แฉกลลวง “ค้ามนุษย์” แรงงานอีสานเก็บเบอร์รี่ฟินแลนด์-สวีเดน ทำงาน 18 ชม. สุดท้ายหนี้ท่วม-รัฐนิ่งเฉย

รายการโคแฟคสนทนารวมพลคนเช็กข่าว EP.38 ได้หยิบยกประเด็นร้อน “เรื่องจริงของแรงงานหมากไม้” ผ่านภาพสะท้อนจากสารคดี Blood Berries เพื่อตีแผ่ชะตากรรมแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปเก็บเบอร์รี่ในแถบสแกนดิเนเวีย โดยระบุว่าเป็นขบวนการที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน แต่กลับได้รับการเพิกเฉยจากหน่วยงานรัฐไทยอย่างน่าตกใจ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดประเด็นว่า ในวาระวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคมและวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม เป็นจังหวะสำคัญในการค้นหาข้อเท็จจริงผ่านสารคดี“Blood Berries” ที่สะท้อนความจริงของพี่น้องแรงงานชาวอีสาน ซึ่งต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้าย แม้การไปทำงานจะดูเหมือนถูกกฎหมายแต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามข้อตกลง โดยปัจจุบันปัญหาแรงงานไม่ได้มีแค่คนไทยที่ไปต่างประเทศ แต่ยังรวมถึงแรงงานข้ามชาติในไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐและความไม่เข้าใจของสังคม

โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record ให้รายละเอียดเชิงลึกว่า อุตสาหกรรมเบอร์รี่ในฟินแลนด์และสวีเดนต้องการแรงงานจำนวนมาก จึงมีการชักชวนแรงงานไทย โดยเฉพาะจากภาคอีสานไปทำงานผ่านนายหน้าและบริษัทจัดหางานที่มีความซับซ้อนหลายทอด กระบวนการนี้แฝงไปด้วยการเอาเปรียบที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ แรงงานต้องพักอาศัยในแคมป์ที่แออัดเหมือนค่ายทหารช่วงสงคราม ต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อออกไปเก็บเบอร์รี่และกลับเข้าที่พักเกือบเที่ยงคืน รวมเวลาทำงานสูงถึงวันละ 15-18 ชั่วโมงต่อเนื่องนาน 3 เดือน

โกวิทเปิดเผยถึง “ทริค” หรือกลลวงที่บริษัทใช้ว่า แรงงานจะถูกทำให้ติดหนี้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าวิซ่า และค่าดำเนินการรวมกว่าแสนบาทต่อคน เมื่อไปถึงยังถูกยึดพาสปอร์ตเพื่อป้องกันการหนี และต้องกู้ยืมเงินบริษัทเป็นค่ากินอยู่และค่าเช่ารถซ้ำอีก โดยแรงงานจะไม่ทราบยอดรายได้จริงจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายก่อนบินกลับ ซึ่งพบว่าจำนวนมากทำงานฟรี 3 เดือนแล้วยังมียอด “ติดลบ” หรือเหลือเงินเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอต่อการใช้หนี้ที่กู้มา จนนำไปสู่สภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว ถูกยึดบ้านยึดรถเมื่อกลับถึงไทย

นอกจากนี้ นายโกวิท ยังระบุถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีการทำสัญญาซ้อนถึง 3 ฉบับเพื่อล้มล้างข้อตกลงเดิมและการโฆษณาเกินจริงผ่านโซเชียลมีเดียที่นำเสนอแต่ด้านดีเพียง 10% ของคนที่ประสบความสำเร็จมาเป็นตัวล่อ ที่น่ากังวลที่สุดคือบทบาทของภาครัฐ โดยในขั้นตอนการทำ Workshop ก่อนเดินทาง มีเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานไปร่วมนั่งโต๊ะกับบริษัทนายหน้าทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าปลอดภัย แต่เมื่อเกิดปัญหาและกลับมาทวงถามเรื่องเงินประกัน 30,000 บาท รัฐกลับบอกว่าเป็นความสมัครใจของชาวบ้านเอง หรือตำหนิว่าชาวบ้าน “โชคไม่ดี” และ “ขยันไม่พอ”

ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมของฟินแลนด์ได้ตัดสินจำคุกเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง CEO บริษัทเบอร์รี่ และนายหน้าฝั่งไทย พร้อมสั่งปรับเงินหลายสิบล้านบาท โดยชี้ชัดว่าเป็นคดีค้ามนุษย์ แต่ฝั่งรัฐไทยกลับยังลังเลในการตีความและไม่มีการเยียวยาที่เป็นรูปธรรม โดยแรงงานบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจาก พม. เพียง3,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายหลักแสน

ในช่วงท้าย นายโกวิทและนางสาวสุภิญญาได้ฝากทิ้งท้ายถึงความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยที่มีสมาชิกสหภาพเพียง 1% ของแรงงานทั้งหมด ทำให้ขาดอำนาจต่อรองกับรัฐเช่นเดียวกับเสรีภาพสื่อที่มักถูกฟ้องปิดปากหรือเกรงใจนายทุนโฆษณา การนำเสนอสารคดี Blood Berries ซึ่งจะฉายที่ House สามย่านในวันที่ 30 เมษายนนี้ ทั้งยังเตรียมเผยแพร่ทางไทยพีบีเอส และ วิภา จึงเป็นความพยายามของสื่อในการส่งเสียงแทนชาวบ้านเพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ และร่วมกันเป็นกระบอกเสียงให้ภาครัฐตื่นตัวต่อปัญหานี้อย่างจริงจัง