‘กินของร้อน หลอดอาหารไหม้ เสี่ยงมะเร็ง’คำเตือนนี้เป็นความจริงเพียงใด?
By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีผู้ส่งภาพพร้อมข้อความ “หมอเตือน ชอบกินของร้อน หลอดอาหารไหม้ เสี่ยงมะเร็ง” เข้ามาสอบถามในระบบฐานข้อมูลของ Cofact ซึ่งเมื่อค้นหาที่มาของภาพดังกล่าว พบว่ามาจากโพสต์บนเพจเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเพจหนึ่ง โดยยกตัวอย่างชายชาวจีนวัย 40 ปี ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะ หลอดอาหารไหม้จากนิสัยดื่มน้ำเดือด แม้เขาคิดว่ากำลังดูแลสุขภาพ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เยื่อบุหลอดอาหารไหม้ มีแผลลึก เริ่มมีสัญญาณก่อนเกิดมะเร็ง พร้อมกับระบุว่า การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียสทำลายเยื่อบุสะสม และอ้างข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่าอุณหภูมิสูงของอาหาร/เครื่องดื่ม เป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร
– รู้จักโรคมะเร็งหลอดอาหาร? : ข้อมูลจากบทความ ‘มะเร็งหลอดอาหาร ภัยเงียบที่ผู้สูงวัยควรใส่ใจ’ โดย นพ.กิตินัทธ์ ทิมอุดม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทางเดินอาหาร สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย. 2568 ระบุว่า มะเร็งหลอดอาหาร(Esophageal Cancer) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในอวัยวะซึ่งเป็นท่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารระหว่างปาก และกระเพาะอาหาร มะเร็งชนิดนี้มีต้นกำเนิดที่เยื่อบุผิวของหลอดอาหาร
โรคนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ 1.ชนิด Squamous Cell Carcinoma (มะเร็งชนิดสความัส) มักเกิดจากเซลล์ที่ปกคลุมในหลอดอาหารเกือบทั้งหมดตั้งแต่คอจนถึงในช่องอก และ 2.ชนิด Adenocarcinoma (มะเร็งชนิดอะดีโนคาร์สิโนมา)มักเกิดจากเซลล์ที่ผลิตสารหล่อลื่นในหลอดอาหาร โดยมักพบในส่วนล่าง ของหลอดอาหารในส่วนท้อง
อาการของผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารสามารถแตกต่างกันไปตามระยะของโรค โดยทั่วไปอาการที่สามารถสังเกตได้ เช่น อาการปวดหรือไม่สบายที่หน้าอก รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบายในบริเวณกลางหน้าอก อาการกลืนลำบาก (Dysphagia) มีความยากลำบากในการกลืนอาหารหรือของเหลว โดยอาจรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในหลอดอาหาร การลดน้ำหนักโดยไม่ตั้งใจ
ผู้ป่วยอาจสูญเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็วโดยไม่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาหาร อาการคลื่นไส้และอาเจียน แสบร้อนหน้าอก มีกรดไหลย้อน อาการเสียงแหบ หากมีการกดทับที่เส้นเสียงจากการเติบโตของเนื้องอกอาการเหนื่อยง่ายหรือไม่มีแรง อาการไอมาก ไอเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม
‘มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ภาวะกรดไหลย้อน ผู้ที่มีปัญหานี้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้มากขึ้น การบริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่มีสารกันบูด เครื่องดื่มหรืออาหารที่ร้อนจัด และผู้ที่เป็นมะเร็งในช่องปากหรือโพรงจมูกร่วมด้วย เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยง’ นพ.กิตินัทธ์ กล่าวในบทความ

ที่มา : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
– กินของร้อนเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารแค่ไหน? :ในต่างประเทศมีรายงานที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เช่น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง(IARC) ซึ่งทำงานภายใต้องค์การอนามัยโลก รายงานเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2565 (A very-hot food and beverage thermal exposure index and esophageal cancer risk in Malawi and Tanzania: findings from the ESCCAPE case–control studies) อ้างผลการศึกษาผู้ป่วย 849 ราย และกลุ่มควบคุม 906 ราย ใน 2 ประเทศคือมาลาวีและแทนซาเนียพบตัวชี้วัดการสัมผัสความร้อนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหาร เช่น
1.อุณหภูมิของเครื่องดื่มหรืออาหารเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 1.92 เท่า สำหรับเครื่องดื่มหรืออาหารที่ “ร้อนจัด (Very Hot)” เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มหรืออาหารที่ “ร้อน (Hot)”
2.ระยะเวลารอคอยก่อนดื่มหรือรับประทานอาหารเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 1.76 เท่า สำหรับระยะเวลารอคอยน้อยกว่า 2 นาที เมื่อเทียบกับ 2-5 นาที
3.ความเร็วในการบริโภคเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 2.23 เท่า สำหรับบุคคลที่บริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มในอัตรา “ปกติ (Normal)” เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคในอัตรา “ช้า (Slow)”
4.ความถี่ของการแสบร้อนในปากเพิ่มความเสี่ยงขึ้น 1.9 เท่า สำหรับการแสบร้อน 6 ครั้งขึ้นไปต่อเดือน เมื่อเทียบกับไม่มีอาการแสบร้อนต่อเดือน
“ในกลุ่มผู้บริโภค คะแนนการสัมผัสความร้อนโดยรวมมีตั้งแต่ 1 – 12 และความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสจะเพิ่มขึ้นตามคะแนนที่สูงขึ้น โดยพบว่าบุคคลที่มีคะแนน 9 ขึ้นไปมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่มีคะแนน 3 หรือต่ำกว่าถึง 4.6 เท่า” รายงานของ IARC ระบุ
รายงานของ IARC ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2559 โครงการ IARC Monographs ซึ่งเป็นโครงการที่ IARC ศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ได้ให้นิยามคำว่า “ร้อนจัด(Very Hot)” หมายถึง “มีอุณหภูมิสูงกว่า 65 องศาเซลเซียส” ขณะที่ผลการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยให้ข้อสรุปว่า การหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด อาจช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งหลอดอาหารในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกได้ (อ้างอิงจากที่ตั้งของประเทศมาลาวีและแทนซาเนีย)
วันที่ 19 ก.พ. 2568 วารสารวิชาการฉบับเก่าแก่ของอังกฤษอย่าง Nature รายงานข่าวการเผยแพร่งานวิจัย (Hot beverage intake and oesophageal cancer in the UK Biobank: prospective cohort study) ในวารสารการแพทย์ด้านโรคมะเร็ง (British Journal of Cancer) โดยคณะผู้วิจัยซึ่งระบุว่าที่ผ่านมามีข้อค้นพบจากทวีปอื่นๆ เช่น เอเชีย อเมริกาใต้ ว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิเข้าข่ายร้อนจัด หรือสูงตั้งแต่ 65 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหาร แต่ยังไม่มีการศึกษาในทวีปยุโรป จึงเลือกพื้นที่วิจัยในประเทศกลุ่มสหราชอาณาจักรที่ผู้คนนิยมดื่มชาและกาแฟร้อนกันอย่างแพร่หลาย โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรวัยผู้ใหญ่ถึงผู้สูงอายุ มีอายุระหว่าง 40 – 69 ปี จำนวน 454,796 คน จากอังกฤษ เวลส์และสก็อตแลนด์
ผลการศึกษาซึ่งแยกระหว่างมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (Esophageal Squamous Cell Carcinoma – ESCC) กับมะเร็งหลอดอาหารชนิดอะดีโนคาร์สิโนมา (Esophageal adenocarcinoma – EAC) ให้ข้อสรุปว่า การดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิเข้าข่ายร้อนหรือร้อนจัด เชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหารชนิด ESCC สูงกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิไม่ร้อนหรืออยู่ในระดับอุ่นๆ อีกทั้งระดับความเสี่ยงยังเชื่อมโยงกับปริมาณการดื่มต่อวันด้วย แต่ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่าอุณหภูมิที่สูงของเครื่องดื่มกับการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิด EAC

ที่มา : https://www.thaipbs.or.th/program/KonSuRoak/episodes/88506 (นาทีที่ 1.30 – 6.26)
ในประเทศไทย นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์ชะลอวัย ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้สัมภาษณ์กับรายการ “คนสู้โรค” สำนักข่าว ThaiPBS วันที่ 15 ก.ค. 2565 ระบุว่า มีการศึกษาพบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัด เช่น ชา กาแฟ มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร อย่างไรก็ตาม ‘ความร้อนเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่ความเสี่ยงระดับฟันธงได้ว่าเป็นสาเหตุ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย’ อาทิ คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วยังชอบดื่มเครื่องดื่มร้อนบ่อยๆ ประเภท “เย็นกินเหล้า – เช้ากินกาแฟร้อน” ความเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
หรือคนที่รับประทานอาหาร – ดื่มเครื่องดื่มร้อน นอกจากชา – กาแฟ ยังรวมถึงสุกี้หรือชาบูที่มีน้ำซุปร้อนๆ หากบริโภคบ่อยครั้งก็จะมีความเสี่ยง แต่การบริโภคนานๆ ครั้งยังไม่มีการศึกษาที่พบความเสี่ยง ตลอดจนโรคบางชนิดก็เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารได้เช่นกัน อาทิ กรดไหลย้อน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารชนิด EAC ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคกรดไหลย้อน แตกต่างจากในทวีปเอเชียที่พบผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารชนิด ESCC ซึ่งเชื่อมโยงกับการกินอาหาร – ดื่มเครื่องดื่มร้อน
“ไม่ว่าจะซดราเม็งร้อนๆ จิบมิโสะร้อนๆ หรือชา – กาแฟร้อนๆ หรือเจี่ยะเต๊แบบอากงอาม่า ผมได้รีวิวงานวิจัยหลายๆ ชิ้นที่เขาสำรวจมา พบว่าอุณหภูมิถ้าเกิดสูงมากกว่า 60 หรือ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ย้ำอีกทีว่าถ้าคนที่กินของร้อนๆ นานๆ ที ไมได้กินบ่อยๆ ไม่ได้เสี่ยงมากอะไรขนาดนั้น” นพ.กฤษดา กล่าว
วันที่ 24 เม.ย. 2569 ผู้เขียนได้รับคำอธิบายจาก ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร และรักษาการแทนหัวหน้างานโภชนศาสตร์คลินิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยแยกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้
1.อุณหภูมิคือปัจจัยสำคัญ..ไม่ใช่ชนิดของอาหาร: โดย IARC ระบุว่า เครื่องดื่มที่ร้อนมาก โดยเฉพาะอุณหภูมิประมาณมากกว่า 65 องศาเซลเซียสถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘2A (Probably carcinogenic to humans)’ ซึ่งความหมายคือ ‘มีหลักฐานว่ามีความเป็นไปได้ในการเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในมนุษย์ แต่ยังไม่ถึงระดับยืนยันแน่ชัด’ สิ่งสำคัญคือ การจัดกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเครื่องดื่มหรืออาหารนั้นเป็นตัวก่อมะเร็งโดยตรง แต่ความร้อนสูงต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยง
2.กลไกเกิดจากการระคายเคืองสะสม : เมื่อบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด เยื่อบุหลอดอาหารจะเกิดการระคายเคืองหรือบาดเจ็บระดับเซลล์ หากเกิดซํ้าเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง การซ่อมแซมเซลล์ผิดปกติ เพิ่มโอกาสการกลายพันธุ์ของเซลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร
และ 3.การศึกษาขนาดใหญ่ในมนุษย์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป) ‘ในปริมาณมากและเป็นประจำ’ มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารที่เพิ่มขึ้น : อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความถี่ ปริมาณที่บริโภค ไม่ใช่การบริโภคเพียงครั้งเดียว
‘สิ่งที่มักถูกสื่อสารเกินจริง 1.ไม่ใช่กินของร้อนแล้วจะเป็นมะเร็งทันที เป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ต้องสะสมในระยะยาว และมักเกิดร่วมกับปัจจัยอื่น 2.คำว่า ‘หลอดอาหารไหม้’เป็นการสื่อสารเชิงภาพ ในความเป็นจริงมักเป็นการบาดเจ็บระดับเล็กๆ ซํ้าๆ มากกว่าการไหม้รุนแรง 3.การจัดกลุ่มของ IARC ไม่ได้บอกระดับความรุนแรงของความเสี่ยง แต่บอกระดับความเชื่อมั่นของหลักฐานเท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่สำคัญกว่าโดยมะเร็งหลอดอาหารมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะกรดไหลย้อน ภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม ซึ่งในหลายกรณีมีผลต่อความเสี่ยงมากกว่าการบริโภคของร้อนเพียงอย่างเดียว’ ณัฐฐศรัณฐ์ กล่าว
บทสรุปของเรื่องนี้ ณัฐฐศรัณฐ์ แนะนำวิธีการลดปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด (อุณหภูมิมากกว่า 60–65 องศาเซลเซียสขึ้นไป) โดยรอให้อาหารหรือเครื่องดื่มเย็นลงในระดับที่อุ่นก่อนบริโภค หลีกเลี่ยงการซดหรือดื่มทันทีขณะที่น้ำยังเดือดๆ รวมถึงลดพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การบริโภคของร้อนไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของมะเร็ง แต่การได้รับความร้อนสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหารได้ดังนั้นประเด็นสำคัญไม่ใช่การหลีกเลี่ยงอาหารร้อนทั้งหมด แต่คือการหลีกเลี่ยงความร้อนจัด และพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองซํ้าในระยะยาว!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://www.nci.go.th/NCI_Old/th/New_web2024/service/sv24 (“มะเร็งหลอดอาหาร”ภัยเงียบที่ผู้สูงวัยควรใส่ใจ : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ , เมษายน 2568)
https://www.iarc.who.int/news-events/a-very-hot-food-and-beverage-thermal-exposure-index-and-esophageal-cancer-risk-in-malawi-and-tanzania-findings-from-the-esccape-case-control-studies/ (A very-hot food and beverage thermal exposure index and esophageal cancer risk in Malawi and Tanzania: findings from the ESCCAPE case–control studies : IARC 30 มิ.ย. 2565)
https://www.nature.com/articles/s41416-025-02953-2 (Hot beverage intake and oesophageal cancer in the UK Biobank: prospective cohort study : Nature 19 ก.พ. 2568)
