“ธปท. ยกระดับคุมเข้ม ฝาก-ถอน-แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง” เป็นเนื้อหาจริง แต่อยู่ระหว่างรอประกาศมีผลบังคับใช้
กองบรรณาธิการโคแฟค
❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกระดับคุมเข้ม ฝาก-ถอน-แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง ตั้งแต่ 15 ต.ค. 2569
✅ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริง** โดยเป็นการสรุปประเด็นจากร่างประกาศ ธปท. เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวของกับเงินสดสําหรับสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอประกาศใช้
📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 31 ส.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก ‘ไพริน แก้วเกตุสี’ โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 15 วินาที มีเสียงบรรยายว่า ธปท. ยกระดับคุมเข้ม ทั้งฝาก ถอน แลกเงิน ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง ตั้งแต่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป และติดแฮชแท็ก “ธนาคารคุมเข้มการเบิกถอนต้องสแกนหน้า”
ณ วันที่ 7 ก.ย. 2569 คลิปนี้มียอดเข้าชมมากกว่า 8 แสนครั้งและถูกแชร์เกือบ 800 ครั้ง
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เสียงต้นฉบับของคลิปนี้มาจากบัญชีติ๊กต็อก ‘Pat.Napat’ ผู้ประกาศข่าวช่อง 9 MCOT HD ซึ่งโพสต์คลิปสรุปข่าวการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทำธุรกรรมเงินสดของ ธปท. ไว้เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2569 คลิปต้นฉบับมีความยาว 2 นาที

ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด โดยได้จัดทำร่างประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวของกับเงินสดสําหรับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 5 ส.ค.-3 ก.ย. 2569
ธปท. ระบุเหตุผลในการออกประกาศฉบับนี้ว่า “การทําธุรกรรมโดยใช้เงินสดสามารถทําได้ง่ายและคล่องตัวโดยไม่มีบันทึกขอมูลการทําธุรกรรมและตัวตนผู้ใช้เงินสด จึงมีข้อจํากัดอย่างมีนัยสําคัญในการติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงิน การใช้เงินสดจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่มักถูกใช้ในการปิดบังการเคลื่อนย้ายเงินหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินที่ได้มาจากการก่ออาชญากรรม”
ร่างประกาศฯ ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ ธปท. กำหนดให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
▪️กรณีการทำธุรกรรมที่สาขาของธนาคาร: การฝาก ถอน แลกเงิน ยื่นเช็คไม่ขีดคร่อม ต้องมีกระบวนการยืนยันตัวตนผู้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และโดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ต้องถูกตรวจสอบเป็นพิเศษหากพบข้อสงสัย สิ่งที่ต้องใช้ในการยืนยันตัวตน ได้แก่ (1) บัตรประชาชน สำหรับชาวต่างชาติใช้หนังสือเดินทางหรือเอกสารแสดงตนที่ส่วนราชการไทยออกให้ (2) หมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลที่ติดต่อได้ (3) ลายมือชื่อ และ (4) เอกสารที่เกี่ยวของกับการรับมอบหมายหรือมอบอํานาจ
▪️กรณีการทำธุรกรรมผ่านสาขาอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตู้ ATM: สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องจัดให้มีการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการที่มีความปลอดภัย เช่น การแสดงบัตรร่วมกับการใช้รหัสส่วนบุคคล (Personal Identification Number: PIN) การใช้รหัสใช้ครั้งเดียว (One-Time Password: OTP) การยืนยันผ่านแอปพลิเคชันของสถาบันการเงินหรือการใช้ข้อมูล ชีวมิติ (Biometrics) ของลูกค้า
ร่างประกาศฯ ระบุว่าให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 ต.ค. 2569 ยกเว้นบางมาตรการที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 15 เม.ย. 2570 ขณะนี้เพิ่งเสร็จสิ้นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นและยังอยู่ระหว่างรอการประกาศใช้
