- ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย: อีสานโคแฟค
- วันที่ตรวจสอบ: 22 ก.ค. 2568
เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เตือนภัย “Red Rain” ฝนตกหนักผิดธรรมชาติ ถล่ม อ.ปัว จ.น่าน 23 ก.ค.นี้
ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**
เนื้อหาโดยสรุป: ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 20-21 ก.ค. 68 เตือนภัยเรื่องการเกิดปรากฏการณ์ “Red Rain” อ้างว่าเป็นปรากฏการณ์ฝนตกหนักถล่มทลายแบบเฉียบพลัน เม็ดฝนมีขนาดใหญ่ผิดปกติ มีความรุนแรงกว่าพายุฝนถึงสามเท่า สร้างมวลน้ำมหาศาลที่ทำให้น้ำท่วมได้ทั้งจังหวัดได้ในเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง และคาดว่า Red Rain จะถล่ม อ.ปัว จ.น่าน นาน 6 ชั่วโมง วันที่ 23 ก.ค. นี้ เนื้อหาถูกโพสต์ในช่วงที่ประชาชนกำลังติดตามเฝ้าระวังฝนตกหนักจาก #พายุโซนร้อนวิภา และถูกแชร์ไปมากกว่า 2.3 พันครั้ง (ลิงก์บันทึก)
โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา 1182 เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในทางวิชาการอุตุนิยมวิทยาไม่มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Red Rain” สำหรับฝนที่ตกหนักในภาคอีสานตอนบนช่วงนี้เกิดจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนวิภา ซึ่งอาจทำให้มีฝนตกหนักในภาคเหนือสัปดาห์นี้ด้วย ส่วนฝนที่ตกหนักในภาคกลางและภาคใต้ในช่วงนี้เกิดจากอิทธิพลโดยอ้อมของพายุวิภาประกอบกับลมมรสุมที่มีกำลังแรงขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติม: วันนี้ (21 ก.ค.) กรมอุตุนิยมวิทยาเปิดศูนย์ติดตามพายุโซนร้อนวิภาซึ่งขณะนี้อ่อนกำลังลงแล้วและเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวตังเกี๋ย ซึ่งแม้จะไม่ขึ้นฝั่งไทยโดยตรง แต่อิทธิพลจากพายุลูกนี้จะเสริมกำลังมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทะเลมีคลื่นลมแรงระหว่างวันที่ 20-24 ก.ค. 68 ขอให้ประชาชนติดตามประกาศเตือนภัย และเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3dfellz92j6en
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3sc6921ikwku7#_=_
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qgvf712z2vqp
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qgvf712z2vqp
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/24rn3guii4728
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/8uwa96o4x66q
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3vko1hgvsb3wt
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qgvf712z2vqp
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/25b2xcwifooj9
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3hejjqmlfz290
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31ks7qlgdmfbp
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vzfqohgm27zk
คลิปการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในที่ดินใน จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ถูกนำมาใช้สร้างเนื้อหาเท็จเกี่ยวกับ 3 เหตุการณ์ ใน 3 ประเทศ ตั้งแต่การชุมนุมต่อต้านพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ถึงการชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สะท้อนวิธีสร้างข่าวลวงด้วยการนำภาพเหตุการณ์จริงเพียงหนึ่งเหตุการณ์มาใส่คำบรรยายเท็จเพื่อสร้างเรื่องหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วันที่ 24 มี.ค.-1 เม.ย. 2568 ประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินซึ่งรวมตัวกันในนาม “สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า” และ “สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ” ได้ปักหลักชุมนุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทับที่ดินทำกินของชาวบ้านและให้ยอมรับสิทธิชุมชนคนอยู่กับป่า
ระหว่างการชุมนุมได้มีการเผยแพร่ภาพกิจกรรมของผู้ชุมนุมออกมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งต่อมาคลิปการชุมนุมของสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่าได้ถูกนำมาใส่คำบรรยายบิดเบือนโดยผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั้งในเมียนมา ไทย และกัมพูชา ในช่วงที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
โคแฟครวบรวมโพสต์เท็จจากโซเชียลมีเดียในสามประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย และกัมพูชา ซึ่งนำเอาคลิปการชุมนุมเรียกร้องสิทธิที่ดินใน จ.เชียงใหม่ มาแชร์ในบริบทที่เป็นเท็จสามกรณี ดังนี้
ผู้ใช้งานติ๊กตอกชาวเมียนมาโพสต์วิดีโอในวันที่ 4 เม.ย. 2568 โดยมีข้อความบรรยายว่า “ชาวไทยเดินขบวนชุมนุมมุ่งหน้าไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อต่อต้านการมาเยือนของมิน อ่อง หล่าย…3 เม.ย. 68” วิดีโอนี้มียอดรับชมมากกว่า 280,000 ครั้ง ถูกแชร์มากกว่า 1,700 ครั้ง และมีผู้ใช้งานชาวเมียนมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่เชื่อว่าเป็นการชุมนุมขับไล่ผู้นำเผด็จการเมียนมาจริงเป็นจำนวนมากใต้โพสต์ เช่น “ผู้นำของเราคงคิดว่าคนไทยมารวมตัวกันสนับสนุนเขา” “ได้โปรดระวังตัวด้วย” และ “อยากรู้ว่านายกฯ ไทยเชิญเขามาทำไม”

วิดีโอนี้เริ่มถูกแชร์ในโพสต์ภาษาพม่าจำนวนมากในช่วงที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเผด็จการทหารแห่งเมียนมา เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจหรือบิมสเทค (BIMSTEC) ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 3-4 เม.ย. 68
การมาเยือนของมิน อ่อง หล่าย ทำให้ไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาสังคมในฐานะประธานการประชุม BIMSTEC ครั้งที่ 6 องค์กรภาคประชาสังคมในไทย เมียนมา และนานาชาติ 319 องค์กร ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการเชิญผู้นำคณะรัฐประหารของเมียนมาเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว แต่ไม่เป็นผล
โคแฟคตรวจสอบวิดีโอดังกล่าวโดยใช้เครื่องมือค้นหาภาพแบบย้อนหลังในกูเกิล (Google reverse image search) โดยแยกเฟรมภาพจากวิดีโอออกมาตรวจสอบ ร่วมกับการค้นหาคำสำคัญ (keywords) พบวิดีโอลักษณะเดียวกันถูกโพสต์บนบัญชีติ๊กตอกของผู้ใช้งานชาวไทยเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2568 โดยคำบรรยายโพสต์ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นเหตุการณ์ “การประท้วงสิทธิที่ดินในเชียงใหม่”
สำนักข่าวไทยพีบีเอสภาคเหนือรายงานการชุมนุมในวันที่ 29 มี.ค. 2568 ว่า “กลุ่มมวลชน สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ยังคงชุมนุมกันที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่เป็นวันที่ 6 เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายป่าอนุรักษ์ละเมิดสิทธิชุมชน” โดยภาพจากโพสต์ข่าวดังกล่าวแสดงผู้ชุมนุมที่มีลักษณะตรงกันกับชายในวิดีโอของโพสต์เท็จภาษาพม่า

ผู้ใช้งานติ๊กตอกชาวกัมพูชาซึ่งมักเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับสังคมและการเมืองโพสต์วิดีโอฝังข้อความภาษาเขมรแปลเป็นไทยได้ว่า “ประเทศไทย (รูปธงชาติไทย) ปัญหา” ในวันที่ 10 มิ.ย. 2568 ทำให้ผู้ใช้งานรายอื่น ๆ เข้าใจผิดและนำไปเผยแพร่ต่อว่ามีการชุมนุมในไทยในวันดังกล่าว โดยวิดีโอความยาว 14 วินาทีนี้มียอดรับชมมากกว่า 788,000 ครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 1,400 ครั้ง
โคแฟคตรวจสอบพบว่าวิดีโอนี้เป็นภาพการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่เช่นเดียวกัน

ทางด้านผู้ใช้งานติ๊กตอกชาวไทยนำวิดีโอในโพสต์ของชาวกัมพูชาข้างต้นมาใส่ข้อความเพิ่มเติมว่า “ฮุนเซ็นออกไป (ประชาชนประท้วงแล้ว)” และเผยแพร่ในวันที่ 19 มิ.ย. 2568 พร้อมแฮชแท็ก “ประท้วงกัมพูชา” “ข่าวกัมพูชาวันนี้” “ประชาชนลุกฮือ” และ “ต้านรัฐบาลเขมร” วิดีโอนี้มียอดรับชมมากกว่า 177,000 ครั้ง ถูกแชร์ต่อมากกว่าร้อยครั้ง และมีผู้ใช้งานชาวไทยแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่เชื่อว่าเกิดการชุมนุมขับไล่อดีตผู้นำกัมพูชาจริง

วิดีโอนี้เริ่มถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นการชุมนุมที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชาทั้งในโพสต์ภาษาไทยและกัมพูชาหลังจากทหารไทยและกัมพูชาปะทะกันบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตหนึ่งนาย และนำไปสู่มาตรการโต้ตอบระหว่างไทยกับกัมพูชา เช่น การกระชับเวลาเปิด-ปิดด่านพรมแดนและนโยบายการห้ามนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ
โคแฟคตรวจสอบพบว่าวิดีโอที่ถูกนำมาประกอบโพสต์เท็จในข้อ 2 และ 3 ถูกเผยแพร่ทางยูทูบมาตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2568 คำบรรยายวิดีโอระบุว่า “เชียงใหม่ระอุ!! กลุ่มชาติพันธุ์นับหมื่นประท้วง” (ลิงก์บันทึก)

เมื่อค้นหาเพิ่มเติมจึงพบว่าวิดีโอนี้เป็นภาพการชุมนุมของเครือข่ายชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายป่าอนุรักษ์ และได้มาชุมนุมเรียกร้องสิทธิในที่ดิน ร่วมกับสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่าและสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือเมื่อวันที่ 24 มี.ค.-1 เม.ย. 2568 (ลิงก์บันทึก)
ปรากฏการณ์ “1 คลิปจริง 3 โพสต์เท็จ” นี้ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งภายในและระหว่างประเทศ มักมีผู้นำคลิปเหตุการณ์ในอดีตหรือเหตุการณ์อื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องมาบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อสร้างรายได้จากยอดการเข้าชม เพื่อสร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้าม หรือสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายของตัวเอง
ขอบคุณที่มา ubonconnect
วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 รายการ “โคแฟคสนทนารวมพลคนเช็กข่าว” ตอนที่ 8 ได้นำเสนอประเด็นที่กำลังถูกแชร์อย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์เกี่ยวกับ “ทุเรียนแกะเปลือกนำเข้ามีสารก่อมะเร็ง” โดยมีคุณสุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ COFACT, คุณณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และคุณZaaQ คนเช็กข่าว เพื่อขุดคุ้ยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความปลอดภัยของทุเรียนแกะเปลือกนำเข้าและข้อควรระวังในการบริโภคทุเรียน

คุณสุภิญญา เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามถึงที่มาของข่าวลือเกี่ยวกับทุเรียนแกะเปลือกนำเข้า เธอชี้ว่าแม้ทุเรียนจะเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยม แต่ข่าวลือเหล่านี้สร้างความกังวลให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างทุเรียนในประเทศและนำเข้า เธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจและระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว
คุณ ZaaQ คนเช็กข่าว เผยว่าเจอโพสต์ในโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ที่เตือนเกี่ยวกับทุเรียนแกะเปลือกนำเข้าจากเวียดนาม โดยอ้างว่ามีสารก่อมะเร็งและไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออกไปจีน เขาตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลนี้ และขอให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือเพียงข่าวลือที่ถูกขยายความ
คุณณัฐฐศรัณฐ์ จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายว่าจากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทุเรียนแกะเปลือกนำเข้าบางส่วน โดยเฉพาะมีการตรวจพบสารที่อาจก่อมะเร็งจริง โดยเฉพาะสารย้อมสี Basic Yellow 2 ซึ่งใช้ย้อมเปลือกทุเรียนให้ดูสวยงามตามรสนิยมของผู้บริโภคในจีน เช่น เปลือกสีเหลืองทองสำหรับทุเรียนหมอนทอง หรือสีเขียวในบางพื้นที่ สารนี้สามารถซึมผ่านเปลือกเข้าสู่เนื้อทุเรียนได้ และถูกจัดเป็นสารที่อาจก่อมะเร็ง เนื่องจากจีนห้ามใช้สารนี้ในอาหารนอกจากนี้ ยังพบโลหะหนักอย่างแคดเมียม ซึ่งเคยก่อปัญหาสุขภาพในญี่ปุ่นมาแล้ว โดยพบในดิน น้ำหรือปุ๋ยที่ใช้ในการปลูกทุเรียน คุณณัฐฐศรัณฐ์ระบุว่าทุเรียนที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออกไปจีนอาจถูกตีกลับและลักลอบนำเข้ามาขายในไทย ซึ่งอาจไม่ผ่านการตรวจสอบสารตกค้างอย่างเข้มงวด ทำให้ผู้บริโภคต้องระวังทุเรียนนำเข้าที่อาจไม่ผ่านมาตรฐานแต่ทุเรียนในประเทศที่เราทราบแหล่งที่มาชัดเจน ไม่พบว่ามีปัญหานี้แต่อย่างใด
สำหรับข้อควรระวังในการบริโภคทุเรียน คุณณัฐฐศรัณฐ์กล่าวว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีพลังงานและน้ำตาลสูงมาก โดยทุเรียน 100 กรัมให้พลังงาน120-200 กิโลแคลอรี เทียบเท่าข้าว 2 ทัพพี จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักหรือเป็นโรคเบาหวาน เพราะอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น นอกจากนี้ ทุเรียนยังมีไขมันสูง แม้จะเป็นไขมันดี แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดต้องระวังการบริโภคในปริมาณมาก ผู้ป่วยโรคไตก็ควรจำกัดการบริโภคเนื่องจากทุเรียนมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของไต สำหรับหญิงตั้งครรภ์ การกินทุเรียนมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อเบาหวานขณะตั้งครรภ์นอกจากนี้ การกินทุเรียนพร้อมแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ต้องห้ามเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและอุณหภูมิร่างกายสูงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
คุณณัฐศรัณย์แนะนำว่า การกินทุเรียนควรควบคู่กับผลไม้ที่มีน้ำเยอะ เช่น มังคุด เพื่อลดอาการร้อนในซึ่งได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าได้ผล เขายังเตือนว่า การบริโภคข้าวเหนียวทุเรียนจะเพิ่มปริมาณน้ำตาลและไขมันจากกะทิและข้าวเหนียว ทำให้เสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่าการกินทุเรียนเปล่า ๆ

สำหรับวิธีสังเกตทุเรียนที่อาจมีสารตกค้าง คุณณัฐฐศรัณฐ์ แนะนำว่าผู้บริโภคควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ทุเรียนจากจันทบุรี ระยอง หรือภาคใต้ของไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากการบริโภคทุเรียนที่อาจมีสารตกค้าง
จากข้อมูลในรายการ ทุเรียนแกะเปลือกนำเข้าจากบางประเทศ อาจมีสารตกค้าง เช่น สารย้อมสี Basic Yellow 2 และโลหะหนักแคดเมียม ซึ่งอาจก่อมะเร็งได้หากสะสมในร่างกายในปริมาณมาก โดยเฉพาะทุเรียนที่ไม่ผ่านมาตรฐานส่งออกและถูกนำเข้ามาขายในไทยโดยไม่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดอย่างไรก็ตาม ทุเรียนในประเทศไทย โดยเฉพาะจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ยังถือว่าปลอดภัยหากบริโภคด้วยความระมัดระวัง ผู้บริโภคควรจำกัดปริมาณการกินโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคไต และหลีกเลี่ยงการบริโภคทุเรียนพร้อมแอลกอฮอล์หรือของหวานที่มีน้ำตาลสูง เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว การเลือกซื้อทุเรียนจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการบริโภคอย่างพอเหมาะจะช่วยให้คนรักทุเรียนสามารถเพลิดเพลินกับผลไม้ยอดนิยมนี้ได้อย่างปลอดภัย
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jpdjqc0oqln7
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2zf4vxddc7lbe
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31ks7qlgdmfbp
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1vzfqohgm27zk
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2qg53xxt4jvll
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2zf4vxddc7lbe
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31ks7qlgdmfbp
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/37nvpvcpoy25t
7 ก.ค. 2568 รายการ รายการ Cofact Live Talk ทางเพจเฟซบุ๊ก Cofact โคแฟค ในครั้งนี้ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท จาก Ubon Connect ชวนพูดคุยในประเด็น “ความจริงร่วม จาก 3 ภูมิภาค : ความจริงช่วยสร้างสันติภาพหรือความขัดแย้งกันแน่ แต่ความลวงนั่นทำร้ายสังคมแน่แท้”เนื่องในวาระวันพูดความจริงโลก วันที่ 7 กรกฎาคม ของทุกปี
รายการครั้งนี้เริ่มจากการแสดงธรรมโดย พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเทศ ราชวรมหาวิหารประธานกรรมการมูลนิธิ สกพ. IBHAP Foundation ซึ่งท่านได้กล่าวว่า เนื่องในโอกาส “วันอาสาฬหบูชา” ที่เวียนมาถึงในปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ก.ค. 2568 ย้อนไปในสมัยพุทธกาล วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” พูดถึงความจริงที่เรียกว่า “อริยสัจ 4” อันประกอบด้วยทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค จึงเห็นได้ว่าความจริงเป็นจุดเริ่มต้นของหลายๆ อย่างแม้กระทั่งในศาสนาพุทธ
และหากมองให้ลึกลงไปในเนื้อหาของธัมมจักกัปปวัตนสูตร ก็จะเห็นว่า “พระพุทธเจ้าได้อธิบายให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความจริงกับการปฏิบัติ” เช่น ก่อนจะกล่าวถึงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ท่านก็ยกตัวอย่างทางที่สุดโต่ง 2 ด้าน ฝั่งหนึ่งคือการปรนเปรอตนเองด้วยความสุขมากเกินไป กับอีกฝั่งคือการทรมานตนเองมากเกินไป ก่อนจะสรุปที่ทางสายกลางว่ามรรคมีองค์

อนึ่ง “แม้ความจริงจะมีเพียงหนึ่งเดียว..แต่ความจริงก็อาจมองได้หลายมิติ” ดังจะเห็นเรื่องราวการทำสงครามกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะมีการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ – Information Operation) การปล่อยข้อมูลเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำร้ายทำลายกัน เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ตั้งแต่สงครามระหว่างประเทศลงมาจนถึงการต่อสู้กันของกลุ่มหรือพรรคที่มีความเห็นต่าง
ดังนั้นแล้วจึงอยากชวนมองใน 2 อย่าง คือ 1.ตรวจสอบก่อนว่าเรื่องที่รับรู้ว่าเป็นข้อเท็จจริง (Fact) หรือไม่ อย่างที่ทางภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) รณรงค์ว่า “Everyone is a Fact Checker” ทุกคนก่อนจะเชื่ออะไรต้องตรวจสอบเสียก่อน กับ 2.ท่าทีต่อความจริง ซึ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะแม้จะตรวจสอบจนแน่ใจว่าเรื่องที่รู้มานั้นจริง เราก็ยังมีท่าทีที่จะเลือกปฏิบัติกับเรื่องนั้นๆ ได้ด้วยว่าจะเลือกอย่างไร
ซึ่งเรื่องนี้ขอยกหลักคิดของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ที่แนะนำว่า “ท่าทีต่อมนุษย์ให้ใช้เมตตา..ท่าทีต่อสัจธรรมให้ใช้ปัญญา” หมายถึงในแง่สัจธรรมควรไปให้สุดว่าเป็นความจริงหรือไม่ด้วยปัญญาความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจน ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “โยนิโส วิจิเน ธมฺมํ ปญฺญายตฺถํ วิปสฺสติ” ที่หมายถึงการพิจารณาให้ถึงต้นกำเนิดของธรรมหรือปรากฏการณ์นั้นว่าจริงหรือไม่จริงอย่างไร แล้วจะได้เห็นเนื้อความด้วยปัญญา
“แต่เมื่อรู้ความจริงนั้นแล้ว การมีท่าทีต่อเพื่อนมนุษย์เราใช้เมตตา หมายความว่า เช่น บางคน บางกลุ่ม บางสังคม เขาอาจทำเรื่องนี้ไปแล้วเรามีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ไม่โอเค แต่ถ้าเรามองด้วยเมตตา เราอาจจะเห็นว่าเบื้องหลังความจริงที่ว่าคนคนนี้หรือกลุ่มนี้ทำเรื่องไม่ดีนี้มันมีอะไรอยู่เบื้องหลัง ซึ่งจริงๆ แล้วเราจะเห็นว่าบางทีเราเองอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยุติความขัดแย้งหรือยุติสงคราม คือสร้างสันติภาพหรือความสงบสุขขึ้นมาก็ได้
เช่น เราพูดกันบ่อยๆ เวลาเด็กทำอะไรไม่ดี หรือผู้ใหญ่ที่มีเงื่อนไขอะไรบางอย่างแล้วทำให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ดี เราก็จะโจมตีแต่ปีศาจที่เราเห็น โดยลืมไปว่าบางครั้งสื่อมวลชน ครูบาอาจารย์ในโรงเรียน พระหรือสถาบันศาสนา บางทีล้วนมีส่วนในการที่ทำให้ปีศาจตนนั้นเกิดขึ้นมา บางทีการที่เราทำหรือไม่ทำอะไรล้วนมีส่วนที่ทำให้ภาวะนั้นๆ ที่มันไม่ดีในตัวบุคคลมันเกิดขึ้นและเติบโต ในมุมแบบนี้เราอาจต้องมองด้วยเมตตาว่าเราจะมีส่วนช่วยยุติความไม่ดีงามนั้นได้อย่างไร” พระมหานภันต์ กล่าว
พระมหานภันต์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องเลือกใช้หลักให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น ภายในครอบครัว การเถียงไปให้ถึงที่สุดว่าใครผิด – ใครถูก อาจนำไปสู่ความแตกแยกของครอบครัว ลักษณะนี้อาจไม่จำเป็นที่ต้องต่อสู้กันเพื่อความจริง เพราะแต่ละคนก็จะถือชุดความจริงของตนเอง พ่อแม่ญาติพี่น้องทะเลาะกันมีแต่เสียครอบครัวแล้วจะทำไปเพื่ออะไร ก็น่าจะใช้การประนีประนอมพักเรื่องความจริงไว้ก่อนก็ได้ แต่หากเป็นกรณีที่หากปล่อยไว้ไม่ค้นหาความจริงก็จะกลายเป็นวงจรอุบาทว์นำความเสียหายมาแบบไม่สิ้นสุด เช่น เรื่องทุจริตต่างๆ ก็ต้องหาความจริงให้ถึงต้นตอเพื่อนำไปสู่การแก้ไข
จากนั้นเป็นการเสวนาโดยวิทยากร 3 ท่าน โดย อังคณา พรมรักษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าถึงกิจกรรม Workshop เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 6 ก.ค. 2568 ชวนนิสิตพูดคุยเรื่องสถานการณ์ความไม่จริงที่เคยพบเห็น เช่น ประสบการณ์ถูกหลอกโดยมิจฉาชีพรูปแบบต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นพบว่านิสิตมีต้นทุนทักษะชีวิตอยู่พอสมควร เจออะไรแปลกๆ ก็จะสงสัยไว้ก่อน
โดยหนึ่งในกลอุบายที่พบบ่อยๆ คือการหลอกให้ลงทุนโดยต้องจ่ายเงินก่อน แต่จำนวนเงินที่ให้จ่ายนั้นยังไม่มาก ซึ่งก็มีทั้งคนที่คิดได้และคนที่ลืมตัวแล้วโอนไป พร้อมกับฉายภาพให้เห็นว่ากิจกรรมนี้ไมได้จัดกันแต่เฉพาะในมหาวิทยาลัยมหาสารคามแต่ดำเนินการทั่วประเทศและระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นิสิตได้เห็นว่าการนำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริงมีความสำคัญอย่างไร
“เราชวนเขามอง อย่างน้อยที่สุดเขาสวมหมวก 2 ใบ ใบแรกเขาเป็นประชาชนทั่วไป ใบที่ 2 คือเขาเป็นสื่อ การที่เขาสวมหมวก 2 ใบลักษณะนี้เขาต้องทำบทบาทหน้าที่ทั้งปกป้องตัวเอง ปกป้องคนใกล้ชิดในครอบครัว และในขณะเดียวกันเขาเป็นสื่อที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ฉะนั้นเราก็ชวนเขามามุมมองเหล่านี้แล้วหลังจากนั้นเราชวนเขาให้รู้จักกันเครื่องมือในการที่จะตรวจสอบข้อมูลต่างๆ”อังคณา กล่าว
ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(วิทยาเขตปัตตานี) กล่าวว่า ที่คณะวิทยาการสื่อสารมอ.ปัตตานี มีกิจกรรม Hackathon ตามล่าความจริงพิชิตข้อมูลลวง ชวนคนรุ่นใหม่เข้ามาฝึกการตรวจสอบข้อมูลเท็จ ซึ่งจากโจทย์ที่ตั้งไว้ก็จะทำให้นักศึกษาที่มาเข้าร่วมได้เห็นว่า หลายๆ เรื่องที่ได้รับรู้มา หากตั้งข้อสังเกตเสียหน่อยก็จะนำไปสู่การตรวจสอบได้ว่าข้อมูลนั้นน่าเชื่อถือมาก – น้อยเพียงใด
โดยโจทย์ที่ตั้งไว้ก็จะมี 2 เรื่อง 1.การโฆษณาที่พบได้ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่าง ยาสีฟันช่วยลดฟันร่น เรื่องนี้น่าสนใจเพราะเป็นข้อมูลที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์แล้วมีคนเชื่อเป็นจำนวนมาก กับ 2.ความเชื่อ ตัวอย่างโจทย์ที่ยกมาคือ ขนแมวสามารถผ่านเข้าไปในปอดของคนเราได้ ซึ่งหลายๆ เรื่องที่เป็นความเชื่อก็เป็นการบอกเล่าต่อๆ กันมาโดยไม่มีการตรวจสอบ
“ถ้าเราหยุดคิดแล้วเอ๊ะสักนิด เราก็จะพบว่าหลายๆ ข้อมูลเราปฏิบัติผิดมาตลอดเลยเพราะเรามีความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดแล้วก็ไม่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลกัน อันนี้ก็จะเป็นโจทย์ที่พยายามจะให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันได้พยายามตั้งคำถามทั้งในสื่อ ในโฆษณา แล้วก็ในความเชื่อที่ผ่านเข้าสู่การรับรู้ของเราในชีวิตประจำวัน” ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ กล่าว
ผศ.ดร.รดี ธนารักษ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เล่าว่า มรภ.อุตรดิตถ์ มีกิจกรรมวันพูดความจริงใน 3 รูปแบบ คือ 1.สำรวจสถานการณ์ว่าคนที่อยู่ใน จ.อุตรดิตถ์ เจอข่าวลวงหรือข้อมูลบิดเบือนเรื่องใดบ้าง ซึ่งข้อค้นพบก็ไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ คือเรื่องมิจฉาชีพมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ในขณะที่ประเด็นที่ค่อนข้างเฉพาะในพื้นที่คือเรื่องภัยพิบัติ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ เช่น น้ำท่วม หรือที่ อ.ลับแล เคยเกิดเหตุโคลนถล่ม ภัยพิบัติจึงเป็นประเด็นที่ชาว จ.อุตรดิตถ์ ค่อนข้างระแวดระวังเป็นพิเศษ อาทิ ฝนตกมากหน่อยก็เกิดข่าวลือกัน
โดยแบ่งเป็นการทำแบบสอบถามอย่างเร็ว (Quick Survey) และการลงพื้นที่สัมภาษณ์ประชาชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ ปภ.จังหวัด สื่อมวลชนในท้องถิ่น ก่อนนำมาประมวลผลและตัดต่อเป็นรายงาน 2.เสวนาหัวข้อ “คนอุตรดิตถ์แคร์ข่าวแท้ไม่แพ้ข่าวลวง เสวนาสืบสานตำนานเมืองลับแล ร่วมเช็คก่อนแชร์กับภาคีโคแฟค” อาทิ เมื่อพบประเด็นร่วมกันในพื้นที่อย่างเรื่องภัยพิบัติ จึงเชิญผู้เกี่ยวข้อง เช่น ประธานมูลนิธิอุตรดิตถ์สงเคราะห์ (กู้ภัย) สื่อมวลชนของรัฐ (สวท.อุตรดิตถ์) นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ตำรวจ และตัวแทนนักศึกษา
และ 3.ละครออนไลน์ หยิบยกตำนาน “เมืองลับแล” ที่มีการกล่าวถึง “เขตห้ามพูดโกหก” มาเล่าโดยสอดแทรกความรู้เรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับ อนึ่ง ในหลักสูตรปกติจะมีวิชาที่เสริมสร้างทักษะการตรวจสอบข้อมูลอยู่แล้ว เช่น วิชารู้เท่าทันสื่อ วิชาพลเมืองดิจิทัล ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์จากภาคีโคแฟคในการเข้ามาสอนการใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ
“กระบวนการฝึกเด็กและเยาวชน รวมถึงการทำงานโดยมีส่วนร่วมและสร้างการรับรู้ให้กับทุกภาคส่วน ตอนนี้ในพื้นที่อุตรดิตถ์ก็ขยายการทำงานด้วยการชวนภาคีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาสร้างการรับรู้ว่าเมื่อคุณมีปัญหานอกจากจะใช้วิจารณญาณส่วนตัวและมีทักษะการรู้เท่าทันสื่อ เปรียบเทียบข้อมูลอะไรต่างๆ ตามที่ทุกคนรู้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรามามีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งในการเช็คข้อมูลได้ ก็คือโคแฟค”ผศ.ดร.รดี กล่าว
สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค(ประเทศไทย) กล่าวว่า ประทับใจที่เห็นบรรยากาศคึกคักกว่าที่คิดไว้ ซึ่งเข้าใจว่าทั้งอาจารย์และนิสิต-นักศึกษาต่างก็มีภาระเรื่องการเรียนการสอน เมื่อโคแฟคเข้าไปชวนมาทำงานเรื่องส่งเสริมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็รู้สึกเกรงใจว่าอาจเป็นภาระเพิ่ม แต่ก็มีข้อดีคือกิจกรรมนี้สามารถนำไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจ อีกทั้งมีกิจกรรมที่หลากหลาย เหมือนเป็นโครงการทดลองที่จะดูว่าภาคีสามารถไปออกแบบงานได้เลย
“ก็ดีนะในแง่ของหลากหลาย ในแง่ของทุกคนได้แสดงศักยภาพ ก็น่าจะได้ทำงานกันต่อเนื่องและจะได้ขยายโอกาสไปในพื้นที่อื่นๆ ที่เราจะได้เห็นเด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ถูก อย่างปีที่แล้วเราจัดเสวนาอยู่ที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นได้เนื้อหาสาระ ได้คนร่วมที่ดีเป็นภาคีในกรุงเทพฯ แต่ว่าตอนนี้งานของโคแฟคได้ขยายภาคีในกรุงเทพฯ ก็เยอะพอสมควรแล้ว เลยคิดว่าเราน่าจะได้กระจายไปทำงานในภูมิภาคท้องถิ่นที่เข้มแข็งมากกว่าเดิม” สุภิญญา กล่าว
หมายเหตุ : สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ Link นี้ https://www.facebook.com/CofactThailand/videos/2170566536794017 (ภายใน 30 วันนับจากวันถ่ายทอดสด ตามข้อกำหนดของ Facebook)
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
By : Zhang Taehun
“เป็นเรื่องบังเอิญโดยสิ้นเชิง ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ซึ่งทางการได้ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นข่าวลือที่ไร้เหตุผล”
คำกล่าวของ อายาทากะ เอบิตะ (Ayataka Ebita) ตัวแทนจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ในรายงานข่าว Authorities say latest quake not connected to viral manga prediction โดยสื่อญี่ปุ่นอย่างสำนักข่าว Japan Today เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2568 เป็นการออกมาย้ำอีกครั้งว่า ข่าวลือ “ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ถูกทำนายไว้ล่วงหน้าในหนังสือการ์ตูน (มังงะ – Manga)” นั้น “ไม่เป็นความจริง” แต่อย่างใด
ซึ่งในวันดังกล่าว มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.4 เกิดขึ้นที่บริเวณหมู่เกาะโทคาระ (Tokara Islands) ในพื้นที่ จ.คาโงะชิมะ (Kagoshima) ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.29 น. ที่ความลึกประมาณ 19 กิโลเมตร และไม่มีการออกคำเตือนสึนามิ และต่อมาขนาดและความลึกของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวได้รับการแก้ไขจาก 5.3 และ 20 กิโลเมตรตามลำดับ
นอกจากนั้น นับตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 2568 เป็นต้นมา หมู่เกาะแห่งนี้ตรวจพบแผ่นดินไหวแล้วมากกว่า 1,300 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เอบิตะ ย้ำว่า “ในญี่ปุ่น แผ่นดินไหวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” ซึ่งวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่สามารถทำนายแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำ และแผ่นดินไหวใดๆ ที่ดูเหมือนจะตรงกับคำทำนายจากหนังสือการ์ตูนเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น

รายงานข่าวของ Japan Today ได้กล่าวถึงมังงะ หรือหนังสือการ์ตูนเรื่อง “The Future I Saw” ซึ่งเขียนโดย เรียว ทัตสึกิ (Ryo Tatsuki) นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น เนื้อหาว่าด้วยการพูดถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และผลงานของนักเขียนหญิงท่านนี้เริ่มถูกพูดถึงอย่างมากในปี 2554 เมื่อญี่ปุ่นเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่ กับเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิที่ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ
เนื่องด้วย The Future I Saw เป็นหนังสือการ์ตูนเก่าและอาจไม่คุ้นตาสำหรับแฟนๆ มังงะญี่ปุ่นในต่างประเทศ ทำให้ประวัติของเรียว ทัตสึกิ ในสื่อหลักที่เป็นภาษาอังกฤษค่อนข้างหาได้ยาก เท่าที่ลองค้นได้ อาทิ รายงานข่าว Japan’s doomsday prediction: July 5 comic book prophecy sparks panic, tourists flee, flights cancelled วันที่ 5 ก.ค. 2568 โดยสื่ออินเดียอย่าง นสพ. The Indian Express ระบุว่า ปัจจุบัน เรียว ทัตสึกิ อายุ 70 ปี และออกจากวงการการ์ตูนไปแล้ว ส่วนผลงานมังงะ The Future I Saw นั้นตีพิมพ์แบบรวมเล่มครั้งแรกในปี 2542
โดยเรื่องราวที่เขียนนั้นอ้างมาจากความฝันของเธอเองที่ได้เห็นภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงเรื่องที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับเหตุภัยพิบัติฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 “อย่างไรก็ตาม เรียว ทัตสึกิ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าเธอไม่ใช่ศาสดาพยากรณ์” ในแถลงการณ์ผ่านสำนักพิมพ์ของเธอ นักเขียนท่านนี้ได้แสดงท่าทีในการขอแยกตัวออกจากการคาดเดาที่เพิ่มมากขึ้น ท่ามกลางความตื่นตระหนกได้แพร่กระจายไปแล้วอย่างกว้างขวาง
รายงานพิเศษ ‘Prophetic Manga’ Predicts a Great Cataclysm Will Hit Japan in July 2025 ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นิตยสาร Tokyo Weekender ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568 ระบุว่า เรียว ทัตสึกิ อ้างว่าเธอฝันเห็นนิมิตมาเกือบ 50 ปีแล้ว โดยในช่วงต้นของทศวรรษ 1980 (ปี 2523 – 2532) เธอเริ่มบันทึกนิมิตและวันที่ฝันไว้ในสมุดบันทึก จากนั้นในปี2542 จึงได้หยิบบางส่วนจากบันทึกมาวาดเผยแพร่เป็นผลงานมังงะเรื่อง The Future I Saw หรือในชื่อภาษาญี่ปุ่นคือ Watashi ga Mita Mirai
ทัตสึกิ เล่าว่า ตนมักฝันถึงความตายอยู่บ่อยครั้ง และหลายครั้งดูเหมือนจะนำไปสู่เรื่องจริงอย่างเหลือเชื่อ เช่น มีครั้งหนึ่งฝันว่าอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งในถ้ำ เธอไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้น แต่ต่อมาก็มีข่าวพบหลุมหลบภัยที่สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2484 – 2488) ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเมืองโยโกฮามา หรือต่อมามีการพบศพผู้หญิงถูกฆาตกรรมแล้วมีการหั่นศพเพื่ออำพราง เสื้อผ้าที่หญิงเคราะห์ร้ายนั้นสวมใส่ก็ตรงกับผู้หญิงที่ทัตสึกิเห็นในความฝัน นอกจากนั้น เจ้าตัวยังอ้างว่าฝันเห็น เฟรดดี้ เมอร์คิวรี นักร้องนำวงควีนเสียชีวิต รวมถึงการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานา หลายปีก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงๆ
หลังเกิดหายนะภัยครั้งใหญ่ในฟุกุชิมะเมื่อปี 2554 หนังสือการ์ตูน The Future I Saw กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง และด้วยความที่เป็นหนังสือเก่าหายาก ทำให้ราคาประมูลสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนจะที่ทางสำนักพิมพ์จะนำกลับมาตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปี 2564 ในครั้งนี้ ทัตสึกิได้ชี้แจงว่าความฝันเกี่ยวกับคลื่นสึนามิขนาดยักษ์ที่เธอฝันมาตั้งแต่ปี 2524 นั้นไม่เกี่ยวข้องกับลางสังหรณ์เกี่ยวกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเดือน มี.ค. 2554 ตามที่หลายคนคิดกันมาตลอดหลายปี
“ทัตสึกิอธิบายว่าในฝันของเธอเป็นช่วงฤดูร้อนเพราะเธอสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อยืด ในขณะที่ 3.11 (มีนาคม 2554) เกิดขึ้นในฤดูหนาว นอกจากนี้ คลื่นยักษ์ที่เธอเห็นยังมีขนาดใหญ่กว่าคลื่นที่ซัดถล่มภูมิภาคโทโฮคุ (ที่ตั้งของ จ.ฟุกุชิมะ) ถึง 3 เท่า ซึ่งคลื่นสึนามิมีความสูงกว่า 40 เมตร” รายงานของ Tokyo Weekender ระบุ
การทำนายความฝันที่ระบุในปี 2564 คาดเดาจะเกิดภัยพิบัติในเดือน ก.ค. 2568 ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับต้นกำเนิดของคลื่นสึนามิ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นผลจากการระเบิดครั้งใหญ่ เช่น ภูเขาไฟหรือระเบิดที่ระเบิดขึ้นระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ พื้นทะเลจะถูกดันขึ้นและสร้างแผ่นดินใหม่ในขณะที่คลื่นยักษ์จะกลืนกินพื้นที่ญี่ปุ่นหนึ่งในสามถึงหนึ่งในสี่ที่หันหน้าไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก

แม้จะกลายเป็นเรื่องร่ำลือกันอย่างกว้างขวาง แต่รายงานของ Tokyo Weekender ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดทั้งฉบับสมบูรณ์ของ Watashi ga Mita Mirai หรือ The Future I Saw ทัตสึกิพยายามหลีกเลี่ยงคำทำนายของเธอโดยบอกว่าความฝันของเธอหลายเรื่องเป็นสัญลักษณ์ เช่น ความฝันที่บอกว่าเธอเองจะตายในปี 2543 หรือความฝันเกี่ยวกับการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะแยกไม่ออกว่านิมิตไหนเป็นเรื่องจริงและนิมิตไหนไม่ใช่ คำถามแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามหันตภัยเดือนกรกฎาคมจะไม่ใช่อย่างหลัง?
สื่อญี่ปุ่นฉบับนี้ยังชี้ไปที่การใช้ถ้อยคำ “อาจจะ (Maybe)” , “บางที (Perhaps)” , “ฉันไม่รู้ (I don’t know)” บ่อยมากของทัตสึกิด้วย รวมถึงวันอื่นๆ บนปกมังงะของเธอตั้งแต่ปี 2534 -2542 ดูเหมือนจะไม่ตรงกับภัยพิบัติใหญ่ๆ เลย ในขณะที่ผู้คนพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เหล่านี้กับเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย รวมถึงการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ทุกอย่างกลับคลุมเครือเกินกว่าที่จะรับได้ ดังนั้น การคาดการณ์เดือน ก.ค. 2568 เป็นเรื่องแต่งขึ้นหรือไม่ย่อมไม่มีใครรู้ และเหตุใดถึงทำแบบนั้น
“แต่ไม่ว่าคำทำนายจะเป็นของจริงหรือไม่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วแน่ๆ คือผลกระทบต่อภาคการเท่องเที่ยวของญี่ปุ่น” รายงานเดียวกันของ Tokyo Weekender ระบุว่า มังงะ Watashi ga Mita Mirai กลายเป็นที่นิยมในประเทศจีน โดยแฟนๆ ต่างให้ความสำคัญกับคำทำนายเดือน ก.ค. 2568 อย่างจริงจัง จนต้องยกเลิกเที่ยวบินไปญี่ปุ่นหลายเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว อาทิ สายการบิน Greater Bay Airlines ต้องลดเที่ยวบินฤดูร้อนจากฮ่องกงไปญี่ปุ่นลง 3 – 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เนื่องจากความต้องการที่ลดลง
รายงานข่าว Manga doomsday prediction spooks tourists to Japan โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ วันที่ 4 ก.ค. 2568 ระบุว่า ในขณะที่ 4 เดือนแรก เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นค่อนข้างสดใส โดยข้อมูล ณ เดือน เม.ย. 2568 พบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเยือนที่ 3.9 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อเข้าสู่เดือน พ.ค. ปีเดียวกันกลับพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงที่เดินทางไปญี่ปุ่นลดลงถึงร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
สตีฟ เฮือน (Steve Huen) จากบริษัททัวร์ EGL Tours ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง กล่าวหาว่าคำทำนายที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากเชื่อมโยงกับหนังสือการ์ตูนที่เล่าถึงความฝันเกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และคลื่นสึนามิที่ถล่มญี่ปุ่นและประเทศเพื่อนบ้านในเดือน ก.ค. 2568 ข่าวลือดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมาก บริษัทของตนเห็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ส่วนลดและการทำประกันแผ่นดินไหวถูกนำมาใช้เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้การเดินทางไปยังญี่ปุ่นลดลงเหลือศูนย์
ท่ามกลางการร่ำลืออย่างกว้างขวาง เรียว ทัตสึกิ ผู้เขียนการ์ตูนเรื่อง The Future I Saw ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2542 และตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งในปี 2564พยายามระงับการคาดเดาดังกล่าว โดยระบุในแถลงการณ์ที่ออกโดยสำนักพิมพ์ว่าเธอไม่ใช่ผู้ทำนายอนาคต (Prophet) อนึ่ง บางคนยังคาดเดาแบบระบุวันที่อย่างชัดเจน คือวันที่ 5 ก.ค. 2568 แม้ตัวของทัตสึกิจะปฏิเสธเรื่องนี้ก็ตาม
รายงานของรอยเตอร์ ระบุว่า “ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในพื้นที่ วงแหวนไฟ’ ของมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก” ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวมากกว่า 900 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก บนเกาะต่างๆ นอกปลายสุดของเกาะคิวชูอย่างไรก็ตาม ศ.โรเบิร์ต เกลเลอร์ (Prof.Robert Geller) จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งศึกษาเรื่องแผ่นดินไหวมาตั้งแต่ปี 2514 ย้ำว่า “แม้การทำนายแผ่นดินไหวโดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ก็ยังเป็นไปไม่ได้.
นสพ. Australian Financial Review ของออสเตรเลีย รายงานข่าว Asian tourists are avoiding Japan. The reason might surprise youเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2568 ระบุว่า แม้เรียว ทัตสึกิ จะพยายามเตือนผู้อ่านว่าอย่าตีความคำทำนายจากเรื่องที่เธอเขียนขึ้นกันอย่างจริงจังเกินไป แต่ทุกอย่างก็ไปไกลเกินควบคุมแล้ว เมื่อคำทำนายถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางในหลายแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Youtube , TikTok รวมถึงแพลตฟอร์มที่ใช้กันในประเทศจีนอย่าง Weibo , Redbook ขณะที่การจองตั๋วเครื่องบินจากฮ่องกงไปยังญี่ปุ่นลดลงถึงร้อยละ 83 ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนและต้นเดือนกรกฎาคม 2568 ตามข้อมูลของ Bloomberg Intelligence ที่ใช้ข้อมูลของ ForwardKeys
ในเมืองคาโงะชิมะซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟหลายลูก จำนวนการพักค้างคืนของนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงในเดือนพ.ค. 2568 ลดลงร้อยละ 66 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ตามรายงานของนสพ. Minami Nippon Shimbun ส่งผลให้สายการบิน Hong Kong Airlines ต้องระงับเที่ยวบินทั้งหมดระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม ผลกระทบดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเปิดเส้นทางปีนเขาโยชิดะยอดนิยมเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยผู้ประกอบการโรงแรมรายงานว่าแทบจะไม่มีนักปีนเขาชาวจีนเลย ในช่วงต้นฤดูกาล และการจองแบบกลุ่มใหญ่ถูกยกเลิกเป็นจำนวนมาก ตามที่ไกด์นำเที่ยวบอกกับ นสพ. Sankei Shimbun ว่า ปกติแล้วช่วงนี้จะมีนักปีนเขาชาวจีนจำนวนมาก
ในคำทำนายล่าสุดของเธอ ทัตสึกิทำนายว่าพื้นทะเลระหว่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์จะแตกออก ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ทำลายล้างชายฝั่งแปซิฟิกและเชื่อมต่อฮ่องกงกับไต้หวันทางบก ซึ่ง เหลียง เหวิน-จง (Liang Wen-Tzong) นักธรณีวิทยาชาวไต้หวันจากสถาบันธรณีวิทยาแห่งสถาบัน Academia Sinica ในไทเป เรียกสถานการณ์นี้ว่าไร้สาระและไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ เลย
ญี่ปุ่นตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลา ผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาลประเมินว่ามีโอกาสถึงร้อยละ 80 ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9 ที่ร่องน้ำนันไก ซึ่งเป็นช่องเขาใต้น้ำทางตอนใต้ของญี่ปุ่นภายใน 30 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้พยายามระงับความตื่นตระหนกดังกล่าว อาทิ ในเดือน มิ.ย. 2568 เรียวอิจิ โนมูระ ()Ryoichi Nomuraหัวหน้าสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกมาย้ำผ่านสื่อว่า “ไม่สามารถคาดเดาการเกิดแผ่นดินไหวได้โดยการระบุวันที่ เวลา สถานที่ และขนาด” จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการทำนายดังกล่าว เพราะถือเป็นเรื่องหลอกลวง
บทสรุปของเรื่องนี้ ผู้เขียนนั้นเข้าใจเป็นอย่างดีว่า “ในชีวิตคนเราที่เผชิญกับความไม่แน่นอน การพยายามหาอะไรสักอย่างมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำอะไรไม่ใช่เรื่องแปลก”โดยเฉพาะกับเรื่องความเป็นความตายอย่างภัยพิบัติต่างๆ “แต่หลักหนึ่งที่ขอให้ยึดไว้เสมอคือ..ขอให้เลือกตัดสินใจจากข้อมูลที่สมเหตุสมผล มีหลักฐานหรือทฤษฎีจากผลการศึกษาเป็นที่ประจักษ์ก่อนเป็นลำดับแรก” โดยเฉพาะในยุคสื่อสังคมออนไลน์ที่อะไรๆ ก็ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วและกว้างขวาง!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://japantoday.com/category/national/update2-quake-not-connected-to-viral-manga-prediction-japan-weather-agency (Authorities say latest quake not connected to viral manga prediction : Japan Today 5 ก.ค. 2568)
https://indianexpress.com/article/entertainment/korean/japans-doomsday-prediction-july-5-comic-book-prophecy-sparks-panic-tourists-flee-flights-cancelled-10107352/ (Japan’s doomsday prediction: July 5 comic book prophecy sparks panic, tourists flee, flights cancelled : The Indian Express 5 ก.ค. 2568)
https://www.tokyoweekender.com/entertainment/anime-and-manga/prophetic-manga-predicts-a-great-cataclysm-will-hit-japan-in-july-2025/ (‘Prophetic Manga’ Predicts a Great Cataclysm Will Hit Japan in July 2025 : Tokyo Weekender 8 พ.ค. 2568)
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/manga-doomsday-prediction-spooks-tourists-japan-2025-07-03/ (Manga doomsday prediction spooks tourists to Japan : รอยเตอร์ 4 ก.ค. 2568)
https://www.afr.com/world/asia/asian-tourists-are-avoiding-japan-the-reason-might-surprise-you-20250702-p5mbxy (Asian tourists are avoiding Japan. The reason might surprise you : AFR 4 ก.ค. 2568)
ในรายการ *COFACT สนทนา รวมพลคนเช็กข่าว* ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2561 ได้หยิบยกประเด็นร้อนที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีข่าวลือเกี่ยวกับภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวและสึนามิแพร่สะพัดในโลกโซเชียลมีเดีย สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน รายการนี้จึงชวนผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนประชาชนมาร่วมถกประเด็น “เช็กข่าวลือแผ่นดินไหว, สึนามิอย่างไร ให้ได้ข่าวจริง?” เพื่อให้ความรู้และแนวทางในการรับมือกับข้อมูลเท็จ พร้อมสร้างความมั่นใจในระบบเตือนภัยของภาครัฐ
ผู้ร่วมสนทนา
สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT
บุรินทร์ เวชบรรเทิง ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวและสึนามิ กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา
นุช คนเช็กข่าว ตัวแทนประชาชน
สุชัย เจริญมุขยนันท ดำเนินรายการ

ความกังวลจากข่าวลือและการทำนายภัยพิบัติ
สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดประเด็นด้วยการเล่าถึงความกังวลของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้เช่น จังหวัดกระบี่ ที่ญาติพี่น้องของเธอเองก็รู้สึกหวาดกลัวจากข่าวลือเรื่องสึนามิ ซึ่งมักถูกกระพือโดยการทำนายของหมอดูหรือข่าวลือในโซเชียลมีเดีย เป็นช่วงที่ต้องจับตาเรื่องแผ่นดินไหวและสึนามิเธอชี้ว่า ความกลัวเหล่านี้เกิดจากทั้งข้อเท็จจริง เช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอดีต และความไม่รู้ที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ สุภิญญาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสติและการตรวจสอบข้อมูล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการตื่นตัวและการป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง
มุมมองจากประชาชน: ความท้าทายในการแยกแยะข่าวจริง-ข่าวลวง
นุช คนเช็กข่าว ในฐานะตัวแทนประชาชน เล่าถึงประสบการณ์ของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดอุบลราชธานี ที่ติดตามข้อมูลภัยพิบัติผ่านกลุ่มไลน์และสื่อต่างๆ เธอระบุว่า ข่าวลือมักถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียกยอดวิวในโซเชียลมีเดีย ทำให้ประชาชนสับสนและไม่สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลใดน่าเชื่อถือ นุชเสนอว่า ภาครัฐควรสื่อสารข้อมูลอย่างรวดเร็วและชัดเจนผ่านคลิปสั้นๆ ความยาวไม่เกิน 3 นาที เพื่อให้ทันกับกระแสข่าวลือ โดยเฉพาะเมื่อมีการทำนายจากหมอดูที่มักแพร่กระจายเร็วกว่าข้อมูลจากหน่วยงานราชการ
ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญ
บุรินทร์ เวชบรรเทิง ผู้เชี่ยวชาญจากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันทั่วโลก โดยเฉลี่ยมีแผ่นดินไหวระดับ 6 ขึ้นไปปีละประมาณ 100 ครั้ง และระดับ7 ซึ่งอาจสร้างความเสียหายได้ ปีละประมาณ 10 ครั้ง ส่วนสึนามิมักเกิดจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในทะเล (มากกว่า 7.6) ที่มีการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งของเปลือกโลก ทำให้เกิดการแทนที่น้ำในมหาสมุทรอย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ประเทศไทยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวระดับปานกลาง โดยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยคือขนาด 6.4 ที่จังหวัดเชียงรายในปี 2557 ซึ่งสร้างความเสียหายไม่มากนัก
สำหรับสึนามิ บุรินทร์ชี้ว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นคือมีชายฝั่งทั้งสองด้าน (อันดามันและอ่าวไทย) โดยฝั่งอ่าวไทยมีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว ส่วนฝั่งอันดามันมีความเสี่ยงมากกว่า แต่จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น การขุดพบตะกอนสึนามิโบราณ พบว่าสึนามิครั้งใหญ่ในแถบนี้มีวงจรการเกิดซ้ำทุก 600 ปี โดยครั้งล่าสุดเกิดในปี 2547 ทำให้โอกาสเกิดซ้ำในระยะใกล้นี้มีน้อย อย่างไรก็ตาม ภัยธรรมชาติไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำ 100%
ระบบเตือนภัยของภาครัฐ
บุรินทร์ยืนยันว่า กรมอุตุนิยมวิทยามีระบบเฝ้าระวังแผ่นดินไหวและสึนามิที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเครื่องมือตรวจวัด เช่น ทุ่นลอยในมหาสมุทรและสถานีวัดระดับน้ำทะเล ซึ่งสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำได้ทันที หากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.6 ขึ้นไปในทะเล ระบบจะแจ้งเตือนภายใน 10 นาที และคลื่นสึนามิใช้เวลาเดินทางถึงชายฝั่งประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
ทำให้มีเวลาเพียงพอในการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย เขายังระบุว่า การเตือนภัยในประเทศไทยประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ข้อมูลถึงประชาชนอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เซลล์บรอดแคสต์(Cell Broadcast) ซึ่งเริ่มทดลองใช้แล้วและประสบความสำเร็จในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่

การรับมือข่าวลือและการสื่อสารในยุคดิจิทัล
สุภิญญาและนุชเห็นพ้องว่า การสื่อสารในยุคดิจิทัลเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ในอดีต (เช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2555 ที่ภูเก็ต) การสื่อสารของภาครัฐล่าช้าและพึ่งพาสื่อทีวีเป็นหลัก แต่ปัจจุบันโซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนสามารถแชร์ข้อมูลได้ทันทีซึ่งนำไปสู่ปัญหาข้อมูลล้นเกินและข่าวลวง สุภิญญาแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียของกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา และฝึกเป็นพื้นฐานด้วยการหยุดคิดก่อนแชร์ข้อมูล
บุรินทร์แนะนำเพิ่มเติมว่า หากได้รับข่าวลือเกี่ยวกับสึนามิ ควรถามตัวเองว่าแผ่นดินไหวเกิดในทะเลแถบอันดามันและมีขนาดเกิน 7.6 หรือไม่ และพื้นที่ที่อยู่อาศัยเคยถูกคลื่นสึนามิท่วมถึงหรือไม่

พร้อมย้ำว่า ช่องทางการติดตามข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดคือกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ (ค้นหาคำว่า “earthquake tmd” หรือ “กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว” )
รายการ *COFACT สนทนารวมพลคนเช็กข่าว* ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ข่าวลือเกี่ยวกับแผ่นดินไหวและสึนามิเป็นปัญหาที่สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนโดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจากหมอดูหรือโซเชียลมีเดียแพร่กระจายเร็วกว่าข้อมูลจากภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวในระดับปานกลาง และสึนามิมีโอกาสเกิดซ้ำในรอบหลายร้อยปี อย่างไรก็ตาม ระบบเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยาทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถแจ้งเตือนได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุการณ์จริงประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเช่น กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว และมีสติก่อนแชร์ข้อมูล เพื่อลดการแพร่กระจายของข่าวลวง
คำแนะนำสำหรับประชาชน
– ตรวจสอบข้อมูลจากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ผ่านเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย
– หยุดคิดก่อนแชร์ข่าวลือ โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสข่าวภัยพิบัติกำลังแพร่สะพัด
– หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น ฝั่งอันดามัน ให้ทราบจุดอพยพที่ปลอดภัยและติดตามการซักซ้อมของหน่วยงานท้องถิ่น