‘น้ำ’ปัจจัยสำคัญหล่อเลี้ยงชีวิต..แต่ดื่มผิดวิธีก็มีความเสี่ยง

Byบัญชา จันทร์สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 มีผู้ส่งคลิปวิดีโอเข้ามาสอบถามในระบบของโคแฟค เป็นคลิปแอนิเมชั่นที่สร้างจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งพาดหัวว่า ‘น้ำเปล่า = ยาพิษ?’ เนื้อหาระบุผลเสียของการดื่มน้ำผิดวิธี กล่าวคือ ‘ซดน้ำอึกใหญ่ก่อนนอน’ ส่งผลให้ตื่นมาปัสสาวะกลางดึก ซึ่งหากทำบ่อยๆ จะส่งผลเสียต่อความดันโลหิต เพราะระบบกรองน้ำส่วนเกินของไตไปเก็บที่กระเพาะปัสสาวะเพื่อเตรียมระบายออกทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เมื่อตื่นนอนจึงมีสภาพหน้าตาบวมเพราะโซเดียมเสียสมดุล หรือหากอาการหนักกว่านั้น เมื่อปริมาณน้ำในร่างกายมีมากเกินไปจนเกลือแร่เจือจาง จะเกิดอาการปวดหัว มึนงง หรือถึงขั้นเซลล์สมองบวมและเสียชีวิตได้ 

อีกทั้งการถูกปลุกให้ตื่นมาปัสสาวะกลางดึกยังลดทอนคุณภาพการนอน หรือการหลับลึก (Deep Sleep) อันเป็นกลไกขจัดสารพิษและฟื้นฟูร่างกาย  ผู้โพสต์คลิปยังทำคลิปเนื้อหาเดียวกันแบบสั้นเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และแบบยาวเผยแพร่ผ่านยูทูบ โดยคลิปยาวจะมีเนื้อหาเพิ่มเติมคือแนะนำวิธีการดื่มน้ำ ไล่ตั้งแต่ 1 – 2 แก้วหลังตื่นนอนตอนเช้าเพื่อปลุกระบบเผาผลาญและทำความสะอาดไตที่เป็นระบบกรองน้ำ จากนั้นสามารถจิบน้ำได้ทั้งวันโดยเพื่อรักษาความชุ่มชื่นโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหายน้ำ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ หรือเวลาประมาณ 20.00 น. ให้ลดปริมาณการดื่มน้ำจากซดอึกใหญ่เหลือเพียงการจิบน้ำเพียงให้หายคอแห้ง เพื่อให้ไตและสมองได้มีเวลาพักผ่อน 

– เข้าใจการทำงานของไต : รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในบทความ เจาะลึกกับโรคไต ไขทุกความจริงของสุขภาพไต เผยแพร่ทางเว็บไซต์ Rama Channel ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงการทำงานของไต ดังนี้ 

1.กรองของเสียและน้ำส่วนเกิน ไตทำหน้าที่กรองของเสียและสารพิษจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะ ช่วยรักษาความสะอาดของเลือดและป้องกันการสะสมของสารพิษในร่างกาย​ 2.ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ไตช่วยรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และแคลเซียม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย​

3.ควบคุมความดันโลหิต ไตมีบทบาทในการควบคุมความดันโลหิตโดยการปล่อยฮอร์โมนเรนิน (renin) ซึ่งช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม​ และ 4.สร้างฮอร์โมนที่สำคัญไตผลิตฮอร์โมนเอริโทรโพอิติน (erythropoietin) ซึ่งกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก และยังมีบทบาทในการเปลี่ยนวิตามินดีให้เป็นรูปแบบที่ร่างกายสามารถใช้งานได้ ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและเสริมสร้างกระดูก

ขณะที่ พฤติกรรมเสี่ยงทำให้เกิดโรคไตประกอบด้วย 1.โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักของโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตที่สูงสามารถทำลายหลอดเลือดในไต ทำให้ไตเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ 2.พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เครื่องปรุงรส อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และอาหารกึ่งสำเร็จรูป แม้จะไม่รู้สึกเค็ม แต่ก็มีปริมาณโซเดียมสูง ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตได้

3.การใช้ยาบางชนิด การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างต่อเนื่อง หรือการใช้ยาสมุนไพรที่ไม่มีการควบคุมคุณภาพ อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไต

4.พันธุกรรมและโรคทางพันธุกรรม โรคถุงน้ำในไต เป็นโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก และเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคไตเรื้อรัง5.การติดเชื้อและการอักเสบ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือการอักเสบของหลอดเลือดฝอยในไต เช่น โรคไตอักเสบจากโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ สามารถทำให้ไตเสียหายและนำไปสู่โรคไตเรื้อรังได้ และ 6.พฤติกรรมการใช้ชีวิต การดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกาย ความเครียดสะสม และการทำงานหนักโดยไม่พักผ่อนเพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

ภาพที่ 1 : การตรวจภาพสมองหลังจากการอดนอนหนึ่งคืนเผยให้เห็นการสะสมของเบตา-อะไมลอยด์ (สีแดง) ในฮิปโปแคมปัสและบริเวณใกล้เคียง
ที่มา : Sleep deprivation increases Alzheimer’s protein , NIH


– การนอน
หลับให้เพียงพอและมีคุณภาพสำคัญอย่างไร? : ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ระบุว่า การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะในร่างกายได้หยุดพักเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บันทึกความจำ ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน และปรับสมดุลของฮอร์โมนการนอนหลับอย่างเพียงพอและมีคุณภาพจึงมีประโยชน์ เช่น สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง สดชื่นแจ่มใส ไม่หงุดหงิดง่าย และลดความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บ 

ขณะที่ข้อมูลจากกรมอนามัย ระบุว่า การนอนหลับไม่เพียงพอจะก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การคิด ความจำ  รวมไปถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ และอาจสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานด้วย ส่วนการหลับลึกนั้น ภาวะการหลับลึกที่ดีต่อสุขภาพจะอยู่ที่ร้อยละ 13 – 23 หรือประมาณ 55 – 97 นาที ต่อคืนต่อการนอน 7 – 9 ชั่วโมง

นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยจากต่างประเทศ เช่น ‘The Neuroprotective Aspects of Sleep’ เผยแพร่ในเว็บไซต์หอสมุดการแพทย์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา(National Library of Medicine) ตั้งแต่เมื่อปี 2558 กล่าวถึง ระบบไกลม์ฟาติก (Glymphatic System)’ ซึ่งเป็นระบบกำจัดของเสียในสมอง โดยระบบนี้จะทำงานได้ดีในขณะนอนหลับ มีหน้าที่กำจัดสารเบตา-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid) ซึ่งสารนี้หากสะสมในปริมาณมากๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ 

ในปี 2561 สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) รายงานข้อค้นพบของนักวิจัย 2 ท่าน คือ โนรา ดี. วอลโคว์ (Nora D. Volkow) และ ยีน-แจ็ค หวัง (Gene-Jack Wang) ที่ทำการสแกนสมองของกลุ่มตัวอย่างอายุตั้งแต่ 20 – 72 ปี ซึ่งมีสุขภาพดี แล้วพบว่า การนอนหลับไม่เพียงพอ 1 คืน (ใช้เวลายาวนาน 31 ชั่วโมงโดยไม่นอน) ปริมาณสารเบตา-อะไมลอยด์ จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 อีกทั้งการพบสารดังกล่าวยังอยู่ในบริเวณสมองส่วนทาลามัสและฮิปโปแคมปัส (Thalamus and Hippocampus) ซึ่งเป็นบริเวณที่เสี่ยงต่อความเสียหายเป็นพิเศษในระยะเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งปริมาณสารเบตา-อะไมลอยด์ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลทำให้อารมณ์ของกลุ่มตัวอย่างแย่ลงหลังอดนอนด้วย

ในปี 2565 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา (Yale School of Medicine) เผยแพร่บทความ ‘Sleep’s Crucial Role in Preserving Memory’ ระบุข้อค้นพบของ เฮเลน เบนเวนิสต์ (Helene Benveniste) แพทย์และศาสตราจารย์ด้านวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.เยล ว่า การนอนหลับอาจช่วยให้สมองมีเวลาและสภาวะที่เหมาะสมในการกำจัดของเสียจากกระบวนการเผาผลาญ ซึ่งการสะสมของสารเผาผลาญบางชนิดในสมอง โดยเฉพาะเบตา-อะไมลอยด์ และโปรตีนเทา (Tau protein) ที่ผิดปกติ ดูเหมือนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางด้านการรับรู้ เช่น โรคอัลไซเมอร์

ที่ผ่านมาบรรดานักวิจัยเคยคิดว่าจุดประสงค์หลักของการนอนหลับคือการพักผ่อนและประมวลผลความทรงจำ แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าเรากำลังเข้าใจจุดประสงค์อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการนอนหลับอาจเป็นการให้เวลาสมองได้ทำความสะอาดตัวเองเบนเวนิสต์ กล่าว 

– ตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนเกิดจากอะไรได้บ้าง? : รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในบทความ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อย่าชะล่าใจเผยแพร่ทางเว็บไซต์ Rama Channel ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า การตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆเป็นได้ทั้งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคเบาหวานและภาวะน้ำตาลในเลือดสูง , โรคไตเรื้อรังและความเสื่อมของไต , โรคต่อมลูกหมากโต , ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน , โรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว , ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

แต่นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วย เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้ไตทำงานหนักและผลิตปัสสาวะมากขึ้น , การใช้ยาบางชนิด อาทิ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงกลุ่มขับปัสสาวะ ยารักษาโรคซึมเศร้า หรือวิตามินบางชนิด , การตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มดลูกที่ขยายตัวจะไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ , ความเครียดและวิตกกังวล แม้ระดับน้ำในร่างกายยังไม่เกิน แต่ภาวะทางจิตใจสามารถกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย , พฤติกรรมการดื่มน้ำ ที่ดื่มในปริมาณมากช่วง 2 – 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน 

การตื่นมาปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้เรื้อรังจะส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาหลักคือการรบกวนวงจรการนอนหลับ ทำให้ร่างกายไม่ได้เข้าสู่ระยะหลับลึกเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ผลกระทบที่ตามมาครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย สมอง และอารมณ์ รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว 

– ดื่มน้ำมากเกินไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต : มีคำเตือนเรื่องนี้อยู่จริง โดยข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า หากดื่มน้ำมากเกินไปคือ วันละ 6-7 ลิตร ส่งผลให้ร่างกายได้รับน้ำปริมาณมากเกินไปในเวลารวดเร็ว ทำให้เกิดภาวะน้ำเกินหรือน้ำเป็นพิษ (Water Intoxication) จะมีอาการปวดศีรษะ ตะคริว ชัก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน บวม ส่งผลกระทบต่อเซลล์สมอง ซึ่งอาจอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้  

นอกจากนั้น การได้รับน้ำมากเกินกว่าอัตราการขับถ่ายของไตจะมีผลทำให้เกิดภาวะ Hypo-osmolarity ส่งผลให้มึนงง ความคิดสับสน หมดสติ ชักและอาจเสียชีวิตได้ แต่เป็นภาวะที่เกิดได้ยากในคนปกติที่มีสุขภาพดี เช่นเดียวกับคำเตือนจาก นพ.ปรัชญา พุมอุทัยวิรัตน์ แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ โรคไต โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่ให้สัมภาษณ์กับรายการวันใหม่วาไรตี้ สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS วันที่ 24 เม.ย. 2569 ว่า ในแต่ละวันร่างกายต้องการน้ำประมาณ 6 – 8 แก้ว หรือ 1.5 – 2 ลิตร ขณะที่ไตจะมีหน้าที่ขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายในรูปปัสสาวะ 

ถ้าเราดื่มน้ำในปริมาณมากและดื่มอย่างรวดเร็ว จะทำให้สมดุลของเกลือแร่เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ ซึ่งอันนี้ร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน พอปรับตัวไม่ทันสิ่งที่ตามมาก็คือเซลล์สมองเราซึ่งมีความสำคัญในเรื่องการสั่งงาน มันเกิดเซลล์สมองบวม เลยเกิดภาวะอันตรายที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นกลุ่มของคนไข้ที่มีภาวะเสี่ยง เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ กลุ่มนี้จะขับน้ำออกมาได้ช้ากว่าปกติ พอดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะและรวดเร็วก็ส่งผลให้เกิดารขับน้ำส่วนเกินออกมาไม่ทัน ก็จะเกิดภาวะบวมน้ำหรือไตเสื่อมตามมาได้ นพ.ปรัชญา กล่าว

ภาพที่ 2 : คำแนะนำในการดื่มน้ำอย่างเหมาะสมต่อวัน 
ที่มา : กรมอนามัย

– ดื่มน้ำอย่างไรปลอดภัยและได้ประโยชน์ :นพ.ปรัชญา อธิบายว่า น้ำเป็นองค์ประกอบในการขับของเสียออกจากร่างกาย อีกทั้งยังรักษาสมดุลระหว่างน้ำและเกลือแร่ในร่างกายด้วย การดื่มน้ำน้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายขาดตัวกลางในการขับปัสสาวะออกมาตามปกติและอาจนำไปสู่การเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ แต่หากดื่มมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะสมองบวมและเสียชีวิต อนึ่ง ในช่วงที่อากาศร้อนร่างกายจะต้องการน้ำเพิ่มขึ้นโดยส่งสัญญาณผ่านกลไกความรู้สึกกระหายน้ำ หรือรู้สึกริมฝีปากแห้ง

นอกจากนั้น การดื่มน้ำควรดื่มแบบกระจายตลอดทั้งวันให้สมดุล’ โดยเริ่มจากดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วหลังตื่นนอน เพราะระหว่างที่นอนหลับร่างกายจะมีอาการขาดน้ำอยู่บ้างเล็กน้อย การดื่มน้ำหลังตื่นนอนจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้ดีขึ้น จากนั้นในแต่ละช่วงของวันอาจจิบหรือดื่มน้ำ 1 – 2 แก้ว เช่น ก่อนรับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพราะน้ำจะช่วยเรื่องการย่อยอาหาร อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สูงอายุแนะนำให้ลดการดื่มน้ำลงช่วงก่อนนอนเพื่อลดโอกาสที่จะต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน 

ข้อมูลข้างต้นยังสอดคล้องกับคำแนะนำของกรมอนามัย ว่า ระยะเวลาที่ควรดื่มน้ำคือ ตื่นนอน 1 แก้ว , 09.00 – 10.00 น. 2 แก้ว , 13.00 – 14.00 น. 2 แก้ว , 19.00 – 20.00 น. 2 แก้ว และก่อนนอน อีก 1 แก้ว ซึ่งน้ำ 1 แก้วจะมีปริมาณราว 250 มิลลิลิตร นอกจากนั้นยังแนะนำด้วยว่า ไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากๆ หลังอาหารเย็น เพราะการปวดปัสสาวะกลางดึกจะรบกวนการนอนได้ ซึ่งในบทความของ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ว่าด้วยการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ก็แนะนำทำนองเดียวกัน คือควรงดดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ประมาณ 2-4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะถูกกรองเป็นปัสสาวะ

โดยสรุปแล้ว..แม้น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่การดื่มน้ำอย่างไม่ถูกวิธีก็อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/เจาะลึกกับโรคไต-ไขทุกคว/ (เจาะลึกกับโรคไต ไขทุกความจริงของสุขภาพไต : Rama Channel 17 พ.ย. 2568)

https://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=32410 (การนอนหลับ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม : กรมการแพทย์ 18 มี.ค.2565)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/sleep-well-for-health/ (นอนหลับสนิท ชีวิตยืนยาว : กรมอนามัย 26 พ.ค. 2562)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info1044_sleep_11/ (หลับลึก หลับดี พอกี่โมง : กรมอนามัย 4 ก.ย. 2568)

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4651462/ (The Neuroprotective Aspects of Sleep : หอสมุดแห่งชาติการแพทย์สหรัฐอเมริกา , 2558)

https://www.nih.gov/news-events/nih-research-matters/sleep-deprivation-increases-alzheimers-protein (Sleep deprivation increases Alzheimer’s protein : NIH 24 เม.ย. 2561)

https://medicine.yale.edu/news-article/sleeps-crucial-role-in-preserving-memory/(Sleep’s Crucial Role in Preserving Memory : Yale SCHOOL OF MEDICINE : 10 พ.ค. 2565)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน-อ/(ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อย่าชะล่าใจ : Rama Channel 13 ก.พ. 2569)

https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/rrhlnews/209505  (ดื่มน้ำมากเกินไป อาจเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ ถึงตายจริงหรือ : สำนักโภชนาการ กรมอนามัย 31 ม.ค. 2565)

https://www.youtube.com/watch?v=qgMRfQQJiGM (“ดื่มน้ำเปล่า” ผิดวิธีเสี่ยงไตวาย ? | รู้ทันกันได้ | วันใหม่วาไรตี้ : ThaiPBS 24 เม.ย. 2569)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info569_water_10/ (ดื่มน้ำมากไปใช่ว่าจะดี : กรมอนามัย 12 ก.ย. 2566)

https://multimedia.anamai.moph.go.th/video-knowledges/doh_workingage_sleep/(นอนหลับดี มีคุณภาพ : กรมอนามัย 13 ก.ค. 2562)