มูลนิธิกันจอมพลังฯ ประกาศต้องการหินคลุกทำถนนขนปืนใหญ่ แต่ศูนย์ประสานงานรับบริจาคของทหารปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่อง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประกาศรับซื้อ “หินคลุก” เพื่อสร้างเส้นทางลำเลียงปืนใหญ่ใน จ.ศรีสะเกษ  

🔎 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ไม่ใช่ประกาศทางการของทหารในพื้นที่ศรีสะเกษ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 มิ.ย. 68 เพจเฟซบุ๊ก @มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ โพสต์ข้อความว่า “ประกาศด่วน ต้องการหินคลุก โรงโม่ไหนมีพร้อม พิกัดศรีสะเกษ ต้องการทำถนนลำเลียงปืนใหญ่” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 4.6 พันครั้ง

โคแฟคสอบถามจากนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ได้ข้อมูลเบื้องต้นว่าทางเพจได้โพสต์ข้อความดังกล่าวจริง แต่เขาขอไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมทางโทรศัพท์เกี่ยวกับวัตถุประสงค์และพื้นที่ที่จะนำไปใช้ 

เจ้าหน้าที่ทหารที่รับผิดชอบจุดประสานงานรับสิ่งของบริจาคจากประชาชนบริจาคใน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 จัดไว้ 2 จุด ใน อ.กันทรลักษณ์ และ อ.ภูสิงห์ ให้ข้อมูลกับโคแฟคเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ว่ายังไม่ได้รับการประสานในเรื่องนี้ และไม่ทราบว่ามูลนิธิฯ จะนำหินคลุกไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ในพื้นที่ใด

ร.ท. ไพศาล ไพทูลพิม หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน หน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจที่ 2 (หน. ฝกร.ฉก.1) ผู้ประสานงานจุดรับสิ่งของบริจาคใน อ.กันทรลักษณ์ กล่าวว่าก่อนหน้านี้ทางหน่วยได้รับหินคลุก 120 ตันจากผู้ประกอบการโรงโม่เพื่อใช้ทำเส้นทางลำเลียงเสบียงและบังเกอร์แล้ว ขณะนี้ยังคงมีเพียงพอ

ร.ท. ยุทธศาสตร์ สายืน หน.ฝกร.ฉก.3 ผู้ประสานงานจุดรับสิ่งของใน อ.ภูสิงห์ ระบุว่าทหารไม่ได้ประกาศรับบริจาคหินคลุกหรือวัสดุสิ่งของใด ๆ แล้วแต่ว่าประชาชนจะนำสิ่งใดมาให้ โดยได้จัดจุดรับสิ่งของและเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานไว้แล้ว

ℹ️ข้อมูลเพิ่มเติม: วันที่ 8 มิ.ย. 68 พล.ต. กิติศักดิ์ ถาวร โฆษกกองทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กองทัพภาคที่ 2 เตรียมพร้อมด้านกําลังพล วัสดุ สิ่งอุปกรณ์ ยุทธภัณฑ์ ยุทโธปกรณ์และการส่งกําลังบํารุงไว้แล้ว จึงไม่มีการขอรับบริจาค แต่เนื่องจากประชาชนส่งเครื่องอุปโภค บริโภค และสิ่งของต่าง ๆ จำนวนมากมาให้ทหารที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพภาคที่ 2 จึงได้จัดจุดประสานงานเพื่อรับสิ่งของทั้งหมด 5 จุด ใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา, อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, อ.กันทรลักษณ์ และ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

ฝุ่นตลบชายแดนไทย-กัมพูชา: คนไทยเช็กข่าว

ขอบคุณที่มา Ubon Connect

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 รายการ โคแฟคสนทนารวมพลคนเช็กข่าว EP.5 ได้นำเสนอประเด็นร้อน “ข้อมูลชายแดนไทย-กัมพูชาสับสน คนไทยเช็กข่าวยังไงดี?” โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT, ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร หัวหน้าสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ“พี่กบ” คนเช็กข่าว ร่วมด้วย สุชัย เจริญมุขยนันท ดำเนินรายการ เพื่อชวนผู้ชมวิเคราะห์วิธีการตรวจสอบข้อมูลท่ามกลางความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลมีเดีย

คุณสุภิญญา กล่าวเปิดประเด็นว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้เต็มไปด้วย “สงครามข้อมูลข่าวสาร” โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ซึ่งสร้างความสับสนให้ประชาชนทั้งสองประเทศ “ตอนนี้คนไทยสับสนมาก เพราะมีทั้งข่าวจริงและข่าวปลอมปะปนกัน สงครามข้อมูลออนไลน์กำลังหนักหน่วง ทุกฝ่ายต่างนำเสนอข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง บางครั้งมีการบิดเบือนเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลาย” 

เธอย้ำว่า ประชาชนต้องมีสติและตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนเชื่อหรือแชร์ เพื่อลดอคติและป้องกันการตกเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการข้อมูล (IO) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างมีกลยุทธ์นี้ “เราต้องตั้งหลัก อย่าให้อารมณ์ความรักชาติครอบงำจนขาดเหตุผล เป้าหมายคือสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่สงบและใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย”

พี่กบ เปิดประเด็นถามถึง ข้อมูลชายแดนไทย-กัมพูชาสับสน คนไทยเช็กข่าวยังไงดี? โดย ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งติดตามประเด็นชายแดนมาโดยตลอด ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบข่าวสารอย่างเป็นระบบ 

“สำหรับคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ควรเริ่มจากติดตามเพจทางการของรัฐบาล เช่น เพจนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมักมีข้อมูลใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และสามารถเปรียบเทียบมุมมองจากเพจทางการของกัมพูชาได้ ด้วยฟังก์ชันแปลภาษาของโซเชียลมีเดียที่แม่นยำขึ้น” 

เขายังแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น จังหวัดอุบลราชธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง เช่น การสังเกตการใช้ชีวิตประจำวันของคนกัมพูชาที่เข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลในตัวเมือง ซึ่งยังคงมีอยู่แม้สถานการณ์จะตึงเครียด 

ผมไปโรงพยาบาลยังได้ยินภาษากัมพูชา แม้จะบางลง แต่ก็ยังมีคนมาใช้บริการ แสดงว่าสถานการณ์ในพื้นที่อาจไม่รุนแรงเท่าส่วนกลางมอง”

ดร.ธนเชษฐ ยังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมุมมองของคนในพื้นที่ชายแดนและส่วนกลาง “คนชายแดนเห็นการค้าขายและการไปมาหาสู่เป็นเรื่องปกติ แต่คนในส่วนกลางที่ถูกปลูกฝังเรื่องอธิปไตยอาจมองว่าแผ่นดินตารางนิ้วเดียวเสียไม่ได้ เมื่อเกิดความขัดแย้ง คนชายแดนจะกังวลเรื่องผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น ชาวบ้านในบุรีรัมย์ต้องพาวัวหนีหากเกิดสงคราม เพราะวัวคือทรัพย์สินสำคัญ” 

อาจารย์ยกตัวอย่างเพิ่มเติมจากงานวิจัยชายแดนไทย-ลาวว่า คนในพื้นที่มองชายแดนเป็นเรื่องยืดหยุ่น เช่น การข้ามฝั่งไปจับปลา แต่เมื่อมีผลประโยชน์ เช่น การท่องเที่ยว ชายแดนก็ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างมูลค่า “มุมมองของคนชายแดนและส่วนกลางจึงต่างกัน ประชาชนต้องเข้าใจบริบทนี้เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่บิดเบือน”

เมื่อถูกถามถึงวิธีสังเกตข่าวปลอม ดร.ธนเชษฐ แนะนำให้ดูที่แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น เพจกองบัญชาการกองทัพไทย หรือเพจไทยคู่ฟ้า ซึ่งมักตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว รวมถึงการตรวจสอบจากชุมชนท้องถิ่น เช่น กลุ่มไลน์ของอบต. ที่มักแจ้งเตือนสถานการณ์จริงในพื้นที่ นอกจากนี้ เขายังแนะนำแหล่งข้อมูลวิชาการ เช่น ผลงานของอาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน อาจารย์อัครพล ค่ำคูณ และอาจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ ซึ่งให้ข้อมูลที่เป็นกลางและไม่ปลุกอารมณ์โกรธแค้น  รวมถึงพอดแคสต์อย่าง Point of View และ Average History ที่ให้ความรู้สั้นกระชับเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

“พี่กบ” กล่าวเสริม ถึงความท้าทายในการรับข้อมูลที่ถูกต้องในยุคที่โซเชียลมีเดียรวดเร็วและรุนแรง “กระแสชาตินิยมมักมีนัยยะซ่อนเร้น บางครั้งข้อมูลที่ได้รับอาจไม่ถูกต้อง แต่เมื่อประชาชนมีอารมณ์ร่วม ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความตึงเครียด โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่ประชาชนสองฝ่ายมีการไปมาหาสู่และค้าขายเป็นปกติ” เขาเสนอว่า ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการแยกแยะข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศหรือภายในประเทศ “เราต้องแยกให้ออกว่านี่เป็นเรื่องของผู้นำหรือประชาชน ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจบริบทและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขร่วมกัน”

คุณสุภิญญา ปิดท้ายด้วยคำเตือนว่า “ในภาวะความขัดแย้ง ความจริงคือสิ่งแรกที่ถูกทำลาย ทุกฝ่ายมีปฏิบัติการข้อมูล (IO) เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ประชาชนต้องรู้เท่าทันว่าโซเชียลมีเดียถูกควบคุมด้วยอัลกอริทึมที่ทำให้เราอยู่ใน ‘ห้องแห่งเสียงสะท้อน’ เห็นแต่ข้อมูลที่ตรงกับความเชื่อของเรา” เธอแนะนำให้ประชาชนตั้งคำถามและมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก “ทางออกที่ดีที่สุดคือทางที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ อย่าเพิ่งอินกับข้อมูลมากเกินไป ต้องเช็กให้ชัวร์ ใช้เหตุผล และสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่เป็นเสียงของความจริงและมนุษยชาติ

จากรายการ โคแฟคสนทนา วิทยากรแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เพจทางการของรัฐบาลทั้งไทยและกัมพูชา รวมถึงเพจนักวิชาการที่มีข้อมูลเป็นกลาง เช่น อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน หรือพอดแคสต์ Point of View ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควรลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ต้องระวังอคติและอารมณ์ชาตินิยมที่อาจถูกปลุกผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในยุคที่อัลกอริทึมขับเคลื่อนข้อมูลให้อยู่ใน “ห้องแห่งเสียงสะท้อน” สุดท้าย ควรยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งทั้งในโลกออนไลน์และพื้นที่จริง


สวิตเซอร์แลนด์สั่งแบน ‘แมมโมแกรม’: ข่าวลวงแชร์วนซ้ำจากต่างประเทศก่อนมาถึงเมืองไทย

By : Zhang Taehun

ด่วน: สวิตเซอร์แลนด์ห้ามทำแมมโมแกรม — และได้เปิดโปงกลุ่มมาเฟียทางการแพทย์!

พาดหัวข้อความที่ถูกส่งเข้ามาสอบถามในระบบของ Cofact เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2568 โดยเนื้อหาของโพสต์ดังกล่าวอ้างว่า โดยอ้างว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์สั่งห้ามทำแมมโมแกรม ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองหาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม  และระบุด้วยว่า การตรวจด้วยวิธีดังกล่าวทำให้เกิด ผลบวกปลอมหมายถึงได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้ป่วย แถมยังอ้างว่าพบผลบวกปลอมสูงถึงร้อยละ 60 อีกต่างหาก และยังระบุด้วยว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นความจงใจของอุตสาหกรรมยาที่ต้องการสร้างกำไรจากสถานการณ์นี้

– แมมโมแกรมคืออะไร?

บทความ การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี ที่เผยแพร่ตั้งแต่เมื่อปี 2559 โดย รังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า แมมโมกราฟฟี (Mammography) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้สร้างภาพภายในเนื้อเยื่อของเต้านมโดยใช้รังสีเอ็กซ์ขนาดกำลังต่ำ การตรวจแมมโมกราฟฟีหรือที่เรียกกันว่า แมมโมแกรม นั้นเป็นการตรวจเพื่อหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ในขณะที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งทำให้มีโอกาสรักษาหายขาดมากที่สุด ทั้งนี้การตรวจด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี่แบ่งได้คร่าวๆ 2 แบบ คือ 

1.การตรวจในผู้ที่ไม่มีอาการ (Screeningmammography) เป็นการตรวจที่สำคัญในการคัดกรองหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น เพราะมะเร็งบางชนิดอาจใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงในเนื้อเยื่อเต้านมเป็น ปีหรือ 2 ปีก่อนที่ผู้ป่วยหรือแพทย์จะสามารถคลำส่วนที่ผิดปกตินี้ได้ ล่าสุดวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา  แนะนำให้เริ่มทำการตรวจ screening mammogram  ปีละครั้งเมื่อสตรีมีอายุ 40 ปีขึ้นไป สำหรับผู้หญิงที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือมีความเสี่ยงสูงเช่น มีประวัติมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรรับการตรวจก่อนอายุ 40 ปีหรือไม่ หรือควรตรวจอะไรเพิ่มเติม เช่น Breast MRI

2.การตรวจในผู้ที่มีอาการ (Diagnosismammography) เช่นคลำก้อนได้ที่เต้านม มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังบริเวณเต้านม หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติออกมาจากหัวนม (เลือด,หนอง) การตรวจนี้มักเป็นการตรวจเพิ่มเติมเมื่อพบความผิดปกติจาก Screening mammogram

เครื่องแมมโมแกรมมีส่วนที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมซึ่งใส่หลอดเอกซเรย์ และมีส่วนประกอบที่ช่วยให้รังสีผ่านเฉพาะเต้านมที่ทำการตรวจ เป็นเครื่องที่สร้างมาเพื่อใช้ตรวจเฉพาะเต้านมเท่านั้น โดยจะมีแผ่นรองรับเต้านมและกดเนื้อเต้านมในมุมต่างๆเพื่อการถ่ายภาพ การตรวจ Breast tomosynthesis  ต้องใช้เครื่อง Digital mammography เท่านั้น แต่ไม่ใช่ทุกเครื่อง Digital mammography จะสามารถตรวจด้วยวิธี tomosynthesis ได้

เครื่องจะให้กำเนิดรังสีเอกซ์ในขนาดที่พอเหมาะ ผ่านอวัยวะที่จะทำการตรวจ รังสีที่ผ่านจะถูกเก็บไว้ในแผ่นรับรังสีซึ่งจะได้รับการแปลเป็นภาพผ่านระบบคอมพิวเตอร์ให้แพทย์แปลผลอีกครั้งหนึ่ง ในอดีตแผ่นรับรังสีเป็นแผ่นฟิล์มแต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นแผ่นรับรังสีที่เป็นระบบอิเล็คทรอนิกส์แทน แต่แผ่นฟิล์มก็ยังคงใช้อยู่ ทั้งนี้ การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี เป็นการตรวจที่ไม่ต้องเข้าพักในโรงพยาบาล (ตรวจแบบผู้ป่วยนอก) เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคที่ผ่านการอบรมเฉพาะจะเป็นผู้ทำการถ่ายภาพ โดยเริ่มต้นด้วยการจัดตำแหน่งของเต้านมให้พอเหมาะที่แผ่นรองรับที่ตัวเครื่องและใช้แผ่นใสแข็งอีกแผ่นค่อยๆกดเต้านมเพื่อให้เนื้อเยื่อแผ่ออก และไม่ขยับระหว่างทำการถ่ายภาพ

– สวิตเซอร์แลนด์สั่งห้ามตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเมมโมแกรมจริงหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จริ แถมเรื่องนี้ยังเคยเป็นข่าวลวงในต่างประเทศและถูกหักล้างไปแล้ว ก่อนจะถูกแปลเป็นภาษาไทยและเข้ามาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ของไทยอีกต่างหาก อาทิ ในวันที่ 13 มิ.ย. 2567 เว็บไซต์ นสพ. USA Today สหรัฐอเมริกา เผยแพร่บทความ Mammograms don’t cause cancer, aren’t banned in Switzerland | Fact check โดยอ้างถึงโพสต์หนึ่งที่ถูกแชร์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2567 ระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในโลกที่ห้ามการตรวจแมมโมแกรม และอ้างว่า ผลการตรวจที่เป็นบวกราวร้อยละ 50-60 ไม่ถูกต้องและกระบวนการคัดกรองกระตุ้นการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเนื้องอก โพสต์ดังกล่าวได้รับการแชร์มากกว่า 100 ครั้งในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ แถมยังถูกนำไปแชร์บนแพลตฟอร์มอื่น เช่น X (ทวิตเตอร์เดิม)

(ภาพ 01) โพสต์ที่ USA Today อ้างถึง (ในภาพเป็นวันที่ 3 มิ.ย. 2567 เข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องของโซนเวลา)

ในเวลานั้น ผู้สื่อข่าวของ USA Today ได้สอบถามไปยัง เซลีน เรย์มอนด์ (Celine Reymond) โฆษกสำนักงานสาธารณสุขกลางของสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับคำยืนยันว่า ในระดับประเทศไม่มีนโยบายห้ามการตรวจเอกซเรย์ด้วยแมมโมแกรม โดยโปรแกรมการตรวจคัดกรองนั้นจัดทำขึ้นโดยรัฐต่างๆ

ขณะที่ คอร์เนเลีย ลีโอ (Cornelia Leo) หัวหน้าแพทย์ของ Interdisciplinary Breast Center ของ Cantonal Hospital Baden ในเมืองบาเดิน (Baden) ของสวิตเซอร์แลนด์ ให้ข้อมูลว่า การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมมีให้บริการใน 14 รัฐจากทั้งหมด 26 รัฐในสวิตเซอร์แลนด์ และอีก 4 รัฐกำลังดำเนินการนำโปรแกรมดังกล่าวไปปฏิบัติ ส่วนในรัฐอื่นๆ ก็มีการตรวจแมมโมแกรมด้วยเช่นกัน แต่ในระดับบุคคล เรียกว่าการตรวจคัดกรองแบบตามโอกาส ทั้งนี้ โปรแกรมการตรวจคัดกรองแมมโมแกรมเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพสูงที่ได้รับการตรวจสอบเป็นประจำ

นอกจากนั้น ข้อมูลที่ทางเว็บไซต์ของโรงพยาบาลซูริก ยังระบุด้วยว่า โรงพยาบาลได้เชิญชวนสตรีที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และไม่มีอาการมะเร็งเต้านม ให้เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุกๆ 2 ปีในบางรัฐ แต่การตรวจคัดกรองจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้านคุณภาพที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย 

ในเวลาต่อมา วันที่ 20 ก.พ. 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ เผยแพร่บทความ Fact Check: Switzerland has not banned mammograms, contrary to online claims ระบุว่า พบโพสต์เนิ้อหาทำนองเดียวกันกับUSA Today เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2567 บนแพลตฟอร์ม X และเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม จากคำตอบที่ได้รับทางอิเมล ซึ่งผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ได้สอบถามไปยัง สำนักงานสาธารณสุขกลางของสวิตเซอร์แลนด์ ยังคงยืนยันเช่นเดิมว่า สวิตเซอร์แลนด์ไม่มีนโยบายห้ามการตรวจแมมโมแกรม

ทางสำนักงานสาธารณสุขกลางของสวิตเซอร์แลนด์ ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า คำกล่าวอ้างที่ถูกแชร์กันในโลกออนไลน์ เป็นการตีความรายงานปี 2557 ผิด โดยคณะกรรมการการแพทย์สวิส (SMB) ซึ่งตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และ SMB ถูกยุบไปตั้งแต่เมื่อปี 2565 ทั้งนี้ ในสวิตเซอร์แลนด์แนะนำให้ทำการตรวจแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป และโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจะจัดตั้งขึ้นโดย แคนตัน (Canton)” ต่างๆ ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารในสวิตเซอร์แลนด์ที่คล้ายกับเทศมณฑล (County) หรือมลรัฐ (State)

จากแผนที่ 26 รัฐของสวิตเซอร์แลนด์ มี 15 รัฐที่เสนอโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบ โดยรัฐอื่นๆ อีก 3 รัฐมีแผนที่จะแนะนำโครงการในอนาคต โครงการที่เป็นระบบคือโครงการที่ผู้หญิง – มักจะอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป – ได้รับเชิญให้เข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำนอกจากนี้ ยังมีอีก 8 รัฐที่มีโครงการเฉพาะกิจ โดยที่ผู้หญิงจะถูกส่งไปตรวจแมมโมแกรมหลังจากได้รับการแนะนำจากแพทย์ รายงานการตรวจสอบของรอยเตอร์ ระบุ

– ผลบวกปลอมจากการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมสูงถึงร้อยละ 50  60 จริงหรือ?

คำตอบคือ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในวันที่ 24 มี.ค. 2568 สำนักข่าว Euronews ของฝรั่งเศสเผยแพร่รายงาน No, Switzerland hasn’t banned mammograms นอกจากจะยืนยันอีกครั้งว่าเรื่องสวิตเซอร์แลนด์แบนการตรวจด้วยแมมโมแกรมนั้นไม่เป็นความจริงแล้ว ยังไปสอบถามผู้เชี่ยวชาญในประเด็นผลบวกปลอมนี้ด้วย

ปาร์ธา บาซู (Partha Basu) หัวหน้าสาขาการตรวจจับในระยะเริ่มต้น การป้องกัน และการติดเชื้อของสำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในเมืองลียงของฝรั่งเศส อธิบายว่า แม้ผลบวกปลอมจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดกรอง แต่การได้รับผลบวกปลอมเพียงครั้งเดียวก็ไม่เหมือนกับการวินิจฉัยขั้นสุดท้าย โดย ต้องเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างการตรวจคัดกรอง (Screening Test) และการตรวจวินิจฉัย (Diagnostic Test) โดยการตรวจวินิจฉัยก็เหมือนกับการตัดชิ้นเนื้อ ซึ่งคาดหวังว่าจะมีความแม่นยำสูงมาก

การตรวจคัดกรองเป็นเพียงการระบุว่าใครมีความเสี่ยงสูงหรือเสี่ยงต่ำที่จะเป็นโรค และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงแนะนำเสมอว่าผู้หญิงที่ผลการตรวจแมมโมแกรมเป็นบวกควรเข้ากระบวนการสอบสวนโรค (Investigated) โดยเร็วที่สุด บาซูกล่าว  

รายงานข่าวของ USA Today อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่า ผู้หญิงมากกว่าร้อยละ 50 ในสหรัฐฯ ที่เข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปีเป็นเวลา 10 ปี จะได้รับผลบวกปลอมในบางช่วงเวลา ซึ่งหมายความว่าพบความผิดปกติในภาพเอกซเรย์แต่ไม่พบมะเร็งซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์กร Susan G. Komen ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ทำงานด้านมะเร็งเต้านมในสหรัฐฯรายงานในทำนองเดียวกันว่าโอกาสเกิดผลบวกปลอมอยู่ที่ร้อยละ 50-60 หลังจากทำแมมโมแกรม 10 ปี โดยผลบวกปลอมเกิดขึ้นบ่อยกว่าเล็กน้อยในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า

ขณะที่รายงานของรอยเตอร์ อ้างอิงคำอธิบายของ คริส เดอ วูล์ฟ (Chris de Wolf) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและประธานองค์กรอ้างอิงยุโรปด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและบริการวินิจฉัยคุณภาพ ที่กล่าวว่า ในยุโรป สัดส่วนของผู้หญิงที่ถูกเรียกตัวกลับมาตรวจเพิ่มเติมอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10-12 ในครั้งแรก และร้อยละ3-5 ในการตรวจครั้งต่อไป ซึ่งตัวเลขหลังนี้หมายความว่าผู้หญิง 30-50 คนในทุกๆ 1,000 คนถูกเรียกตัวกลับมาตรวจเพิ่มเติมหลังการตรวจแมมโมแกรม และในจำนวนผู้หญิงที่ถูกเรียกตัวกลับมา ประมาณ 7 คนจะเป็นมะเร็ง 

ดังนั้น ในจำนวนผู้หญิงที่ถูกเรียกตัวกลับมา 23  43 คน หรือ 76  86% ให้ผลบวกปลอม แต่เมื่อพิจารณาเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงทั้งหมดที่ได้รับการคัดกรอง จะพบว่าอยู่ที่ 23  43 ใน 1,000 คน หรืออยู่ที่ 2.3  4.3% โดยโพสต์ดังกล่าวอาจหมายถึงความเสี่ยงสะสมของผลบวกปลอมด้วย ตัวอย่างเช่น หากอัตราผลบวกปลอมอยู่ที่ 5% และผู้หญิงเข้ารับการตรวจคัดกรอง 12 ครั้งตั้งแต่อายุ 50 ปี ความเสี่ยงสะสมโดยประมาณของผลบวกปลอมในช่วงเวลาดังกล่าวจะอยู่ที่ 60% เดอ วูล์ฟ ระบุ

อัตราการตรวจซ้ำเฉลี่ยของสวิตเซอร์แลนด์สำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 50-69 ปีอยู่ที่ 31 ต่อ 1,000คนในปี 2562 – 2564 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 3 ของผู้หญิงทั้งหมดที่ได้รับการตรวจคัดกรอง ทั้งนี้ ตามรายงานที่จัดทำขึ้นสำหรับ Swiss Cancer Screening อัตราผลบวกปลอมอยู่ที่ 26 ต่อผู้หญิง 1,000 คน ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 2.6 ของผู้ที่ได้รับการตรวจคัดกรองทั้งหมด อัตราดังกล่าวสูงขึ้นสำหรับผู้ที่เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมครั้งแรกในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราการตรวจซ้ำอยู่ที่ 110.8 ต่อ 1,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 11 ของผู้ที่ได้รับการตรวจคัดกรองทั้งหมด อัตราการตรวจพบผลบวกปลอมอยู่ที่ 105 รายต่อผู้เข้ารับการตรวจ 1,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 10.5 ของผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด

– ตรวจแมมโมแกรมทำให้เกิดเนื้องอก? 

เป็นข้อความที่ถูกส่งเข้ามาถามในระบบของ Cofact และมีการระบุด้วยว่า ยิ่งแย่ลงไปอีก: แมมโมแกรมอาจทำให้เนื้องอก(ถ้ามี)แพร่กระจายได้ การศึกษาวิจัยใหม่ยืนยันว่าการกดทับเนื้อเยื่อที่บอบบางอาจกระตุ้นให้เกิดการแพร่กระจาย และการทดสอบอาจเพิ่มโรคก็ได้

คำตอบคือ ไม่จริง  โดยรายงานการตรวจสอบจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ยืนยันโดยอ้างคำพูดของปาริสา ล็อตฟี (Parisa Lotfi) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านรังสีวิทยาและการถ่ายภาพทางชีวการแพทย์ที่ศูนย์มะเร็งเยล (YCC) ในสหรัฐฯ ที่กล่าวกับ USA Today ว่า โพสต์ที่ว่าแมมโมแกรมกระตุ้นการเติบโตของเนื้องอกและการแพร่กระจายนั้นไม่เป็นความจริง ไม่มีหลักฐานใดๆ เลยที่บ่งชี้ว่าแมมโมแกรมทำให้เกิดมะเร็ง การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม ทั้งแรงกดจากแมมโมแกรมและปริมาณรังสีของมะเร็งเต้านมไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดย พ.ร.บ.คุณภาพและมาตรฐานแมมโมแกรม(Mammography Quality and Standards Act) ขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) รับรองว่าปริมาณรังสีอยู่ในช่วงที่ปลอดภัยและต่ำกว่าค่ามาตรฐานของรังสีเอ็กซ์

เอวานโดร เดอ อาซัมบูจา (Evandro de Azambuja) หัวหน้าทีมสนับสนุนทางการแพทย์ของสถาบัน Jules Bordet ในเมืองอันเดอร์เลชท์ของเบลเยียม อธิบายกับ Euronews ว่า หากปฏิบัติตามขั้นตอนที่เคร่งครัดตามคำแนะนำของหน่วยงานต่างๆ ปริมาณรังสีก็จะต่ำ ดังนั้นจะไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งจากการฉายรังสีแมมโมแกรม

สรุปแล้วการตรวจแมมโมแกรมมีประโยชน์หรือไม่?

รายงานของ Euronews อ้างความเห็นของ จูเลีย ชวาร์ตซ์ (Julia Schwarz) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจจับระยะเริ่มต้นจาก Swiss Cancer League ในเมืองเบิร์น (Bern) ของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ระบุว่า ผู้หญิงควรได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับผลบวกปลอมก่อนเข้ารับการตรวจแมมโมแกรม โอกาสนั้นไม่มากนัก แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นคือโอกาสในการรักษาให้หายจะสูงขึ้น

เช่นเดียวกับ คอร์เนเลีย ลีโอ หัวหน้าแพทย์ของ สถาบันรักษาเต้านมแบบบูรณาการ (Interdisciplinary Breast Center) ของ Cantonal Hospital Baden ในเมืองบาเดินของสวิตเซอร์แลนด์ ที่กล่าวกับ USA Today ว่า ข้อดีของการตรวจแมมโมแกรมนั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ผลการศึกษาในระดับนานาชาติและในสวิตเซอร์แลนด์แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ มะเร็งเต้านมจะถูกตรวจพบในระยะเริ่มแรก ทำให้การรักษามีภาระน้อยลงด้วย ลีโอกล่าว 

ขณะที่ประเทศไทย เท่าที่สืบค้นได้ มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ห่างกันประมาณ 1 ปี โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2567 รายการ ชัวร์ก่อนแชร์ ทางช่อง MCOT HD ได้สอบถามไปยัง ศ.พญ.ชลทิพย์ วิรัติพันธ์ หัวหน้าศูนย์วินิจฉัยเต้านม ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รับคำยืนยันว่า จากการวิจัยทั่วโลกที่ทำกันมากว่า 30 ปี ชี้ว่า แมมโมแกรมเป็นวิธีเดียวที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้มากกว่าร้อยละ 20

และแม้จะมีการตรวจพบผลบวกลวง ก็ไม่ได้แปลว่าจะหักล้างและสรุปว่าไม่ควรตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม ซึ่งหากเทียบกันระหว่างการตรวจหามะเร็งเต้านมตั้งแต่แรกๆ กับการเจอผลบวกลวง โดยเป็นการเจอชิ้นเนื้อแต่ยังบอกไม่ได้ว่าคืออะไร ขั้นตอนต่อไปก็จะแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อ และการตรวจชิ้นเนื้อนั้นแล้วพบว่าไม่ใช่มะเร็ง ก็เท่ากับว่าเราสามารถเก็บชิ้นเนื้อนั้นไว้กับร่างกายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ดีกว่าไม่รู้แล้วต้องมาคอยลุ้นว่าชิ้นเนื้อจะโตขึ้นหรือไม่ นอกจากนั้นยังควบคุมปริมาณรังสีที่ใช้ให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย  

การทำแมมโมแกรมยังไม่กระตุ้นให้เกิดเนื้องอก เพราะไม่ได้ทำให้เซลล์มะเร็งกระจายไปที่ไหนหรือทำให้ลุกลามมากขึ้น ส่วนที่บอกว่าผู้หญิงแข็งแรงทำแมมโมแกรมแล้วตรวจเจอมะเร็ง เรื่องนี้เป็นไปได้ว่าเป็นการเจอมะเร็งที่ซ่อนอยู่เงียบๆ ยังไม่แสดงอาการ สุดท้ายคือสวิตเซอร์แลนด์ก็ไม่ได้ห้ามการตรวจแมมโมแกรม เพียงแต่ที่นั่นรัฐบาลไม่ได้บรรจุให้เป็นสิทธิประโยชน์ และไม่ได้สนับสนุนหรือเชิญชวนให้มาตรวจ 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2568 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รายงานโดยอ้างกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า สวิตเซอร์แลนด์ยังคงแนะนำและให้บริการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งการตรวจแมมโมแกรมถือเป็นวิธีตรวจคัดกรองมาตรฐาน (gold standard) สำหรับการตรวจหามะเร็งเต้านมในผู้หญิง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป 

ปัจจุบันมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนว่า แมมโมแกรมสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาหายและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยขนาดใหญ่ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และประเทศในยุโรป พบว่า การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ 20-40% ในกลุ่มสตรีที่เข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังแนะนำให้ประเทศที่มีทรัพยากรเพียงพอดำเนินโปรแกรมการตรวจแมมโมแกรมอย่างเป็นระบบโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการสุขภาพและลดภาระของโรคในระยะยาว แม้ว่า การตรวจแมมโมแกรมจะมีความเสี่ยงบางประการ เช่น การได้รับรังสีในปริมาณเล็กน้อย แต่เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของการตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นซึ่งช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตแล้ว การตรวจแมมโมแกรมจึงให้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

รวมถึงเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute” ก็ยังโพสต์คลิปวีดีโอพร้อมคำบรรยาย ข่าวดีของหญิงไทย…. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์  ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 0 22026800 ต่อ 1127

บทสรุปคือ สวิสเซอร์แลนด์สั่งแบนแมมโมแกรมเป็นอีกหนึ่งข่าวลวงที่เข้าข่าย แชร์วนซ้ำ” มีการหักล้างไปแล้วก็ยังกลับมาใหม่ได้อีก!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://cofact.org/article/3ceijwwvsa336

https://www.radiologythailand.org/th/การตรวจเต้านมด้วยเครื่/ (การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี่ : รังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย)

https://www.usatoday.com/story/news/factcheck/2024/06/13/mammograms-banned-switzerland-fact-check/74005275007/ (Mammograms don’t cause cancer, aren’t banned in Switzerland | Fact check : USA Today 13 มิ.ย. 2567)

https://www.reuters.com/fact-check/switzerland-has-not-banned-mammograms-contrary-online-claims-2025-02-20/ (Fact Check: Switzerland has not banned mammograms, contrary to online claims : รอยเตอร์ 20 ก.พ. 2568)

https://www.euronews.com/my-europe/2025/03/24/no-switzerland-hasnt-banned-mammograms (No, Switzerland hasn’t banned mammograms : Euronews 24 มี.ค. 2568)

https://www.youtube.com/watch?v=gD9c4bIQMew (ชัวร์ก่อนแชร์ : แมมโมแกรม อันตราย กระตุ้นให้เป็นมะเร็ง จริงหรือ? : ชวร์ก่อนแชร์ 20 พ.ค. 2567)

https://www.antifakenewscenter.com/ผลิตภัณฑ์สุขภาพ/การทำแมมโมแกรมอาจกระตุ้นให้เนื้องอกลุกลาม/ (การทำแมมโมแกรมอาจกระตุ้นให้เนื้องอกลุกลาม : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม 3 มิ.ย. 2568)

https://www.facebook.com/NationalCancerInstitute.Thailand/videos/1606874680006528


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2568

ดื่มน้ำต้มแพงพวยฝรั่งตากแห้ง แก้เบาหวาน ลดความดันโลหิต ต้านมะเร็ง ถอนพิษ แก้หนองใน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2p0qtqfznujri


นั่งชักโครกสาธารณะติด HPV…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/yds7bjvclr94


ภาพวิดีโอ สมเด็จฮุน เซน ลูบหัว รมว.กลาโหมไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/300tcdrx850vh


จัดพื้นที่สูบบุหรี่ในสนามบิน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5evm4yrwmlbc


ลาวผ่อนปรนนำเข้าโค กระบือ และหมูจากไทย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/uifxt130fjp


13-16 มิ.ย. 68 พายุดีเปรสชันกระทบไทย ทำมรสุมแรง ฝนตกหนัก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2vy1hcanvl8pp


เชื้อ HIV ทำลายเม็ดเลือดขาว หากไม่รักษาจะเข้าสู่ระยะโรคเอดส์

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jxzpjxgbghq9


การจูบลงไปบริเวณที่มีแผลของโรคซิฟิลิส มีโอกาสที่จะติดโรคได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/zdsc5l6r2a20


กัมพูชา โต้กลับให้ คนไทย เข้าประเทศได้แค่ 7 วัน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36hfv1876acey


รู้ได้ไง “AI” หรือ “ภาพจริง”? เจาะลึกการตรวจสอบข่าวลวงในยุคความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

ขอบคุณที่มา ubonconnect

ในยุคที่ข้อมูลท่วมท้นบนโซเชียลมีเดีย การแยกแยะระหว่างภาพจริงและภาพที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์(AI) กลายเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังร้อนระอุ รายการ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าวEP.4” เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ได้พูดคุยถึงวิธีการตรวจสอบข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือน พร้อมชวนทุกคนรู้เท่าทันสื่อ ด้วยการสนทนานำโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ, สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT, กุลธิดา สามะพุทธิ Fact-checker จากโคแฟค และ พี่ช้าง ธรรมชาติ ทานตะวันสดใส ตัวแทนคนเช็กข่าวที่นำประเด็นมาเสนอ

สุภิญญา กลางณรงค์ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ความร้อนแรงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงปัญหาข้อมูลบิดเบือนที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความเกลียดชัง เธอกล่าวว่า“ข้อมูลที่บิดเบือนหรือตั้งใจปั่น เพื่อประโยชน์ทางการเมืองสามารถจุดชนวนความโกรธเกลียดได้ง่าย” 

โดยเฉพาะในยุคที่ AI สามารถสร้างภาพและคลิปที่เหมือนจริงได้อย่างน่ากลัว เธอเน้นย้ำว่า ทุกคนต้องรู้เท่าทันข้อมูล โดยตั้งคำถามว่าเป็น “AI หรือ IO (Information Operation)” ซึ่งหมายถึงปฏิบัติการข้อมูลที่อาจมีแรงจูงใจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม สุภิญญายังชวนผู้ชมส่งภาพหรือคลิปที่น่าสงสัยมาให้ทีมโคแฟคตรวจสอบ เพื่อช่วยกันแยกแยะความจริง

พี่ช้าง นำเสนอกรณีตัวอย่างคลิปที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแสดงภาพบุคคลที่หน้าคล้ายนักการเมืองไทยกำลังยกมือไหว้ผู้นำกัมพูชา พร้อมซาวด์ตลกขบขันเขาตั้งคำถามว่า “คลิปนี้จริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงการแชร์เพื่อความขบขัน แต่ทำให้คนเข้าใจผิด?” พี่ช้างยอมรับว่า ความสมจริงของภาพและคลิปที่สร้างจาก AI ทำให้ผู้บริโภคสื่ออย่างเขาแยกแยะได้ยากและจำเป็นต้องพึ่งพาการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ

กุลธิดา สามะพุทธิ อธิบายวิธีการตรวจสอบภาพและคลิปอย่างละเอียด กรณีแรกคือภาพนิ่งที่ถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งหน้าตาคล้ายนักการเมืองไทยและผู้นำกัมพูชา เธอเล่าว่า ทีมโคแฟคใช้วิธี Reverse Image Search เพื่อค้นหาที่มาของภาพใน Google แต่ไม่พบแหล่งที่มา จึงค้นหาข่าวเพิ่มเติมและพบว่าไม่มีรายงานการพบปะระหว่างบุคคลทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าวต่อมาเมื่อตรวจสอบใน TikTok พบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์พร้อมแฮชแท็ก #AI ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นภาพที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ และถูกแชร์ต่อใน Facebook โดยไม่ระบุว่าเป็น AI ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างกว้างขวาง กุลธิดายังชี้จุดสังเกตภาพ AI เช่น ความผิดปกติของเส้นผม ลายธงกัมพูชา และเข็มกลัดที่ขาดรายละเอียด ซึ่งสามารถช่วยระบุว่าเป็นภาพปลอม

กรณีที่สองที่กุลธิดานำเสนอคือภาพป้ายหน้าร้านที่ระบุว่า “ไม่รับคนงานเขมร” ซึ่งถูกแชร์ใน X และแพลตฟอร์มอื่นๆ เธอวิเคราะห์ว่า ป้ายดูตึงเกินไปและขาดรอยยับตามธรรมชาติ รวมถึงมือของบุคคลในภาพที่เบลอ และแสงเงาที่ไม่สอดคล้องกัน

บ่งชี้ว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI หรืออาจถูกแต่งด้วยPhotoshop กุลธิดาเตือนว่า แม้ภาพจะเป็นของจริง ก็อาจถูกนำมาใช้ในบริบทที่ผิด (False Context) เช่นภาพจากอดีตที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

กรณีต่อไปเป็นคลิปที่แชร์ใน Facebook, LINE Open Chat และ TikTok ซึ่งแสดงภาพทหารกัมพูชานอนบนผ้า พร้อมคำบรรยายที่ล้อเลียนว่าเป็นการ “ซ้อมห่อศพ” กุลธิดาค้นพบว่า คลิปนี้มาจากบัญชี TikTok ของหน่วยงานสาธารณสุขกัมพูชา ซึ่งระบุว่าเป็นการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ไม่ใช่การฝึกห่อศพอย่างที่เข้าใจผิด น่าเสียดายที่สื่อหลักบางช่องนำคลิปนี้ไปรายงานโดยไม่ตรวจสอบให้ชัดเจน สร้างความเข้าใจผิดเพิ่มขึ้น

กรณีสุดท้ายที่กุลธิดานำเสนอคือคลิปจาก YouTube ที่ถูกแชร์ข้ามแพลตฟอร์ม โดยยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากอ้างว่า สหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลโลก(International Court of Justice – ICJ) เนื่องจากเห็นใจประเทศไทยที่ถูก “รังแก” โดยกัมพูชาในกรณีพิพาทชายแดน

กุลธิดาตรวจสอบพบว่า ข้อมูลนี้บิดเบือนความจริงเพราะสหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ(International Criminal Court – ICC) ไม่ใช่ศาลโลกที่เกี่ยวข้องกับคดีพิพาทเขตแดน

เธอตั้งข้อสังเกตว่า ความผิดพลาดนี้อาจเกิดจากความเข้าใจผิดของยูทูบเบอร์ หรือจงใจบิดเบือนเพื่อเรียกยอดวิวและกระแส โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชากำลังเป็นที่สนใจ กุลธิดาย้ำว่า ข้อมูลเช่นนี้สามารถตรวจสอบได้จากสื่อที่น่าเชื่อถือ ซึ่งควรรายงานข่าวการคว่ำบาตรศาลโลกอย่างกว้างขวางหากเป็นเรื่องจริง

สุชัย เจริญมุขยนันท เสริมว่า สื่อกระแสหลักควรเป็นที่พึ่งของประชาชน และไม่ควรนำข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบไปเผยแพร่ เขายังชี้ว่า ผู้บริโภคสื่อควรระวังการแชร์ข้อมูลด้วยอคติ (Confirmation Bias) ซึ่งอาจทำให้แชร์ข้อมูลลวงโดยไม่ตั้งใจ

บทสรุป รายการนี้เรียกร้องให้ทุกคนเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง โดยตั้งคำถามว่า “เป็น AI หรือIO?” ก่อนแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะในเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง สุภิญญาแนะนำให้ใช้ความช่างสังเกตและวิจารณญาณ รวมถึงส่งข้อมูลที่น่าสงสัยให้ทีมโคแฟคช่วยตรวจสอบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลวง

สุชัยทิ้งท้ายว่า บางภาพอาจจับแพะชนแกะ “อย่าเพิ่งเชื่อ อย่าเพิ่งแชร์ จนกว่าจะเช็กให้ชัวร์” เพื่อสร้างสังคมที่รู้เท่าทันสื่อและลดการจับแพะชนแกะที่อาจสร้างความแตกแยก


สหรัฐฯ คว่ำบาตร “ศาลอาญาโลก” ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรศาลโลก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน หยุดแชร์**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 มิ.ย. 68 ยูทูเบอร์คนไทยที่เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชาโพสต์วิดีโอเล่าข่าวหัวข้อ “ไทยเฮ..ทรัมป์จัดหนักศาลโลกหลังเขมรขย่มไทย ลั่น..ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณา” อ้างว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา “ประกาศคว่ำบาตรศาลโลก” เนื้อหานี้ถูกนำไปแชร์ต่อในติ๊กต็อกและกลุ่มไลน์โอเพนแชท

โคแฟคตรวจสอบจากสำนักข่าวต่างประเทศที่เชื่อถือได้และเว็บไซต์ทำเนียบขาวพบว่า ศาลที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court – ICC) ไม่ใช่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก (International Court of Justice – ICJ) ซึ่งเป็นศาลที่วินิจฉัยข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร และล่าสุดทางการกัมพูชามีมติจะนำข้อพิพาทพื้นที่ปราสาทตาเมือนและบริเวณใกล้เคียงรวม 5 จุดเข้าสู่การพิจารณาของศาลนี้

ส่วนศาลอาญาระหว่างประเทศหรือศาลอาญาโลกดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม ซึ่งเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 68 ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารในการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อศาลอาญาโลก และ 5 มิ.ย. 68 ประกาศคว่ำบาตรผู้พิพากษาศาลอาญาโลก 4 คน เพื่อตอบโต้การออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล พันธมิตรของสหรัฐฯ และการสอบสวนสหรัฐฯ ในข้อกล่าวหาก่ออาชญากรรมสงครามในอัฟกานิสถาน

สรุปว่าการคว่ำบาตรศาลอาญาโลกของสหรัฐฯ ไม่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยนำมาบิดเบือนและโยงมั่วเข้ากับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 7 มิถุนายน 2568

จังหวัดศรีสะเกษ พบผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2q2psvfv57g9


สนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 อาจส่งผลให้รู้สึกเหนื่อย ง่วง และอารมณ์แปรปรวน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2igaaer08jiu9


ความดันลดแล้ว เลิกใช้ยาลดความดันได้ทันที…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/309uao7aaa6fo


ผู้ชายเสี่ยงโรคความดันมากกว่าผู้หญิง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3f1pnzh0e2yel


ความดันสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท ถึงอันตราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ngrqlpd7wnro


จังหวัดศรีสะเกษ พบผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2q2psvfv57g9


กยศ. เปิดลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอรับเงินคืน กรณีคำนวณหนี้ใหม่

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/24xveytq08bqi


ดื่มเหล้า ไม่แปรงฟัน ทำให้ฟันผุ จนเกิดการติดเชื้อฝีหนองที่รากฟันและปอด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/117w4rm2t951q


หมอยง ยันโควิด NB.1.8.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลักของไทยแล้ว ย้ำแพร่เร็ว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3beb2cgmzge8p


มะพร้าวเจาะรูทิ้งไว้ ก่อให้เชื้อรา ทำให้สมองบวม เสียชีวิต…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/e1109swvid58


 รับประทานเนื้อวัวเสี่ยงเป็นโรคแอนแทรกซ์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4fnraj6j7o67


คลิปทหารกัมพูชาอบรมปฐมพยาบาล ถูกคนไทยนำมาล้อเลียนว่าเป็นการ “ซ้อมห่อศพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ทหารกัมพูชาฝึกซ้อมห่อศพและเคลื่อนย้ายร่างทหาร

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน หยุดแชร์**

เนื้อหาโดยสรุป: ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยจำนวนมากแชร์คลิปวิดีโอทหารกัมพูชายืนชมการสาธิตการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ โดยทหารคนหนึ่งแสดงเป็นผู้บาดเจ็บนอนบนผ้าขาว โพสต์เหล่านี้เขียนคำบรรยายเชิงล้อเลียนและบิดเบือนว่าทหารกัมพูชากำลังฝึกห่อศพและเคลื่อนย้ายทหารที่เสียชีวิต คลิปและภาพนิ่งที่แคปเจอร์จากวิดีโอนี้ถูกแชร์อย่างกว้างขวางทั้งในเฟซบุ๊กและติ๊กต็อก (ลิงก์บันทึก) นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนนำไปรายงานอีกด้วย

โคแฟคตรวจสอบพบว่าคลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางเฟซบุ๊กของบุคคลากรสาธารณสุขกัมพูชาช่วงเช้าวันที่ 31 พ.ค. 68 โดยเขาเขียนคำบรรยายเป็นภาษาเขมร แปลเป็นไทยได้ว่าภาพการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารสำหรับ ปฏิบัติการช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยพิบัติ จัดที่จังหวัดพระวิหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากหน่วยงานเดียวกันโพสต์คลิปนี้ในติ๊กตอกโดยให้ข้อมูลว่าการอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 พ.ค. 68 

คลิปนี้มีความยาวเกือบ 3 นาที มีทั้งการทำซีพีอาร์ การปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บด้วยการอุ้ม พยุงเดินและการใช้ผ้า แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยตัดตอนเฉพาะส่วนที่เจ้าหน้าที่สาธิตการใช้ผ้าผืนใหญ่เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บและบิดเบือนข้อมูลว่าเป็นการฝึกห่อผ้าและเคลื่อนย้ายร่างทหารที่เสียชีวิต

คลิปฝึกปฐมพยาบาลของทหารกัมพูชา ถูกผู้ใช้โซเชียลมีเดีย-สื่อไทย บิดเบือนว่าเป็นการ “ซ้อมห่อศพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ทหารกัมพูชาฝึกซ้อมห่อศพและเคลื่อนย้ายร่างทหารที่เสียชีวิต

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน หยุดแชร์**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยจำนวนมากแชร์คลิปวิดีโอทหารกัมพูชายืนชมการสาธิตการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ โดยทหารคนหนึ่งแสดงเป็นผู้บาดเจ็บนอนบนผ้าขาว โพสต์เหล่านี้เขียนคำบรรยายเชิงล้อเลียนและบิดเบือนว่าทหารกัมพูชากำลังฝึกห่อศพและเคลื่อนย้ายทหารที่เสียชีวิต คลิปและภาพนิ่งที่แคปเจอร์จากวิดีโอนี้ถูกแชร์อย่างกว้างขวางทั้งในเฟซบุ๊กติ๊กต็อก และมีการนำไปรายงานต่อในสื่อโทรทัศน์

โคแฟคตรวจสอบพบว่าคลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางเฟซบุ๊กของบุคคลากรสาธารณสุขกัมพูชาช่วงเช้าวันที่ 31 พ.ค. 68 โดยเขาเขียนคำบรรยายเป็นภาษาเขมร แปลเป็นไทยได้ว่าภาพการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารสำหรับ ปฏิบัติการช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยพิบัติ จัดที่จังหวัดพระวิหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากหน่วยงานเดียวกันโพสต์คลิปนี้ในติ๊กตอกโดยให้ข้อมูลว่าการอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 พ.ค. 68  

คลิปนี้มีความยาวเกือบ 3 นาที มีทั้งการทำซีพีอาร์ การปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บด้วยการอุ้ม พยุงเดินและการใช้ผ้า แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยตัดตอนเฉพาะส่วนที่เจ้าหน้าที่สาธิตการใช้ผ้าผืนใหญ่เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บและบิดเบือนข้อมูลว่าเป็นการฝึกห่อผ้าและเคลื่อนย้ายร่างทหารที่เสียชีวิต

ภาพ “ภูมิธรรม” ก้มศีรษะไหว้ “ฮุน เซน” เป็นภาพที่สร้างด้วย AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพ “ภูมิธรรม” ก้มศีรษะไหว้ “ฮุน เซน” 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพจากเอไอ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามเกือบ 2 แสนบัญชีโพสต์ภาพบุคคลคล้ายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก้มศีรษะไหว้สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขณะที่สมเด็จฮุน เซนวางมือบนศีรษะของอีกฝ่าย

ภาพนี้ถูกเผยแพร่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. 2568 โพสต์นี้มีผู้แชร์ต่อกว่า 3.4 พันครั้งและเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากกว่า 12,000 ข้อความ ส่วนใหญ่โจมตีนายภูมิธรรม เช่น “คนไทยหัวใจเขมร” และ “ปกป้องธุรกิจผู้นำจนลืมรักษาประเทศชาติ”

โคแฟคตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกแคปหน้าจอมาจากคลิปติ๊กตอกเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 68 โดยผู้โพสต์ใส่แฮชแทก #AI เพื่อระบุว่าเป็นคลิปที่สร้างจากเอไอ ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

ภาพ “ภูมิธรรม” ก้มศีรษะไหว้ “ฮุน เซน” เป็นภาพที่สร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพ “ภูมิธรรม” ก้มศีรษะไหว้ “ฮุน เซน”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพจากเอไอ**

เนื้อหาโดยสรุป: บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “มาร์ค พิตบูล” ที่มีผู้ติดตามเกือบ 2 แสนบัญชีโพสต์ภาพบุคคลคล้ายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก้มศีรษะไหว้สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขณะที่สมเด็จฮุน เซนวางมือบนศีรษะของอีกฝ่าย

ภาพนี้ถูกเผยแพร่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. 2568 โพสต์นี้มีผู้แชร์ต่อกว่า 3.4 พันครั้งและเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากกว่า 12,000 ข้อความ ส่วนใหญ่โจมตีนายภูมิธรรม เช่น “คนไทยหัวใจเขมร” และ “ปกป้องธุรกิจผู้นำจนลืมรักษาประเทศชาติ”

โคแฟคตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกแคปหน้าจอมาจากคลิปติ๊กตอกเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 68 โดยผู้โพสต์ใส่แฮชแทก #AI เพื่อระบุว่าเป็นคลิปที่สร้างจากเอไอ ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 31 พฤษภาคม 2568

เมฆหลากสี เกิดจากสารเคมีที่พ่นทิ้งไว้บนน่านฟ้า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1drui5ok48c8m


น้ำเต้าหู้ ผสมมะนาวรักษาโรคสารพัด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1drui5ok48c8m


ติดโควิดให้ติดต่อโครงการ “โทร จ่าย จบ” เพื่อรักษาฟรีทุกอย่าง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2das6kvy4ie08


พายุสุริยะรุนแรง อาจทำให้ระบบธนาคารล่ม เงินหายหมดบัญชี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2x89h5sgeomgx


ฉีดวัคซีนโควิด ทำให้ติดเชื้อ HIV…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ofg70h0gbz55


วัคซีนโควิด ทำให้เกิด มะเร็งเทอร์โบ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/jqggwx3k9enl


อุทยานแห่งชาติออบขาน จ.เชียงใหม่ ประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมชั่วคราว

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2wlbuta5qjoso


กระทรวงสาธารณสุข เปิดตัวรถตรวจสุขภาพเคลื่อนที่สำหรับผู้สูงวัย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2vrashzm0p9c7


ปลายพฤษภาคมนี้ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานตอนบน และภาคตะวันออก เสี่ยงน้ำท่วม

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1btfp2wcobgv4


สหรัฐฯ สั่งระงับ นัดขอวีซ่านักเรียน และวีซ่าแลกเปลี่ยนทั้งหมด พร้อมจ่อตรวจเข้มบัญชีโซเชียลฯ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/t7zbllk193r1


EU เปลี่ยนระบบตรวจคนเข้าเมือง เริ่มใช้ ต.ค. นี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1nwpaxxlrqc9m