กาลามสูตรในยุคดิจิทัล: เส้นแบ่งบางๆระหว่างความจริงและความเชื่อ Digital Thinkers Forum #16

รับชมเสวนาออนไลน์ กาลามสูตรในยุคดิจิทัล: เส้นแบ่งบางๆระหว่างความจริงและความเชื่อ Digital Thinkers Forum #16

กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดย
* ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
* ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย)
* ผศ.ดร.นภัส เรืองนภากุล ภาคีโคแฟคภาคเหนือ พิธีกร

ปาฐกถา เรื่อง หลักกาลามสูตรเพื่อสันติในยุคดิจิทัล โดย
* พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ประธานกรรมการ มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ. IBHAP)

เสวนา อะไรคือเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างความจริงและความเชื่อ
* คุณพ่ออมรกิจ พรหมภักดี อุปมุขนายก สังฆมณฑลสุราษฏร์ธานี กรรมการอำนวยการ สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย
* รศ.เสาวนีย์ รุจิระอัมพร-จิตต์หมวด กรรมการบริหารหลักสูตร สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ ผู้อำนวยการหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (จชต.) สถาบันพระปกเกล้า
* สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ก่อตั้ง UbonConnect
* รณพงศ์ คำนวณทิพย์ ผู้ก่อตั้ง Media Oxygen
ดำเนินรายการโดย
* สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย)

ขอบคุณที่มา Line 77 ข่าวเด็ด

รับชมคลิป

งานวิจัยพบ‘ข่าวลวง’เสี่ยงระบาดหนักใน‘กลุ่มปิด’ แนะแพลตฟอร์มหาวิธีแก้ไข-สร้างอาสาฯร่วมตรวจสอบ

บ่ายวันที่ 27 พ.ค. 2564 โคแฟค ประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันเชนจ์ฟิวชั่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานแถลงข่าว (ออนไลน์) “ถอดรหัสข่าวลวง: เปิดรายงานโคแฟค ที่มา ลักษณะข่าวลวงและข้อเสนอแนะ” (De-coding Disinformation: Cofact Original Report and Recommendations) โดย นายชิตพงษ์ กิตตินราดร ผู้แทนทีมวิจัยสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น กล่าวว่า ที่ผ่านมาการตรวจสอบและยับยั้งข่าวลวง ทุกฝ่ายมีความพยายามกันมาตลอด เพียงแต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าข่าวลวงเหล่านี้มีที่มาอย่างไร จะใช้วิธีการใด ทำงานร่วมกับหน่วยงานใดเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจาย

นายชิตพงษ์ ยกตัวอย่างข่าวลวงบนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์บางส่วนขึ้นมาศึกษา และแบ่งผู้เกี่ยวข้องเป็น 2 กลุ่มคือ ผู้เผยแพร่ข่าว (Spreader) และผู้แก้ไขข่าว (Corrector) ประกอบด้วย ข่าวที่เกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงประเด็นอื่นๆ ด้านสุขภาพ อาทิ 1.สมุนไพรฟ้าทะลายโจรป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ ซึ่งผลการวิจัยในปัจจุบันพบแต่เพียงว่ามีฤทธิ์ในการรักษาและสร้างภูมิคุ้มกันได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ยังไม่มีข้อค้นพบด้านการป้องกันแต่อย่างใด แต่หลายคนก็ไปหาซื้อมากินไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว

การค้นหาระหว่างวันที่ 10 ก.พ. -10 พ.ค. 2564 พบข้อความเผยแพร่ข่าวลวง 180 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวลวง 401 ข้อความ โดยในกลุ่มข้อความเผยแพร่ข่าวลวง เกี่ยวข้องกับการขายสินค้ามากที่สุด คือยาฟ้าทะลายโจร ถึง 121 ข้อความ รองลงมาคือ ไม่มีความรู้หรือเข้าใจผิด 52 ข้อความ ทั้งนี้ การเผยแพร่หลายครั้งใช้ถ้อยคำอ้างถึงกระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า ฟ้าทะลายโจรมีสาร “แอนโดร การ์โพร์ไลท์” มีฤทธิ์ต้านเชื้อโควิด-19 ไม่ให้เข้าสู่เซลล์ และต้านการแตกตัวของเชื้อโควิด-19 ในร่างกายได้

ซึ่งต้นตอของข่าวนี้ น่าจะมาจากคลิปวีดีโอหนึ่งในเว็บไซต์ยูทูป ที่โพสต์ไว้ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ที่ขณะนั้นไวรัสโควิด-19 กำลังเริ่มระบาด โดยในคลิปมีการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม เนื้อหาก็ไม่บอกว่าฟ้าทะลายโจรสามารถป้องกันไวรัสโควิด-19 แต่อย่างใด โดยยังต้องทำการศึกษาต่อไป เพียงแต่ผู้โพสต์คลิปไปบิดเบือนโดยพาดหัวว่าฟ้าทะลายโจรป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้ จากนั้นก็มีการส่งต่อกันโดยไม่ได้เข้าไปดูเนื้อหาในคลิปวีดีโอว่ากล่าวถึงในประเด็นใด

2.มะนาวโซดาฆ่าเชื้อโควิด-19 ค้นหาระหว่างวันที่ 12 ธ.ค. 2563-12 มี.ค. 2564 พบข้อความเผยแพร่ข่าวลวง 2 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวลวง 18 ข้อความ เช่นเดียวกับมะนาวโซดารักษาโรค พบข้อความเผยแพร่ข่าวลวง 3 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวลวง 157 ข้อความ อย่างไรก็ตาม สันนิษฐานว่า ข้อความเผยแพร่ข่าวลวงน่าจะไปอยู่ในกลุ่มสนทนาแบบกลุ่มปิด เช่น แอปพลิเคชั่นไลน์ ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ ต่างจากสื่อออนไลน์หรือเว็บไซต์ที่เปิดเป็นสาธารณะให้คนทั่วไปดูได้ เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูป พันทิป

3.คลิปเสียงแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราช ระบุว่าการดื่มยาเขียวช่วยป้องกันและรักษาโรคจากไวรัสโควิด-19 ได้ ค้นหาระหว่างวันที่ 10 ก.พ. -10 พ.ค. 2564 ไม่พบข้อความเผยแพร่ข่าวลวง แต่พบและข้อความแก้ไขข่าวลวง 39 ข้อความ สันนิษฐานว่า ข้อความเผยแพร่ข่าวลวงน่าจะไปอยู่ในกลุ่มสนทนาแบบกลุ่มปิด 4.อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของบริษัทไฟเซอร์ เตือนว่าผู้ฉีดวัคซีนโควิด-19 จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ค้นหาระหว่างวันที่ 13 ก.พ.-13 พ.ค. 2564 พบข้อความเผยแพร่ข่าวลวง 33 ข้อความ และข้อความแก้ไขข่าวลวง 1 ข้อความ

อย่างไรก็ตาม ข่าวลวงเรื่องนี้พบว่าผู้ที่แชร์มักเป็นบุคคลทั่วไปที่ใช้เฟซบุ๊ก ไม่ใช่เพจหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงมีผู้ติดตามจำนวนมาก ส่วนที่มานั้นมาจากเว็บไซต์แห่งหนึ่งในต่างประเทศที่มักนำเสนอข่าวลวงหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้สำนักข่าวดังกล่าวยังมีบัญชีสำหรับเผยแพร่คลิปวีดีโอบนเว็บไซต์ยูทูป แต่ในเวลาต่อมาบัญชีดังกล่าวได้ถูกยูทูประงับการใช้งานไปแล้วจากพฤติกรรมนำเสนอข่าวลวง

นายชิตพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ยังมีข่าวลวงเรื่องอื่นๆ ที่ถูกหยิบยกมาทำการศึกษา เช่น ข่าวแอปพลิเคชั่นเป๋าตังค์ สามารถใช้กู้ยืมเงินสดได้ ค้นหาระหว่างวันที่ 13 ก.พ.-13 พ.ค. 2564 ไม่พบข้อความเผยแพร่ข่าวลวง แต่พบและข้อความแก้ไขข่าวลวง 16 ข้อความ สันนิษฐานว่า ข้อความเผยแพร่ข่าวลวงน่าจะไปอยู่ในกลุ่มสนทนาแบบกลุ่มปิด อย่างไรก็ตาม มีการค้นพบเว็บไซต์ที่มีเนื้อหารวบรวมแหล่งเงินกู้ โดยใช้ข้อความทำนองเดียวกันข่าวลวงนี้ อาทิ แอปเป๋าตังค์และวิธีสมัครยืมเงิน 5,000 อนุมัติ 3 นาที หรือ กู้เงินออนไลน์ : มาตรการคนละครึ่งแอพกระเป๋าตังค์ เป็นต้น

รวมถึง ข่าวลวงเรื่องคลื่นความหนาวปกคลุมประเทศไทยทุกภาค โดยอ้างรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ค้นหาระหว่างวันที่ 15 พ.ย. 2563-16 ก.พ. 2564 ไม่พบข้อความเผยแพร่ข่าวลวง แต่พบและข้อความแก้ไขข่าวลวง 5 ข้อความ สำหรับข่าวลวงนี้ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เป็นข่าวที่ส่งต่อวนกันมาหลายปี เบื้องต้นพบว่ามีมาตั้งแต่ปี 2561 และผู้ที่ออกมาชี้แจงว่าข่าวคลื่นความหนาวไม่เป็นความจริงแทบทุกครั้งคือ กรมอุตุนิยมวิทยาเอง แต่สำหรับที่มาของข้อความเผยแพร่ข่าวลวงนั้นสืบหาไม่ได้ และคาดว่าการส่งต่อข่าวลวงนี้น่าจะไปอยู่ในกลุ่มสนทนาแบบกลุ่มปิด

นายชิตพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า บทสรุปจากการศึกษาในครั้งนี้คือ 1.สำหรับข่าวลวงที่คาดว่าเผยแพร่ในกลุ่มสนทนาแบบกลุ่มปิด เช่น ในกรณีประเทศไทยคือแอปฯ ไลน์ น่าจะมีการหารือร่วมกับทางบริษัทไลน์สาขาประเทศไทย เพื่อหาช่องทางตรวจสอบข่าวลวงบนแพลตฟอร์มดังกล่าว หรือสร้างเครือข่ายอาสาสมัครตรวจสอบข่าวลวง หากข้อความใดน่าสงสัย อาจส่งเข้ามาให้ทางโคแฟคตรวจสอบก่อนนำข้อมูลที่ถูกต้องกลับไปเผยแพร่ในกลุ่ม

2.ข่าวลวงที่พบต้นทางชัดเจน ควรประสานผู้ให้บริการแพลตฟอร์มให้ติดป้ายแจ้งเตือนหรือนำข่าวลวงนั้นออกจากระบบ และ 3.ที่ผ่านมาหน่วยงานหรือกลุ่มตรวจสอบข่าวลวง มักเลือกตรวจสอบในประเด็นที่แต่ละหน่วยงานหรือแต่ละกลุ่มสนใจ แต่ไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ความพยายามจึงไม่เกิดพลังเต็มร้อย ตรงกันข้ามหากทุกหน่วยงานเห็นตรงกันว่า ณ เวลานั้นมีข่าวลวงข่าวใดเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องรีบแก้ไข แล้วเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในเรื่องนั้นออกไปพร้อมกัน ก็จะเกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางและกลายเป็นกระแสได้

“จริงๆ เรื่องนี้เคยมีการศึกษาแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว (2563) ช่วงที่โควิดระบาดใหม่ๆ เราก็ไปศึกษาแบบนี้กับข่าวลวงเรื่องโควิดอยู่ประมาณ 6 เรื่อง แล้วก็พบแพทเทิร์น (Pattern-รูปแบบ) อยู่อย่างหนึ่ง ข่าวลวงเรื่องโควิดมันระบาดเป็นคลัสเตอร์ (Cluster-กลุ่มก้อน) คือระบาดเป็นระลอก แล้วแต่ละระลอกสิ้นสุดลงมักจะพบว่า จุดที่สิ้นสุดของระลอกจะมีซูเปอร์คอเร็คเตอร์ (Super Corrector-กลุ่มผู้ตรวจสอบแก้ไข) เป็นเครือข่ายต่อต้านข่าวลวง ทำงานพร้อมๆ กันโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่โพสต์พร้อมๆ กันว่าเรื่องนี้ไม่จริง ส่งผลให้การระบาดของข่าวลวงในคลัสเตอร์นั้นลดลงอย่างชัดเจน” นายชิตพงษ์ กล่าว

ด้าน น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค ประเทศไทย (COFACT Thailand) และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากการทำงานของโคแฟค มาประมาณ 1 ปี พบสาเหตุของปัญหาข่าวลวงในประเทศไทย ประกอบด้วย

1.การสื่อสารในกลุ่มสนทนาแบบกลุ่มปิด เช่น ในไทยหมายถึงแอปฯ ไลน์ ส่วนต่างประเทศมักจะเป็นแอปฯ วอตส์แอปป์ ที่ไม่ได้ถูกมองเห็นเป็นสาธารณะ ต่างจากแพลตฟอร์มเปิด เช่น ทวิตเตอร์ ที่เมื่อโพสต์อะไรไปเพียงครู่เดียวก็อาจเกิดการโต้เถียงแล้ว

2.วัฒนธรรมความเกรงใจ ด้วยความที่กลุ่มสนทนาแบบกลุ่มปิดมักเป็นคนที่รู้จักกัน เช่น ครอบครัว ที่ทำงาน ผู้เผยแพร่ข้อความที่ไม่เป็นความจริง อาจเป็นพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงาน มักไม่กล้าเตือนเพราะกลัวจะโกรธกันเนื่องจากทำให้เสียหน้า คนไทยจำนวนมากจึงเลือกถนอมน้ำใจ คนที่เผยแพร่ข้อความนั้นก็ยังเข้าใจต่อไปว่านั่นเป็นเรื่องจริง

และ 3.อคติ สาเหตุนี้พบได้แม้แต่ในแพลตฟอร์มเปิดที่ถึงจะมีการแก้ไขข่าวที่ไม่เป็นความจริงแล้ว แต่คนส่วนหนึ่งก็ยังเลือกเชื่อข้อมูลที่ไม่จริงนั้น
ส่วนทางแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย

  1. ข้อมูลที่ออกมาจากภาครัฐต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ และไม่เปลี่ยนไป-มา หรือหากจะเปลี่ยนก็ควรมีฐานข้อมูลกลางป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานต่างๆ ได้ หรือเรียกว่าระบบข้อมูลเปิด (Open Data) เช่น ประเด็นวัคซีนโควิด-19 ที่แต่ละคนต้องไปตามกันเองในเพจนั้นเพจนี้บ้าง ข้อมูลก็จะมีทั้งจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง หรือจริงแต่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมในเวลาต่อมา (Update) บ้าง ทำอย่างไรจึงจะมีช่องทางให้เข้าไปตรวจสอบ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความสับสน ตลอดจนข่าวลวงได้
  2. สื่อมวลชนควรช่วยตรวจสอบข่าวลือต่างๆ อย่างทันท่วงที ที่ผ่านมาหลายครั้งก็พยายามช่วยกัน แต่หลายครั้งแหล่งข้อมูลก็ยังมีความสับสน ดังนั้นแหล่งข่าวไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนต้องทำข้อมูลเข้าถึงได้โดยง่ายเพื่อใช้ในการอ้างอิง
  3. ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ควรมีระบบแจ้งเตือนหรือลบข้อมูลที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งมีตัวอย่างแล้ว เช่น เฟซบุ๊ก ที่ในต่างประเทศพบการระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่พบว่าเป็นข่าวลวง
  4. ประชาชนทั่วไปในฐานะผู้ใช้สื่อ ต้องปรับตัวให้มีนิสัยตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนส่งต่อข้อมูล (Fact Checker) ซึ่งผู้ที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ผ่านการค้นหาข้อมูล ที่มีหลายองค์กรทำงานด้านตรวจสอบข่าวลวงอยู่ในปัจจุบัน นอกจากโคแฟตแล้วก็ยังมีทีมงานชัวร์ก่อนแชร์ของ อสมท. หรือทีมงานของสำนักข่าว AFP เป็นต้น แต่หากในอนาคตมีการรวมข้อมูลการตรวจสอบข่าวลวงเหล่านี้ไว้เป็นจุดเดียวก็น่าจะดี
  5. ต้องสร้างการเรียนรู้ทักษะความรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) อันเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนในระดับสากล

“มีรูปตัดต่อ มีคลิปปลอม มีคลิปเสียงอะไรต่างๆ มากมาย บางทีอาจจะต้องอาศัยทักษะการเปรียบเทียบตรวจสอบไปยังต้นทางซึ่งก็ไม่ยากเกินไป แต่อาจจะต้องใส่ไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถม-มัธยม เพื่อจะทำให้ประชาชนมีทักษะในการรู้เท่าทันข่าวลวงข่าวปลอม มันถึงจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน” น.ส.สุภิญญา กล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

เตือน “บัตรพลังงาน” แก้สารพัดโรคกลับมาระบาด

ในช่วงเวลาวิกฤต มักมีพวกเข้ามาแสวงหาโอกาสหลอกลวงประชาชนอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าทุกครั้ง 

ล่าสุด กองบรรณาธิการเฉพาะกิจ TJA&Cofact ได้รับทราบข้อมูลมาว่า ขณะนี้มีกรณีการอวดอ้างสรรพคุณของสินค้าหลายชนิดที่สามารถป้องกันโรคต่าง ๆ ได้กลับมาระบาดอีกครั้ง โดยเฉพาะ “บัตรพลังงาน” ซึ่งถูกโฆษณาชวนเชื่อว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรคโดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ เพียงแค่นำบัตรไปแกว่งในแก้วน้ำแล้วนำมาดื่ม หรือนำแก้วน้ำวางทับบนบัตรแล้วดื่ม รวมทั้งมีการนำบัตรสัมผัสกับร่างกายในจุดที่ปวดเมื่อย หรือแขวนคอเอาไว้เพื่อรักษาสุขภาพ

หากใครจำกันได้ในกรณีของบัตรพลังงานดังกล่าว เคยเกิดขึ้นและกลายเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากตั้งแต่ปี 2562 หลังจากพบว่ามีชาวบ้านในจังหวัดขอนแก่นหลายคนหลงซื้อบัตรพลังงานจากบริษัทแห่งหนึ่งที่อ้างว่า เป็นตัวแทนนำบัตรพลังงานมาจำหน่ายในรูปแบบของการให้ประชาชนสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่าย

หนึ่งในผู้ที่ถูกชักชวนให้สมัครสมาชิก บัตรพลังงาน บอกว่า บัตรนี้สามารถใช้รักษาอาการปวดหลังของตนเองได้ ซึ่งก่อนจะได้บัตรนี้มา ได้มีคนจากบริษัทแห่งหนึ่งมาชักชวนให้เข้าอบรม และสาธิต สรรพคุณของบัตรให้ดู ช่วงระหว่างการสาธิต เมื่อพนักงานนำบัตรลักษณะเป็นสมาร์ทการ์ด มาแตะที่ตัวตนเองรู้สึกมีอาการชา และพอนำบัตรออก ก็หายจากอาการชา 

เมื่อเห็นว่ามีผลต่อร่างกายจริง จึงตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกเพื่อจะได้สมาร์ทการ์ดนำกลับมาใช้ โดยสมัครครั้งแรก มีการให้เลขที่บัญชีกับเจ้าหน้าที่ และได้จ่ายเงินไป 4,400 บาท ได้บัตรมา 5 ใบ หลังจากนั้นตนจึงนำมาบอกต่อคนที่สนใจ โดยขายให้ในราคา 1,100 – 1,500 บาท เพื่อให้นำไปรักษาอาการปวดเมื่อย ซึ่งหากตนเองขายได้ และมีสมาชิกเพิ่มจะได้เงินเพิ่มเข้ามาในบัญชี

ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกมาแจ้งเตือนว่าอย่าหลงเชื่อ และอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย พร้อมทั้งประสานให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้ามาตรวจสอบ พร้อมทั้งมีการตรวจสอบข้อกฎหมายของสคบ. ประกอบไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการโฆษณา 

นั่นคือ การกระทำผิดด้านการโฆษณาสินค้า ฐานเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าโดยใช้โฆษณา หรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงด้วย

ขณะเดียวกันทาง สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ยังแจ้งเตือนถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะข้อมูลด้านความปลอดภัยทางรังสี ซึ่งจากข้อมูลที่สำนักงานฯ เคยตรวจวิเคราะห์บัตรพลังงาน พบวัสดุนิวเคลียร์ ทอเรียม 232 (Th-232) ปริมาณรังสีแต่ละบัตร มีค่าประมาณ 0.86 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นระดับรังสีสูงกว่าในธรรมชาติประมาณ 3 เท่า เพราะตามปกติประชาชนจะได้รับรังสีในธรรมชาติซึ่งมีต้นกำเนิดการแผ่รังสีมาจากอวกาศ พื้นดิน แหล่งแร่ในธรรมชาติ สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ มีปริมาณรังสีเฉลี่ย 0.27 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง เท่านั้น

หากมีการนำบัตรพลังงานมาใช้ตามคำกล่าวอ้าง เช่น การนำมาสัมผัสหรือติดตามร่างกายตลอดเวลา หรือนำไปแกว่งในแก้วน้ำ จะทำให้มีการได้รับปริมาณรังสีสะสมโดยไม่จำเป็น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในระยะยาวได้ นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการหรืองานวิจัย ที่แสดงว่าบัตรพลังงานมีประโยชน์ในการรักษาทางการแพทย์ได้

ดังนั้น เพื่อลดโอกาสการเกิดผลกระทบจากรังสีต่อร่างกายในระยะยาว จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้สินค้าที่มีส่วนผสมของวัสดุกัมมันตรังสี หรือวัตถุอันตราย เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์หรือความคุ้มค่าแล้ว อาจได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น ซึ่งมีปริมาณสูงกว่าระดับรังสีที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หากประชาชนสงสัย พบเห็นหรือมีบัตรพลังงานหรือบัตรสมาร์ทการ์ดที่มีสารกัมมันตรังสีเป็นส่วนประกอบ สามารถโทรแจ้งสายด่วนเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ที่หมายเลข 1296 (ตลอด 24 ชั่วโมง) 

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ดีที่สุด คือ ขอแนะนำทุกคนหากจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าอะไร ควรจะต้องตรวจสอบข้อมูลของสินค้าให้รอบคอบ ศึกษารายละเอียดของสินค้า หากไม่แน่ใจก็ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน จากนั้นจึงสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เพื่อไม่ให้เราเองถูกหลอก เพราะนอกจากทำให้เสียงเงินแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงก็เป็นได้

ลิงค์ข่าว https://www.tja.or.th/view/tjacofact/1331427

สรุป คำถาม-คำตอบ-ข้อแนะนำ การฉีดวัคซีนโควิด 19

จากกรณีที่มีข้อกังวลของประชาชน ในเรื่องของข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ “ฉีด”  หรือ “ไม่ฉีด” วัคซีนป้องกันโควิด 19 โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโรคประจำตัว กลุ่มประชาชนที่ต้องรับประทานยารักษาโรค กลุ่มสติมีครรภ์และอยู่ในระยะให้นมบุตร รวมถึงกรณีอื่น ๆ

TJA&Cofact ตรวจสอบข้อมูลจากกรมควบคุมโรค พบว่า ก่อนหน้านี้นโยบายของรัฐบาลในการวัคซีนป้องกันโควิด-19 เริ่มทำการฉีดให้กับ 4 กลุ่มนำร่องที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับวัคซีนก่อน ประกอบด้วย

  1. บุคลากรด่านหน้าและบุคลากรทางการแพทย์
  2. ผู้ที่มีโรคประจำตัว
  3. ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  4. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค

เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ หรือหากได้รับเชื้อแล้ว มีโอกาสติดเชื้อรุนแรงได้

ในส่วนของกลุ่มบุคคลที่มีโรคประจำตัว 7 โรค ซึ่งถือเป็นกลุ่มนำร่องที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก่อน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ดังนี้

  1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
  2. โรคหัวใจและหลอดเลือด
  3. โรคไตวายเรื้อรัง
  4. โรคหลอดเลือดสมอง
  5. โรคอ้วน
  6. โรคมะเร็ง
  7. โรคเบาหวาน

ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้เป็นกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส คลุกคลี หรือติดต่อ ผ่านตัวนำโรค (พาหะ) หรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ แต่เป็นโรคที่เกี่ยวกับนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งโรคกลุ่มนี้จะค่อยๆสะสมอาการ ค่อยเกิด ค่อยทวีความรุนแรง และเมื่อมีอาการของโรคแล้วจะเกิดการเรื้อรังของโรคตามมาด้วย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้าง ซึ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มนี้ หากติดเชื้อ COVID-19 จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรงมากกว่าปกติ

TJA&Cofact ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบข้อมูลการรวบรวมข้อมูลคำถามและคำตอบ ในกรณีการฉีดวัคซีนโควิด จาก “งานบริบาลเภสัชกรรม กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลชลบุรี” ซึงรวบรวมข้อมูลและคำแนะนำอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ(ตามเอกสารแนบ) โดยกองบก. TJA&Cofact นำมาสรุปดังนี้

กลุ่มโรคประจำตัว

โรคหัวใจและหลอดเลือด  

  • ฉีดได้

 โรคหลอดเลือดสมอง

  • ฉีดได้ ยกเว้นผู้ป่วยที่อาการยังไม่คงที่หรือยัง มีอาการที่อันตรายต่อชีวิต

โรคลมชัก

  • ฉีดได้

 ไทรอยด์

  • ฉีดได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคไทรอยด์แบบใดก็ตาม ได้แก่ มีก้อนที่ต่อมไทรอยต์ คอพอกไทรอยด์เป็นพิษหรือมีฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ

โรคปอดอุดกั้น, โรคหอบหืด

  • ฉีดได้

โรคมะเร็ง

  • ฉีดได้ ยกเว้นผู้ป่วยมะเร็งที่กําลังได้รับการ ผ่าตัดหรือกําลังได้รับยาเคมีบําบัดควร ปรึกษาแพทย์ก่อน
  • ผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด โดยเฉพาะกลุ่มที่ ได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ควรฉีดหลังจากรักษาครบ 3 เดือน และควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนทุกครั้ง

โรคเอดส์

  • ฉีดไต้

วัณโรค

  • ฉีดได้

กลุ่มที่ต้องรับประทานยารักษาโรคประจำตัว

On warfarin (ให้ยา วาฟาริน ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือที่เรียกกันว่ายาละลายลิ่มเลือด)

  • ฉีดได้ (INR <3.0) ควรใช้เข็มขนาดเล็กกว่า 23G และไม่ ควรคลึงกล้ามเนื้อหลังฉีดวัคซีนและควรกดตําแหน่งที่ฉีดหลังการฉีดยานานกว่าปกติจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีเลือดออกผิดปกติ

ให้ยา On ASA(aspirin) , clopidogrel , cilostazol

  • ฉีดได้ ไม่ต้องหยุดยา
  • ควรใช้เข็มขนาดเล็กกว่า 23G และไม่ ควรคลึงกล้ามเนื้อหลังฉีดวัคซีน และควรกดตําแหน่งที่ฉีดหลังการฉีดยานานกว่าปกติจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีเลือดออกผิดปกติ

On NOACS (ให้ยา Non-vitamin K antagonist oral anticoagulants)

  • ฉีดได้ ไม่ต้องหยุดยา
  • ควรใช้เข็มขนาดเล็กกว่า 23G และไม่ ควรคลึงกล้ามเนื้อหลังฉีดวัคซีน และควรกดตําแหน่งที่ฉีดหลังการฉีดยานานกว่าปกติจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีเลือดออกผิดปกติ

 ให้ยา Methotrexate

  • ให้หยุดยา 1 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนในแต่ละครั้งแล้วจึงให้ยาต่อตามปกติ (เฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการคงที่) **ปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนเสมอ**
  • ให้พิจารณาหลีกเลี่ยงการใช้วัคซีน ชนิดไวรัสเวคเตอร์และเลือกใช้วัคซีน ชนิดเชื้อตายชนิด mRNA หรือชนิด ส่วนประกอบของโปรตีน

ให้ยา Steroid

  • ยา prednisolone ที่น้อยกว่า 20 mg/day หรือเทียบเท่า สามารถให้การฉีดวัคซีนโดยไม่ต้องหยุดยา
  • สําหรับยา prednisolone ที่มากกว่า 20 20mg/day หรือเทียบเท่า ในผู้ป่วยที่อาการคงที่และอยู่ในช่วงที่กําลังลดปริมาณSteroidสามารถให้การฉีดวัคซีนได้เช่นกัน
  • ให้พิจารณาหลีกเลี่ยงการใช้วัคซีนชนิดไวรัสเวคเตอร์และเลือกใช้วัคซีน ชนิดเชื้อตายชนิด mRNA หรือชนิดส่วนประกอบของโปรตีน

 ยากดภูมิคุ้มกัน azathioprine, mycophenolate ชนิดกิน

  • สามารถให้การฉีดวัคซีนได้โดยไม่ต้องหยุดยา
  • ให้พิจารณาหลีกเลี่ยงการใช้วัคซีน ชนิดไวรัสเวคเตอร์และเลือกใช้วัคซีน ชนิดเชื้อตายชนิด mRNA หรือ ชนิด ส่วนประกอบของโปรตีน

ข้อกังวลอื่น ๆ

การรับวัคซีนอื่น ไข้หวัดใหญ่ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก พิษสุนัขบ้า หัดเยอรมัน

  • แนะนําให้ฉีดห่างกันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน
  • วัคซีนที่มีความจําเป็น เช่น เมื่อถูกสัตว์กัดให้ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าได้เลย โดยไม่ได้จําเป็นต้องทิ้งช่วงเวลา เนื่องจากความ เสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้ามีความสําคัญกว่า

การบริจาคเลือด

  • กรณีได้รับวัคซีนขนิต mRNA หรือ วัคซีน ชนิดเชื้อตาย อาจเว้นระยะประมาณ 1 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนก่อนบริจาคเลือด
  • หากได้รับวัคซีนชนิด live virus vaccine ควรเว้นระยะ 4 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีนก่อนบริจาคเลือด

กําลังให้นมบุตร

  • ฉีดได้

กําลังตั้งครรภ์

  • ยังไม่มีการแนะนำให้ฉีดในหญิงตั้งครรภ์ เว้นแต่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง และประเมินแล้วว่าวัคซีนให้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง
  • ในหญิงตั้งครรภ์ที่อยู่ในกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง ต่อภาวะรุนแรงจากโรคโควิด รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะติดโควิด แนะนําให้ฉีดเมื่ออายุ ครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ และแนะนําให้ฉีด วัคซีนขนิดเชื้อตาย

กําลังมีประจําเดือน

  • ไม่ได้มีข้อห้าม แต่มีคําแนะนําจาก ผู้เชี่ยวชาญว่าควรหลีกเลี่ยงการฉีดในช่วงมี ประจําเดือนเพื่อหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียง

เคยติดโควิดแล้ว สามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่

  • ควรฉีดหลังจากติดเชื้ออย่างน้อย 3-6 เดือน และอาจฉีดเพียง 1 เข็ม

ความเสี่ยง/ผลข้างเคียง ที่อาจพบได้หลังจากการฉีดวัคซีน

  • ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด มีไข้ อ่อนเพลีย ง่วงนอน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ปวด เมื่อยลําตัว ผื่น / สามารถใช้วัคซีนชนิดเดิมซ้ำได้
  • Anaphylaxis อาการแพ้ เฉียบพลัน โดยมีอาการ 2 ใน 4 ของทางระบบผิวหนัง ทางเดินหายใจ/มีการ เปลี่ยนแปลงของความดัน โลหิต/ทางเดินอาหาร **ห้ามให้วัคซีนชนิดเติมอีก แนะนําให้เปลี่ยนขนิดของวัคซีน

สามารถฉีดวัคซีนโควิดสลับชนิดได้หรือไม่

  • ขณะนี้ยังไม่มีผลการศึกษา จึงแนะนําให้ฉีดชนิดเดียวกัน

หากเคยฉีดวัคซีนโควิด 19 แล้วยังต้องมีการฉีดวัคซีนซ้ำหรือไม่

  • ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับผลวัคซีนโควิด 19 ต่อระดับภูมิคุ้มกันโรคในระยะยาว จึงยังไม่มีคําแนะนําในขณะนี้

เคยมีประวัติแพ้ยา หรือ อาหารอย่างรุนแรง (anaphylaxis)

  • พิจารณาฉีดได้ แต่ต้องมีการติดตามอาการใกล้ชิด อาจเกิดอาการแพ้เฉียบพลันได้
  • อาจพิจารณาให้ non-sedative ก่อน

เลื่อนวันฉีดวัคซีนได้หรือไม่

  • Sinovac สามารถเลื่อนนัดฉีด โดยห่างจาก เข็มแรกไม่เกิน 4สัปดาห์

ด้าน พล.อ.ท.อนุตตร จิตตินันทน์ (หมออนุตตร) ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว (Anutra Chittinandana) โดยมีข้อความว่า 

วัคซีนโควิด-19 กับผู้ที่มีโรคประจำตัว

ผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพียงร้อยละ 11 ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ที่ดูแลตัวเองเกี่ยวกับการรับวัคซีนโควิด-19 มีถึงร้อยละ 36 ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะรับวัคซีนโควิค-19 ดีหรือไม่ โดยมีเหตุผลสำคัญในเรื่องผลข้างเคียง ความปลอดภัย ผลกับโรคของตนเอง และประสิทธิภาพของวัคซีน แล้วยังพบว่า 44% มีน้ำหนักเพิ่มขั้น 30% หยุดออกกำลังกาย 22% พบว่ามีปัญหาด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น และ 33% ปัญหาโรคเรื้อรังแย่ลงระหว่างการระบาด ผลสำรวจนี้คงไม่แตกต่างจากเมืองไทยสักเท่าไหร่ 

วันนี้เลยขอเอาประเด็นการรับวัคซีนโควิด-19 สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวมาเขียนให้ดูกันครับทำไมผู้ที่มีโรคประจำตัวจึงควรได้รับวัคซีนโควิด-19

ผู้ที่มีโรคประจำตัว มักมีอาการรุนแรงเมื่อเป็น Covid-19 รวมทั้งอาจมีการกำเริบของโรคที่เป็นอยู่เมื่อมีการติดเชื้อ ทำให้อาการยิ่งรุนแรงขึ้น และทำให้เสียชีวิตมากกว่าผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว  ถึงแม้การศึกษาทางคลินิกของวัคซีนทุกตัวในปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวร่วมในการศึกษาไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในบุคลากรทางการแพทย์หรือประชาชนทั่วไป  

ข้อมูลที่มีอยู่แสดงว่าวัคซีนอาจมีประสิทธิภาพลดลงในผู้ที่มีโรคประจำตัวบางโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ  แต่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกก็แนะนำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากผลดีจากวัคซีนในการลดความรุนแรงของโรคจะมากกว่าผลเสียที่เกิดขึ้นจากวัคซีน เช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว

ผู้ที่มีโรคประจำตัวจะเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากวัคซีนโควิด-19 มากขึ้นไหม

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง เช่น อาการปวดบริเวณที่ฉีด อาการไข้ อาการปวดเมื่อยตามตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นในผู้มีโรคประจำตัวเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว  และรายงานการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง เช่นภาวะหลอดเลือดดำอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำหลังการฉีดวัคซีนที่มีรายงานในต่างประเทศประมาณ 1 ในแสนราย ส่วนใหญ่กลับพบในคนอายุน้อยที่ไม่มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือดอุดตันมาก่อนจึงสามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้ หรือปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับความเครียด (ISRR) จากการฉีดวัคซีนกับวัคซีนโควิด-19 ซึ่งทำให้มีอาการชา อ่อนแรง คลื่นไส้ วิงเวียน เป็นลม ตามัว พูดไม่ชัด เกร็ง ก็มักเป็นในผู้หญิงอายุน้อย เป็นกลุ่มก้อน โดยไม่พบความผิดปกติของสมอง ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือลมชัก ก็สามารถรับวัคซีนโควิด-19 ได้  

ผู้ที่มีโรคประจำตัวได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วโรคที่เป็นจะแย่ลงไหม

ยังไม่มีข้อมูลรายงานว่าเมื่อผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ โรคเอชไอวี โรคไทรอยด์ โรคผิวหนัง และโรคอื่น ๆ จะมีอาการแย่ลงหรือกำเริบหลังได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19  แต่มีข้อระมัดระวังสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวในการรับวัคซีนคือ ในช่วงที่รับวัคซีนจะต้องไม่มีการกำเริบของโรค เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืดมีอาการหอบมากขึ้นก่อนฉีด ผู้ป่วยโรคหัวใจมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยหอบ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการเฉียบพลัน ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังอยู่ในช่วงได้รับเคมีบำบัดหรือมีไข้ก่อนให้วัคซีน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ความดันโลหิตสูงขั้นวิกฤติ  ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและมีอาการกำเริบของโรคเหล่านี้ ควรได้รับการดูแลรักษาจนอาการกำเริบดีขึ้นแล้ว จึงสามารถฉีดวัคซีนได้

ลิงค์ข่าว https://www.tja.or.th/view/news/1331483

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2564


จริงหรือไม่…? คนไม่ฉีดวัคซีนต่อไป จะทำอะไรจะกลายเป็นอุปสรรค กลายเป็นบุคคลต้องห้ามของสังคม

ไม่จริง

เพราะ…ตามประกาศ ศบค. ยังไม่มีข้อความระบุว่าหากบุคคลใดไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 จะถือเป็นบุคคลต้องห้ามข้องสังคมแต่อย่างใด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/y6urvy27jwah


จริงหรือไม่…? ลงทะเบียนขอรับ วัคซีนโควิด 19 ของไฟเซอร์

ไม่จริง

เพราะ…ไฟเซอร์ยังไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. และยังไม่มีการนำเข้าไทย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/s7ubun7zpkl4


จริงหรือไม่…? รัฐบาลวางแผนเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากแผนเดิม 4 ระยะรับคนไม่ติดโควิด

จริง

เพราะ…เป็นไปตามแนวทางการเปิดประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว นำเสนอโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10145rs5l9xzf


จริงหรือไม่…? ศบค. ยืนยัน ไทยพบเชื้อ โควิด19 สายพันธุ์อินเดีย จำนวน 15 คน ที่แคมป์คนงานหลักสี่

จริง

เพราะ…ขณะนี้อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ พร้อมควบคุมไม่ให้เดินทางข้ามเขตระหว่างแคมป์คนงาน และจัดระเบียบชุมชนควบคุมการแพร่ระบาด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/16rw7242ni32a


จริงหรือไม่…? ธุรกิจประกันวินาศภัยชวนคนไทย แจกฟรีประกันแพ้วัคซีน 11.5 ล้านสิทธิ์

จริง

เพราะ…ประชาชนสามารถเลือกลงทะเบียนรับสิทธิ์ฟรี ผ่านช่องทางเว็บไซต์ของบริษัทประกันวินาศภัยที่เข้าร่วมโครงการฯ ตามระยะเวลาที่กำหนด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ui6uscv3mzwx


จริงหรือไม่…? การฉีดวัคซีนสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาไทยที่มีกำหนดเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ

จริง

เพราะ…ศบค. มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และจุฬาฯ ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กลุ่มนักเรียน/นักศึกษาดังกล่าว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vwi51oox9a3m


จริงหรือไม่…? ข้อควรพิจารณา การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด

จริง

เพราะ…เป็นข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ที่มีการเผยแพร่ของข้อมูลนี้บนเว็บไซต์.

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/wx5xo9pp7vuu


จริงหรือไม่…? คำแนะนำเกี่ยวกับการรับวัคซีนโควิด 19 สำหรับผู้ป่วยจิตเวชและญาติ โดยราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

จริง

เพราะ…เป็นกลุ่มที่ควรรับวัคซีนเร่งด่วน และยินยอม

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/woqe0w9xiaqr


จริงหรือไม่…? เฮลิคอปเตอร์ของอุทยานแก่งกระจาน ถูกยิงขณะบินสำรวจ การบุกรุกป่า

จริง

เพราะ…เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.64 ที่ผ่านมา อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/raoyjp3wmdr0


จริงหรือไม่…? ประเทศ “ญี่ปุ่น” เพิ่มมาตรการห้ามชาวต่างชาติจากไทย และอีก 6 ประเทศเข้าญี่ปุ่น

จริง

เพราะ…วันที่ 19 พ.ค. ญี่ปุ่นประกาศห้ามชาวต่างชาติเข้าประเทศเพิ่มเติม โดยเพิ่มประเทศไทย กัมพูชา ศรีลังกา เซเชลส์ เซนต์ลูเซีย ติมอร์ตะวันออก และมองโกเลีย เข้าประเทศ รวมเป็น 159 ประเทศ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/16unlmf4az9gc


จริงหรือไม่…? กระทรวงการคลัง เสนอร่างพ.ร.ก.เงินกู้ 7 แสนล้านบาท

จริง

เพราะ…เพื่อใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ที่รุนแรงเกินคาด ขณะที่ พ.ร.ก.กู้เดิม เหลือไม่มาก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/w522nvui3lyf


จริงหรือไม่…? เชียงรายยกระดับ มาจาก 4 จังหวัด ต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือใบตรวจโควิด

จริง

เพราะ…ผู้มาจาก กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ หากเข้าพื้นที่เชียงราย ต้องมีผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด19

อ่านต่อได้ที่https://cofact.org/article/vedcfogz5lo7

5 ข่าวลวง #โควิด19 วนซ้ำกี่รอบ คนก็(ไม่)เบื่อ

ใครคือทางออกวิกฤติข่าวสารเรื่องวัคซีนโควิด?

“…รัฐ ภาคประชาชน และสื่อมวลชน คือทางออกวิกฤตข่าวสาร ที่จะร่วมกันทำให้ไทยผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ โดยรัฐต้องเปิดเผย ใจกว้าง และต้องทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ขณะที่สื่อควรจะนำเสนอข่าวอย่างครบถ้วนรอบด้าน สำหรับภาคประชาชนนั้น ขออย่ามีอคติต่อการรับข่าวสาร และให้ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบเองด้วย ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าจำนวนมาก การรอสื่อตรวจสอบเพียงอย่างเดียวคงไม่ไหว…”

………………………………………………………

ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด วัคซีนเป็นทางเลือกที่สำคัญที่จะช่วยฝ่าวิกฤตครั้งนี้ได้ เรื่องของวัคซีนจึงกลายเป็นวิวาทะทางสังคม เมื่อการนำเสนอข่าว ทำให้หลายคนรู้สึกสับสน เกิดการโทษกันในสังคมว่ารัฐสื่อสารไม่ตรงกันกัน ก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนบ้าง หรือโทษว่าสื่อมวลชนเข้าใจผิดพลาด ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของประชาชนบ้าง ดังนั้นเมื่อประชาชนไม่ทราบว่าข้อมูลใดจริงหรือเท็จ จึงอาจเลือกเชื่อตามแนวความคิดของตนเอง

เพื่อไขคำตอบว่า แล้วใครคือทางออกวิกฤตข่าวสารเรื่องวัคซีนโควิด เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2564 ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย จึงได้จัดงานเสวนาโต๊ะกลมออนไลน์ ‘รัฐ-สื่อ-สังคม: ใครคือทางออกวิกฤตข่าวสารเรื่องวัคซีน’ มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

นายกฤตนัน ดิษฐบรรจง ผู้ก่อตั้ง ส่องสื่อ กล่าวว่า จากกรณีองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) หรือฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ออกแถลงการณ์ขอโทษถึงการนำเสนอข่าวสารที่ผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน ตนเองมองว่าสถานการณ์การนำเสนอข่าวสารในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เรียกว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จุดเริ่มต้นของปัญหาเริ่มมาจากการนำเสนอของภาครัฐที่ยังไม่ชัดเจนในเรื่องข้อมูลตั้งแต่แรก รวมถึงการขาดการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าไปสอบถามหรือทำข่าว ดังนั้นสื่อจึงรับหน้าที่สรุปข่าว ทั้งๆ ที่บางข้อมูลอาจจะยังไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันสื่อมวลชนทุกสื่อต่างเร่งกันนำเสนอข่าวสารมาก มีความเล่นข่าวเกิดขึ้นด้วยการพาดหัวให้น่าสนใจในบางสำนักข่าว ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดได้

ขณะที่ นายเจนพสิษฐ์ ปู่ประเสริฐ ผู้ก่อตั้ง ยามเฝ้าจอ กล่าวด้วยว่า ความผิดพลาดจากการนำเสนอข่าวสารที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากต่างคนต่างทำหรือไม่ ซึ่งจะต้องไปดูกระบวนการนำเสนอต่อไป อย่างไรก็ตาม การนำเสนอข่าวถึงผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชน ไม่สามารถเลี่ยงได้ ดังนั้นตนเองจึงมองว่าทางออกของวิกฤตข่าวสารนี้จึงอยู่ที่สื่ออาจถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน แต่ไม่ถึงขั้นต้องใช้กฎหมายเข้ามาควบคุม

“ขณะนี้สื่อตกเป็นผู้ร้ายของบางคน แต่หากเราไม่มีสื่อจริงๆ เราจะฟังหรือติดตามข่าวสารจากภาครัฐ หรือภาคประชาชนเท่านั้นจริงหรือไม่ เนื่องจากภาคประชาชนอาจไม่มีกำลังทุนมากพอ ไม่มีบรรณาธิการ อาจทำให้สังคมวุ่นวายพอสมควร ดังนั้นเราจะต้องทำอย่างไรให้สื่อมวลชนสามารถอยู่ด้วยร่วมกันได้” นายเจนพสิษฐ์ กล่าว

ด้าน นางสาวฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า หลายคนอาจมองว่าสื่อคือผู้ตรวจสอบอำนาจของรัฐ แต่ประชาชนก็สามารถช่วยกันตรวจสอบสิ่งที่สื่อทำงานด้วยได้ ดังนั้นสังคมควรจะไปด้วยกัน คือ ร่วมกันตรวจสอบให้ครบถ้วนทุกแง่มุม อย่างไรก็ตามในการดูแลกำกับสื่อ จะต้องเป็นอิสระต่อการตรวจสอบของรัฐ เนื่องจากการใช้อำนาจของรัฐทางกฎหมาย หรือการฟ้องร้อง เป็นไม้แข็งไม้เรียวให้สื่อรับผิดชอบต่อสังคม จะทำให้สื่อไม่กล้าตรวจสอบรัฐด้วย ขณะเดียวกันอาจสร้างความสงสัยให้กับประชาชนได้เช่นเดียวกันว่า การที่รัฐใช้ยาแรงเลยนั้นจะมีเรื่องที่ปิดบังหรือไม่

“เครื่องมือในการแก้ไขวิกฤตข่าวสารมีอยู่แล้ว เพียงแต่รัฐเอง หรือประชาชนเองต้องใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง วิกฤตนี้อาจถึงวันที่สื่อตกอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐได้ แต่สถานการณ์ในประเทศไทย ขณะนี้เชื่อว่าหลายคนยังพึ่งพาสื่ออยู่ ถ้าไม่เช่นนั้นประชาชนคงจะติดตามแต่เพียงข่าวสารจากทางภาครัฐ นั่นแสดงได้ว่าประชาชนยังมองว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนมีจุดที่ทำได้ดีแล้ว แต่อาจมีบ้างที่ผิดพลาดไป อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ รัฐเองต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นมาด้วย เมื่อรวมอำนาจเข้ามาสู่ศูนย์กลางเพื่อบริหารสถานการณ์โควิดนี้” นางสาวฐิติรัตน์ กล่าว

ในปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การระบาดของโควิด เราจะเห็นข่าวสารที่ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปเกี่ยวกับโควิด หรือที่เรียกว่า Infodemic ซึ่งข้อมูลข่าวสารนี้เปรียบเสมือนกับไวรัส ที่สื่อจะทำหน้าที่เป็นหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าหน้ากากอนามัยแต่ละยี่ห้ออาจจะมีประสิทธิภาพที่แตกต่างกันบ้าง ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือการเรียกร้องให้หน้ากากอนามัยนั้นมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การทำโทษคนขายหน้ากากอนามัย

“การทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสื่อสารในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าเข้ามามาก วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดนั้น คือการพูดคุยกันให้ตรงกันทุกครั้ง ถ้าหากพูดผิด ก็มาสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน โดยรัฐอาจจัดประชุมกับสื่อเพื่อให้เข้าใจตรงกัน ซึ่งตรงนี้จะสร้างความเชื่อใจได้ดีกว่า การที่จะใช้ไม้แข็งหรือบอกว่าสิ่งนี้ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ” นางสาวฐิติรัตน์ กล่าว

นางกุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย กล่าวต่อด้วยว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับการทางออกวิกฤตข่าวสารด้วยการเซ็นเซอร์ เนื่องจากการเซ็นเซอร์อาจทำให้ประชาชนอาจสงสัยลังเลในข้อมูลมากขึ้น จะเริ่มออกหาข้อมูลคำตอบ และจะยิ่งเชื่อในช้อมูลที่ถูกปกปิดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่าการเกิดข้อมูลในด้านที่ไม่ดีบ้าง ที่จะช่วยดึงข้อมูลในส่วนที่ดีออกมาด้วย ดังนั้นรัฐจะต้องให้ข้อมูลเชิงประจักษ์มากขึ้น ขณะที่สื่อจะต้องตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้านมากขึ้น ไม่มุ่งเน้นเพียงแต่ความรวดเร็ว และไม่ควรมาประณามด้วยกันเอง ทั้งนี้ขอเน้นย้ำว่าการตรวจสอบสื่อทำได้ แต่ไม่ควรมีการเซ็นเซอร์

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา กล่าวว่า ทั้ง 3 ภาคส่วน ได้แก่ รัฐ ภาคประชาชน และสื่อมวลชนควรนำบทเรียนข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น มาหาทางออกวิกฤตข่าวสารร่วมกัน ร่วมกันทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ โดยรัฐต้องเปิดเผย ใจกว้าง ให้ข้อมูลชี้แจง และต้องทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง ขณะที่สื่อควรจะนำเสนอข่าวอย่างครบถ้วนรอบด้าน ต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น เนื่องจากภาวะวิกฤตนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและสามารถส่งผลกระทบไปได้หลากหลายมิติ สำหรับภาคประชาชนนั้น ขออย่ามีอคติต่อการรับข่าวสาร เนื่องจากอาจทำให้บดบัง ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ และขอให้ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบเองด้วย ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าเข้ามาจำนวนมาก การรอสื่อตรวจสอบเพียงอย่างเดียวคงไม่ไหว

เปิดไทม์ไลน์ 4 ระยะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย

รัฐบาลวางแผนเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกยก ปัดฝุ่นแผนเดิม 4 ระยะรับคนไม่ติดโควิด ฉีดวัคซีนครบเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว พักผ่อนในประเทศไทย จับตา “Phuket Sandbox” จะล่มหรือไม่ในรอบสอง ตั้งเป้าหมายเอาไว้หนาว ๆ เปิดรับ 1 ก.ค.นี้ ส่วนปีหน้าเปิดเดินทางได้อย่างอิสระ

พากันสั่นคลอนความมั่นใจไปไม่น้อยเลย หลังจากประเทศไทยพบกับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นเฉียด 5,000 รายในวันเดียว โดยเฉพาะฝั่งขับเคลื่อนนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศผ่านการท่องเที่ยวซึ่งล่าสุดเพิ่งจะคลอดแผนการทำงานใหม่อีกครั้ง หลังเจอผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ในระลอกใหม่เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา

กองบรรณาธิการเฉพาะกิจ TJA&Cofact ได้มีการตรวจสอบรายละเอียดจากเอกสารการประชุมคณณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 2/1264 ที่ประชุมผ่านระบบ Video Conferenceโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมแทนเมื่อต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการเปิดประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว นำเสนอโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ตามแผนได้มีการกำหนดเอาไว้ด้วยกัน 4 ระยะ แบ่งเป็น 

ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย.2564 ตามแผนนี้เดิมกระทรวงการท่องเที่ยวตั้งใจจะเปิดนำร่องทำโครงการ Phuket Sandbox หรือการทดลองพื้นที่นำร่องเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว และมีใบรับรองการฉีดวัคซีน รวมถึงมีผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่าเป็นลบ สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องกักตัก แต่ให้อยู่ในพื้นที่จำกัด 7 วัน แต่เนื่องจากประเทศไทยเกิดการระบาดของไวรัสโควิดระลอกเดือนเม.ย. ทำให้แผนเปิด Phuket Sandbox ต้องถูกพับลงไปชั่วคราวในระยะแรก

ดังนั้นจึงเหลือเพียงการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนแล้ว มีใบรับรองการฉีดวัคซีน และกักตัวตามระยะเวลาที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 (ศบค.) กำหนด นั่นก็คือเมื่อเข้ามาในประเทศไทยมรข่วงระยะแรกยังต้องเข้ารับการกักตัว 14 วัน

ระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่ 1 ก.ค.-30 ก.ย.2564 ในระยะนี้ถือเป็นเป้าหมายใหม่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้จัดทำขึ้น โดยยกโครงการ Phuket Sandbox มาดำเนินการในช่วงนี้แทน ซึ่งแนวทางการดำเนินการยังคงแผนเดิมนั่นคือ เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว และมีใบรับรองการฉีดวัคซีน รวมถึงมีผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นลบ สามารถเข้ามาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตได้โดยที่ไม่ต้องมีการกักตัว เป็นเวลา 7 วัน และมีการตรวจหาเชื้อ ถ้าไม่พบว่าติดเชื้อ ก็สามารถเดินทางไปในพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทยได้

สำหรับการดำเนินการระยะนี้ ได้รับการยืนยันจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาว่า รัฐบาลยังยืนยันผลักดันโมเดล Phuket Sandbox ตอนนี้จะเร่งจัดหาวัคซีน เพื่อนำมาฉีดให้ประชากรในจังหวัดภูเก็ต รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวให้ได้ไม่ต่ำกว่า 70% ของจำนวนประชากรในพื้นที่ 9.5 แสนโดส พร้อมควบคุมให้จำนวนผู้ติดเชื้อในภูเก็ตเป็นศูนย์ให้ได้ หรือติดเชื้อในหลัก 10 เท่านั้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศ

ขณะเดียวกันในการดำเนินการในระยะนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังเตรียมจัดหาสิ่งจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติตัดสินใจเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในช่วงระยะที่ 2 นี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. – 30 ก.ย.2564 ตั้งเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาให้ได้ 1.29 แสนคน โดยจะมีการจัดหาตั๋วเครื่องบินในประเทศ ประมาณ 1 แสนใบ ราคาไม่เกิน 2,000 บาท แบบเที่ยวเดียว สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในภูเก็ตผ่านโครงการนี้ เมื่อครบเวลา 7 วัน ก็ได้รับตั๋วเครื่องบินเดินทางไปพื้นที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้ทันที เพื่อช่วยกระจายการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว 

รวมไปถึงการจัดทำเส้นทางนำร่องที่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการของรัฐ (Seal Area) เช่น จากภูเก็ตไปเกาะต่าง ๆ ในระยะทางใกล้ ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กับนักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาในประเทศไทยได้ตามเป้าหมาย โดยตอนนี้จะเปิดฟรีทั้งการเดินทางเข้ามาเป็นกรุ๊ปทัวร์ หรือเดินทางมาด้วยตัวเอง (Free Individual Travelers : F.I.T)

ระยะที่ 3 เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. – 31 ธ.ค.2564 ในระยะนี้จะผ่อนคลายพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มเติมนอกเหนือจากจังหวัดภูเก็ต โดยเลือกจังหวัดที่มีศักยภาพทางทางการท่องเที่ยวของไทยเป็นหลัก ที่ผ่านมามีการเห็นชอบพื้นที่นำร่องไปแล้ว 5 พื้นที่ คือจังหวัดกระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี (สมุย-พะงัน-เต่า) ชลบุรี (พัทยา) และเชียงใหม่ โดยจะดำเนินการเช่นเดียวกับ Phuket Sandbox

อย่างไรก็ตามในการดำเนินการในระยะนี้ ล่าสุดในการประชุม ท.ท.ช. ได้เห็นชอบให้เพิ่มพื้นที่นำร่องเพิ่มเติมอีก 4 แห่ง คือ กรุงเทพฯ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ให้เหตุผลของการเพิ่มพื้นที่ 4 จังหวัดนี้ว่า จังหวัดแรกที่เพิ่มเข้ามา คือ กรุงเทพฯ ถือเป็นจุดหลายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ขณะที่ จังหวัดบุรีรัมย์ มีเหตุผลว่า จำเป็นต้องเปิดรองรับการจัดการแข่งขันกีฬาหลายรายการ โดยเฉพาะการแข่งขันโมโต จีพี ในเดือน ต.ค. 2564 จึงจำเป็นต้องเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้ 

ส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นแหล่งพักผ่อนที่สำคัญของทั้งชาวไทยและต่างชาติและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะหัวหิน ซึ่งตอนนี้มีโครงการหัวหิน รีชาร์จ ตั้งเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา 1 แสนคน สร้างรายได้การท่องเที่ยว 1,200 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดเพชรบุรี ก็ถือเป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ และประจวบคีรีขันธ์ และมีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางมาพักผ่อนเป็นประจำ

หากทำได้ตามแผนจนถึงในไตรมาสนี้ กระทวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าหมายว่า ทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาได้ 3-4 ล้านคน หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ แสนล้านบาท

ระยะที่ 4 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 เป็นต้นไป ซึ่งระยะนี้ ถือเป็นระยะสุดท้ายตามแผน คือ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนที่ฉีดวัคซีนครบ และมีใบรับรองการฉีดวัคซีน รวมถึงมีผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นลบ สามารถเดินทางไปเที่ยวในประเทศไทยที่ไหนก็ได้ (หากไม่มีประกาศพื้นที่เพิ่มเติมในการควบคุม) โดยระยะนี้ถือว่า การท่องเที่ยวจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 

แต่อย่างไรก็ตามแผนการดำเนินงานทั้ง 4 ระยะ ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันอย่างใกล้ชิด ว่าจะยังคงมีความรุนแรง หรือมีระยะเวลาการแพร่ระบาดที่ยาวนานมากแค่ไหน รวมไปถึงการติดตามสถานการณ์ของการจัดหา กระจาย และการฉีดวัคซีนโควิด-19 ด้วยว่า จะดำเนินการได้ตามแผนของรัฐบาลที่ตั้งเอาไว้หรือไม่ด้วย 

ที่มา : https://www.tja.or.th/view/tjacofact/1331293

“โรคระบาด-ข่าวปลอม-การเมืองแบ่งขั้ว” เรื่องเล่าต่างแดนว่าด้วยงาน ‘คนทำสื่อ’ ยุคโควิด

ISSUE 2/2021

โคแฟคเผย 5 ข่าวลือ ป่วนวัคซีนโควิดทั่วโลก เช็กให้ชัวร์ก่อนแชร์

ISSUE 1/2021

‘COFACT’ นวัตกรรมป้องกันเฟคนิวส์ ตรวจสอบก่อนเชื่อ-แชร์ข่าว – รายการข่าว 3 มิติ ช่อง 33

ขอบคุณคลิปจากรายการข่าว 3 มิติ ช่อง 33

Everyone is a fact checker! แนะนำการใช้งานเครื่องมือ Cofact

จัดทำโดย สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)