มหาวิทยาลัยนับ “ชั่วโมงกิจกรรม” ให้นิสิตที่เข้าฟังแคนดิเดตนายกฯ บรรยาย ผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ม.พะเยา เชิญแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชนมาบรรยายพิเศษ โดยประชาสัมพันธ์ว่านิสิตที่เข้าฟังได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง ผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่?

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ฝ่ายกฎหมาย กกต. ให้ข้อมูลว่าหากเป็นการรับจ้างบรรยายทางวิชาการตามความเชี่ยวชาญและอาชีพของผู้สมัคร โดยไม่มีถ้อยคำชักจูงให้ลงคะแนนก็ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่หากมีการจูงใจให้ลงคะแนนอาจผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 ที่ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดชักชวนให้ไปลงคะแนนด้วยการเสนอหรือสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นเงิน ขณะที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐอาจผิดมาตรา 78 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทําการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กและบัญชีผู้ใช้ X รวมทั้งสื่อมวลชน เช่น แนวหน้า ผู้จัดการออนไลน์และ Top News เผยแพร่ภาพโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การบรรยายพิเศษโดยวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน (ปชน.) จัดที่มหาวิทยาลัยพะเยาในวันที่ 20 ม.ค. ในโปสเตอร์มีข้อความว่า “นิสิตที่เข้าร่วมได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง” ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียตั้งคำถามว่าการให้ชั่วโมงกิจกรรมแก่นิสิตที่เข้ามาฟังการบรรยายของแคนดิเดตนายกฯ ปชน. เป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ 

ขณะที่บัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายโพสต์ข้อความกล่าวหา ปชน. และมหาวิทยาลัยพะเยา เช่น

  • บัญชี X ชื่อ “กระบี่ไร้เทียมทาน” โพสต์ว่า “เอาคะแนนมาล่อ? ชาวเน็ตฉะยับ พรรคส้มชวนฟังเสวนา พ่วงแจกชั่วโมงกิจกรรมนิสิต”
  • เพจเฟซบุ๊ก “หมออนามัยขี้mout” โพสต์ว่า “พรรคส้มไปจัดเวทีและมีคะแนนกิจกรรม 3 ชั่วโมง กลับไม่มีการชี้แจงว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ และมีการสัญญาว่าจะให้ (คะแนนการร่วมกิจกรรม) แก่นักศึกษาใช่หรือไม่” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคตรวจสอบกับทีมงานของวีระยุทธ พรรค ปชน. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยพะเยาได้ข้อมูลดังนี้ 

▪  โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่สื่อมวลชนและบัญชีโซเชียลมีเดียนำมาเผยแพร่นั้น เป็นโปสเตอร์จริงที่จัดทำขึ้นโดยสาขาเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจและนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งเป็นผู้จัดกิจกรรมดังกล่าว โปสเตอร์มีข้อความว่า “ขอเชิญชวนบุคลากรและนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยาเข้าร่วมกิจกรรม ‘ไทยเทา ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มอง(ไม่)เห็น’ โดย รศ.ดร. วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดตนายกลำดับที่ 3 20 มกราคม 2569 13.00-16.00 น. นิสิตที่เข้าร่วมได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง”

▪  แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยพะเยาให้ข้อมูลว่าการบรรยายพิเศษนี้เป็นกิจกรรมของสาขาวิชาที่เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์มาบรรยายให้นิสิตฟัง โดยได้ติดต่อวีระยุทธมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 เนื้อหาการบรรยายไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนการนับชั่วโมงกิจกรรมนั้นเป็นการปฏิบัติตามปกติของคณะต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนให้นิสิตเข้าร่วมกิจกรรม

▪  ทีมงานของวีระยุทธ ปชน. ให้ข้อมูลว่าได้รับการประสานงานจากสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ให้ไปบรรยายในฐานะนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ในกิจกรรมทางวิชาการประจำปีของคณะ เนื้อหาการบรรยายแบ่งเป็น 5 หัวข้อ เช่น เสือตัวที่สี่ การผงาดของเวียดนาม ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องวิชาการทั้งสิ้น ไม่มีการนำข้อมูลพรรคไปหาเสียง

▪ โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่านิสิตที่เข้าร่วมจะได้รับชั่วโมงกิจกรรมนั้น เป็นการจัดทำของคณะฯ ทีมงานของพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้รับรู้ก่อนที่จะเผยแพร่    

▪ โคแฟคไม่พบคลิปเสียงหรือวิดีโอที่บันทึกการบรรยายของวีระยุทธ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเนื้อหาการบรรยายเป้นอย่างไร

ธัญเทพ ปาระมี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 1 สำนักกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. ให้สัมภาษณ์โคแฟคในกรณีนี้ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ก้าวล่วงการประกอบอาชีพโดยสุจริตของผู้สมัคร ดังนั้นผู้ที่มีอาชีพเป็นอาจารย์พิเศษ นักวิชาการหรือวิทยากรก็สามารถรับจ้างบรรยายได้ตามความรู้ความสามารถที่มีโดยไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่การบรรยายนั้นจะต้องไม่มีการจูงใจให้ลงคะแนนให้ตนหรือพรรคของตน

แต่หากมีการจูงใจให้ลงคะแนนอาจผิด มาตรา 73(1) ที่ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดชักชวนให้ไปลงคะแนนด้วยการเสนอหรือสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ซึ่งต้องตีความว่า “ชั่วโมงกิจกรรม” หรือ “หน่วยกิต” คำนวณเป็นเงินได้หรือไม่ ขณะที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐอาจผิดมาตรา 78 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตําแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทําการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง 

ทั้งนี้หากมีผู้ร้องเรียนในประเด็นนี้ กกต. จะก็ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือแม้ไม่มีผู้ร้องเรียน กกต. ก็สามารถริเริ่มการตรวจสอบเองได้หากเห็นว่าประเด็นนั้นเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและสาธารณะ