กัมพูชาเรียกร้องสิทธิ์คนละครึ่ง-ขึ้นค่าแรงให้แรงงานเขมรในไทย เนื้อหาเท็จที่เกาะกระแส “ไทยช่วยไทยพลัส”
“สวนกระแส”
ระหว่างที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่าโครงการ “คนละครึ่ง” เมื่อวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากและสื่อ Top News ได้เผยแพร่เนื้อหาเท็จว่าบุคคลสำคัญและนักการเมืองกัมพูชาเรียกร้องให้แรงงานเขมรในไทยได้รับสิทธิ์โครงการคนละครึ่งด้วย และขอให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 1,500 บาท
เนื้อหาเท็จนี้ถูกเผยแพร่ทั้งในเพจเฟซบุ๊ก ติ๊กตอก และอินสตาแกรม ที่มีผู้ติดตามหลายแสนคน โดยบางโพสต์ใช้ภาพการชุมนุมประท้วงของแรงงานเขมรที่สร้างขึ้นโดย AI เป็นภาพประกอบเพื่อดึงดูดความสนใจ
เมื่อใช้เครื่องมือ Whopostedwhat ตรวจสอบเนื้อหาในบัญชีโซเชียลมีเดียของอินฟลูเอ็นเซอร์และบุคคลสำคัญของกัมพูชาที่ถูกอ้างชื่อ และตรวจสอบรายงานข่าวของสำนักข่าวกัมพูชา 3 แห่ง คือ Cambodianess The Cambodia Dialy และ Freshnews ไม่พบว่ามีผู้ใดเรียกร้องเช่นนี้และไม่มีการชุมนุมประท้วงของแรงงานเขมรทั้งในไทยและกัมพูชา
นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ตรวจสอบกับผู้สื่อข่าวในประเทศกัมพูชา ได้รับคำยืนยันว่าไม่มีใครออกมาเรียกร้องหรือแถลงข่าวในประเด็นนี้เลย
อินฟลูเอ็นเซอร์และบุคคลสำคัญของกัมพูชาที่ถูกอ้างเท็จว่าออกมาเรียกร้องสิทธิ์สวัสดิการของรัฐและขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้แรงงานกัมพูชา ได้แก่
- บอยเขมร อินฟลูเอ็นเซอร์ชาวเขมรที่มีผู้ติดตามจำนวนมากในติ๊กตอกและยูทูบ (Makaraboy)
- ปรัก สุคน (ប្រាក់ សុខុន – Prak Sokhonn) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา
- เฮง ซัวร์ (H.E. Heng Sour) รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน
- ฮุน มานี (Hun Many) รองนายกรัฐมนตรี
- สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน (Samdech Hun Sen) อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภากัมพูชา
- เพชร จันมุนี (Pich Chanmony) สตรีหมายเลข 1 ภรรยาของฮุน มาเน (ไม่พบช่องทางโซเชียลมีเดีย)
- กษัตริย์นโรดมสีหนุ (ไม่พบช่องทางโซเชียลมีเดีย)
- บุน รานี (Bun Rany) ภรรยาของฮุน เซน (ไม่พบช่องทางโซเชียลมีเดีย)
วันที่ 26 พ.ค. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ตรวจสอบเนื้อหานี้และได้ข้อสรุปว่าเป็น “ข่าวปลอม”
“ปัจจุบันไม่มีการรวมตัวประท้วงใดจากฝั่งกัมพูชา และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไทยช่วยไทยพลัส ก็เป็นนโยบายเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น” ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ระบุและขอความร่วมมือประชาชนไม่ส่งต่อเนื้อหานี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคม แต่ข่าวปลอมนี้ก็ยังแพร่กระจายอย่างต่อเนื่อง
โพสต์แรกอ้าง “บักบอย” ขอคนละครึ่งพลัส
ข้อความบิดเบือนดังกล่าวปรากฏบนเฟซบุ๊กเป็นครั้งแรกเมื่อ 21 พ.ค. 2569 เวลา 6.46 น. โดยเพจ New Hour ซึ่งเผยแพร่ภาพของ “บักบอย” อินฟลูเอ็นเซอร์ชาวกัมพูชา ฝังข้อความว่า “บักบอยเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เพราะแรงงานเขมรเองก็ช่วยทำงานในไทย” คำบรรยายในโพสต์อ้างว่าแรงงานเขมรที่รู้จักกันในชื่อ “บักบอย” ได้ออกมาตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการคนละครึ่งรวมถึงสวัสดิการอื่น ๆ ของรัฐบาลไทยจึงไม่ครอบคลุมกลุ่มแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลังการสร้างตึกสูงระฟ้ามากมายในประเทศไทย
“เมื่อคนไทยได้รับสิทธิประโยชน์ใด ๆ แรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานในไทยก็ควรมีสิทธิได้รับอย่างเท่าเทียมกัน…” เพจเฟซบุ๊ก New Hour ระบุโดยอ้างว่าเป็นคำพูดของบักบอย

โพสต์ที่อ้างเท็จว่า “บอยเขมร” เรียกร้องคนละครึ่งพลัสให้แรงงานกัมพูชา (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก New Hour, 21 พ.ค. 2569)
จากการตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่ในช่อง ยูทูบ และ ติ๊กตอก “Makaraboy” ของบักบอยหรือ “บอยเขมร” ไม่พบการโพสต์เนื้อหาดังกล่าว โดยในช่วงเดือน พ.ค. 2569 เขาโพสต์วิดีโอเพียงแค่ 2 ชิ้น เป็นคลิปเล่าข่าวเป็นภาษาเขมรและไทยเกี่ยวกับการค้นพบอาวุธของจีนเทาในไทยและการประท้วงขึ้นค่าเช่าร้านที่ประตูน้ำ
เพจ New Hour มีผู้ติดตามมากกว่า 10,000 บัญชี ข้อความแนะนำเพจระบุว่า “เกาะสถานการณ์รายวัน แอบดูเขมรรายวัน” สร้างขึ้นเมื่อ 6 พ.ค. 2568 มีแอดมินอยู่ในประเทศไทย 1 ราย โพสต์เนื้อหาที่สร้างด้วย AI จำนวนมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาและเปิดรับเงินสนับสนุนจากผู้ชม (subscribe) ด้วย
นอกจาก New Hour แล้ว เนื้อหาเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊กอื่น ๆ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เช่น เพจเฟซบุ๊ก “พื้นที่ขยี้ข่าว” ผู้ติดตามมากกว่า 8.5 แสนบัญชีโพสต์เมื่อเวลา 17.46 ของวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “ท่านเปา เล่าข่าว” โพสต์ภาพและข้อความอ้างถึงปรัก สุคน (Prak Sokhonn) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ดังนี้
“ปรัก สุคน ชี้แรงงานเขมรคือกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และมีส่วนช่วยให้ไทยเจริญก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดมาจนถึงทุกวันนี้ จึงควรได้รับสิทธิ์ลงทะเบียน ‘คนละครึ่งพลัส’ เฟสใหม่เช่นกัน ย้ำทำงานหนักไม่แพ้คนไทย ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด”
เพจ “ท่านเปา เล่าข่าว” สร้างขึ้นเมื่อ 30 ต.ค. 2560 มีแอดมินอยู่ไทย 1 ราย เพจนี้มีลักษณะใช้ชื่อคล้ายคลึงกับเพจเล่าข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนผู้ดำเนินการเพจที่มีการสร้างขึ้นในชื่อเดียวกันมากมาย เช่น “ท่านเปา ขยี้ข่าว” และ เพจ “อีซ้อ ขยี้ข่าว”

อินฟลูฯ-สื่อนำไปเผยแพร่ต่อ
วันที่ 23 พ.ค.เวลา 23.28 น. เพจเฟซบุ๊ก “เส้นทางความรู้” ซึ่งมีแอดมินอยู่ไทย 4 คน โพสต์เนื้อหาที่มีใจความเดียวกัน ภาพประกอบเป็นภาพผู้หญิงชี้หน้าต่อว่า ฝังข้อความ “เขมรโวยไทย โครงการคนละครึ่งไม่แฟร์ คนเขมรทำงานในไทย ทำไมไม่มีสิทธิ์”
เมื่อคลิกที่ภาพจะลิงก์เข้าไปที่แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ Lazada ซึ่งเป็นลักษณะของโพสต์ที่ใช้เนื้อหาเท็จกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเพื่อหลอกล่อให้ผู้ใช้งานโซเชียลคลิกดูภาพหรืออ่านเนื้อหาต่อ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้ผู้ดูแลเพจ

เนื้อหาเท็จเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิ์คนละครึ่งของแรงงานกัมพูชานี้ถูกผลิตและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดัดแปลงข้อความและภาพประกอบให้แตกต่างกันเล็กน้อย
วันที่ 24 พ.ค. หนึ่งวันก่อนการเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพจเฟซบุ๊ก “ยิ้มรับ ความสุข” ผู้ติดตาม 417,000 บัญชีโพสต์ข้อความว่า “ฮุน มานี (รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา) ลั่น !! แรงงานกัมพูชาในไทยต้องได้คนละครึ่งพลัสทุกคน เพราะคนกัมพูชาก็เสียภาษีให้ไทย ฉะนั้นต้องได้ ถ้าไม่ได้จะเรียกร้องให้แรงงานเขมรประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลไทย”
วันที่ 25 พ.ค. เพจเฟซบุ๊ก “เศษฟาง” แชร์เนื้อหาบิดเบือนว่า เฮง ซัวร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยจ่ายคนละครึ่งพลัสให้กับแรงงานเขมรทุกคน
“ถ้าไม่จ่ายจะสั่งให้หยุดงานแล้วประท้วงแบบอดข้าวอดน้ำ จะไม่ยอมกินจนกว่าจะได้สิทธิ์” เพจเฟซบุ๊ก “เศษฟาง” โพสต์ข้อความที่อ้างเท็จว่าเป็นคำพูดของรัฐมนตรีแรงงานกัมพูชา
ขยายผลโดย Top News, The Critics และ “เต้ อาชีวะ”
วันที่ 27 พ.ค. พบว่ามีการใช้ AI สร้างภาพประกอบเนื้อหาเท็จนี้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น ภาพแรงงานเขมรประท้วงและภาพผู้นำไทยและกัมพูชา โดยมีสื่อได้แก่ Top News และ The Critics นำเนื้อหานี้ไปนำเสนอทางช่องยูทูบด้วย
วันที่ 28 พ.ค. อัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ “เต้ อาชีวะ” แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน ซึ่งเป็นกลุ่มที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์กับแรงงานข้ามชาติได้นำเนื้อหาเท็จนี้มาเผยแพร่ซ้ำโดยพูดในไลฟ์ในเชิงเสียดสีและด่าทอแรงงานกัมพูชาที่ออกมาเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำ 1,500 บาท และสิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส
เผยแพร่เนื้อหาเท็จ โดยแอบอ้าง “ไทยรัฐ-ผู้จัดการออนไลน์”
วันที่ 30 พ.ค. เพจเฟซบุ๊ก “กระแสวันนี้” โพสต์เนื้อหาเท็จ ใจความเดียวกัน โดยอ้างแหล่งที่มาข้อมูลจากสำนักข่าวไทยรัฐ ผู้จัดการออนไลน์ และกรมประชาสัมพันธ์ข้อความในโพสต์ระบุว่า
“นี่คือวิธีเดียวที่ทำให้ตระกูลฮุนอยู่ได้นาน ด่าคนไทยว่า ‘โจรสยาม’ แต่ขอค่าแรง 1,500 บาท พร้อมสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส ทั้งที่คนไทยเองยังไม่ได้เลย…”
เมื่อตรวจสอบกับเว็บไซต์ของทั้งไทยรัฐ ผู้จัดการออนไลน์และกรมประชาสัมพันธ์ ไม่พบว่ามีการรายข่าวในประเด็นนี้
การแอบอ้างชื่อสำนักข่าวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เป็นวิธีการที่ผู้เผยแพร่เนื้อหาเท็จมักนำมาใช้ เช่น เพจเฟซบุ๊ก “Chimlang” โพสต์เนื้อหาเท็จเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ว่าฮุน มานีโจมตีไทยว่าเลือกปฏิบัติต่อแรงงานเขมร โดยระบุในแคปชันว่า “ที่มา: ข่าวสด, เดลินิวส์” ซึ่งจากการตรวจสอบช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารของข่าวสดและเดลินิวส์ ไม่พบข่าวดังกล่าว
เพจ “Chimlang” มีแอดมินอยู่ไทย 6 คน ระบุว่า ดำเนินการโดย บริษัท รวยเย็นสบาย จำกัด ตั้งอยู่ที่อ.เมือง จ.นครสวรรค์
ปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ แต่เนื้อหาเท็จยังเผยแพร่ต่อเนื่อง
แม้จะสิ้นสุดระยะเวลาลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัสเมื่อวันที่ 29 พ.ค. แต่เนื้อหาเท็จเรื่องคนกัมพูชาเรียกร้องสิทธิ์ก็ยังคงถูกผลิตและเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง โดยอ้างชื่อผู้นำเขมรคนอื่น ๆ เช่น ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานวุฒิสภา, เพชร จันมุนี ภรรยาฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี, กษัตริย์นโรดมสีหนุและบุน รานี ภรรยาของฮุน เซน
เนื้อหาเท็จสร้างความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติ จากพม่าถึงกัมพูชา
จากการติดตามตรวจสอบเนื้อหาเท็จ-ข้อมูลบิดเบือนที่มุ่งสร้างความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติที่เผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทย ผู้เขียนมีข้อสังเกต 3 ประการ ดังนี้
1.วาทกรรมบิดเบือนสร้างความไม่พอใจต่อ “แรงงานต่างด้าว” คล้ายคลึงกับกรณีบิดเบือนเรื่องแรงงานพม่าเมื่อปี 2568
เนื้อหาเท็จเรื่องแรงงานเขมรเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานไทยที่เผยแพร่ในช่วงเดือน พ.ค. 2569 นี้มีเนื้อหาคล้ายกับเนื้อหาบิดเบือนเรื่องการขอขึ้นค่าแรงของแรงงานเมียนมาที่เผยแพร่ช่วงวันที่ 5-8 ม.ค. 2568 ซึ่งมีการแชร์คลิป “พม่าเรียกค่าแรง 600-700 บาท” อย่างกว้างขวางบนเฟซบุ๊ก
การบิดเบือนเนื้อหาทั้งสองกรณีสร้างวาทกรรมว่า แรงงานต่างด้าวเรียกร้องค่าแรงที่สูงกว่าแรงงานไทยอย่างมาก โดยการกุคำพูดหรือบิดเบือนคำพูดของผู้นำแรงงานหรือบุคคลสำคัญขึ้นมา หรือนำคลิปคำพูดมาเผยแพร่ซ้ำโดยขาดบริบทเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ประกอบกับใช้ภาพการชุมนุมของแรงงาน ซึ่งเป็นการชุมนุมในเรื่องอื่นหรือเป็นรูป AI มาปลุกเร้าอารมณ์คนไทยให้รู้สึกว่าแรงงานต่างด้าวเรียกร้องเกินเลย ได้คืบเอาศอกและก้าวร้าวรุนแรง
ผลกระทบจากเนื้อหาบิดเบือนทั้งสองกรณีนำไปสู่ ความไม่พอใจของผู้ใช้งานโซเชียลไทยต่อแรงงานต่างด้าวและเสริมกระแสชาตินิยม
2. พัฒนาการของเทคนิคการสร้างเนื้อหาเท็จ/บิดเบือน
เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาเท็จ/บิดเบือนประเด็นแรงงานต่างด้าวเมื่อปี 2568 พบว่า เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่ในปี 2569 ใช้ AI สร้างภาพประกอบเนื้อหามากขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดึงดูดความสนใจและทำให้เนื้อหาดูมีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่เมื่อ 29 พ.ค. ใช้ AI สร้างภาพผู้ประท้วงชาวไทย คัดค้านการให้โครงการคนละครึ่งพลัสแก่แรงงานเขมร คล้ายกับภาพสร้างจาก AI เรื่องการคัดค้านให้ศึกษาลูกแรงงานอพยพ ที่เผยแพร่เมื่อ 28 ก.พ. 2569 เผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊ก “ไทยไม่ทน” ภาพทั้งสองปรากฏลายน้ำการใช้ AI Gemini ที่มุมขวาล่าง

(ภาพขวา) เนื้อหาบิดเบือนเรื่องแรงงานเขมรต้องการคนละครึ่ง เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้งาน “อุ้ย จันทร์”
นอกจากนี้ ยังพบการแอบอ้างชื่อสำนักข่าวว่าเป็นแหล่งที่มาของข้อมูลทั้งที่ไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าวจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ที่น่ากังวลกว่านั้นคือการอ้างชื่อสำนักข่าวทำให้ AI มีแนวโน้มที่อ้างอิงเนื้อหาเท็จนี้ต่อโดยไม่ตรวจสอบหรือแจ้งเตือนว่าเป็นเท็จเพราะมีการอ้างที่มาจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้
3) ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียไม่รู้เท่าทันข่าวปลอม
เนื้อหาเท็จที่ปลุกปั่นความเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้านพร้อมกับปลุกเร้ากระแสชาตินิยมมักได้รับความสนใจจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย หลายโพสต์มีผู้เข้ามาแสดงอารมณ์ความรู้สึกร่วมหลายพันคอมเมนต์ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมดว่าความเห็นเหล่านี้เป็นของผู้ใช้งานจริงหรือเป็นเครือข่ายบัญชีที่ร่วมกันเผยแพร่เนื้อหาเท็จเพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนไม่น้อยที่แสดงออกว่าเชื่อว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นความจริง นำไปสู่การแสดงความไม่พอใจ ความเกลียดชัง ด่าทอแรงงานต่างด้าวด้วยถ้อยคำหยาบคายโดยไม่มีการตรวจสอบหรือตั้งคำถามว่าเนื้อหานั้นเป็นจริงหรือไม่
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
- แกนนำกลุ่ม “ไทยไม่ทน” โพสต์บิดเบือน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ อ้างเปิดช่องแจกที่ดินให้คนต่างด้าว 20 ไร่
- 4 ปี รัฐประหารเมียนมา คลิปเก่า-เนื้อหาเท็จระบาด ปั่นความเกลียดชังแรงงานข้ามชาติ
- ถาม-ตอบ สธ. กรณี “ต่างด้าวแห่คลอดลูกในไทย-ใช้สิทธิรักษาฟรี”
- ความจริงจากมหาดไทย “บัตรสีชมพู” เปิดช่องแรงงานข้ามชาติ ได้สัญชาติไทยจริงหรือ?






