นักวิชาการชี้ไทยต้องเร่งกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำข้อมูล-วางอนาคตสื่อหลังยุคทีวีดิจิทัล
5 มิถุนายน 2569 – คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ Asian Network for Public Opinion Research และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดเวทีเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “ถอดรหัสข่าวร้อน: อ่านความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างผ่านอำนาจ ความจริง และแพลตฟอร์ม” ภายในงานประชุมนานาชาติ 76th ICA Regional Hub Thailand โดยมีวิชาการ สื่อมวลชน และผู้กำหนดนโยบายร่วมถอดบทเรียนจากประเด็นข่าวร้อนในสังคมไทย ผ่านเวทีสาธารณะ สะท้อนความท้าทายของประเทศไทยในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล การรับมือความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงกรณี Facebook Live ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม และโครงการ TH-AI Passport กับความปลอดภัยและความเหลื่อมล้ำทางโลกออนไลน์ พบว่าประเทศไทยยังขาดกลไกกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่แพลตฟอร์มต่างประเทศมีทั้งทุน เทคโนโลยี และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน
“ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้อำนาจในการกำกับดูแลอย่างจริงจัง ต่างจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่มีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ” ดร.ธนกรกล่าว พร้อมเสนอให้รัฐบาลผลักดันการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมีความรับผิดชอบต่อเนื้อหา ธุรกิจ และผู้ผลิตสื่อในประเทศไทยมากขึ้น
ด้านศุภจิตรา เลาหวัฒนภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกิจแพลตฟอร์ม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายและกลไกกำกับดูแลหลายฉบับ ทั้งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะความเสี่ยงและผลกระทบของแต่ละกรณี โดยเฉพาะมาตรการ Notice and Take Down ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอสำหรับเนื้อหาบางประเภทที่สร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว จึงควรมีการพิจารณาปรับระยะเวลาให้เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของเนื้อหา
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คืออนาคตของโทรทัศน์ดิจิทัลไทยหลังปี 2572 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการของหลายสถานี อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยีการกระจายสื่อ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า อุตสาหกรรมโทรทัศน์รับรู้มานานแล้วว่ากำลังเผชิญแรงกดดันจากบริการ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่การกำหนดทิศทางเชิงนโยบายกลับดำเนินไปอย่างล่าช้า ทั้งที่เทคโนโลยีโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัลจะมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 17 ปีในปี 2572
“ทุกฝ่ายเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม แต่ยังไม่มีการพูดคุยเชิงนโยบายอย่างจริงจังว่าประเทศไทยจะเดินหน้ากับระบบโทรทัศน์ดิจิทัลอย่างไรต่อไป” อนุพงษ์กล่าว

ขณะที่สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) มองว่า โทรทัศน์ไทยมีความผูกพันกับพัฒนาการทางการเมืองและสังคมของประเทศมาโดยตลอด แม้โลกจะเข้าสู่ยุคออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารกับการกำกับดูแลเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะนี้หลายประเทศในยุโรปมีแนวทางกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่มุ่งลดเนื้อหาสร้างความเกลียดชังและข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อสังคม โดยอาศัยกฎหมายและกลไกทางแพ่งควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชน
พร้อมกันนี้ยังชี้ว่า โทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีความสำคัญในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ระบบอินเทอร์เน็ตอาจไม่สามารถใช้งานได้ หากภาครัฐมีนโยบายยุติหรือปรับลดบทบาทของโทรทัศน์ดิจิทัล ก็ควรประกาศทิศทางให้ชัดเจนและวางแผนเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้ทัน
ส่วนโครงการ TH-AI Passport สุภิญญามองว่า ยังไม่ได้มีการส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การผลักดันให้ประชาชนใช้ AI อย่างแพร่หลายควรดำเนินควบคู่กับการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยี (Digital Literacy) ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์


