง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นประเด็นที่หลายประเทศกำลังเผชิญ ความกังวลสำคัญจึงอยู่ที่ หาก AI ถูกนำไปใช้สร้างปฏิบัติการข้อมูลจำนวนมากเพื่อแทรกแซงการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง อาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบข้อมูลข่าวสารและกระบวนการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ Alessio กล่าวถึงหลัก Transparency, Accountability & Responsibility หรือ ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และความรับผิดชอบ ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกำกับดูแล AI โดยประชาชนควรสามารถเข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่าระบบ AI ทำงานอย่างไร และเมื่อเกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้จนสร้างผลกระทบหรืออันตราย ผู้ให้บริการและผู้เกี่ยวข้องต้องมีความรับผิดชอบ รวมถึงมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

สุภิญญา กลางณรงค์ และ Alessio KYAW

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ กล่าวเสริมว่า นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สังคมจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เนื่องจากผู้พัฒนาและผู้ให้บริการย่อมมีข้อมูลและความเข้าใจเกี่ยวกับระบบของตนเองมากกว่าผู้ใช้งานทั่วไป จึงควรมีส่วนรับผิดชอบต่อการป้องกันไม่ให้ AI ถูกนำไปใช้สร้างอันตรายต่อสังคม  แม้บริษัทเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้จาก AI และเทคโนโลยีดังกล่าวมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้คน แต่ในโลกจริง สังคมยังจำเป็นต้องมีกฎหมายและกลไกคุ้มครองประชาชนจากอันตราย เช่นเดียวกัน โลกของ AI ก็ควรมีกลไกกำกับดูแลและป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องอาศัยทั้งความร่วมมือจากภาคเทคโนโลยีและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

“เราต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากแพลตฟอร์มระดับโลก แม้หนทางยังอีกยาวไกล แต่อย่างน้อยสหภาพยุโรป หรือ EU ได้พัฒนากฎระเบียบและมาตรการทางกฎหมายอย่าง กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป (EU AI Act) ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราสามารถศึกษาได้” สุภิญญากล่าว

การพูดคุยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของ AI ไม่ได้อยู่เพียงว่าเทคโนโลยีจะสามารถสร้างเนื้อหาได้มากหรือรวดเร็วเพียงใด แต่ยังอยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้กำหนดเรื่องราว ใครมีอำนาจควบคุมเทคโนโลยี และเจ้าของอัตลักษณ์ยังมีพื้นที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของตนเองมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะสำหรับชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งอาจเผชิญทั้งอคติ ภาพเหมารวม และข้อมูลบิดเบือนอยู่แล้ว การรู้เท่าทัน AI การตรวจสอบข้อมูล และการเปิดพื้นที่ให้เจ้าของเรื่องสามารถสื่อสารด้วย “เสียงของตนเอง” จึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือผลิตซ้ำความเข้าใจผิดและอคติในสังคม