สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2566

ครีมดูแลต่อมลูกหมาก รักษาภาวะนกเขาไม่ขัน  เห็นผลใน 2 วัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1df0z5u140sqi


 ยุงสามารถเเพร่เชื้อโควิด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1rhvlcnmr1ngm


รักษา “มะเร็งระยะสุดท้าย” ด้วยการดื่มน้ำปั่นผักจิงจูฉ่าย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3hmmoh7hs36p2


ยาสมุนไพรจีนแผ่นแปะลดน้ำหนัก ผอมได้โดยไม่ต้องออกกำลังกาย เผาผลาญไขมัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3tzlq8q2pr6n2


โครงการ “ลานน้ำพุเต้นระบำ”แลนด์มาร์ก ทางการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา ปิดการใช้งาน ไม่มีการบำรุงรักษา

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1eykcsyirndbl


อดีตที่ถูกขุดของ “หมออ๋อง” ปดิพัทธ์ สันติภาดา อะไรจริง-ไม่จริง?

การถูก “ขุดอดีต” เป็นเรื่องที่นักการเมืองหลายคนต้องเผชิญเมื่อกำลังจะรับตำแหน่งสำคัญทางการเมือง แต่ในกรณีของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส. พิษณุโลก และว่าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้มีการนำภาพและข้อความจากเฟซบุ๊กของเขามาตัดทอนและบิดเบือน จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่านายปดิพัทธ์เคยสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากพรรคก้าวไกลที่เขาสังกัด

จากการตรวจสอบของโคแฟคเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2566 พบว่า เนื้อหาจากเฟซบุ๊กของนายปดิพัทธ์ที่ถูกนำมาบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเขาเป็น “อดีต กปปส.” มีอยู่อย่างน้อย 3 โพสต์ คือ

  • 7 เม.ย. 2557 โพสต์ภาพยืนเล่นอูคูเลเลกับเพื่อนนักกิจกรรมในที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่สีลม
  • 12 ม.ค. 2557 แชร์บทความวิจารณ์กลุ่มคนเสื้อแดงที่เผยแพร่ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยหยิบยกข้อความบางส่วนจากบทความมา และเขียนข้อความตั้งคำถามกับการทำหน้าที่สื่อมวลชนของแนวหน้าว่า “นี่มันหนังสือพิมพ์หรือคู่มือเสี้ยมครับ”
  • 12 ธ.ค. 2556 แชร์เนื้อหาจากเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “กปปส” ว่าด้วยแนวทางการจัดตั้ง “สภาประชาชน” โดยนายปดิพัทธ์เขียนข้อความว่า “มาละครับ แนวทางสภาประชาชน”

โคแฟคตรวจสอบ

โคแฟคตรวจสอบเนื้อหาในโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับอดีตและประวัติของนายปดิพัทธ์ใน 4 ประเด็น ที่ถูก “ขุด” ขึ้นมาหลังจากพรรคก้าวไกลเสนอชื่อเขาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

1) ภาพยืนเล่นอูคูเลเลกับเพื่อนนักกิจกรรมในที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส.

ภาพนี้มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียนำไปบิดเบือนว่า นายปดิพัทธ์เข้าร่วมการชุมนุมกับ กปปส. ซึ่งนายปดิพัทธ์ได้ชี้แจงทางเฟซบุ๊กเมื่อ 7 เม.ย. 2564 ว่าเป็นภาพที่เขายืนเล่นดนตรีกลางที่ชุมนุม กปปส. ที่สีลมเพื่อรณรงค์ให้ยุติการสร้างเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง โดยยืนยันว่า “ไม่ได้ไปร่วมม็อบ”

นายปดิพัทธ์ชี้แจงภาพนี้อีกครั้งเมื่อ 13 ก.ย. 2564 ว่าเขาเข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลงรณรงค์เพื่อสันติภาพจากการเชิญชวนของเพื่อนรุ่นน้อง เรียกร้องให้ผู้ชุมนุม กปปส. ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง

“ในเนื้อตัวเราไม่นกหวีด ไม่มีสัญลักษณ์ธงชาติ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ร้องเพลงกันบอกให้ใจเย็นๆ ไม่ฆ่ากัน ไม่เรียกร้องความรุนแรง” นายปดิพัทธ์ระบุในโพสต์พร้อมกับย้ำว่าเขาไม่ได้เป็น กปปส.

นายปดิพัทธ์โพสต์ภาพนี้เมื่อ โพสต์เมื่อ 7 เม.ย. 2557

ในการให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์เมื่อ 3 ก.ค. 2566 นายปดิพัทธ์ยืนยันข้อมูลที่ชี้แจงตามโพสต์ข้างต้น และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองทั้งของ กปปส. และของกลุ่มคนเสื้อแดง เขามักเดินทางไปสังเกตการณ์การในที่ชุมนุม แต่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมในฐานะผู้สนับสนุนของกลุ่มใด

โคแฟคได้รับข้อมูลจากอดีตนักกิจกรรมทางสังคมที่เป็นผู้ริเริ่มแคมเปญร้องเพลงเพื่อสันติภาพว่า ในช่วงปี 2557 สังคมไทยเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง กลุ่มของเธอจึงคิดกิจกรรมที่จะทำให้คนที่เห็นต่างกันอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เกิดเป็นกิจกรรมที่ชื่อว่า “Fill Love in the Blank: เติมรักลงในช่องว่าง” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลที่พูดถึงความสำคัญของความรักในการเชื่อมผู้คนที่มีความคิดความเชื่อต่างกัน โดยนายปดิพัทธ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นเลขาธิการสมาคมนักศึกษาคริสเตียนไทยได้มาร่วมกิจกรรมด้วย

“เราคือกลุ่มคนที่ไม่อยากเห็นความรุนแรงที่ประชาชนทำต่อกัน…จริงๆ วางแผนว่าหลังจาก กปปส. เราจะไปร้องเพลงในที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่สถานการณ์มันเริ่มแรงขึ้น ก็เลยไม่ได้ไป” เธอระบุ 

2) แชร์บทความวิจารณ์กลุ่มคนเสื้อแดงที่เผยแพร่ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า

12 ม.ค. 2557 นายปดิพัทธ์แชร์บทความจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้าซึ่งมีเนื้อหาวิจารณ์กลุ่มคนเสื้อแดง โดยเขาได้คัดลอกข้อความบางส่วนจากบทความนั้นมา และเขียนข้อความว่า “นี่มันหนังสือพิมพ์หรือคู่มือเสี้ยมครับ” ซึ่งเป็นการวิจารณ์การทำหน้าที่สื่อมวลชนของหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่นำเสนอบทความชิ้นนี้

ข้อความจากบทความที่นายปดิพัทธ์หยิบยกมาระบุว่า “การ ‘ตอแหล’ เปลี่ยนเสื้อแดงเป็นเสื้อขาว เปลี่ยนจากจุดไฟเผา เป็นจุดเทียนสันติภาพ มันก็แค่ปฏิบัติการกอบกู้ระบอบทักษิณก่อนลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะมาถึง แล้วเห็บหมัดจะไม่มีหมาให้สูบเลือดกินเท่านั้นกระมัง”  

วันที่ 2 ก.ค. 2566 น.ส.ลักขณา ปันวิชัย นักวิจารณ์การเมืองและพิธีกรสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ได้นำโพสต์ของนายปดิพัทธ์มาเผยแพร่ในทวิตเตอร์ @kamphaka โดยตัดส่วนที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการแชร์บทความของแนวหน้าออกไป พร้อมกับเขียนข้อความว่า “นี่คืออดีตที่จะปฏิเสธว่าไม่จริงคงไม่ได้ ส่วนปัจจุบัน ถ้าเสียงส่วนใหญ่มีฉันทามติว่า ‘รับได้’ เพราะเขา ‘กลับใจ’ แล้ว เราก็ฝืนฉันทามตินั้นไม่ได้ That’s it!” ทำให้หลายคนเข้าใจว่าข้อความวิจารณ์คนเสื้อแดงเป็นความเห็นของนายปดิพัทธ์ ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นข้อความที่เขาคัดลอกมาจากบทความในหนังสือพิมพ์แนวหน้า

เนื้อหาในทวิตเตอร์ @kamphaka (ซ้าย) ไม่มีภาพของบทความจากแนวหน้าที่นายปดิพัทธ์แชร์ในเฟซบุ๊ก Padipat Ong

ต่อมาเมื่อถูกทักท้วงว่าโพสต์ของเธอทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อนายปดิพัทธ์ น.ส.ลักขณาจึงขยายความว่าข้อความที่เธอทวิตนั้นหมายถึง “เป็นหรือไม่เป็น กปปส. คืออดีต ต่อให้เคยเป็น แต่ถ้าปัจจุบันเสียงฉันทามติของประชาชนยอมรับคุณ เราก็ต้องเคารพ”

3) แชร์เนื้อหาว่าด้วยข้อเสนอการจัดตั้ง “สภาประชาชน” ของ กปปส.

โพสต์นี้ถูกนำไปเผยแพร่ต่อในลักษณะที่ว่า นายปดิพัทธ์สนับสนุนข้อเสนอเรื่องการจัดตั้ง “สภาประชาชน” ซึ่งในครั้งนั้น กปปส. เสนอว่าให้จัดตั้งสภาที่มีสมาชิก 400 คน ที่ไม่เป็นสมาชิกหรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง มาจากการเลือกตั้งของกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ 300 คน และมาจากการสรรหา 100 คน

นายปดิพัทธ์ชี้แจงกับโคแฟคว่า เขาไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของ กปปส. รวมถึงข้อเสนอเรื่องการจัดตั้ง “สภาประชาชน” แต่ในตอนนั้นไม่ได้เขียนอธิบายความคิดเห็นประกอบ โพสต์ดังกล่าวจึงถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นการแชร์โพสต์เพราะเห็นด้วยกับ กปปส.

ต่อมาเขาได้โพสต์ข้อความวิจารณ์ข้อเสนอสภาประชาชนของ กปปส. โดยระบุว่าเขาเคารพการชุมนุมอย่างสันติของ กปปส. แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งสภาประชาชน

4) ไม่ได้เป็นสัตวแพทย์? งดออกเสียง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม?

นอกจากประเด็นที่เกี่ยวกับ กปปส. แล้ว ยังมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียโพสต์เนื้อหาทำนองว่า นายปดิพัทธ์ไม่ได้เป็นสัตวแพทย์จริง เนื่องจากเมื่อนำชื่อไปค้นหาในระบบตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ของสำนักงานสัตวแพทยสภาแล้ว ไม่พบว่ามีชื่ออยู่ในระบบ

กรณีนี้นายปดิพัทธ์ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่า หลังจากจบปริญญาตรีจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาไม่ประสงค์จะทำอาชีพสัตวแพทย์หรือเปิดคลินิกรักษาสัตว์ จึงไม่ได้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ จึงไม่มีชื่อของเขาอยู่ในระบบของสัตวแพทยสภา

โคแฟคสอบถามไปที่สัตวแพทยสภาได้รับคำอธิบายว่า ผู้ที่จะมีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ต้องเป็นผู้ที่ขอขึ้นทะเบียนกับสัตวแพทยสภาเท่านั้น

อดีตอีกเรื่องหนึ่งของนายปดิพัทธ์ที่ถูก “ขุด” มาคือการที่เขางดออกเสียง ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือ “ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม” ซึ่งพรรคก้าวไกลเป็นผู้นำเสนอ

ในการลงมติร่างกฎหมายฉบับนี้ในวาระที่ 1 เมื่อ 17 มิ.ย. 2565 นายปดิพัทธ์งดออกเสียงจริง ซึ่งต่อมาเขาได้ชี้แจงทางเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า เหตุผลที่งดออกเสียงเพราะเห็นว่ามีเนื้อหาที่กระทบความเชื่อทางศาสนา เนื่องจากเขานับถือศาสนาคริสต์และเห็นว่าชุมชนชาวคริสเตียนมีความกังวลเรื่องการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน เขาจึงเลือกที่จะสงวนความเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ในฐานะคริสเตียนคนหนึ่ง

“จุดยืนของคริสเตียนในเรื่องนี้ยังไม่ลงตัว ผมจึงยังอยากสงวนความเห็นไว้ว่ากฎหมายนี้กระทบความเชื่อทางศาสนา แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ริดรอนสิทธิของผู้นับถือศาสนาใดๆ ผมก็จะโหวตสนับสนุนแน่นอน” นายปดิพัทธ์ให้สัมภาษณ์โคแฟค   

ข้อสรุปโคแฟค

การ “ขุดอดีต” ของบุคคลสาธารณะจากรอยเท้าดิจิทัล (digital footprint) มักเกิดขึ้นควบคู่กับการให้บริบทที่ผิด ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดต่อบุคคลนั้น กรณีของนายปดิพัทธ์ มีการนำโพสต์ในเฟซบุ๊กที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะมาบิดเบือนข้อเท็จจริง ตัดทอนเนื้อหาเพื่อชักนำให้เข้าใจว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนและเคยร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส.

ส่วนประเด็นเรื่องการไม่พบชื่อในฐานข้อมูลผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์และการงดออกเสียงร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมนั้น แม้จะเป็นข้อเท็จจริง แต่ขาดบริบทและข้อมูลที่จำเป็น ทำให้เกิดการตีความที่อาจสร้างความเสียหายต่อบุคคลได้

เรื่องแนะนำ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2566

กระทรวงแรงงานเปิดโควตาไปนิวซีแลนด์ ทำงานนวดและงานฟาร์มแกะ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1v1e403o2ni2n#_=_


กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดิบ จะถูกดูดน้ำย่อยในลำไส้ ทำให้ร่างกายขาดน้ำ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/30hs4h408c7r0#_=_


 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนลงทุนหุ้น รับปันผล 30,000 บาทต่อเดือน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2bqavjsl3q4wm#_=_


คนชรากินปาท่องโก๋ที่ใส่แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ทำให้ไตทำงานหนัก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2i03c6tgqnrfw#_=_


สะพานไทย-เบลเยียม ชำรุด …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1w5ef85uwkxfs


กรุงไทยปล่อยเงินกู้ฉุกเฉิน ใช้แค่บัตรประชาชน ผ่านเพจธนาคาร กรุงไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/35fg0arus6eld


กรมการแพทย์ เผยใช้น้ำปัสสาวะหยอดจมูก รักษาโรคไซนัสได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1yv39m8f0fbx4


พบกระดูกมนุษย์ “โฮโม เซเปียนส์” อายุกว่า 86,000 ปี ในลาว

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/23n871w1m1ej9


อย. เตือนแล้วเตือนอีก ไม่มีครีม – เซรั่ม ทาแล้วจมูกโด่งภายใน 7 วันได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/309e22st4xg8a


ม.จ.จุลเจิม โพสต์ภาพนักวอลเลย์บอลทีมชาติ “ชูสามนิ้ว” ผิดทั้งบริบทและข้อเท็จจริง

พลเอก หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “จุลเจิม ยุคล” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 140,000 บัญชี ตัดสินใจลบโพสต์ที่เขากล่าวหาอัจฉราพร คงยศ นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ว่าแสดงออกทางการเมืองด้วยการ “ชูสามนิ้ว” ในสนามแข่ง และประกาศขอโทษที่สร้างความเข้าใจผิด หลังจากอัจฉราพรออกมายืนยันผ่านสื่อมวลชนว่าสัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นรหัสมือสื่อสารแผนการเล่นกับเพื่อนร่วมทีม ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ล่าสุด โคแฟคได้รับการยืนยันจาก Volleyball World ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ดำเนินการจัดการแข่งขันวอลเลย์บอล เนชันส์ลีก 2023 ว่า ภาพดังกล่าวถ่ายโดยช่างภาพของ Volleyball World ในการแข่งขันระหว่างทีมชาติไทยกับโครเอเชีย ที่ประเทศบราซิลเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2566 และไม่ได้มีนัยทางการเมืองแต่อย่างใด

วันที่ 30 มิ.ย. 2566 ม.จ.จุลเจิมได้โพสต์ภาพของอัจฉราพรขณะชูสามนิ้ว พร้อมเขียนวิจารณ์ว่านักกีฬาทีมชาติไม่ควรแสดงออกทางการเมืองในขณะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศ เขาระบุว่าด้วยว่าผู้ที่กระทำเช่นนี้มีส่วนในการสร้างความแตกแยกในสังคม และ “ไม่สมควรจะเป็นตัวแทนของชาติไทยอีกต่อไป”

แม้จะมีผู้เข้ามาเขียนคอมเมนต์ทักท้วงว่า ท่าดังกล่าวเป็นรหัสมือที่นักกีฬาใช้สื่อสารกัน อีกทั้งไม่ได้เป็นภาพจากการแข่งขันวันที่ 29 มิ.ย. ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ไปเชียร์ข้างสนาม แต่ ม.จ.จุลเจิมก็ยังไม่ลบโพสต์ จนกระทั่งเพจเฟซบุ๊ก “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว” โพสต์ข้อความอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของอัจฉราพรที่ยืนยันว่าภาพดังกล่าวถ่ายในการแข่งขันแมตช์ก่อนหน้าที่ประเทศบราซิลและรหัสมือที่เธอสื่อสารแผนการเล่นกับเพื่อนร่วมทีม ม.จ.จุลเจิมจึงได้ลบโพสต์และเขียนข้อความยอมรับว่า “เป็นความผิดพลาดของผมเองที่มิได้ตรวจสอบภาพให้ถี่ถ้วน” พร้อมกับขออภัยอัจฉราพร ที่สร้างความเข้าใจผิด    

ต่อมาสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าภาพดังกล่าว “เป็นภาพจากการแข่งขันวอลเลย์บอลเนชั่นลีกที่ประเทศบราซิลเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2566 ที่อัจฉราพร คงยศ นักกีฬาทีมชาติไทย แสดงสัญลักษณ์เพื่อให้เพื่อนร่วมทีมรู้ว่าคู่ต่อสู้จะเล่นในลักษณะใด ทีมเราควรจะเตรียมพร้อมตั้งรับตามแผนที่ผู้ฝึกสอนวางไว้อย่างไร”

ขณะที่นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้ส่งจดหมายถึงบริษัท เทโร เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดการแข่งขันวอลเลย์บอล เนชันส์ลีก ในประเทศไทย กรณีที่นายพิธาลงไปถ่ายภาพร่วมกับนักกีฬาทีมชาติในสนามหลังการแข่งขัน โดยนายสมพรระบุว่า ภาพดังกล่าวได้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการนำการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับกีฬา

“จึงขอให้กำชับเจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้ระมัดระวังอย่าให้เกิดกรณีที่จะนำไปสู่มติติทางการเมือง และทางที่อาจจะเกิดความเสียหายต่อสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลฯ ผู้ฝึกสอน และนักกีฬา” นายสมพรระบุในจดหมายถึง บริษัท เทโรฯ ลงวันที่ 30 มิ.ย. 2566  

Volleyball World ยืนยัน ภาพอัจฉราพร “ไม่เกี่ยวการเมือง”

วันที่ 30 มิ.ย. 2566 โคแฟคส่งอีเมลสอบถาม Volleyball World ซึ่งเป็นผู้จัดการแข่งขันวอลเลย์บอล เนชันส์ลีก 2023 เกี่ยวกับภาพที่ ม.จ.จุลเจิมนำมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก ซึ่งทาง Volleyball World ได้ส่งอีเมลตอบกลับเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2566 โดยให้ข้อมูลว่า ภาพนี้ถ่ายโดยช่างภาพของ Volleyball World ในแมตช์การแข่งขันระหว่างไทยกับโครเอเชียเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2566 พร้อมกับระบุว่า “เราไม่เห็นว่าภาพนี้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับบริบททางการเมือง”

ข้อสังเกตโคแฟค

ภาพจริงแต่ผิดบริบท (false context)

แม้ว่า ม.จ.จุลเจิมจะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าภาพดังกล่าวถ่ายเมื่อไหร่และเกิดขึ้นในบริบทไหน แต่ด้วยจังหวะเวลาที่เขาโพสต์ภาพและข้อความนี้เพียงหนึ่งวันหลังจากนายพิธาเดินทางไปเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทยลงแข่งขันกับทีมชาติตุรกีในศึกวอลเลย์บอลเนชันลีก 2023 ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า อัจฉราพรกำลังแสดงท่าทีสนับสนุนนายพิธาที่เดินทางมาชมการแข่งขัน เนื่องจากหัวหน้าพรรคก้าวไกลเคยชูสามนิ้วเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของเยาวชนและนักศึกษาในช่วงปี 2563  

โพสต์ของ ม.จ.จุลเจิม เป็นตัวอย่างของข้อมูลที่บิดเบือนด้วยการให้บริบทที่ผิด (false context) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 กลยุทธ์ที่พบบ่อยในการสร้างและเผยแพร่ข่าวลวง

สื่อมวลชนหยิบไปเสนอต่อโดยไม่ตรวจสอบ

หลังจากที่ ม.จ.จุลเจิมโพสต์ภาพและเนื้อหาดังกล่าว มีสื่อมวลชนหลายสำนักนำความเห็นของ ม.จ.จุลเจิม ไปเสนอต่อทั้งในเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าภาพดังกล่าวนั้นเป็นภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2566 ที่ประเทศบราซิล และสัญลักษณ์มือไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง แม้ว่าจะมีการอัพเดทเนื้อหาภายหลัง แต่การนำเนื้อหาไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ตรวจสอบกับผู้ที่เกี่ยวข้องก็มีส่วนทำให้เนื้อหาที่บิดเบือนนี้แพร่กระจายมากขึ้นและมีผู้ที่เขียนข้อความโจมตีอัจฉราพรและวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้โคแฟคยังพบว่าเนื้อหานี้ยังคงปรากฏอยู่ในโซเชียลมีเดียของสื่อบางสำนัก หลังจากที่ได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงและ ม.จ.จุลเจิมจะลบโพสต์ไปแล้วก็ตาม

ข่าวสด โพสต์ข้อความนี้ตั้งแต่เวลา 13.29 น. วันที่ 30 มิ.ย.2566 ยังคงเข้าถึงได้ ณ เวลา 22.40 น.

ต้นทางลบโพสต์ แต่เนื้อหายังอยู่

แม้ ม.จ.จุลเจิมจะลบโพสต์ดังกล่าวไปแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาที่บิดเบือนนี้จะหายไปจากโซเชียลมีเดีย เนื่องจากมีผู้ที่นำภาพและข้อความไปโพสต์ในบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเอง แสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากการโพสต์ข้อมูลเท็จหรือข้อมูลบิดเบือนที่มีต่อผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายนั้นจะยังคงอยู่และแพร่กระจายต่อไปอย่างไม่อาจควบคุมได้ แม้เจ้าของโพสต์ต้นทางจะนำออกจากระบบคอมพิวเตอร์แล้วก็ตาม 

เฟซบุ๊ก “เฮียเม้ง ซอยสี่” แคปเจอร์โพสต์ของ ม.จ.จุลเจิม มาเผยแพร่ต่อ เนื้อหานี้ยังคงเข้าถึงได้เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 30 มิ.ย. 2566 หลังจาก ม.จ.จุลเจิมลบโพสต์ต้นทางแล้วหลายชั่วโมง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 24 มิถุนายน 2566

เตือนโควิดโอไมครอนสายพันธุ์ใหม่ BA4.5 ร้ายกว่าเดลต้า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1e6fwy5erhx63


นำเล็บมือทั้งสองข้างมาถูกัน จะช่วยลดผมขาดหลุดร่วง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31ev8agdw92rp


ปตท. เปิดลงทุนหุ้นน้ำมัน ธุรกิจพลังงาน รับกำไร 28%…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3l9mwe6m3oa9a


เพจ NBKC CPT 335 ปล่อยสินเชื่อออมสิน วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/rhj1sjssrv1a


พายุขนาบไทย 4 ลูกใหญ่ มรสุมฝนรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1kvdn8cpst2vf#_=_


ถอดโคเคน มอร์ฟีน ฝิ่น ออกจากยาเสพติดให้โทษ ประชาชนครอบครองได้ ถูกกฎหมาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2x2xgpsjlqje6


“ปลากระเบน” เครื่องมืออวตาร ส่ง SMS หลอกดูดเงิน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/zsmn0atsq7uo


แก๊สระเบิดในร้านบาร์บีคิวของจีน ตายอย่างน้อย 31 คน

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3bck6qcphsfhd#_=_


พบชิ้นส่วน ‘เรือดําน้ำไททัน’ ใกล้ซากเรือไททานิกแล้ว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10wqrrhwadoww#_=_


เอาอาหารร้อนจัด เข้าตู้เย็น อาจจะทำให้ตู้เย็นมีปัญหาได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ysvn2vvatnm9


‘อนามัยโลก’ ปลด ‘โควิด’ พ้นสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ ‘ข่าวปลอม’ ยังคงถูกแชร์

By : Zhang Taehun

(1) พยาบาลศิริราชส่งไลน์มาค่ะ ด่วน ด่วน ด่วน อ.หมอประสิทธิ์ ออกประกาศให้ประชาชนปิดพื้นที่ (lockdown) ครอบครัวของตนเอง ไวรัสระบาดหนัก หมอจะเอาไม่อยู่แล้ว อ่านแล้วส่งต่อออกไปกันมากๆ หน่อย เหตุเกิดที่มีนบุรี น่าจะเป็นสายพันธุ์แลมบ์ดา กำลังระบาด อาการไอเป็นเลือดแล้วเสียชีวิตแล้ว มีเพื่อนกี่คน มีกลุ่มไลน์กี่กลุ่มส่งไปให้หมดเลยนะคะ ช่วยกันเพื่อตัวเราเองและเพื่อนร่วมโลก

(2) “* ประกาศ **ด่วนที่สุดและสำคัญมาก!!!! คุณหมอที่โรงพยาบาลรามา แนะนำว่า ต่อไปนี้ออกจากบ้านต้องสวมหน้ากากซ้อนกัน 2 ชั้นให้แนบสนิท ทุกครั้งที่ออกจากบ้านเลยนะ และห้ามถอดออกเด็ดขาด อาจารย์บอกว่า ยอดคนที่ติดเชื้อแล้วแต่ไม่ออกอาการ ไม่น่าเชื่อว่า..จะมีจำนวนสูงมากขนาดนี้ หมอบอกว่า มันน่ากลัวแล้วล่ะทีนี้ เวลาเราเดินสวนกับคนอื่นๆ ที่ไม่ออกอาการ สามารถเจอได้ทั่วไป ตามห้าง ตลาด ท้องถนน อาคารสำนักงาน รถโดยสาร โดยที่เราไม่ทันระวังตัว เพราะด้วยความไม่รู้หรือประมาท 

คิดว่าไม่เป็นไรหรอก คุณคิดผิดจะบอกว่าไม่จำเป็นอย่าไปพบปะกับใครนอกบ้าน ห้ามคนนอกครอบครัวเข้ามาในบ้านเราเด็ดขาด อันนี้ขอเลย ไม่ต้องนัดให้ใครมาหาที่บ้าน ระบบของโรงพยาบาลที่ช่วยเหลือโควิด มันแน่นและแทบจะทะลักอยู่แล้ว ถ้าทุกคนไม่ให้ความร่วมมือตามคำแนะนำ จะเกิดความสูญเสียที่มหาศาลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ต้องร่วมใจกัน สถานการณ์ตอนนี้มันหนักขึ้นกว่าเดิม

(3) “###คำแนะนำในโรงพยาบาลกักกัน (เราสามารถนำไปใช้ที่บ้านได้) ยาที่ดำเนินการในโรงพยาบาลกักกัน 1.วิตามินซี –1000 2.วิตามินอี (E) 3.เวลา 10.00-11.00 น. นั่งตากแดด 15-20 นาที 4.อาหารไข่วันละครั้ง 5.พักผ่อน/นอนหลับอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง 6.ทุกวันเราดื่มน้ำ 1.5 ลิตร 7.อาหารทุกมื้อต้องทานแบบร้อน (ไม่เย็น) นี่คือสิ่งที่เราทำในโรงพยาบาลเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

(4) “โปรดทราบว่า ค่าความเป็นด่างหรือค่า pH ของ COVID-19 อยู่ระหว่าง 5.5-8.5 ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำเพื่อกำจดไวรัส คือการกินอาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง และเป็นกรดมากกว่าโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เช่น สัปปะรด มะนาวเขียว มะนาวเหลือง ส้มโอ ส้ม มังคุด มะปราง”

(5) คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่? 1.คันคอ 2.คอแห้ง 3.อาการไอแห้ง 4.อุณหภูมิร่างกายสูง 5.หายใจถี่ 6.การสูญเสียกลิ่น ก่อนที่ไวรัสจะติดเชื้อในปอด น้ำอุ่นผสมมะนาวสามารถกำจัดไวรัสได้

ข้อความทั้ง 5 ข้างต้นเป็น ข้อความยาวชุดเดียวกัน ที่ถูกแชร์ผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นสนทนา (Chat) ยอดนิยมของคนไทย โดยผู้ส่งได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า อย่าเก็บข้อมูลนี้ไว้ใช้เอง กรุณาส่งต่อไปยังครอบครัวและเพื่อนของคุณซึ่งทั้งหมดเป็นคำเตือนเกี่ยวกับ การระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตาม หากเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารของสถานการณ์โรคระบาดที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมวลมนุษยชาติทั่วโลกในปี 2563-2565 อย่างต่อเนื่อง ผู้เขียนมั่นใจว่าหลายท่านที่ได้เห็นข้อความนี้คงรู้แล้วว่า นี่มันข่าวปลอม (Fake News) ชัดๆ ที่นอกจากตนเองจะต้องไม่แชร์ต่อแล้วยังควรบอกคนใกล้ชิดที่ได้รับข้อความนี้แล้วว่าอย่าเชื่อ-อย่าแชร์ด้วย ซึ่งสามารถอ้างอิงได้จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ดังนี้

(1) หมอประสิทธิ์กับการเตือนภัยโควิด-19 สายพันธุ์แลมบ์ดาในพื้นที่มีนบุรี และให้แต่ละคนล็อคดาวน์ตัวเอง : ย้อนไปในเดือนส.ค. 2564 คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกมาเปิดเผยว่าข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง อีกทั้งยังย้ำด้วยว่าเคยมีการเผยแพร่ข่าวปลอมเรื่องทำนองเดียวกันโดยอ้างคลิปเสียงของ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อยู่หลายครั้ง 

ขอยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวทั้งในรูปแบบข้อความ และคลิปเสียง ไม่ได้เป็นข้อมูลที่มาจาก ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลแต่อย่างใด ซึ่งหากมีการแนะนำหรือข้อพึงระวังเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะทำการแถลงผ่านสื่อออนไลน์เป็นวิดีโอที่จะปรากฏทั้งใบหน้าและเสียง โดยไม่มีการเผยแพร่ข้อความหรือคลิปเสียงเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันการแอบอ้าง” 

อย่างไรก็ตาม ข่าวปลอมเดียวกันยังมีรายงานการแชร์วนซ้ำ ตามรายงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) อาทิ วันที่ 22 ต.ค. 2564 หรือวันที่ 17 พ.ย. 2565 พบกรณีคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นของ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ ให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเอง ซึ่งในกรณีนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้เคยชี้แจงไว้ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2564 

สำหรับไวรัสโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์แลมบ์ดา (Lambda Variant) ข้อมูลจากองค์กรกาวี (GAVI) หน่วยงานความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน เพื่อจัดหาวัคซีนให้กับประเทศยากจน ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2564 ระบุว่า ถูกพบครั้งแรกในกรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อเดือน ส.ค. 2563 จากนั้นในเดือน เม.ย. 2564 ได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักของประเทศ โดยตรวจพบสายพันธุ์นี้มากถึงร้อยละ 97 ของไวรัสโควิดทั้งหมดที่พบในประเทศเปรูในช่วงเวลาดังกล่าว 

จากนั้นในวันที่ 14 มิ.ย. 2564 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้สายพันธุ์แลมบ์ดาอยู่ในสถานะ สายพันธุ์ที่น่าสนใจ (global variant of interest)” เพราะผบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์นี้แล้วใน 29 ประเทศ ตามด้วยกระทรวงสาธารณสุขประเทศอังกฤษ ระบุในวันที่ 23 มิ.ย. 2564 ว่าเป็น สายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการสืบสวน (variant under investigation)” เนื่องจากการขยายตัวของการแพร่กระจายไวรัสระหว่างประเทศและการกลายพันธุ์ที่น่าทึ่งหลายประการ โดยเวลานั้น มีรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อในอังกฤษแล้ว 8 ราย ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ

และแม้จะมีความกังวลจากลักษณะการกลายพันธุ์ที่อาจส่งผลให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น แต่หลักฐานในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่อาจบ่งชี้ได้ว่า ไวรัสโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์แลมบ์ดา ทำอันตรายต่อร่างกายมนุษย์มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้าแต่อย่างใด กระทั่งในเวลาต่อมาก็เป็นทราบกันว่า ไวรัสโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา (Delta Variant) กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดทั่วโลกในช่วงเดือนก.ย. 2564 ตามด้วยการมาของไวรัสโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron Variant) ในช่วงปลายปี 2564 (ในเวลานั้นสื่อไทยหลายสำนักเรียกว่าสายพันธุ์โอไมครอน) และปัจจุบันก็ยังคงเป็นสายพันธุ์โอมิครอน ที่เป็นสายพันธุ์หลัก เพียงแต่มีการแตกเป็นสายพันธุ์ย่อยที่ต้องติดตามกันต่อไป

(2) คุณหมอ รพ.รามาธิบดี กล่าวถึงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่รุนแรงมาก แนะนำไม่จำเป็นอย่าออกจากบ้านและอย่าให้บุคคลภายนอกเข้ามาในบ้าน แต่หากจำเป็นต้องออกจากกบ้านก็ให้สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น : ข่าวนี้ผู้เขียนไม่สามารถสืบค้นทางอินเตอร์เน็ตได้ว่ามีการเผยแพร่และส่งต่อกันในช่วงเวลาใด เช่นเดียวกับไม่พบรายงานข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบความถูกต้องของข่าวนี้ทั้งจากสื่อมวลชนและจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ รวมถึงไม่พบคำชี้แจงจากผู้ถูกพาดพิงคือ คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (เมื่อเทียบกับทางคณะแทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ต้องชี้แจงกรณีคณบดีเตือนโควิดระบาดหลายครั้ง) 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ค่อนข้างรุนแรง อาทิ ในเดือน ส.ค. 2564 ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา มีคำแนะนำจาก กรมควบคุมโรค ระบุว่า ควรสวมหน้ากากตลอดเวลา ทั้งขณะอยู่ในบ้านและนอกบ้าน โดยยึดหลัก 3 ถูก ถูกเวลา ถูกวิธี ถูกชนิด ในบ้านเป็นพื้นที่ปิด สามารถใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย 1 ชั้นก็เพียงพอ แต่หากต้องไปในแหล่งชุมชน เช่น ตลาดสด ตลาดนัด ซูเปอร์มาร์เก็ต ขอให้ใส่ 2 ชั้น โดยใส่หน้ากากทางการแพทย์ไว้ด้านใน และสวมหน้ากากผ้าไว้ด้านนอก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันเชื้อได้ดียิ่งขึ้น

(3) คำแนะนำในโรงพยาบาลกักกัน , (4) กินอาหารกรด-ด่าง กับการกำจัดเชื้อโควิด-19 , (5) น้ำอุ่นผสมมะนาวสามารถกำจัดไวรัสโควิด-19 : ทั้ง 3 เรื่องนี้ ล่าสุด กรมควบคุมโรค เพิ่งชี้แจงว่าเป็นข่าวปลอม เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2566 (วันเดียวกับที่ผู้เขียนสืบค้นข้อมูลเพื่อเขียนบทความนี้) ได้ตรวจสอบประเด็นคำแนะนำการดูแลตนเองเมื่อติดเชื้อโควิด 19 เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน แล้ว พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรมควบคุมโรคขอชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการสร้างข้อมูลเท็จนำมาเผยแพร่ซ้ำเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ปัจจุบันยังไม่มีรายงาน ข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ใดๆ ใดยืนยันว่า ข้อแนะนำดังกล่าวเป็นข้อแนะนำที่ถูกต้อง

สำหรับการป้องกันตนเองจากโรคโควิด 19 ที่ดีที่สุดขณะนี้ คือ ลดการสัมผัสที่ไม่จำเป็น หมั่นล้างมือให้สะอาด ควรสวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องไปร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมากหรือไปในที่สาธารณะ และหากป่วยด้วยอาการทางเดินหายใจ ให้ตรวจ ATK รวมทั้งหลีกเลี่ยงใกล้ชิดกลุ่ม 608 (กลุ่มผู้สูงอายุมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัวในกลุ่ม 7 โรคประจำตัว เช่นโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง,โรคหัวใจและหลอดเลือด,โรคไตวายเรื้อรัง,โรคหลอดเลือดสมอง,โรคอ้วน, โรคมะเร็ง,โรคเบาหวาน เป็นต้น และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เมื่อตรวจพบผลบวก 2 ขีด ให้สวมหน้ากาก และสังเกตอาการ หากมีอาการมากให้ไปพบแพทย์

อย่างไรก็ตาม สำหรับข่าวปลอมที่แชร์กันเรื่องกินอาหารเป็นด่างกับการกำจัดเชื้อโควิด-19 เคยมีการชี้แจงกันมาแล้วหลายครั้ง โดยที่คำชี้แจงที่เก่าที่สุดเท่าที่สืบค้นได้ คือช่วงเดือน เม.ย. 2563 อันเป็นช่วงที่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาดเป็นระลอกแรก สำหรับการกินอาหารเป็นกรดกับโควิดนั้น เท่าที่สืบค้นได้ไม่พบว่ามีการแชร์ข่าวและคำชี้แจงก่อนหน้าวันที่ 26 พ.ค. 2566 โดยกรมควบคุมโรค ดังที่กล่าวไปข้างต้น ในขณะที่การดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวฆ่าเชื้อโควิด-19 เคยมีคำชี้แจงตั้งแต่เดือนต.ค. 2563 โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ว่าไม่เป็นความจริง โดยเวลานั้นมีการแชร์ข่าวว่าดื่มน้ำมะนาวร้อนทำลายเชื้อโควิด-19

แม้ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกจะยุติการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 ในระดับโลกแล้ว แต่โรคดังกล่าวก็ไม่ได้หายไปไหนและพร้อมกลับมาระบาดเป็นระยะๆ ดังนั้นจึงยังมีคำเตือน การ์ดอย่าตกให้แต่ละคนยังคงรักษามาตรการที่เคยปฏิบัติมา เมื่อทุกคนอยากลดความเสี่ยงและสามารถสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมี ข่าวปลอมถูกแชร์ปะปนไปด้วย แม้บางข่าวจะเคยตรวจสอบแล้วว่าไม่จริงแต่ก็ยังถูกแชร์วนซ้ำ ดังนั้นจึงต้องย้ำกันเสมอว่า เช็คให้ชัวร์ก่อนเชื่อ (และแชร์)โดยเฉพาะในกลุ่มปิด (เช่น กลุ่มแชทในแอปพลิเคชันไลน์) ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมักเป็นคนที่รู้จักจึงอาจเกรงใจไม่กล้าเตือนกัน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.si.mahidol.ac.th/th/hotnewsdetail.asp?hn_id=2685 (ข่าวปลอม อย่าแชร์! หมอประสิทธิ์ คณบดีศิริราช แจ้งข่าวพบสายพันธุ์แลมบ์ดาระบาดในเขตมีนบุรี และขอให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเอง : คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 1 ส.ค. 2564)

https://www.antifakenewscenter.com/ผลิตภัณฑ์สุขภาพ/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-โควิด19-สายพันธุ์แลมบ์ดาระบาดหนักในเขตมีนบุรี-หมอประสิทธิ์-ขอให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเอง/ (ข่าวปลอม อย่าแชร์! โควิด19 สายพันธุ์แลมบ์ดาระบาดหนักในเขตมีนบุรี หมอประสิทธิ์ ขอให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเอง : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 22 ต.ค. 2564)

https://www.antifakenewscenter.com/นโยบายรัฐบาล/ข่าวปลอม-อย่าแชร์-โควิด19-2/ (ข่าวปลอม อย่าแชร์! โควิด19 สายพันธุ์แลมบ์ดาระบาดหนักในเขตมีนบุรี หมอประสิทธิ์ ขอให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเอง : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ 17 พ.ย. 2565)

https://www.si.mahidol.ac.th/th/hotnewsdetail.asp?hn_id=2676 (ข่าวปลอม อย่าแชร์! คลิปเสียงจากคณบดีศิริราช ขอความร่วมมือให้ประชาชนล็อกดาวน์ตัวเอง : คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 29 มิ.ย. 2564)

https://www.gavi.org/vaccineswork/covid-lambda-variant-now-29-countries-what-evidence-do-we-have-its-more-dangerous?gclid=EAIaIQobChMI3KLfx_yS_wIVEzQrCh0c7AwuEAAYASAAEgKbxfD_BwE (COVID: lambda variant is now in 29 countries, but what evidence do we have that it’s more dangerous? : GAVI 13 ก.ค. 2564)

https://mgronline.com/around/detail/9640000094266 (แรงจริง!WHOชี้’เดลตา’ครองโลก กลบไวรัสโควิด19สายพันธุ์อื่นๆมิด : ผู้จัดการ 23 ก.ย. 2564)

https://thaipublica.org/2021/12/who-tedros-warns-of-tsunami-omicron-delta-cases/ (WHO เตือนสึนามิยอดติดเชื้อโควิด จากโอไมครอน-เดลตา : Thaipublica 29 ธ.ค. 2564)

https://www.matichon.co.th/foreign/news_3525988 (WHO ชี้ ‘โอมิครอน’ ครองโลก สัดส่วนระบาด 99% : มติชน 25 ส.ค. 2565)

https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG230507112711391 (สหรัฐฯ เฝ้าระวังเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน สายพันธุ์ย่อย เอ็กซ์บีบี.1.16 ที่ยังคงระบาดอย่างรวดเร็ว : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 7 พ.ค. 2566)

https://www.thairath.co.th/news/local/2694074 (มรสุม! โอมิครอน สุ่มเสี่ยงลองโควิด : ไทยรัฐ 16 พ.ค. 2566) 

https://www.pptvhd36.com/health/news/3343 (ไทยพบแล้ว1 คน! ทั่วโลกจับตาโอมิครอน FU.1(XBB.1.16.1.1)ลูกหลาน XBB.1.16 : PPTV 17 พ.ค. 2566)

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1733923853460493&id=470988516420706&locale=th_TH&paipv=0&eav=AfZH8egSkowzqVoh4JPtYmbxS2TCnYmZv1u0CzYOPkrBI1-t7fEBdWi0zeNge8hI-9M&_rdr (กรมควบคุมโรค แนะนำเคร่งครัด ใส่แมสก์ 2 ชั้น เข้าแหล่งชุมชน : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 5 ส.ค. 2564)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=566802322265429&set=a.249595710652760 (ข่าวปลอม อย่าแชร์!! กรมควบคุมโรคได้ตรวจสอบประเด็น “คำแนะนำการดูแลตนเองเมื่อติดเชื้อโควิด 19 เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน” แล้ว พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 26 พ.ค. 2566)

https://www.thairath.co.th/news/society/1823321 (ข่าวปลอม อย่าแชร์ กินอาหารเป็นด่าง ฆ่าไวรัสโควิด-19 ได้ : ไทยรัฐ 17 เม.ย. 2563) 

https://mgronline.com/factcheck/detail/9630000126476 (ข่าวปลอม! กินผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้ : ผู้จัดการ 10 ธ.ค. 2563)

https://www.dtam.moph.go.th/index.php/th/trust-news/6186-trust0003 (ดื่มน้ำมะนาวร้อนทุกวัน ทำลายเชื้อ ไม่ติดโควิด-19แน่นอน : กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 13 ต.ค. 2563)

https://www.bbc.com/thai/articles/ce9x7rew95po (โควิด : องค์การอนามัยโลกประกาศยุติสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 : BBC ไทย 5 พ.ค. 2566)

https://www.hfocus.org/content/2023/05/27609 (สธ.เผย WHO ยุติ “โควิด19” จากภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขโลก แต่ยังเป็นโรคประจำถิ่น พร้อมเฝ้าระวังต่อเนื่อง : Hfocus 6 พ.ค. 2566)

https://blog.cofact.org/cofact-press-may-27-21/ (งานวิจัยพบ‘ข่าวลวง’เสี่ยงระบาดหนักใน‘กลุ่มปิด’ แนะแพลตฟอร์มหาวิธีแก้ไข-สร้างอาสาฯร่วมตรวจสอบ : Cofact 27 พ.ค. 2564)


14 ล้านเสียงเลือกพรรคก้าวไกล ไม่ใช่ “เสียงส่วนใหญ่” ของประชาชน?

ผลการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ถูกผู้ใช้โซเชียลมีเดียตีความไปหลายแนวทาง หนึ่งในนั้นคือการตีความว่าการที่พรรคก้าวไกลได้คะแนนบัญชีรายชื่อสูงที่สุดคือ 14,438,851 คะแนน ไม่ได้แปลว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกหรือสนับสนุนพรรคก้าวไกล เพราะประชากรไทยมีทั้งหมดราว 66 ล้านคน ซึ่งโคแฟคตรวจสอบพบว่า เป็นการตีความโดยใช้ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องตามหลักเกณฑ์การประมวลผลการเลือกตั้งของสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) และละเลยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้้ง

วันที่ 12 มิ.ย. 2566 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” ซึ่งมีผู้ใช้เฟซบุ๊กเป็นสมาชิกกว่า 38,000 บัญชี โพสต์ข้อความว่า “…ยังคิดเลขกันไม่เป็นอีกเหรอ 14 ล้าน ลบ 70 ล้าน เป็น 56 ล้าน ที่ไม่ชอบหน้า…และไม่ได้เลือก (พรรคก้าวไกล)” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 250 ครั้ง ทั้งยังมีการนำไปแชร์ต่อในบัญชีเฟซบุ๊ก นพ.เหรียญทอง แน่นหนา หัวหน้าคณะทำงานด้านนโยบายสุขภาพของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 166,000 คน นอกจากโพสต์ดังกล่าว ยังมีเนื้อหาในโซเชียลมีเดียอีกจำนวนมากที่ตีความผลการเลือกตั้งไปในทิศทางเดียวกันนี้

โคแฟคตรวจสอบ

โคแฟคตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่ามีข้อมูลที่ต้องนำมาพิจารณา ดังนี้

  1. ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565 ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 66,090,475 คน
  2. รายงานผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ของ กกต.
  • จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง: 52,195,920 คน
  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง: ส.ส. แบบแบ่งเขต 39,514,973 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 39,514,964 คน คิดเป็น 75.71% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (กกต. ชี้แจงว่าจำนวนไม่ตรงกันเพราะ 1. มีกรณีที่ผู้มาใช้สิทธิเข้าคูหาลงคะแนนโดยไม่ได้รับบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อและ 2. ซองใส่บัตรเลือกตั้งของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักรบางซองมีเพียงบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว)
  • การนับคะแนน ส.ส. แบ่งเขต: บัตรดี 37,190,071 ใบ บัตรเสีย 1,457,899 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 866,885 ใบ พรรคก้าวไกลได้คะแนนมากสุดเป็นอันดับ 1 คือ 9,665,433 คะแนน (24.4% ของผู้มาใช้สิทธิ) อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 9,340,082 คะแนน (23.6%) และอันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย 5,133,441 คะแนน (12.9%)
  • การนับคะแนนบัญชีรายชื่อ: บัตรดี 37,522,746 ใบ บัตรเสีย 1,509,836 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 482,303 ใบ พรรคก้าวไกลได้คะแนนมากสุดเป็นอันดับ 1 คือ 14,438,851 คะแนน (36.5% ของผู้มาใช้สิทธิ) อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 10,962,522 คะแนน (27.7%) และอันดับ 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ 4,766,408 คะแนน (12%)

เมื่อพิจารณาข้อมูลจำนวนประชากรและข้อมูลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ประกอบกับความเห็นของ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งให้สัมภาษณ์โคแฟคเมื่อ 20 มิ.ย. มีข้อสังเกตต่อการตีความผลการเลือกตั้งที่สรุปว่าพรรคก้าวไกลไม่ควรอ้างว่าได้ฉันทามติจากประชาชน เพราะ 14.43 ล้านเสียงที่ได้ ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ ดังนี้

1) จำนวนผู้ที่เลือกหรือไม่เลือกพรรคก้าวไกล ไม่สามารถคำนวณได้จากการนำคะแนนบัญชีรายชื่อจำนวน 14,438,851 คะแนน ที่พรรคก้าวไกลได้ มาลบออกจากจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ คือ 66,090,475 คน แต่ต้องคำนวณจากจำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. ระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 39,514,964 คน อีกทั้งยังต้องนำบัตรเสีย 1,509,836 ใบ และบัตรไม่เลือกผู้ใด 482,303 ใบ มาร่วมคำนวณด้วย ซึ่งเราไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ที่ไม่ได้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. เพราะไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ได้มาลงคะแนน รวมทั้งผู้ที่กาบัตรเสียหรือกาไม่เลือกผู้ใด สนับสนุนพรรคการเมืองใด

2) หากกล่าวเฉพาะคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคก้าวไกล 14.4 ล้านเสียง จริงอยู่ว่าพรรคก้าวไกลได้คะแนนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดคือ 39.5 ล้านคน ซึ่งหมายถึงว่าพรรคก้าวไกลไม่ได้ “คะแนนเสียงส่วนใหญ่” หรือ “คะแนนเสียงเกินครึ่งของผู้มาใช้สิทธิ” แต่ ศ.ดร.สิริพรรณชี้ว่า ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่พรรคก้าวไกล “ได้คะแนนมากเป็นอันดับ 1” ซึ่งคิดเป็น 36.5% ของผู้มาใช้สิทธิ โดยได้คะแนนมากกว่าพรรคเพื่อไทยที่ได้คะแนนมากเป็นอันดับ 2 เกือบ 3.5 ล้านเสียง และทิ้งห่างจากพรรคอันดับ 3 คือ รวมไทยสร้างชาติถึง 9.6 ล้านเสียง

“การที่ไม่มีพรรคใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง (ของผู้ออกมาใช้สิทธิ) เป็นลักษณะร่วมของระบบเลือกตั้งของประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนีหรืออังกฤษ ก็แทบจะไม่มีพรรคที่ได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง ด้วยความที่มีหลายพรรคแข่งขันกัน พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจึงเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งโดยไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง”

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3) หากดูเฉพาะคะแนนเสียงแยกเป็นรายพรรค ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะตีความผลการเลือกตั้งว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พรรคก้าวไกลสามารถรวบรวมอีก 7 พรรคการเมืองมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทำให้คะแนนเสียงรวมของทั้ง 8 พรรคมี 27,125,460  คะแนน หรือ 68.64% ของผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งหรือเรียกได้ว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ และมีที่นั่งในสภารวมกันได้ 312 ที่นั่งซึ่งก็เกินครึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง    

ข้อสรุปโคแฟค

การตีความผลการเลือกตั้งโดยสรุปว่า พรรคก้าวไกลไม่ได้รับฉันทามติจากประชาชน เพราะ 14.43 ล้านเสียงที่ได้ ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศซึ่งมีมากกว่า 66 ล้านคน เป็นการตีความโดยใช้ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ระบบการเลือกตั้งในปัจจุบัน พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ที่ชนะการเลือกตั้งโดยไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของระบบเลือกตั้งในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากมีพรรคการเมืองแข่งขันกันหลายพรรค

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรหยุดแชร์หรือเผยแพร่เนื้อหาในลักษณะที่ทำให้เกิดความสับสนและสร้างความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

เรื่องแนะนำ

‘สวีเดน’ บรรจุ ‘เซ็กซ์’ เป็นกีฬา! จากเนื้อหาคลาดเคลื่อน (Misinformation) สู่ข้อมูลผิดพลาดที่ถูกแชร์ไวแบบไฟลามทุ่ง

By : Zhang Taehun

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2566 มีเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก เมื่อมีรายงานข่าวทั้งจากสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศระบุว่า สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่บรรจุ เซ็กซ์ (Sex)’ หรือการมีเพศสัมพันธ์ เป็นการแข่งขันกีฬาประเภทหนึ่ง ตามด้วยการแชร์ข่าวทั้งบนโลกออนไลน์ (รวมถึงผู้เขียนเองก็มีคนรู้จักกันมาสอบถามว่าข่าวนี้จริงหรือเปล่า?) ก่อนที่เพียงไม่กี่วัน ความจริงก็กระจ่าง ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียง ข้อมูลคลาดเคลื่อน (Mislead หรือ Misinformation)” ทำเอาคนที่ตื่นเต้น (และสงสัยว่าของแบบนี้มันแข่งกันได้ด้วยหรือ?) รอเก้อไปตามๆ กัน

การแข่งขันเซ็กซ์ชิงแชมป์ยุโรป (European Sex Championship) ผู้เข้าร่วมจะแข่งขันใน 16 รูปแบบ (Discipline) ในช่วง 6 สัปดาห์ การแข่งขันแต่ละรูปแบบจะใช้เวลาระหว่าง 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง และผู้เข้าร่วมอาจต้องแข่งขันนานถึง 6 ชั่วโมงต่อวัน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 20 คนจากประเทศต่างๆ ส่วนการหาผู้ชนะจะมีคณะกรรมการให้คะแนน รวมถึงการร่วมให้คะแนนโดยผู้ชม นอกจากนั้น ยังมีคะแนนพิเศษหาผู้เข้าแข่งขันแสดงความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีของกามาสุตรา (Kamasutra-ตำราสอนเพศศึกษาของอินเดียโบราณ) รายงานจาก Marca หนังสือพิมพ์กีฬาในสเปน วันที่ 5 มิ.ย. 2566 

“นักกีฬาจะต้องแข่งขันอย่างทรหดเป็นเวลา 6 ชั่วโมงต่อวันใน 16 รูปแบบ มีการให้คะแนนโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตามเกณฑ์อันประกอบด้วยการสื่อสาร (Communication) ความอดทน (Endurance) ความเข้ากันได้ (Chemistry) และความรู้เรื่องเพศศึกษา (Sex Education) อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rates) และความดันโลหิต (Blood Pressure) จะได้รับการพิจารณาด้วย และยังเปิดให้ผู้ที่รับชมถ่ายทอดสดได้ร่วมให้คะแนนอีกทางหนึ่ง” รายงานจาก The Sun หนังสือพิมพ์ในอังกฤษในวันที่ 4 มิ.ย. 2566

อย่างไรก็ตาม มีคำยืนยันจาก แอนนา เซ็ทซ์แมน (Anna Setzman) โฆษกของสมาพันธ์กีฬาสวีเดน (Swedish Sports Confederation) องค์กรกลางในแวดวงกีฬาของสวีเดนที่รับจดทะเบียนสมาคมกีฬาชนิดต่างๆ (เช่นเดียวกับในไทยที่มี “การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)” เป็นองค์กรกลางรับจดทะเบียน) ที่ออกมายืนยันว่าข่าวดังกล่าวเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน และสวีเดนยังไม่มีการรับรองเซ็กซ์เป็นกีฬาอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

สมาพันธ์กีฬาแห่งสวีเดนทราบข้อเท็จจริงที่ว่าสื่อต่างประเทศบางส่วนกำลังเผยแพร่ข่าวในขณะนี้ว่าสหพันธ์เซ็กซ์ (Sex Federation) ได้กลายเป็นสมาชิกของสมาพันธ์กีฬาแห่งสวีเดน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ (False) โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้ายสี (Smearing) วงการกีฬาของสวีเดนและประเทศสวีเดน สหพันธ์เซ็กซ์ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาพันธ์กีฬาสวีเดน ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นเท็จ รายงานจาก Deccan Herald หนังสือพิมพ์ในอินเดีย วันที่ 6 มิ.ย. 2566 อ้างคำชี้แจงของ แอนนา เซ็ทซ์แมน

แล้วที่มาของข่าวลือนี้มาจากไหน? สำนักข่าว DW (Deutsche Welle) เยอรมนี เสนอรายงาน “Fact check: No, Sweden is not holding a ‘sex championship’” ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเผยแพร่ในวันที่ 7 มิ.ย. 2566 ระบุว่า ในวันที่ 4 มิ.ย. 2566 The Times of India หนังสือพิมพ์ชื่อดังฉบับหนึ่งในอินเดีย พาดหัวข่าว “Sweden Will Soon Host the European Sex Championship” อีกทั้งเมื่อเข้าไปดู Link ข่าวต้นทาง เนื้อหาข่าวเริ่มต้นด้วยการระบุว่า “Sweden has formally recognised sex as a sport and will stage its first-ever sex tournament the following week. (สวีเดนยอมรับการมีเพศสัมพันธ์เป็นกีฬาอย่างเป็นทางการและจะจัดการแข่งขันการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในสัปดาห์หน้า)” ซึ่งหมายถึงวันที่ 8 มิ.ย. 2566 และต่อเนื่องไปเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ที่เมืองกอเธนเบิร์ก (Gothenburg) ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสวีเดน จากนั้นข่าวก็ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วทั้งสื่อมวลชนกระแสหลักและคนทั่วไปที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์

นอกจากจะรายงานคำชี้แจงของ แอนนา เซ็ทซ์แมน โฆษกของสมาพันธ์กีฬาสวีเดนว่าเรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จแล้ว สำนักข่าว DW ยังสืบค้นย้อนไปในจุดที่น่าจะเป็น ต้นตอ ของข่าวนี้ นั่นคือ ชายที่ชื่อ ดราแกน บราติค (Dragan Bratic) เจ้าของสถานบันเทิงแนววาบหวิว (Strip Club) โดยอ้างถึงรายงานของ Goteborgs-Posten หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเมืองโกเธนเบิร์กของสวีเดน เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2566 ที่ระบุว่า เบรดิค มีกิจการหลายแห่งในเมืองเยินเชอปิง (Jönköping) ทางภาคใต้ของสวีเดน และทางตะวันออกของเมืองโกเธนเบิร์ก ในเดือน ม.ค. 2566 ได้ยื่นจดทะเบียนกับองค์กรกลางด้านกีฬาของสวีเดน โดยหวังว่าเซ็กซ์จะถูกยอมรับทั้งการฝึกฝนและแข่งขันเฉกเช่นกีฬาชนิดอื่นๆ 

อย่างไรก็ตาม บียอร์น อีริคส์สัน (Bjorn Eriksson) ประธานสมาพันธ์กีฬาสวีเดน (Swedish Sports Confederation หรือ Riksidrottsförbundet) ได้ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าว จากนั้นก็มีประกาศอย่างเป็นทางการของสมาพันธ์กีฬาสวีเดนว่าทางสมาพันธ์ฯ ไม่รับรองคำขอจดทะเบียนของบราติกด้วยสาเหตุหลักคือคำขอจดทะเบียนนั้นไม่สมบูรณ์ เนื่องจาก สหพันธ์เซ็กซ์แห่งสวีเดน (The Swedish Sex Federation หรือ Svenska Sexförbundet )” เพิกเฉยต่อคำแนะนำของสมาพันธ์ฯ ที่ให้เพิ่มเติมและแก้ไขข้อบกพร่องในคำขอจดทะเบียน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบสาระสำคัญของเอกสารการสมัครได้ นั่นหมายถึงคำขอจดทะเบียนถูกปัดตกไปโดยปริยาย 

และต้องบอกว่าในเวลานั้นไม่ได้มีเพียงสหพันธ์เซ็กซ์แห่งสวีเดนที่ถูกปฏิเสธการรับจดทะเบียน โดยยังมีสมาคมกีฬาอื่นๆ ที่ถูกประกาศในลักษณะเดียวกัน อาทิ สหพันธ์กีฬาอี-สปอร์ตแห่งสวีเดน (Swedish E-sport Federation หรือ Svenska E-sportförbundet ) และสหพันธ์กีฬาเรือแคนู สลาลอมแห่งสวีเดน (Swedish Canoe Slalom Federation หรือ Svenska Kanotslalomförbundet) ในขณะที่ สมาคมฟังก์ชันฟิตเนสแห่งสวีเดน (Swedish Association for Functional Fitness หรือ Svenska Förbundet för Funktionell Fitness) ได้รับการรับรองการจดทะเบียน

แม้ว่าจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ แต่นายดราแกน บราติค ยังคงมุ่งมั่นจะจัดการแข่งขันต่อไป โดยรายงานข่าวจาก Daily Star หนังสือพิมพ์ในอังกฤษ เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2566 อ้างคำยืนยันจากสหพันธ์เซ็กซ์แห่งสวีเดน ที่ระบุว่า การแข่งขันเซ็กซ์จะยังคงเริ่มจัดขึ้นตามกำหนดการเดิมคือในวันที่ 8 มิ.ย. 2566  อีกทั้งยังตั้งคำถามว่า เหตุใดการเล่นวีดีโอเกมอย่างอี-สปอร์ตถึงได้รับการยอมรับในฐานะกีฬา การแข่งขันการมีเพศสัมพันธ์ชิงชนะเลิศแห่งยุโรปจัดขึ้นจริงและจะมีการแข่งขันครั้งแรกในวันที่ 8 มิ.ย. 2566 ที่ประเทศสวีเดน ไม่ว่ากิจกรรมการมีเพศสัมพันธ์จะเป็นถือว่าเป็นกีฬาหรือไม่นั้นไม่สำคัญ แม้กระทั่งการประกวดเพลงอย่างยูโรวิชั่น (Eurovision) ก็ยังถือว่าเป็นการแข่งขันได้แม้ไม่ใช่กีฬา

(หมายเหตุ : มีรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 28 พ.ค. 2566 สหพันธ์กีฬาอี-สปอร์ตแห่งสวีเดน ได้รับการรับรองการจดทะเบียนแล้ว อาทิ โจนาธาน ‘โลดา’ เบิร์ก (Jonathan ‘Loda’ Berg ) อดีตนักกีฬาอี-สปอร์ตชาวสวีเดนที่ภายหลังผันตัวมาเป็นผู้ฝึกสอนให้กับทีม Alliance โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ แสดงความยินดีกับข่าวดังกล่าว เช่นเดียวกับสำนักข่าวออนไลน์ด้านแวดวงอี-สปอร์ตอย่าง Dot Esports ก็ยืนยันข่าวนี้เช่นกัน โดยระบุว่า ผลการลงมติจากสมาคมกีฬาต่างๆ ภายใต้สมาพันธ์กีฬาสวีเดน ยอมรับสมาคมอี-สปอร์ตในฐานะสมาชิกใหม่ของสมาพันธ์ ด้วยคะแนนเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ ที่ 108 ต่อ 71)

เชื่อว่าในวันที่บทความนี้เผยแพร่ก็น่าจะได้ทราบกันชัดเจนแล้วว่าการแข่งขันเซ็กซ์จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งขณะที่กำลังเขียนบทความในค่ำคืนของวันที่ 7 มิ.ย. 2566 ตามเวลาประเทศไทย ผู้เขียนได้เข้าไปดูในเว็บไซต์ที่อ้างว่าจะทำการถ่ายทอดสดแล้ว พบว่ามีการตั้งนาฬิกานับถอยหลังสู่การเริ่มแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่สามารถนำ Link URL ของเว็บไซต์ดังกล่าวมาเผยแพร่ได้ เนื่องจากอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร

แต่สิ่งที่อยากฝากเป็นข้อคิดของบทความนี้คือ ถ้อยคำในข่าวที่คาดเคลื่อนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดของผู้รับสารได้ โดยหากย้อนไปดูข่าว Sweden Will Soon Host the European Sex Championship ของ The Times of India ที่ประโยคแรกของเนื้อหาข่าวบรรยายว่า Sweden has formally recognised sex as a sport and will stage its first-ever sex tournament the following week. มีการใช้คำว่า “formally” ที่แปลว่า อย่างเป็นทางการ ขยายความคำว่า “recognise” ที่แปลว่า ยอมรับ ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจไปว่าทางการสวีเดนยอมรับเซ็กซ์เป็นกีฬาแล้ว

และด้วยความที่งานนี้ความผิดพลาดเกิดขึ้นกับสื่อระดับยักษ์ใหญ่ของประเทศ..จึงกลายเป็นมาเป็น กรณีศึกษา และ อุทาหรณ์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไม่ว่าสาขาใดต้องใช้ความระมัดวัง ยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลต่างๆ ถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหักล้างข้อมูลที่ผิดพลาดนั้น แม้จะพยายามนำเสนอเนื้อหาแก้ไขข้อเท็จจริงภายหลังไปสักเท่าไรก็ตาม!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.dailynews.co.th/news/2403559/ (ขอวาร์ปด้วย! สหพันธ์เซ็กซ์สวีเดนจัดศึกบู๊นานาชาติฝันดันเป็นการแข่งขันกีฬาทางการ : เดลินิวส์ 5 มิ.ย. 2566)

https://mgronline.com/sport/detail/9660000051951 (สวีเดน บรรจุ “เซ็กซ์” เป็นกีฬามีจัดเเข่งขัน รวมถึงชิงเเชมป์ยุโรป : ผู้จัดการ 6 มิ.ย. 2566)

https://www.khaosod.co.th/sports/news_7700991 (สมาพันธ์กีฬา สวีเดน ปฎิเสธบรรจุ เซ็กซ์ เป็นชนิด กีฬา อย่างเป็นทางการ : ข่าวสด 6 มิ.ย. 2566)

https://www.sanook.com/sport/1465220/ (ดับฝันคนรอดู! สวีเดนออกโรงปัดแนวคิดบรรจุ “เซ็กซ์” เป็นกีฬาแข่งชิงแชมป์ยุโรป : สนุกดอทคอม 7 มิ.ย. 2566)

https://www.thesun.co.uk/sport/22577655/sex-fanatics-plot-official-recognised-sport-international-tournament/ (Sex fanatics plot bid to make bonking an official sport by hosting international tournament : The Sun 4 มิ.ย. 2566)

https://www.marca.com/en/more-sports/2023/06/05/647dba1ae2704eba9c8b45c4.html (Registering sex as a sport and creating a European Championship: What is it? : Marca 5 มิ.ย. 2566)

https://www.deccanherald.com/international/world-trending/sweden-recognises-sex-as-sport-here-is-what-we-know-1225275.html (Sweden recognises sex as sport? Here is what we know : Deccan Herald : 6 มิ.ย. 2566)

https://www.dw.com/en/fact-check-no-sweden-is-not-holding-a-sex-championship/a-65841986 (Fact check: No, Sweden is not holding a ‘sex championship’ : Deutsche Welle 7 มิ.ย. 2566)

https://timesofindia.indiatimes.com/life-style/spotlight/sweden-will-soon-host-the-european-sex-championship/articleshow/100743798.cms?from=mdr (Sweden will soon host the European sex championship : The Times of India 4 มิ.ย. 2566)

https://www.gp.se/sport/svenska-sexf%C3%B6rbundet-nobbas-av-riksidrottsf%C3%B6rbundet-1.98053698 (Svenska Sexförbundet nobbas av Riksidrottsförbundet : 26 เม.ย. 2566)

https://www.dailystar.co.uk/sport/other-sports/sweden-sex-championship-official-sport-30166314 (Strip club boss launches ‘six-week sex championship’ as as official sport : Daily Star 6 มิ.ย. 2566)

https://dotesports.com/general/news/controversial-vote-sees-swedish-esports-officially-recognized-by-national-federation (Controversial vote sees Swedish esports officially recognized by national federation : Dot Esports 28 พ.ค. 2566)


‘อาชญากรรมไซเบอร์กับบทบาทผู้ตรวจการแผ่นดิน’ วงเสวนาฉายภาพหลากรูปแบบของข้อมูลลวง-มิจฉาชีพ

14 มิ.ย. 2566 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมกับ มูลนิธิฟรีดริชเนามัน (ประเทศไทย) จัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม (PLACE OF JUSTICE) และเสวนาหัวข้อ อาชญากรรมไซเบอร์กับบทบาทผู้ตรวจการแผ่นดินในยุคดิจิทัลภายใต้โครงการส่งเสริมธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคประชาสังคม ณ ห้อง 901-902 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ และถ่ายทอดสดผ่านเฟจเฟซบุ๊ก สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

คมขวัญ กาญจนกุญชร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า มุ่งหวังให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ การดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน การเสนอความคิดเห็นและแนวทางแก้ปัญหาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมให้แก่ประชาชน

การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและมูลนิธิฟรีดริชเนามัน (ประเทศไทย) รวมถึงเครือข่ายหน่วยงานจากภาคส่วนต่างๆ โดยได้หยิบยกปัญหาความเดือดร้อนที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างที่ได้รับจากอาชญากรรมไซเบอร์ เช่น การดูดเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคาร ข่าวปลอม การหลอกลวงผ่านรูปแบบต่างๆ ทางออนไลน์ รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าว

จากนั้นจึงเป็นช่วงเสวนาในหัวข้อ อาชญากรรมไซเบอร์กับบทบาทผู้ตรวจการแผ่นดินในยุคดิจิทัล โดย รศ.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยกตัวอย่างอาชญากรรมไซเบอร์หลากหลายประเภท เช่น “Spoofing” การเข้าสู่เครื่องที่อยู่ระยะไกลโดยการปลอมแปลงที่อยู่อินเตอร์เน็ตของเหยื่อที่เข้าถึงได้ง่าย “Sniffer” การดักจับข้อมูลที่ผ่านระบบเครือข่ายทำให้ทราบรหัสผ่านของบุคคลอื่น “Modification” การเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยดักข้อมูลจากผู้ส่งแล้วแก้ไขก่อนส่งต่อให้ผู้รับ ทำให้ผู้รับได้ข้อมูลผิดพลาด “Denial of Service” การส่งข้อมูลขยะจำนวนมากไปหาเป้าหมายเพื่อให้ระบบล่ม “Delay” การหน่วงเวลา ทำให้ Server ทำงานได้ช้าลง “Remote Control” แฝงตัวเข้ามาในระบบแล้วยึดครองเพื่อควบคุมจากระยะไกล “Identity Theft” การนำข้อมูลของเหยื่อไปสวมรอย เช่น นำไปเปิดบัญชีธนาคาร “Phishing” การสร้างเว็บไซต์ปลอมหลอกเหยื่อให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล ไปจนถึง “Dark Web” หรือเครือข่ายอินเตอร์เน็ตใต้ดินที่เป็นแหล่งรวมสิ่งผิดกฎหมาย “Ransomware” มัลแวร์ยึดระบบเพื่อเรียกค่าไถ่ หากไม่จ่ายเงินให้คนร้ายก็ไม่สามารถใช้งานระบบได้ เป็นต้น

นอกจากตัวอย่างข้างต้นของอาชญากรรมไซเบอร์ที่กระทำต่อวัตถุแล้ว ยังมีอาชญากรรมไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจและลุกลามสู่สังคม เช่น “Information Operation (IO)” สร้างเนื้อหาแย่งชิงความเชื่อมวลชน ครอบงำความจริงให้คนในสังคมเข้าใจตามทิศทางที่ต้องการ “Hoax” การสร้างข่าวหลอกลวงเพื่อสร้างยอดผู้ชม “Psychological on cyber warfare” การทำสงครามปฏิบัติการทางจิตวิทยาบนสื่ออินเตอร์เน็ตเพื่อปลุกระดมทางการเมืองหรือสร้างอาชญากรรมแห่งความเกลียดชัง 

อาชญากรรมไซเบอร์สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในวงกว้าง กระทบในหลายมิติทั้งเศรษฐกิจและสังคม เรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน เอาง่ายๆ เลย อยากให้ไปตรวจสอบในเรื่องของการถูกดูดเงินจากบัญชีธนาคาร เรื่องของข่าวปลอมที่เกิดขึ้นว่าเราจะมีวิธีดำเนินการอย่างไรเพื่อแก้ไข เรื่องการหลอกลวงออนไลน์ผ่านคอลเซ็นเตอร์ เรื่องเว็บสินค้าออนไลน์ หาคู่ออนไลน์ สื่อลามกออนไลน์ พนันออนไลน์ ทั้งหมดนี้คือความเสี่ยง และเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง รศ.อิสสรีย์ กล่าว

พ.ต.อ.เจษฎา บุรินทร์สุชาติ ผู้กำกับการกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ที่มีระบบแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com ข้อมูลวันที่ 1 มี.ค. 2565 – 31 พ.ค. 2566 พบการร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางออนไลน์ 270,306 เรื่องจากทั้งหมด 296,243 เรื่อง 

ประเภทอาชญากรรมออนไลน์ตามลักษณะที่พบในประเทศไทยแบ่งเป็น 14 ประเภท เรื่องที่มีการร้องทุกข์เข้ามาส่วนใหญ่คือการฉ้อโกงหรือหลอกลวง” ไล่ตั้งแต่ อันดับ 1 หลอกซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ อาทิ ถูกหลอกโอนเงินไปยังบัญชีที่ไม่ใช่เป็นผู้ขายสินค้า ซื้อของแล้วไม่ได้ของ ซึ่งสร้างความเสียหายประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี อันดับ 2 หลอกชวนทำงาน วิธีการของมิจฉาชีพคือหลอกให้เหยื่อโอนเงินไปให้โดยอ้างว่าเป็นค่าสมัคร ค่าตรวจสอบประวัติ ฯลฯ เหยื่อมักเป็นคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องการอาชีพเสริมอันดับ 3 หลอกกู้เงิน หลายคนต้องการเงินกู้เมื่อเจอโฆษณาทางออนไลน์จึงหลงเชื่อ ซึ่งนอกจากจะไม่ได้เงินกู้แล้วยังต้องเสียเงินที่มีอยู่ไปอีก โดยมิจฉาชีพจะใช้อุบายให้โอนเงินอ้างเป็นค่าดำเนินการต่างๆ นานา เช่นเดียวกับการหลอกชวนทำงาน อันดับ 4 หลอกลงทุน ข้อสังเกตคือเหยื่อมิจฉาชีพประเภทนี้มักเป็นคนมีการศึกษาสูงและมีหน้าที่การงานดี โดยมิจฉาชีพใช้อุบายสร้างรูปแบบการลงทุนที่ดูซับซ้อนแต่ฉลาดหลักแหลมน่าเชื่อถือ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อวางเงินลงทุนไปจนท้ายที่สุดพบว่าถอนเงินไม่ได้ และ อันดับ 5 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ ก็คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 

ทั้งนี้ อาชญากรรมไซเบอร์ไม่โดนกับตัวก็ไม่รู้ หรือบางคนคิดว่ารู้แล้วแต่จริงๆ คือไม่รู้ในสิ่งที่กำลังจะถูกหลอก หากมีเวลาก็อยากให้ศึกษาหาความรู้ไว้ และฝากแนวทางระมัดระวังดูจากใจคนเอง ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่หลง มีสติ เจออะไรที่ไม่รู้จักหรือที่แปลกๆ อย่าเพิ่งปักใจเชื่อ เพราะคนร้ายจะหลอกทุกวิธีการ อะไรที่คิดว่าไม่น่าจะหลอกได้ก็หลอก และ ถ้าพลาดท่าเสียเงินไปแล้วก็อย่าไปทำให้เสียเพิ่มอีก หลายคนเสียดายเงินที่เสียไปครั้งแรก ถึงขั้นไปเอาเงินทั้งหมดที่มีหรือไปกู้หนี้ยืมสินมา สุดท้ายแทนที่จะเสียน้อยกลายเป็นเสียมาก

อนึ่ง สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ ช่องว่างระหว่างวัยคนรุ่นใหม่ใช้เทคโนโลยีกันคล่องแคล่วในขณะที่ผู้สูงอายุตามไม่ทัน และเมื่อใช้ไม่เป็นก็ไม่ค่อยอยากถามลูกหลาน หรือบางทีลูกหลานก็ไม่อยากตอบ สิ่งที่อยากเสนอแนะคือ คุยเรื่องเทคโนโลยีให้มากขึ้น สร้างความตื่นตัว เช่น รู้จักแพลตฟอร์ม อวตาร (การใช้สื่อสังคมออนไลน์แบบปกปิดตัวตน) รอยเท้าดิจิทัล (ทำอะไรไว้บนโลกออนไลน์ย่อมมีร่องรอยทิ้งไว้เสมอไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม) หรือข่าวตำรวจจับมิจฉาชีพออนไลน์ ลงทุนอย่างไรไม่เสี่ยงถูกหลอก ฯลฯ เรื่องเหล่านี้สามารถคุยกันได้ หรือแม้แต่การส่งต่อข้อมูลก็ต้องระวัง เพราะคนรับข้อมูลหากมองว่าส่งจากบุคคลที่น่าเชื่อถือก็อาจหลงเชื่อ 

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเตือนซึ่งเห็นจากการมาแจ้งของประชาชน หากท่านคิดว่าถูกหลอก เสียไปน้อยก็ยอมเสียไป อย่าไปคิดว่าต้องหลงเชื่อเขา โอนเพิ่มไปอีก ถ้าตัดตรงนี้ได้ ตัดใจตัวเองได้ คิดว่าตัวเองพลาดไปแล้วก็หยุดโอน แล้วก็ไปหาข้อมูลว่ามันคืออะไร แล้วเอาข้อมูลมาแจ้งความ ตรงนี้ก็จะช่วยป้องกันตัวท่านได้ แล้วเอาเรื่องนั้นเป็นประสบการณ์มาเล่าให้คนรอบข้างท่านฟัง ก็จะช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้คนทั้งประเทศ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีก็จะน้อยลง พ.ต.อ.เจษฎา กล่าว

สัจจะ โชคบุญส่งสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยกตัวอย่างมิจฉาชีพออนไลน์ คือการทำเพจเฟซบุ๊กปลอมแอบอ้างเป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ทั้งที่เลิกกิจการไปแล้วหรือยังประกอบกิจการอยู่ ลงโฆษณาขายสินค้าบ้าง รับสมัครพนักงานบ้าง หลอกร่วมลงทุนบ้าง วิธีสังเกตง่ายๆ คือหากเป็นเพจจริงของบริษัทนั้นๆ จะมีเครื่องหมายถูก หรือดูที่ระยะเวลาการเปิดเพจ เพราะหากเป็นเพจปลอมมักเพิ่งเปิดได้ไม่นาน รวมถึงมียอดผู้ติดตามและจำนวนความคิดเห็นจากประชาชนน้อยผิดวิสัยแบรนด์ดัง 

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเมื่อช่วงปลายปี 2565 มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กระทรวงดิจิทัลฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกันแก้ไข จนออกมาเป็น พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีกฎหมายของตนเอง แต่ก็ยังมีช่องว่างอยู่  เช่น ปกติแล้วผู้เสียหายในคดีอาชญากรรมต้องไปแจ้งความ ณ สถานีตำรวจที่รับผิดชอบท้องที่เกิดเหตุ ซึ่งเมื่อเป็นคดีทางออนไลน์ก็เป็นความยากลำบากของประชาชน บางทีเกิดข้ามจังหวัดก็มี จึงแก้ไขให้สามารถแจ้งความได้ทุกท้องที่หรือผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ มีบทลงโทษ บัญชีม้า-ซิมม้า ผู้รับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร รับจ้างเปิดใช้งานซิมโทรศัพท์มือถือ หากบัญชีหรือซิมนั้นถูกนำไปใช้ทำสิ่งผิดกฎหมาย ตลอดจนการให้อำนาจธนาคารยับยั้งธุรกรรมทางการเงินบัญชีต้องสงสัยกรณีมีผู้เสียหายร้องทุกข์ว่าตกเป็นเหยื่อถูกหลอก หรือธนาคารตรวจพบธุรกรรมที่ดูน่าสงสัย เพื่อสกัดกั้นการโอนย้ายเงินโดยมิจฉาชีพ

“จะมีส่วนที่ทำได้และส่วนที่ต้องรอพัฒนา ส่วนที่ทำได้เลยก็ตามมาตรา 7 มาตรา 6 ซึ่งยังคุยกันอยู่ว่าเหตุอันต้องสงสัยเราจะเอาอะไรเป็นเหตุ เพราะต้องเข้าใจเจ้าหน้าที่ หากไปยับยั้งโดยที่มันไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ธนาคารบางท่านอาจจะขาดประสบการณ์ เพราะโทรไปคอลเซ็นเตอร์ก็ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ก็มีการอบรมสร้างมาตรฐาน จนสุดท้ายก็จะเป็นเบอร์เดียวให้ประชาชน เพราะตอนนี้เขาแยกตามธนาคาร ตรงนี้ก็จะให้ความมั่นใจและความรวดเร็วที่จะดูแลประชาชน” ผอ.กองป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงดิจิทัลฯ กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง โคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ย้อนไป 20 ปีก่อน คนมองอินเตอร์เน็ตเหมือนดินแดนในอุดมคติซึ่งผู้คนจะได้มีเสรีภาพและโอกาสใหม่ๆ แต่เมื่อมีคนเข้ามาอยู่ในพื้นที่นี้มากขึ้นก็เป็นธรรมดาที่จะมีอาชญากรเข้ามาด้วย จึงต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกันควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ มีคำว่า Information Disorder หรือความผิดปกติของข้อมูลข่าวสาร หลายคนอาจเรียกว่า Fake News หรือข่าวลวง ซึ่งเป็นคำที่แคบเกินไปและทำให้เข้าใจผิด เพราะคำว่า News หรือข่าว ตามหลักวารสารศาสตร์ต้องประกอบสร้างด้วยข้อเท็จจริง เพราะหากเป็น Fake หรือเรื่องหลอกลวง ก็ไม่มีคุณค่าเป็นข่าวตั้งแต่แรก แต่เป็น Information หรือข้อมูล

ซึ่งหาก Information ผิดเพี้ยนไป ก็จะกลายเป็นคำว่า Disinformation หมายถึงข้อมูลบิดเบือนที่มีเจตนาและเป็นเจตนาที่ไม่ดี แต่หากเป็นข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดแต่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตนา จะเรียกว่า Misinformation และหากนำข้อมูลจริงมาใช้หลอกลวงผู้อื่น เช่น นำรูปภาพและข้อมูลของบุคคลอื่นมาบิดเบือน เรียกว่า Malinformation หมายถึงการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งนี้ ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มีคำว่า Infodemic เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า Information กับ Pandemic (หรือ Epidemic) หมายถึงข้อมูลข่าวสารที่แพร่กระจายเหมือนโรคระบาด และในจำนวนนี้ก็มีข้อมูลเท็จหรือข้อมูลบิดเบือนด้วย ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของคน

สำหรับการป้องกันการตกเป็นเหยื่อข้อมูลลวง ต้องมีทักษะในการตรวจสอบ เช่น คนรุ่นใหม่อาจต้องแนะนำผู้ใหญ่ในบ้านถึงการใช้เครื่องมือ อาทิ ใช้แพลตฟอร์มโคแฟคที่มีฐานข้อมูลข่าวลวง หรือสอนวิธีดูความน่าเชื่อถือของเพจเฟซบุ๊ก ทักษะเหล่านี้ต้องเร่งเสริมสร้างอย่างเร่งด่วน หรือหากเป็นเด็กและเยาวชนก็ต้องมีหลักสูตรในระบบการศึกษา อย่างที่ประเทศฟินแลนด์ หลักสูตรไปไกลกว่า Digital Literacy หรือการรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเป็น Digital Intelligence หรือความฉลาดทางดิจิทัล ซึ่งเป็นขั้นสูงในการรับมือ เนื่องจากมีทั้งเทคโนโลยี Deepfake สามารถปลอมแปลงภาพและเสียง AI หรือปัญญาประดิษฐ์ จนเรื่องจริง-ลวงแทบจะแยกได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับช็อปออนไลน์ ส่วนตัวนอกจากจะใช้หลักของถูก-ของดี-ของฟรีไม่มีในโลกแล้ว ถ้ามัน Too good to be true (ดูดีเกินกว่าจะเป็นจริงได้) มันก็ไม่น่าจะใช่ ต้องเตือนตัวเองอย่างนี้ อะไรที่มันดูราคาถูกเกินไป มันดูโอ้โห! ที่พักผ่อนหรูหราไฮโซเลย แต่หลับคืนละพัน คืนละพันสอง หรือห้าร้อย มันก็มีแนวโน้มจะ Too good to be true แนวโน้มจะถูกหลอกแน่นอน อาจจะต้องใช้หลักวิธีการยับยั้งชั่งใจตรงนี้ สุภิญญา กล่าว

ในช่วงท้ายยังมีการบรรยายเรื่อง รู้ทันการถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทางไซเบอร์ โดย กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการ โคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวถึงข้อมูลเท็จ 7 ประเภท 1.Satire & Parody หรือการเสียดสีล้อเลียน แม้ไม่ตั้งใจก่ออันตรายแต่ก็อาจมีผู้หลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง 2.False Connection พาดหัวกับเนื้อหาไปกันคนละทาง 3.Misleading Content ข้อมูลเท็จที่มีเจตนาชี้นำให้เข้าใจผิด 4.False Context ข้อมูลจริงแต่ผิดบริบท 5.Imposter Content สวมรอยเป็นบุคคลอื่น 6.Manipulated Content ตกแต่งภาพ-ตัดต่อคลิปวีดีโอเพื่อสร้างเรื่องเท็จ และ 7. Fabricated Content กุเรื่องใหม่ทั้งหมดเพื่อหลอกลวง

อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายในการตรวจสอบ 1.ปริมาณข้อมูลมหาศาลมาก ไม่สามารถหักล้างหรือป้องกันเรื่องเท็จได้ทั้งหมด 2.เรื่องนั้นเป็นมากกว่าข่าวลวง หมายถึงเป็นความจริงที่ถูกดัดแปลงปรุงแต่งให้เกิดความเข้าใจผิด แต่ก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่าจริงหรือเท็จ 3.ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ขึ้นชื่อว่าปฏิบัติการย่อมมีเครื่องมือและการทำงานอย่างเป็นระบบ จึงไม่ง่ายที่จะรับมือ และ 4.คนไม่สนใจความจริง เพราะต่างก็เลือกเชื่อแต่ในสิ่งที่อยากเชื่อ บางเรื่องรู้ว่าเป็นเท็จแต่ก็ยังเผยแพร่ต่อเพราะสามารถใช้โจมตีบุคคลที่เราไม่ชอบได้

ขอฝากข้อเสนอแนะ 3 ข้อต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็คือ 1. เรื่องการรับมือ มันไม่ใช่แค่เรื่องการตั้งศูนย์ต้านข่าวปลอมประจำหน่วยงานหรือชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับหน่วยงานของเราอีกต่อไป มันเป็นภารกิจร่วมกันของทั้งภาคประชาชน ภาครัฐทุกหน่วยงาน เราต้องสร้างระบบนิเวศออนไลน์ที่ไม่เอื้อต่อการผลิตและกระจายข่าวเท็จ ต้องช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันและความรู้เท่าทันของประชาชนต่อข่าวลวง 2.แต่ละหน่วยงานควรวิเคราะห์ผลกระทบของ Disinformation ในมิติที่ตรงกับภารกิจของตัวเอง อย่างกรณีของผู้ตรวจการแผ่นดิน คงต้องมาวิเคราะห์ว่า Disinformation เป็นอุปสรรคต่อการอำนวยความสะดวกและการให้ความเป็นธรรมประชาชนอย่างไร ถ้าเรารู้ผลกระทบในมิติที่เกี่ยวกับงานของเราแล้ว เราก็จะวางการรับมือได้ตรงจุด และ 3.ข้อสุดท้ายใส่เครื่องหมายคำถามไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าท่านจะทำได้หรือเปล่า คือตรวจสอบปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานรัฐ เพราะที่ผ่านมามีประชาชนหรือการอภิปรายในสภาก็มีการพูดถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานรัฐเป็นผู้กระทำ คือตั้งข้อสังเกตว่ามันมีจริงหรือเปล่า กุลธิดา กล่าว

พริม มณีโชติ ทีมบรรณาธิการ โคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวถึงปรากฏการณ์ Echo Chamber หรือห้องเสียงสะท้อน ที่หมายถึงเรื่องราวเดียวกันแต่บุคคลแต่ละคนจะมีมุมมองต่างกันขึ้นอยู่กับการเลือกแหล่งรับข้อมูลข่าวสาร  เช่น เคยมีการสำรวจประเด็นไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนหรือไม่กับชาวมาเลเซีย พบว่า หากเป็นกลุ่มชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน จะเชื่อเรื่องจีนเดียวหรือไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนมากที่สุด ตรงข้ามกับชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดียที่จะเชื่อเรื่องดังกล่าวน้อยที่สุด เป็นต้น 

เช่นเดียวกับนโยบายควบคุมชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงของจีน ที่พบว่า ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มที่มองว่าเป็นเพียงการปรับทัศนคติหรือให้การศึกษาใหม่ มากกว่าการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ซึ่งที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากการเลือกช่องทางการรับข้อมูลของคนแต่ละเชื้อชาติแตกต่างกัน ตั้งแต่เรื่องบันเทิงไปจนถึงข่าวสาร นอกจากนั้น ยิ่งระยะเวลาผ่านไปนานเท่าใดก็มีโอกาสเกิดความจริงชุดใหม่ในกลุ่มของตนเองมากขึ้น อาทิ เคยมีการสอบถามว่าเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ฝ่ายใดสมควรถูกกล่าวโทษมากที่สุด แล้วพบว่า เมื่อเวลาผ่านไป ชาวญี่ปุ่นมองไปที่รัสเซีย แต่ชาวจีนกลับมองไปที่สหรัฐอเมริกา

สิ่งที่เราเห็นจากการนำเสนอในวันนี้ เราได้เห็นว่า Misinformation เพียงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นหลัก อาจส่งผลต่อมุมมองการตัดสินใจ ความเชื่อและความคิดในเรื่องอื่นๆ ยิ่งเมื่อทิ้งระยะเวลานานไป ไม่สามารถเคลียร์ข้อสงสัยได้ครบถ้วน เพราะหลายครั้ง Misinformation มีบางส่วนเป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นจริงๆ ทิ้งข้อสงสัยไว้นานวันเข้า แล้วเราอยู่ใน Echo Chamber เดิมๆ เราจะพบว่าเราได้เกิดความจริงขึ้นมาใหม่ในกลุ่ม Echo Chamber ของเรา ในกลุ่มไลน์ครอบครัว กลุ่มไลน์คอนโดของเรา ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ยิ่งทำเร็วยิ่งกระทบน้อย ยิ่งตัดตอนได้เร็ว พริม กล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

คลิป TikTok ถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็น “แม่น้องหยก”

คลิปวิดีโอของบัญชีผู้ใช้ TikTok ที่ชื่อว่า “มนุษย์แม่สะดวกแบบนี้” ถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยให้ข้อมูลเท็จว่าเป็นแม่ของ “หยก” เยาวชนหญิงวัย 15 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งล่าสุดได้ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการแต่งกายของนักเรียน

วันที่ 14 มิ.ย. 2566 เจ้าของบัญชี TikTok “มนุษย์แม่สะดวกแบบนี้” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 4.45 นาที วิจารณ์กรณีของ “หยก” โดยให้ความเห็นว่า เหตุที่หยกมีความคิดและออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นเพราะผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัว

หลังจากนั้น คลิปของเธอถูกนำไปเผยแพร่ต่อในโซเชียลมีเดีย โดยให้ข้อมูลเท็จว่าผู้หญิงในคลิปเป็นแม่ของหยก เช่นแทรกข้อความในคลิปว่า “แม่หยกเตือนผู้ใหญ่ข้างตัวหยุด” และ “แม่เชื่อ ติ่งส้มสุดโต่ง (กลุ่มทะลุวัง) ปั่นหัวน้องจนกลายเป็นภาระสังคม” ซึ่งเป็นคำพูดที่ไม่มีอยู่ในคลิปต้นฉบับ ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งนำคลิปนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยระบุว่าเป็น “ความในใจแม่น้องหยก”

โคแฟคตรวจสอบ

โคแฟคพยายามติดต่อเจ้าของบัญชี TikTok ที่ใช้ชื่อว่า “มนุษย์แม่สะดวกแบบนี้” แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เธอได้โพสต์คลิปวิดีโอที่เธอพูดถึงกรณีของหยกอีกครั้ง โดยระบุชัดว่าเธอ “ไม่ได้เป็นแม่ของหยก” แต่ออกมาพูดในฐานะแม่คนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้

วันนี้ (19 มิ.ย.) โคแฟคได้ติดต่อ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ “บุ้ง ทะลุวัง” นักกิจกรรมที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของหยก ซึ่งกล่าวกับโคแฟคว่า เธอและหยกได้เห็นคลิปวิดีโอของ “มนุษย์แม่สะดวกแบบนี้” ที่มีผู้นำมาเผยแพร่ต่อโดยอ้างว่าเป็นแม่ของหยกแล้ว ขอยืนยันว่าบุคคลในวิดีโอไม่ใช่แม่ของหยก และขณะนี้หยกยังไม่สามารถติดต่อแม่ได้

ข้อสรุปโคแฟค: ข้อมูลเท็จ หยุดแชร์

เจ้าของบัญชี TikTok “มนุษย์แม่สะดวกแบบนี้” ไม่ได้เป็นแม่ของหยก แต่มีผู้ที่นำคลิปของเธอไปเผยแพร่ต่อโดยให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องว่าเธอเป็นแม่ของหยก ทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิด ผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรหยุดเผยแพร่และส่งต่อ

เรื่องแนะนำ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2566

เจาะนิ้วเองให้เลือดไหลแก้อาการเส้นเลือดในสมองแตก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/deofcqjizhj2


ผู้ป่วยมะเร็งควรงดปลาหมึก หอยทุกชนิด และปลาที่เลี้ยงในกระชัง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1pijn94p1vdfx


น้ำกัญชาคั้นสดไม่ออกฤทธิ์ต่อประสาท ป้องกันและรักษาโรคได้ดีกว่าสารสกัดกัญชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1sh4h6gfra2bo


 ทฤษฎีความร้อนบำบัดโดยก้อนถ่านหุงต้มสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ทุกระยะและทุกอวัยวะของร่างกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/35onvdyt0qs57#_=_


“ว่านจั๊กจั่น”  ไม่ใช่ว่าน ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวกับพืช หาก ‘กิน’ ถึงตายได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/88od0hivw2nh


ระวัง! คนร้ายแอบอ้างเป็นตำรวจ โทรบอกว่าคุณมีส่วนเอี่ยวเรื่องการฟอกเงิน แล้วส่งหมายปลอมทาง line

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/25t5mld7nc6zl


กระป๋องน้ำอัดลม ระเบิดในรถจอดตากแดด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2mqpuvy2ajjp7


น้ำตาลเป็นพิษอย่างเลวร้าย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1bxnsyj9c1q0l


เสียงกระซิบจากผู้หวังดี: สื่อไทยกับความเสี่ยงต่อการปล่อยข่าวลวง

13 มิถุนายน 2566

รายงานเชิงวิเคราะห์โดย กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาโคแฟค ประเทศไทย

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา องค์กรไม่แสวงผลกำไรสากลที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับข่าวลวง Global Disinformation Index (GDI) ได้เผยแพร่รายงานประเมินความเสี่ยงของสำนักข่าวออนไลน์ในไทยต่อการเผยแพร่ข่าวลวงเป็นครั้งแรก โดยวิเคราะห์จากทั้งเนื้อหาและระบบการปฏิบัติงานของเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ 33 แห่งที่มียอดผู้เข้าชมทางเว็บไซต์และการเข้าถึงทางโซเชียลมีเดีย เป็นลำดับต้นๆ พบว่า ค่าเฉลี่ยความเสี่ยงอยู่ที่ 57 จาก 100 คะแนนซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ความเสี่ยงระดับปานกลางและใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านเช่น ฟิลิปปินส์ ( 55.32) อินโดนีเซีย (63)และ มาเลเซีย (59 ) ซึ่งได้มีการประเมินไปก่อนหน้านี้ ( ดูรายงานเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของGDI )

รายงานการวิจัยซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง GDI กับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า เว็บไซต์ข่าว 15 แห่งมีความเสี่ยงปานกลาง 14 แห่งมีความเสี่ยงสูง  2 แห่งมีความเสี่ยงสูงสุด และอีก 2 แห่งมีความเสี่ยงต่ำ แต่ไม่มีสื่อใดมีความเสี่ยงต่ำสุด โดยในจำนวนนี้ มีสื่อโทรทัศน์ทั้งของภาครัฐและเอกชนและสื่อสิ่งพิมพ์เอกชนที่เผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ที่หันมาทำธุรกิจสื่อออนไลน์อย่างเดียว และสำนักข่าวออนไลน์เกิดใหม่รวมทั้งสื่อทางเลือก ซึ่งมีคนเข้าชมเป็นลำดับต้นๆจากการจัดลำดับของ www.alexar.com และมียอดการเข้าถึงของผู้ใช้งานในเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์สูง (ดูรายชื่อสำนักข่าวออนไลน์ที่ถูกประเมินตามตารางแนบท้ายข่าว)

รายงานดังกล่าวถือเป็นกลไกใหม่ในการเสริมสร้างความน่าเชื่อให้กับสื่อมวลชนทั่วโลกที่ถูกโอบล้อมอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรของข้อมูลลวงหรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ โดยไม่มีการระบุชื่อสื่อที่ถูกประเมินในรายงานว่าได้คะแนนเท่าไหร่ แต่ทาง GDI จะมีการแจ้งให้สื่อเหล่านั้นทราบโดยตรงก่อนลงมือทำงานวิจัย และแจ้งอีกครั้งหลังทำงานเสร็จลุล่วงว่าสื่อนั้นมีความเสี่ยงต่อข้อมูลลวงมากน้อยเพียงใด ด้วยปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง พร้อมทั้งให้คำแนะนำว่าควรจัดการกับความเสี่ยงอย่างไร

ในการประเมินผล ทีมวิจัยประเทศไทยใช้กระบวนการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพตามมาตรฐานของGDI โดยมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงในด้านเนื้อหาและระบบการปฏิบัติงานจากเกณฑ์ชี้วัดหลักในแต่ละด้าน 10 ข้อ และ 6 ข้อตามลำดับ เมื่อนำความเสี่ยงทั้งสองด้านมาถัวเฉลี่ยกันก็จะเป็นค่าความเสี่ยงที่แต่ละสื่อได้รับจากคะแนนเต็ม100 โดยแบ่งระดับความเสี่ยงเป็น 5 ระดับ คือ ระดับต่ำสุด (80.28-100) ต่ำ (68.84-80.27 ) ปานกลาง (57.41-68.83)  สูง (45.97-57.40) และสูงสุด (0-45.97 ) ทั้งนี้เนื้อหาที่นำมาวิเคราะห์มาจากการข่าวหรือบทความ 20 ตัวอย่างที่ถูกคัดเลือกจากแต่ละสื่อที่ถูกประเมิน โดยแบ่งเป็นเนื้อหาที่มีผู้แชร์บ่อย 10 ตัวอย่าง และเนื้อหาที่มีความเสี่ยงต่อข้อมูลลวงหรือที่สร้างความขัดแย้ง (adversarial narratives) ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสุขภาพ เป็นต้นฯ 10 ตัวอย่าง (ดูรายละเอียดกระบวนการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลได้ในรายงานฉบับเต็ม)

ค่าเฉลี่ยความเสี่ยงต่ำด้านเนื้อหา (79/100) ค่าเฉลี่ยความเสี่ยงสูงด้านระบบการปฏิบัติงานขององค์กรสื่อและกองบรรณาธิการ (35/100)

ผลการประเมินพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้สื่อมีความเสี่ยงสูงต่อการเผยแพร่ข่าวลวงมาจากความไม่โปร่งใสหรือชัดเจนในนโยบายขององค์กรสื่อและแนวปฏิบัติของกองบรรณาธิการ (Operation Risk) เช่น ไม่ระบุความเป็นเจ้าของสื่อและแหล่งทุนหรือที่มาของรายได้ และไม่มีนโยบายหรือแนวปฏิบัติในการกลั่นกรองข้อมูลหรือตรวจสอบข้อเท็จชัดเจนของกองบรรณาธิการทั้งก่อนและหลังเผยแพร่เนื้อหา มากกว่าความเสี่ยงด้านเนื้อหา (Content Risk) ของสื่อส่วนใหญ่ที่ถูกประเมิน ซึ่งถือว่าปราศจากความลำเอียง ไม่ใช้ภาษาหรือภาพที่หวือหวาหรือพาดหัวคลาดเคลื่อน และ ไม่ได้มุ่งสร้างความขัดแย้งแม้ว่าสังคมไทยยังตกอยู่ในภาวะแบ่งขั้วทางการเมือง 

นอกจากนี้ แนวโน้มที่พบคือ สื่อที่ถูกประเมินกว่าครึ่ง มีเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงด้านระบบการปฏิบัติงานในเรื่องนโยบายการเปิดเผยความเป็นจ้าของสื่ออยู่ในระดับที่ต่ำ กล่าวคือไม่มีนโยบายหรือไม่เปิดเผยความเป็นเจ้าของบนหน้าเว็บอย่างชัดเจน และจำนวน 28 แห่งไม่มีนโยบายหรือแนวปฏิบัติในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่หรือการแก้ข่าวภายหลังอย่างชัดเจน ทำให้เกณฑ์ชี้วัดในเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือการแก้ไขข้อผิดพลาดได้รับคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด (3/100) นอกจากนี้สื่อส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการระบุชื่อผู้สื่อข่าวหรือทีมงานที่ผลิตข่าวชิ้นนั้น (byline) ตลอดจนไม่ระบุหรือชี้แจงแนวปฏิบัติในการอ้างที่มาของแหล่งข่าวและแหล่งข้อมูลในข่าวอย่างชัดเจน (sources and attribution) ซึ่งเกณฑ์ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ถือเป็นแนวปฏิบัติตามหลักวารศาสตร์ที่สำคัญ ( major journalistic practice)ในการแสดงความโปร่งใสขององค์กรสื่อ ความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ และความรับผิดชอบที่สื่อมวลชนพึงมีเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเผยจะเผยแพร่ข้อมูลลวงใหต่อสาธารณะ และสร้างความไว้วางใจต่อผู้รับสาร

ในขณะเดียวกัน มีสื่อเกือบครึ่ง(16)ที่ถูกประเมิน ได้คะแนนด้านเนื้อหาต่ำกว่าค่ามาตรฐาน (79) ซึ่งเป็นผลมาจากเนื้อหาที่สุ่มมาประเมินส่วนหนึ่ง เป็นข่าวประชาสัมพันธ์หรือเนื้อหาที่ได้รับการอุดหนุนจากการโฆษณา เช่น ใบ้หวย และ ดูดวง โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อหาเหล่านี้สร้างรายได้จากโฆษณา จากการอุดหนุนโดยตรงและช่วยเพิ่มจำนวนครั้งการเข้าชมเนื้อหาอย่างเป็นกอบเป็นกำ และมักเป็นการนำเสนอในเชิงบวกของเหตุการณ์ มีการดึงประเด็นหรือใช้วิธีการเขียนที่เรียกร้องความสนใจ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการโจมตีบุคคลหรือกลุ่มใดด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย นอกจากนี้ความเสี่ยงด้านเนื้อหายังมาจากการไม่ระบุชื่อผู้สื่อข่าวหรือทีมงานที่ผลิตข่าวนั้น และการไม่ให้ความสำคัญกับการอ้างอิงแหล่งที่มาของข่าวหรือข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ทำให้ค่าเฉลี่ยของเกณฑ์ชี้วัดในสองข้อนี้ต่ำอยู่ที่ 20/100 และ 35-54/100 ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าสื่อที่ถูกประเมินมีความเสี่ยงต่อการเป็นผู้ปล่อยข้อมูลลวงนั่นเอง

ข้อสังเกตและข้อเสนอต่อสื่อไทยที่น่าสนใจ

ในภาพรวมถือว่าสำนักข่าวออนไลน์ของไทยมีความเสี่ยงสูงในด้านระบบการปฏิบัติงานที่ไม่แตกต่างจากสื่อออนไลน์ในภูมิภาคเอเชีย ส่วนความเสี่ยงในด้านเนื้อหาถือว่าต่ำกว่าประเทศอื่น ซึ่งทำให้เห็นแนวโน้มและโอกาสในการจัดการกับความเสี่ยงต่อการเผยแพร่ข้อมูลลวงได้ดีกว่า และหากทำได้ดี สื่อไทยสามารถยืนหนึ่งในภูมิภาคเอเชียในฐานะกลุ่มสื่อออนไลน์ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่หลอกลวงหรือบิดเบือน โดยปฏิบัติตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้ 

  • กำหนดมาตรฐานกองบรรณาธิการและหลักการในเรื่องความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง หรือถ้ามีอยู่แล้วให้นำมาเผยแพร่บนเว็บให้ผู้อ่านเข้าถึงได้ง่าย
  • กำหนดหรือเผยแพร่นโยบายการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ข่าวหรือการแก้ไขข้อผิดพลาดหลังจากเผยแพร่ข่าวเพื่อความถูกต้องของข้อมูล
  • กำหนดนโยบายเรื่องการระบุชื่อผู้สื่อข่าวหรือทีมงานที่ผลิตข่าวให้ชัดเจนหรือให้ข้อมูลให้มากที่สุดเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อผู้อ่าน
  • ระบุแหล่งข่าวหรือแหล่งที่มาข้องข้อมูลในข่าวอย่างชัดเจนเพื่อยืนยันความถูกต้องและโปร่งใสของข้อมูลและเนื้อหาในข่าวหรือบทความนั้น
  • เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของสื่อและฝ่ายบริหารมากยิ่งขึ้น เช่นเปิดเผยชื่อคณะกรรมการบริหารบนหน้าเว็บให้ผู้อ่านเข้าถึงได้ง่าย

GDI แตกต่างจากการจัดลำดับแบบอื่น แต่ก็มีข้อที่ต้องปรับปรุง

ข้อดีประการแรกของรายงานฉบับนี้ คือ เป็นการเปิดเผยคะแนนต่อสาธารณะโดยไม่ระบุชื่อองค์กรสื่อ ซึ่งไม่เหมือนกับรายงานการจัดลำดับสื่อในประเภทอื่นที่ผ่านมา และประการที่สอง การวิจัยเจาะจงไปที่ปัจจัยเสี่ยงของสื่อต่อการเป็นผู้เผยแพร่ข่าวลวง โดยมุ่งให้สื่อออนไลน์และผู้กำหนดนโยบายทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนรวมทั้งวงการโฆษณาหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความน่าเชื่อถือและคุณภาพของสื่อมากกว่าเรทติ้ง มีการสร้างแรงจูงใจให้สื่อเหล่านั้นได้ปรับปรุงนโยบายและแนวปฏิบัติด้านความโปร่งใสและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการให้ได้มาตรฐานทางวิชาชีพและจริยธรรมสากล

ผลการประเมินมีประเด็นถกเถียงที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และสะท้อนสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสื่อไทยได้เป็นอย่างดีในเรื่องมาตรฐานทางวิชาชีพและกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการถ่วงดุลของกองบรรณาธิการที่ถูกสั่นคลอนอันเนื่องมาจากข้อจำกัดในเรื่องบุคลกรและการแข่งขันทางธุรกิจเพื่อความอยู่รอด

ทัศนะส่วนใหญ่ของผู้ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อรายงานฉบับนี้ เห็นว่าเป็นรายงานที่น่าสนใจ และเป็นก้าวที่ดีในการสร้างแรงจูงใจให้สื่อไทยลดความเสี่ยงต่อการเผยแพร่ข่าวลวงทั้งโดยตั้งหรือไม่ตั้งใจ 

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งคำถามกับคณะผู้ทำการประเมินไว้ว่า สำนักข่าวออนไลน์ควรเป็นเป้าหมายเดียวของงานวิจัยหรือไม่ เพราะข่าวลวงส่วนใหญ่มาจากสื่อสังคมออนไลน์ มีการเผยแพร่ข้อความ ภาพและเสียงโดยผู้ใช้งานเป็นหลัก นอกจากนี้เกณฑ์ในการชี้วัดบางข้อเช่นการระบุชื่อผู้สื่อข่าวในข่าวหรือการมีระบบตรวจสอบข้อมูลก่อนการเผยแพร่ อาจไม่สอดคล้องกับระบบการทำงานและวัฒนธรรมข่าวของสื่อไทย รวมทั้งภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้กองบรรณาธิการข่าวมีขนาดที่กระทัดรัดลง โดยผู้สื่อข่าวต้องทำงานได้หลากประเด็นและหลายแพลตฟอร์ม และผู้สื่อข่าวที่มีทั้งประสบการณ์และศักยภาพที่สอดคล้องกับการทำงานในหลายแพลตฟอร์มมีจำกัด รวมถึงโมเดลทางธุรกิจที่เปลี่ยนไปที่ต้องคำนึงถึงยอดคนอ่านและการเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ ส่งผลให้การคัดกรองเนื้อหาและการตรวจสอบข่าวอย่างรอบคอบและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของผู้สื่อข่าวและกองบรรณาธิการลดน้อยลง

ตัวแทนที่มาจากสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมได้ให้ความเห็นประกอบไว้ด้วยว่า การจัดสรรทรัพยากรขององค์กรสื่อที่เหมาะสมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนรวมถึงบริษัทเทคโนโลยีการสื่อสารที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของสื่อได้ตรงจุด รวมทั้งการจัดฝึกอบรมด้านทักษะและความรู้ให้สื่อได้รู้เท่าทันเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ๆและผลกระทบ เพื่อนำมาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ในงานข่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลดความเสี่ยงของการเผยแพร่ข่าวลวงในภาคธุรกิจ  และการสร้างโมเดลรายได้ใหม่ๆที่พึ่งพาแหล่งรายได้หลายทางและลดการพึ่งพาโฆษณาเพื่อให้สื่อผลิตงานที่มีคุณภาพมากขึ้น 

ผู้เขียนในฐานะที่ได้เข้าร่วมให้ความเห็นต่อรายงานประเทศไทยของGDI เห็นว่ารายงานฉบับนี้ออกมาในห้วงเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์การเผยแพร่ข่าวลวงที่เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปของไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง  ซึ่งต้องยอมรับว่ามีสำนักข่าวออนไลน์จำนวนหนึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะและองค์ประกอบไปในเชิงสร้างขัดแย้งหรือเข้าข่ายสร้างข้อมูลลวงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการแทรกแซงการเลือกตั้งของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่อาจสร้างความชอบธรรมในการทำลายผลการเลือกตั้งโดยสุจริต และนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงและบานปลายเป็นความขัดแย้งทางกายภาพได้ หากแต่องค์กรวิชาชีพสื่อและภาคประชาสังคม จะมองว่าเรื่องนี้ควรเป็นวาระสำคัญที่จะต้องหันมาทบทวนและถอดบทเรียนการรายงานข่าวของสื่อไทยในบริบทความขัดแย้งและวังวนของข่าวลวงอีกครั้งหรือไม่ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสื่อไทยและส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สื่อสารทางการเมืองที่ในโลกออนไลน์ที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ปราศจากอคติและการสร้างความเกลียดชัง

                                  ————–