มองกระแส ‘เกลียดกลัวอิสลาม’ ลดได้ เริ่มจากแยกแยะระหว่าง‘ศาสนา-ผู้นับถือ’ บวกรู้เท่าทัน ‘สื่อ-ใจตนเอง’

เข้าสู่เดือนกันยายนของทุกปี หนึ่งในเหตุการณ์ที่มีการรำลึกถึงคือ “9/11” ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ กลางมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 ซึ่งนอกจากจะนำความสูญเสียของผู้คนจำนวนมากในเหตุการณ์นั้นแล้ว ยังทำให้กระแส “เกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia)” เกิดขึ้นและลุกลามไปทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ที่หลังจากนั้นอีก 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส) ที่ยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้ชาวมุสลิมถูกมองอย่างเหมารวมว่านิยมความรุนแรง

รายการ “Cofact Talk” ทางเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2567 ชวนพูดคุยกับ กิติพัฒน์ ชื่นสุขจิตต์ ผู้สื่อข่าวภาคภาษาอังกฤษ จาก Thai PBS World ในประเด็น “Disinfo & Islamophobia: Do facts overcome fear? Then whats else?” กันที่ “มัสยิดฮารูณ” ย่านบางรัก-เจริญกรุง หนึ่งในมัสยิดเก่าแก่ในกรุงเทพฯ

กิติพัฒน์ เริ่มต้นด้วยการเล่าประวัติศาสตร์ของมัสยิดฮารูณ ซึ่งก่อตั้งโดย โต๊ะฮารูณ บาฟาเดน อพยพมาจากดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งในยุคที่ยังเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก มีผู้คนบนเกาะต่างๆ บริเวณนั้น เช่น ชวา สุมาตรา อพยพเข้ามาอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์เป็นจำนวนมาก มัสยิดหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 (ปี 2371) ในยุคแรกเป็นอาคารไม้ ต่อมาบุตรชายของโต๊ะฮารูณ เห็นว่าอาคารเริ่มทรุดโทรม จึงก่อสร้างอาคารหลังใหม่ทำจากปูน ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน นี่จึงเป็นหลักฐานว่า ประเทศไทยอยู่กันแบบสงบสุขในสังคมพหุวัฒนธรรมมาหลายร้อยปีแล้ว

ด้วยความที่มีพื้นเพเป็นมุสลิมและเติบโตในกรุงเทพฯ กิติพัฒน์ เล่าว่า ชีวิตวัยเด็กถือว่าโชคดีที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์ความเกลียดกลัวอิสลามจากเพื่อนนักเรียนด้วยกัน โดยตั้งแต่ช่วงประถม – ม.ต้น เรียนในโรงเรียนของชาวคริสต์ ขณะที่  ม.ปลาย เรียนที่โรงเรียนวัดของชาวพุทธ แต่สุดท้ายก็มาเจอในช่วงมหาวิทยาลัย ซึ่งเรียนหลักสูตรนานาชาติ ได้พบกับเพื่อนนักศึกษาจากหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะปฏิกิริยาจากนักศึกษาที่มาจากยุโรป ซึ่งไม่เข้าใจอิสลามและมองว่าอิสลามไม่เป็นมิตร

“สมมติคุณอยู่ที่สนามบิน แล้ววิทยุก็แจ้งเข้ามาว่ามีคนน่าสงสัยเข้ามา ต้องระวัง แล้วขณะเดียวกันก็มีคน 3 คนเดินเข้ามา คนแรกเป็นฝรั่งตะวันตกเดินถือกระเป๋าใหญ่เข้ามา คนที่สองหน้าจีนๆ เลย เอเชียเดินถือกระเป๋าใหญ่เข้ามา คนที่สามหน้าอาหรับมาเลย มีหนวดเครา เดินถือกระเป๋าใหญ่เข้ามา อันนี้คุณจะกลัวใคร? คนที่มีความรู้เท่าทันเรื่องนี้อยู่แล้วเขาก็อาจแยกแยะได้ แต่ต้องยอมรับว่าอีกหลายๆ คนเขาไม่รู้ เขาไม่เข้าใจตรงนี้ เขายังติดภาพจำกับมุสลิมหัวรุนแรงที่ถูกสร้างภาพลักษณ์จากข่าวที่มันเผยแพร่ในโลกออนไลน์” กิติพัฒน์ ยกตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม กระแสเกลียดกลัวอิสลามไม่ได้เพิ่งมาเกิดหลังเหตุการณ์ 9/11 แต่สามารถย้อนไปได้ไกลถึงยุค “สงครามครูเสด” ความขัดแย้งระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิมเมื่อเกือบ 1,000 ปีก่อน ถึงกระนั้น อยากให้ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า “อิสลาม” ที่เป็นชื่อของศาสนา กับคำว่า “มุสลิม” ที่หมายถึงผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่ง “คำสอนในศาสนาอิสลามนั้นดีอยู่แล้ว..แต่ไม่ได้หมายความว่ามุสลิมทุกคนจะเป็นตัวอย่างที่ดี” แต่คนทั่วไปไม่ค่อยเข้าถึงสื่อที่อธิบายในลักษณะนี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของศาสนาอิสลามถูกนำไปเชื่อมโยงกับความรุนแรง

และแม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีกระแสเกลียดกลัวอิสลามรุนแรงเท่าโลกตะวันตกที่มีประวัติศาสตร์ร่วมตั้งแต่สงครามครูเสดมาจนถึงเหตุการณ์ 9/11 แต่ชาวไทยก็ต้องรู้เท่าทันตนเอง รู้ทันเหตุการณ์ที่จะมากระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก (Trigger) แต่ความท้าทายคือ “แม้จะเป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงชัดเจนแล้ว..แต่คนก็ยังเลือกเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ” สำหรับตนเองในฐานะคนทำงานสื่อ ทำได้เพียงทำหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วยการค้นหาข้อเท็จจริงมาเผยแพร่ เป็นเรื่องน่ายินดีที่โคแฟคเข้าไปทำงานกับชุมชนมากขึ้น เพื่อให้การรู้เท่าทันสื่อลงไปถึงระดับชาวบ้าน ที่เข้าไม่ถึงข้อมูลขาวสารที่ถูกตรวจสอบแล้ว” 

หนึ่งในตัวอย่างข่าวลือ-ข่าวลวง ที่เกี่ยวข้องกับกระแสหวาดกลัวอิสลามในประเทศไทย คือ “ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี มีการแชร์ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ นับถือศาสนาอิสลาม แล้วกลายเป็นกระแสขึ้นมา” ซึ่งเรื่องนี้มุมหนึ่งเข้าใจได้ว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยอยากได้ผู้นำประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ แต่อีกมุมหนึ่ง ชาวพุทธและชาวมุสลิมในประวัติศาสตร์ไทย อยู่ร่วมกันมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุรัตนโกสินทร์ อีกทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยก็ไม่เคยมีนโยบายกีดกันชาวมุสลิม 

“ในมุมสื่อมวลชน เราก็อยากเห็นสังคมไทยมีการรู้เท่าทันสื่อที่มากขึ้น เราต้องทำต่อไป ให้เขารู้ต่อๆ ไปเรื่อยๆ ในข้อมูลเดิมๆ ที่เราอยากจะให้เขารู้ ผมค่อนข้างเปิดกว้างมากในการรับฟังข้อมูลของทุกคน เวลาผมไปสัมภาษณ์ คนที่ไม่ชอบมุสลิมก็มี ผมก็ไม่ได้เกลียดเขานะ เพราะในฐานะสื่อมวลชน เราเปิดใจฟังทุกคนอยู่แล้ว ทุกคนมีความคิดของเขาอยู่แล้ว อย่างมีกลุ่มพุทธที่เขาไม่เอาอิสลามเลย ก็เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นมุสลิม เราก็เปิดใจฟังสิ่งที่เขาคิด ในขณะที่เราก็ต้องนำเสนอความจริงต่อไปแม้ว่าเขาจะมีอคติ ซึ่งผมบอกว่าต่อให้เป็นมุสลิมก็ไม่แปลกอะไร เพราะมุสลิมที่เป็นระดับผู้นำในสยาม ก็มีมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชแล้ว” กิติพัฒน์ กล่าว

กิติพัฒน์ ย้ำว่า “มุสลิมอยู่ในสังคมไทยมาตลอดและไม่เคยมีการแบ่งแยก แต่เกิดจากกลุ่มที่มีแนวคิดเกลียดและกลัวอิสลาม เข้าใจว่ามาจากความกลัว เช่น กลัวว่าประเทศไทยจะหันไปใช้ระบบกฎหมายชารีอะห์ (กฎหมายอิสลาม) หรือมีภาพจำผูกติดระหว่างศาสนาอิสลามกับกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง อาทิ อัลกออิดะห์ ฮิสบอลเลาะห์ ไอซิส กลุ่มเหล่านี้สามารถถูกยกขึ้นมาปั่นกระแสเกลียดกลัวอิสลามได้ตลอดเวลา แต่ก็ต้องย้ำเรื่องการแยกแยะระหว่างศาสนาอิสลามกับชาวมุสลิม”

นอกจากนั้นต้องรู้เท่าทันผู้เผยแพร่ข้อมูลแต่ละแหล่งด้วยว่ามีแนวคิดอย่างไร เช่น การทำข่าวความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ จะสามารถสัมภาษณ์นักวิชาการฝั่งใดฝั่งหนึ่งเพียงฝั่งเดียวก็ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นการบอกเล่าเพียงด้านเดียว (One Sided Story) และทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะข่าวที่เกี่ยวกับความขัดแย้งควรต้องถูกทำให้รอบด้านและกลมกล่อมในเรื่องเดียว  หรือหากทำให้รอบด้านในเรื่องเดียวไม่ได้ก็ต้องทำอีกเรื่องเสริมขึ้นมาเพื่ออธิบายเพิ่มเติม การพูดคุยกับคนก็เช่นกัน เมื่อเรารู้ว่าคนที่เราคุยด้วยมีแนวคิดอย่างไรแล้ว เราก็ควรที่จะอยากจะรู้ข้อมูลในอีกมุมหนึ่งที่ต่างออกไปด้วย หรือก็คือการรู้จักรับข้อมูลให้รอบด้าน 

หรือแม้แต่สื่อมวลชน จะบอกว่าสื่อเป็นกลางทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะสื่อเลือกข้างก็มีอยู่ ซึ่งไม่ตัดสินว่าผิดหรือถูก เพราะแต่ละสื่อมีอิสระในการเลือกทำสื่อของตนเอง จึงต้องอยู่ที่ผู้รับสารที่จะต้องรู้ว่าสื่อสำนักไหนมีแนวคิดแบบใด “ปัญหาคือ ผู้รับสารมักเชื่อแต่สื่อที่นำเสนอในตนเองอยากฟัง โดยไม่คิดจะเข้าไปหาข้อมูลอีกด้านหนึ่ง” จึงอยากเน้นย้ำความสำคัญเรื่องของการมองให้รอบด้าน ซึ่งในทางกลับกันในหมู่ชาวมุสลิมก็มีกลุ่มที่เกลียดกลัวโลกตะวันตกอย่างไม่มีเหตุผลเช่นกัน”

“อัลกอริทึมของสื่อสังคมออนไลน์ ยังทำให้ผู้คนติดกับดักห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber)” หมายถึงปรากฏการณ์ของห้องที่เมื่อเราอยู่ในนั้นแล้วพูดอะไรออกไปก็จะได้ยินสิ่งที่พูดสะท้อนกลับมา ก็เหมือนกับการข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ที่แต่ละแพลตฟอร์มจะมีอัลกอริทึมคอยจดจำว่าเราค้นหาหรืออยากรู้เรื่องอะไร แล้วนำเสนอสิ่งเหล่านั้นเข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องจนเราเชื่อว่าสิ่งนั้นจริงหรือถูกต้องแล้ว “แต่ปรากฏการณ์นี้ก็สามารถเกิดได้จากสังคมออฟไลน์เช่นกัน” หากเลือกพูดคุยเฉพาะแต่กับคนที่คิดเหมือนกันเท่านั้น

หมายเหตุ : ยังมีการสนทนาที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น ซึ่งสามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/CofactThailand/videos/1049142393290054/?locale=th_TH


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 14 กันยายน 2567

ธ.ออมสินออกสินเชื่อใหม่ จะได้รับเชิญผ่านแอป mymo เท่านั้น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/101yvja1qf1nr


คณะกรรมการ ป.ป.ง. เร่งออกกฎหมายใหม่ คืนเงินจากแก๊งคอลเซนเตอร์ ติดต่อขอเงินคืนผ่านเฟซบุ๊ก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2h3600jzkb9n


กินวิตามินซีพร้อมกุ้ง ทำให้ตายเฉียบพลันจากสารหนู…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/353wsveouiq58


CDS ผสมกับน้ำเกลือ 50cc ใช้หยอดตา ช่วยทำให้ฝ้าขาวในตาหาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1sntzg8uy7ipz


พอกผิวด้วยฟักทอง ช่วยบำรุงให้ผิวขาวขึ้น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3u9k7286hr7eb


การทดสอบ PCR เป็นการสร้างความเสียหายต่อสมอง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1bf20ha11coep


แนะนำเจ้าหน้าที่ให้บริการด้านการลงทุน SET THAILAND รับรองโดย ก.ล.ต….จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/qfk4aj7qdxs1


งดการเข้าเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนชั่วคราว เนื่องจากน้ำท่วมหนัก

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2nifv1glpzp4o


ดื่มกาแฟดำหลังอาหาร ลดการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็ก

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/ghclnzlrvu7v


มีคลิปเสียงที่ออกมาพูดว่า มิจฉาชีพมาในรูปแบบของ Tiktok ที่สามารถดูดเงินเราได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3igvzlb5g89q8


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 7กันยายน 2567

งดใช้ตู้ ATM ที่ไม่มีไฟกะพริบตรงที่เสียบบัตร เสี่ยงโดนแฮกข้อมูล…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1ql2xar7ybn47


ส้มโออันตราย ทำให้เกือบเสียชีวิตได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2ju2wochuer05


เตือนภัยประชาชนเตรียมรับมือมวลน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักตอนบน จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจากมีฝนตกหนักนานต่อเนื่อง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1qv41kpnb88yf


 ตักอุจจาระแมวโดยไม่สวมถุงมือ เสี่ยงเป็นฝีในสมอง

อ่านต่อได้ที่   https://cofact.org/article/14r4hwi3gtwff


คนไทยจะได้ใช้ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินผ่านมือถือในปี 2568

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/kxi3atfftm9d


จีนตรวจพบทุเรียนไทยปนเปื้อนแคดเมียม

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2l24wdrmkfudb


การรถไฟฯ ปรับลดค่าบริการจอดรถชั้นใต้ดินสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ถึง 15 ก.พ. 68

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3g3u37s88a6ac


ไอ เจ็บคอ เป็นไข้ หายได้ด้วยการประคบเย็น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3dins9c4eknwe


เข้าใจ‘การทำงานของสมอง’ รู้ทัน‘อคติทางความคิด’ ปรับวิธี‘ฟัง-พูด’ลดอุณหภูมิความรุนแรงด้วยสื่อสารสร้างสันติ

1 ก.ย. 2567 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับเพจเฟซบุ๊ก “Understand : ห้องนั่งเล่นของหัวใจ”และ Clazy Cafe’ จัดกิจกรรมอบรม Workshop “ไขปริศนาสมอง: รู้ทันกลไกความคิด พิชิตการสื่อสาร”ณ ห้อง Connext A ชั้น 3 อาคาร The Season Mallสนามเป้า กรุงเทพฯ ชวนทำความเข้าใจการทำงานของสมอง ซึ่งมีผลต่อคำพูดและการกระทำที่แสดงออกของตัวเราว่าจะนำไปสู่การสื่อสารที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงหรือช่วยสร้างสันติ โดยคณะวิทยากรจากเพจ “Understand : ห้องนั่งเล่นของหัวใจ” ซึ่งมีทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยาให้คำปรึกษา และนักกิจกรรมที่สนใจประเด็นด้านสุขภาพจิต

บทเรียนแรก คือ การทำงานของระบบประสาท1.การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส (Sensory) 2.การประมวลผลของสมอง (Process หรือ Integrate) และ 3.การแสดงออกหรือพฤติกรรม (Behavior) ซึ่งก็คล้ายกับการทำงานของคอมพิวเตอร์ ที่มีการป้อนข้อมูล (Input) ประมวลผล (Process) และออกมาเป็นผลลัพธ์ (Output)

แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ คือ มีกระบวนการบางอย่างที่ทำให้การตีความ (Perception) ของสมองต่อสิ่งที่ประสาทสัมผัสได้รับรู้มาผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง โดยสมองมีการทำงานที่เรียกว่า การประมวลผลจากบนลงล่าง (Top-Down Process)” หมายถึง สมองมีชุดข้อมูลบางอย่างเตรียมไว้แล้วว่าจะตีความสิ่งที่ได้รับรู้นั้นอย่างไร ซึ่งช่วยให้การทำงานของสมองรวดเร็วขึ้นและใช้พลังงานน้อยลง โดยชุดข้อมูลที่สมองเตรียมไว้ล่วงหน้านั้นก็มาจาก ประสบการณ์ ที่แต่ละคนที่พบเจอมาในชีวิต หรือ ความเชื่อ-คุณค่า ที่คนนั้นยึดถือ

และเมื่อดูโครงสร้างการทำงานของสมองมนุษย์พบว่าส่วนใหญ่อยู่กับ ระบบอัตโนมัติ คือ สมองของสัตว์เลื้อยคลาน (Reptilian Brain) เกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณ กับสมองส่วนลิมบิก (Limbic Brain) เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก เพื่อให้มนุษย์ตัดสินใจได้รวดเร็วในสถานการณ์ที่ต้องเอาชีวิตรอด ในขณะที่สมองอีก 1 ส่วนที่เหลือ คือ สมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ (Neocortex Brain) เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ ซึ่งสมองสวนนี้ก็ยังทำงานผิดพลาดได้ 

ดังนั้น มนุษย์ก็ต้องรู้เท่าทันว่าตนเองกำลังรับรู้และกำลังคิดอะไร (Metacognition)” หมายถึงการตั้งสติ ถอยกลับมามองการทำงานของสมองว่าเหตุใดเราจึงคิดหรือเชื่อเช่นนั้น ซึ่งสิ่งที่ต้องระวังคือ อคติเชิงความคิด (Cognitive Bias)” ที่มีเป็นจำนวนมาก โดยในกิจกรรมนี้ยกตัวอย่างมาเพียงบางรูปแบบที่พบได้บ่อยๆ คือ 1.มองอะไรแบบสุดโต่งไม่มีตรงกลาง (Black & White หรือ  All or Nothing Thinking) เช่น คำพูดว่า หากไม่ทำให้ดีที่สุดก็อย่าทำเสียเลยดีกว่า หรือหากสอบเข้าคณะนี้ไม่ได้ชีวิตก็หมดความหมาย เป็นต้น

2.เหมารวม (Over Generalization) เช่น อกหักจากคนคนหนึ่งแล้วก็บอกว่าชาตินี้คงไม่มีใครมารักมาชอบตนเองอีกแล้ว หรือเห็นคนไทยคนหนึ่งแซงคิวก็สรุปเอาว่าคนไทยเป็นชนชาติที่ไร้ระเบียบวินัย3.เลือกมองเพียงบางสิ่งจนละเลยภาพรวม (Mental Filter) เช่น แม้ผลการเรียนในภาพรวมจะอยู่ในเกณฑ์ดีมากแต่จิตใจก็เอาแต่คิดวนเวียนอยู่กับ 1-2 วิชาที่ไม่ได้เกรด A จนรู้สึกเครียดหรือซึมเศร้า หรือไปพูดต่อหน้าคนหมู่มาก แม้ผู้ฟังส่วนใหญ่จะตั้งใจฟังแต่ใจก็ไปจดจ่ออยู่กับคนเพียง 1-2 คนที่นั่งหลับ แล้วก็คิดว่าตนเองนำเสนอได้ไม่ดี

4.บิดเนื้อหาจากเชิงบวกหรือกลางๆ เป็นเชิงลบ (Disqualify Positive) เช่น วันหนึ่งจำเป็นต้องลางาน มีเพื่อนร่วมงานโทรศัพท์มาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็คิดไปว่าคงแค่ถามไปตามหน้าที่ ไม่มีใครห่วงใยตัวเราจริงๆ 5.ขยายความเรื่องราวให้ใหญ่เกินจริง (Magnification) หรือตื่นตระหนกวิตกกังวลมากเกินไป เช่น มีผื่นขึ้นที่แขนได้เพียง 3 วัน ก็คิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นโรคมะเร็งผิวหนังแน่ๆ

6.มองเรื่องราวเล็กกว่าความเป็นจริง (Minimization) ซึ่งตรงกันข้ามกับ Magnificationโดยการคิดแบบ Minimization นี้มักพบในผู้ที่มีปัญหาการใช้ยาเสพติด เช่น คิดว่าใช้แค่นิดเดียวไม่เห็นเป็นอะไร แต่ก็ทำให้เกิดพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดซ้ำๆ 7.คิดไปเองราวกับสามารถอ่านใจคนอื่นได้ (Mind Reading) เช่น ส่งข้อความในกลุ่มไลน์แล้วไม่มีคนตอบก็คิดว่าคนอื่นๆ คงรำคาญตนเอง หรือนั่งเรียนอยู่แล้วอาจารย์มองหน้าก็คิดไปว่าอาจารย์คงกำลังดูถูกว่าเราโง่แน่ๆ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายคิดกับเราแบบนั้นจริงหรือไม่แต่ก็ตัดสินไปแล้ว

8.คาดเดาไปก่อนว่าสถานการณ์ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ โดยที่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ (Fortune Telling) เช่น เชื่อมั่นว่าหาเอาเงินไปซื้อล็อตเตอรี่งวดนี้จะได้รวยเป็นเศรษฐีแน่นอน หรือเข้าไปเรียนได้เพียงวันแรกก็คิดแล้วว่าตนเองไม่มีทางเรียนจบ ทั้งนี้ ข้อแตกต่างระหว่าง Fortune Telling กับ Mind Readingคืออย่างแรกเป็นการด่วนสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ ส่วนอย่างหลังเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 

และ 9.ใช้อารมณ์นำก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลมารองรับ (Emotional Reasoning) เช่น ใจอยากได้สิ่งของสักอย่างหนึ่งแล้วสมองค่อยหาเหตุผลต่างๆ นานา ทำให้ตนเองเชื่อว่าจำเป็นต้องซื้อสิ่งนั้น หรือมองคนหนึ่งว่าต้องเป็นคนไม่ดีแน่ๆ เพราะคนนั้นเคยทำให้ตนเองโกรธ ทั้งนี้ ต้องย้ำว่า “Cognitive Bias หรืออคติเชิงความคิด ไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือไม่ดี แต่ต้องมีให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์” เพราะการทำงานของ Cognitive Bias นั่นเกี่ยวข้องกับการเอาชีวิตรอด เช่น ในสถานการณ์ที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง

การฝึกตนเองให้รู้เท่าทันความคิดเพื่อลดการตัดสินใจแบบมีอคติหรือด่วนสรุป สามารถสรุปเป็น 4 ข้อ ตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ “F.A.S.T.ประกอบด้วย 1.Fact เรื่องที่คิดอยู่นั้นตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่? 2.Alternative เรื่องที่คิดอยู่นั้นมองได้เพียงด้านเดียว หรือยังมองในแง่มุมอื่นๆ ได้อีก? 3.So What เรื่องที่คิดอยู่นั้นเป็นประโยชน์หรือไม่? และ 4.Toll เรื่องที่คิดอยู่นั้นจะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง? 

บทเรียนต่อมาคือ การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)” หรือการฟังอย่างใส่ใจ โดยวิทยากรสรุป 4 เรื่องที่คนเรามักเผลอคิด-เผลอทำขณะฟัได้แก่ 1.เผลอแนะนำ หลายคนฟังแล้วก็เผลอคิดไปตามประสบการณ์ของตนเองแล้วก็แนะนำว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง 2.เผลอถามแทรก จริงอยู่ที่เราฟังแล้วก็อยากถามเพื่อให้เข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น แต่ก็ต้องดูจังหวะให้ดีเพราะบางทีอีกฝ่ายกำลังจะพูดอยู่แล้วแต่เราไปถามแทรกเสียก่อน อาจทำให้ข้อมูลที่จะได้รับบิดเบี้ยวไป หรืออีกฝ่ายอาจรู้สึกว่าเราไม่ตั้งใจฟังก็ได้ 

3.เผลอแย่งซี เช่น มีคนกำลังเล่าเรื่องๆ หนึ่ง แต่มีคนอื่นๆ พูดขึ้นมาว่าเหมือนกัน ทำให้คนที่อยากจะสื่อสารไม่ได้สื่อสาร และคนที่อยากรู้ข้อมูลที่คนนั้นจะเล่าก็ไม่ได้รู้ และ 4.เผลอด่วนตัดสิน เพราะ Cognitive Bias ทำให้เราด่วนสรุปไปว่าเรื่องมันต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน โดยทั้ง 4 ข้อนี้ ทำแล้วอาจส่งผลต่อการรับรู้ที่ผิดพลาด นั่นหมายถึงเสียตั้งแต่สมองรับข้อมูลเข้ามาแล้ว ซึ่งส่งผลต่อการประมวลผลหรือตีความ

และบทเรียนที่ 3 ซึ่งเป็นบทเรียนสุดท้ายของกิจกรรมในครั้งนี้คือ การสื่อสารเพื่อสร้างสันติหรือสื่อสารอย่างไรจะลดบรรยากาศที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง โดยเริ่มจากยกตัวอย่างคำพูดที่ทำให้เกิดความรู้สึกเชิงลบ เช่น หัวหน้าบอกลูกน้องว่า คุณทำงานผิดตลอด แก้อีกก็ผิดอีก อย่างนี้เมื่อไรจะเสร็จ ทำไมไม่ดูแผนกอื่นเขาบ้าง ทำให้ดีกว่านี้หน่อย ซึ่งพูดแบบนี้ไปลูกน้องก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าตนเองทำผิดตรงไหนและควรแก้ไขอย่างไรให้ถูก

แต่หากหัวหน้าเปลี่ยนวิธีการพูดโดย 1.สังเกตเช่น บอกลูกน้องว่า ผมเห็นคุณแก้งานบ่อยๆ” โดยที่ไม่ต้องใช้ถ้อยคำในเชิงต่อว่าด่าทอ 2.บอกความรู้สึก เช่น บอกว่า “ผมกังวล แล้วก็อธิบายว่าที่กังวลก็เพราะกลัวงานจะเสร็จไม่ทันกำหนด3.บอกความต้องการ เช่น บอกว่า ผมต้องการให้คุณได้รับการสนับสนุน แทนการใช้ถ้อยคำทำนองชี้นิ้วสั่ง และ 4.ร้องขอ เช่น ในกรณีที่ยังไม่รู้ว่าลูกน้องได้ลองแก้ไขมาแล้วกี่วิธี-อะไรบ้าง หัวหน้าอาจบอกว่า ถ้ามีปัญหาอะไรอยากให้ช่วย ผมอยากให้คุณบอกได้เลยนะ เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อหาทางออก เป็นต้น

 จากการอบรมครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าแม้เราจะได้รับข้อมูลมาเพียงพอและรู้เท่าทันความคิดของตนเองแล้วก็ตาม  แต่หากสื่อสารไม่ถูกย่อมไม่ก่อเกิดประโยชน์กับตนเองและคนรอบข้าง  

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

Raison d’être ของนักข่าวและนักตรวจสอบข้อเท็จจริงในมุมมองของ “สเตฟาน เดลฟูร์” แห่ง AFP

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค / แปลและเรียบเรียง

Raison d’être เป็นวลีในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า เหตุผลของการดำรงอยู่ จุดหมายแห่งชีวิต หรือจะแปลว่าพันธกิจขององค์กรก็ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาระหว่างคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค และคุณสเตฟาน เดลฟูร์ (Stéphane Delfour) สื่อมวลชนอาวุโสแห่งสำนักข่าว Agence France-Presse (AFP) ในบ่ายวันศุกร์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม 2567 ที่สำนักงาน AFP ใจกลางกรุงเทพฯ

การสนทนาในครั้งนี้เกิดขึ้นในวาระที่คุณสเตฟานอำลาตำแหน่งหัวหน้าสำนักข่าวเอเอฟพีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (AFP Bureau Chief for Southeast Asia) ที่นำพาเขาให้มาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยนานถึง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการก่อตั้งโคแฟค ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คุณสเตฟานและ AFP Fact Check ซึ่งเป็นแผนกตรวจสอบข้อเท็จจริงของเอเอฟพีที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 ได้ทำงานร่วมกับโคแฟค องค์กรวิชาชีพสื่อ และสื่อมวลชนไทยหลายสำนักในการพัฒนางานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการรู้เท่าทันข่าวลวงมาอย่างต่อเนื่อง นับว่าคุณสเตฟานและ AFP Fact Check มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานและเป็นต้นแบบการทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงในไทย

ก่อนอำลาเมืองไทย โคแฟคชวนคุณสเตฟานมาสนทนาในหัวข้อ “5 ปีแห่งความท้าทาย: บทเรียนและก้าวต่อไปของการตรวจสอบข้อเท็จจริงในไทย” โดยมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กโคแฟคเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ซึ่งกองบรรณาธิการโคแฟคได้สรุปความและเรียบเรียงมาไว้ที่นี้

ในบทสนทนาเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม คุณสเตฟานได้เล่าเบื้องหลังการทำงาน ให้ความเห็นและมุมมองที่น่าสนใจตั้งแต่เรื่องภูมิทัศน์สื่อในยุคเอไอ ไปจนถึงเหตุผลในการดำรงอยู่หรือ “raison d’être” ของสื่อมวลชน ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการพูดถึงการเมืองไทยสั้น ๆ จากมุมมองของสื่อต่างชาติ  

จุดเริ่มต้นของ AFP Fact Check ในประเทศไทย

สำนักงานใหญ่เอเอฟพีเปิดแผนกตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือ AFP Fact Check ครั้งแรกเมื่อปี 2560 โดยมีนักตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact checker) หนึ่งคนถ้วน ผมถูกส่งมาไทยในตำแหน่งหัวหน้าสำนักข่าวเอเอฟพีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2562 และในปี 2563 เราก็ตั้งทีม Fact Check ขึ้นที่สำนักงานในไทย ซึ่งเป็นปีที่โควิด-19 ระบาดและมีการชุมนุมของคนเยาวชนเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตย รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ในช่วงนั้นจึงเป็นเรื่องความเข้าใจผิดหรือข่าวลวงเกี่ยวกับโควิด วัคซีน หน้ากากอนามัย และการชุมนุมประท้วงของเยาวชน

หลังจากนั้นมา เนื้อหาที่เราตรวจสอบก็มักจะเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วง เช่น การสู้รบในยูเครนและฉนวนกาซา รวมถึงการเลือกตั้งทั่วไปในไทยเมื่อปี 2566 ผมจำได้ว่าการหักล้างข่าวลวงเรื่องนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่ได้เรียนจบฮาร์วาร์ด เป็นรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับความสนใจมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเรา

ปัจจุบันแผนก AFP Fact Check ซึ่งได้รับการรับรองจาก เครือข่ายองค์กรตรวจสอบข่าวสากล (International Fact-Checking Network – IFCN) มี fact checker มากกว่า 200 คนใน 150 ประเทศ รวมทั้งไทยซึ่งมี fact checker ประจำอยู่ 3 คน

การตรวจสอบข้อเท็จจริง vs การรายงานข่าว

ผมคิดว่า fact check เป็นรากฐานและเป็นดีเอ็นเอของวิชาชีพสื่อสารมวลชนซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและการสืบหาความจริง พูดได้ว่าเอเอฟพี fact check มาตลอดตั้งแต่สำนักข่าวแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1835 แต่น่าสนใจตรงที่ว่าในโลกยุคนี้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับมีความสำคัญมากยิ่งกว่ายุคไหน ผู้สื่อข่าวต้องทำงานหนักมากขึ้นในการตรวจสอบข้อมูล สัมภาษณ์แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ พูดคุยกับคนที่อยู่ในเหตุการณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด แล้วนำเสนอความจริงต่อสาธารณะ แต่ทักษะที่ fact checker อาจจะมีความถนัดและเชี่ยวชาญมากกว่าผู้สื่อข่าวก็คือทักษะในการสืบค้นและหาหลักฐานทางดิจิทัล วิธีการตรวจสอบความจริงหรือความปลอมของเนื้อหาอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ภาพที่ถูกดัดแปลงหรือวิดีโอที่สร้างด้วยเอไอ และสามารถอธิบายกระบวนการตรวจสอบได้ว่าใช้วิธีอะไรและมีหลักฐานอะไรเป็นข้อพิสูจน์ว่าเนื้อหานั้นส่วนไหนจริง ส่วนไหนเท็จ ผมคิดว่าการเปิดเผยกระบวนการพิสูจน์และการหาข้อเท็จจริงเช่นนี้ ทำให้การทำงานของสื่อมวลชนกลับมาได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจอีกครั้ง หลังจากที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มเบื่อหน่ายการเสพข่าว คิดว่าสิ่งที่สื่อนำเสนอนั้นไม่น่าเชื่อถือและเลือกที่จะหาข้อมูลด้วยตัวเอง

ลักษณะของข่าวลวง-เนื้อหาเท็จ

สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจเกี่ยวกับข่าวลวงก็คือ มันไม่ได้จริงหรือเท็จทั้งหมด แต่มักจะมีเนื้อหาที่เป็นจริง เช่น ภาพจริง เสียงจริง เหตุการณ์จริงอยู่บางส่วน สิ่งที่นักสร้างข่าวลวงทำก็คือเอาความจริงส่วนเล็ก ๆ นั้นมาขยาย บิดเบือน ใส่บริบทผิด ๆ ตัดต่อ แต่งภาพ เติมโน่นนิดนี่หน่อย ผสมคลุกเคล้าจนได้เนื้อหาอันเป็นเท็จขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ความจริงบางส่วนที่ผสมอยู่นี่เองที่ทำให้คนมักหลงเชื่อว่าเป็นความจริง

อีกข้อสังเกตหนึ่งก็คือ ข่าวลวงไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ แต่มักจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อาศัยความสนใจของผู้คนต่อเรื่องนั้นเพื่อกระพือข่าวลวงที่เขาสร้างขึ้น เช่น กรณีภาพตัดต่อประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียถือพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นเนื้อหาเท็จที่ถูกเผยแพร่ในช่วงเริ่มต้นของสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สงครามอสมมาตร ของความจริงกับความลวง

แม้ว่าทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงของเราจะใหญ่ขึ้นและเก่งขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าศึกนี้ไม่ง่ายเลย เรามี fact checker อยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนข่าวลวงที่มีอยู่มากมายมหาศาลและถูกผลิตออกมาไม่หยุด การสร้างและกระจายข่าวลวงมันง่ายมาก ๆ แค่ตัดต่อรูปหรือสั่งให้เอไอสร้างเนื้อหาเท็จขึ้นมา แล้วคนก็มักจะแชร์ต่อกันไปโดยไม่สนใจว่ามันจริงหรือปลอม หรือแชร์ด้วยความสนุกคะนอง ในทางกลับกัน การหักล้างหรือพิสูจน์ความจริงเท็จของเนื้อหาแต่ละชิ้นนั้นกลับต้องใช้ทั้งเวลา ใช้คน ใช้ทรัพยากรมากมาย

เราเคยคุยกันเล่น ๆ ว่างานของเราเหมือนการทำความสะอาดแม่น้ำด้วยการตักน้ำเน่าออกทีละช้อน เรียกว่าเป็น “สงครามอสมมาตร” ก็คงจะไม่ผิดนัก แต่ถึงมันยากเราก็ต้องทำ เพราะถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ แม้จะกำจัดข่าวลวงได้ไม่หมด แต่อย่างน้อยก็ช่วยยับยั้งการแพร่กระจาย การศึกษาของเราพบว่า หลังจากที่เผยแพร่รายงานการหักล้างข่าวลวงชิ้นหนึ่งไป การแพร่กระจายของข่าวนั้นในอินเทอร์เน็ตลดลงถึง 80%

AFP Fact Check ทำงานอย่างไร

ด้วยกำลังคนอันน้อยนิด เราไม่สามารถตรวจสอบเนื้อหาที่ต้องสงสัยว่าเป็นข่าวลวงได้ทุกชิ้น หลัก ๆ แล้ว เราจะเลือกเนื้อหาที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลหรือต่อสาธารณะอย่างชัดเจน มีการเผยแพร่ในวงกว้าง และอยู่ในขอบเขตที่เราสามารถพิสูจน์ความจริงเท็จได้ จากนั้นเราก็ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยหลักการทำงานของสื่อมวลชน คือ ติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นโดยตรงไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ บุคคลที่ถูกกล่าวหา หรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ ซึ่งพยานที่เห็นเหตุการณ์ที่ดีที่สุดก็คือผู้สื่อข่าวของเราเอง สมมติว่ามีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงของเยาวชน เราก็จะตรวจสอบกับผู้สื่อข่าวหรือช่างภาพของเราที่ทำงานภาคสนามว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่หลายครั้งก็ไม่ง่ายนักที่เราจะเข้าถึงแหล่งข่าวหรือพยานที่จะให้ข้อเท็จจริงกับเราได้ การเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งที่ท้าทายการทำงานของ fact checker มากที่สุดอย่างหนึ่ง หรือหากเป็นประเด็นความขัดแย้งกัน เราก็จะต้องแสวงหาข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

เมื่อได้ข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ อย่างรอบด้านจนได้ข้อสรุปที่แน่ชัดแล้วว่าเนื้อหานั้นเป็นจริงหรือเท็จ เราก็เขียนเป็นรายงาน ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยบรรณาธิการหลายคนเพื่อให้แน่ใจในความถูกต้องก่อนจะเผยแพร่

รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เผยแพร่ออกไป ก็ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ เห็นด้วยหรือเห็นต่าง ซึ่งนั้นก็เป็นสิทธิของแต่ละคน เราเคารพทุกความคิดเห็น หน้าที่ของเราคือนำเสนอหลักฐานข้อมูล ข้อพิสูจน์ทุกอย่างที่ได้มา และแจกแจงให้เห็นว่าทำไมเราจึงสรุปว่าเนื้อหานี้จริงหรือปลอม 

AI ตัวช่วยหรือภัยคุกคามของนักข่าวและนักตรวจสอบข้อเท็จจริง?

ผมว่ามันเป็นได้ทั้งสองอย่าง ในแง่หนึ่ง AI เป็นเครื่องมือที่สำนักข่าวสามารถนำมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในงานบางอย่าง เช่น การถอดเสียงเป็นข้อความ การค้นฐานข้อมูล แต่อีกด้านหนึ่ง AI ก็ถูกนำไปใช้สร้างเนื้อหาเท็จได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แม้ว่าในขณะนี้เนื้อหาเท็จที่สร้างโดย AI ส่วนใหญ่จะมองออกได้ง่าย แต่มีแนวโน้มที่มันจะทำได้เนียนขึ้นเรื่อย ๆ จนแยกแยะเนื้อหาที่เป็นจริงกับเป็นเท็จได้ยา ขณะที่สำนักข่าวก็ต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการอธิบายหรือยืนยันความจริงแท้ของเนื้อหาที่เราเผยแพร่ ตัวอย่างเช่น ภาพชุดนักกีฬาที่เอเอฟพีถ่ายและเผยแพร่ก่อนพิธีเปิดโอลิมปิก 2024 ซึ่งเป็นภาพชุดที่สวยมากจนมีคนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นภาพที่สร้างโดย AI เราจึงต้องเขียนอธิบายกระบวนการถ่ายทำและผลิตภาพชุดนั้นออกมาเพื่อยืนยันว่าเป็นภาพที่ช่างภาพของเราถ่ายเองจริง ๆ ในขณะนี้เอเอฟพี ไม่มีนโยบายที่จะใช้ AI ผลิตเนื้อหาใด ๆ ทั้งสิ้น

มองภูมิทัศน์สื่อในยุคนี้อย่างไร

สถานการณ์ที่ผู้คนเบื่อการเสพสื่อ ไม่ชอบฟังข่าวหนัก ๆ และไม่เชื่อถือเนื้อหาที่สื่อมวลชนนำเสนอนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่แต่เฉพาะในประเทศไทย ดังนั้นสื่อจึงต้องพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจกลับคืนมา แนวทางหนึ่งที่เอเอฟพีกำลงทำอยู่คือการเสนอข่าวเชิงหาทางออก (Solution Journalism-SoJo) คือแทนที่เราจะรายงานแต่ปัญหา ผลกระทบ ความเสียหาย อันตราย ภัยพิบัติ เราจะเน้นที่การนำเสนอทางออกต่อเรื่องนั้น   เช่น เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ นอกจากรายงานสถานการณ์แล้วเราจะต้องนำเสนอทางออกจากผู้รู้หรือแม้แต่วิถีของเล็ก ๆ ที่พยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เราไม่เพียงแค่บอกผู้ชมว่าโลกกำลังจะวิบัติ แต่เสนอว่าเราจะทำอะไรกันได้บ้างเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ เราจะเสนอทางออก เรื่องราวที่ให้ความหวังและสร้างแรงบันดาลใจ ผมชื่นชมในความคิดริเริ่มและความทุ่มเทในการทำงานของสื่อไทยหลายคน พวกเขาทำหน้าที่ได้อย่างดีโดยเฉพาะในการรายงานสดเหตุการณ์สำคัญที่มักจะมีผู้สื่อข่าวไปรายงานผ่านโซเชียลมีเดียอย่างคล่องแคล่ว ขณะเดียวกันก็ยังมีสื่อดั้งเดิมบางแห่งที่ดูเหมือนจะปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลได้ค่อนข้างช้า ซึ่งก็น่าเป็นห่วงว่าสื่อกลุ่มนี้อาจจะอยู่รอดในยุคการเปลี่ยนผ่านของสื่อดิจิทัลได้หรือไม่

ทำไมสื่อสารมวลชนยังมีความจำเป็น

ไม่ว่าภูมิทัศน์สื่อและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเช่นไร สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กรสื่อทุกแห่งก็คือการยึดปรัชญาและหลักการพื้นฐานในการทำงานของเราไว้ให้มั่น นั่นก็คือการแสวงหาข้อเท็จจริงและการตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่กลัวเกรงต่อสิ่งใด ซึ่งเป็นงานที่ไม่ได้ต้องลงทุนหรือใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอะไรเลย แค่ผู้สื่อข่าวทำหน้าที่ของเราเท่านั้น ลงพื้นที่พร้อมด้วยกระดาษ ปากกาและกล้องเพื่อเก็บข้อมูลและบันทึกความจริง เพราะนี่คือ Raison d’être หรือพันธกิจของเรา สื่อต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าทำไมสังคมถึงยังต้องการพวกเรา ทำไมผู้คนต้องรับข้อมูลข่าวสารจากเรา คุณค่าของเราอยู่ตรงไหน จุดขายของเราคืออะไร ทำไมงานที่เราทำถึงมีความจำเป็นต่อชีวิตของผู้คน ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบยากยิ่งในยุคที่การเปลี่ยนแปลงถาโถมมารอบด้านเหมือนคลื่นยักษ์สึนามิ

มุมมองต่อโคแฟคและการทำงานร่วมกันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่พิเศษมากที่องค์กรภาคประชาสังคม วิชาชีพสื่อและนักวิชาการร่วมมือกันก่อตั้งองค์กรภาคประชาชนอย่างโคแฟคเพื่อรณรงค์เรื่องการรู้เท่าทันข่าวลวงและริเริ่มแนวทางการแสวงหาความจริงร่วมเพื่อสกัดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ผมไม่ค่อยเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศอื่น และช่วงที่ผ่านมา งานของโคแฟคก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เท่าที่ผมสังเกต ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยกระตือรือร้นในการขุดค้นข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียมากกว่าประเทศอื่น ๆ

ที่ผ่านมาเอเอฟพีได้ทำกิจกรรมร่วมกับโคแฟค สื่อมวลชนไทย และองค์กรวิชาชีพสื่ออยู่บ่อยครั้งเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่แน่นอนว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องทำงานต่อ เช่น การแสวงหาความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อให้พวกเขามีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาการระบาดของข่าวลวงและข้อมูลเท็จมากกว่านี้ บางแพลตฟอร์มกลายเป็นตลาดขายสินค้ามากกว่าจะเป็นช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือและมีประโยชน์ต่อผู้คน 

นอกจากนี้เรายังจะต้องช่วยกันพัฒนาศักยภาพของผู้สื่อข่าวและนักตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อรับมือกับ AI ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารของเรา

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค ประเทศไทย และสเตฟาน เดลฟูร์ ถ่ายภาพร่วมกันหลังการสัมภาษณ์ที่สำนักงานเอเอฟพี เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2567

มองการเมืองไทยอย่างไร

ห้าปีที่ผมมาประจำอยู่ที่นี่และได้ติดตามการเมืองไทยค่อนข้างใกล้ชิด ผมคิดว่าการเมืองไทยช่างเย้ายวนชวนให้ติดตาม ซับซ้อน น่าสนใจ เต็มไปด้วยดีลและการเจรจาต่อรอง มีอะไรให้ประหลาดใจอยู่ตลอด หลังจากที่คุณแพทองธาร ชินวัตร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ผมได้ข้อสรุปว่ายิ่งผมสนใจ ติดตาม ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองไทยมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเข้าใจการเมืองไทยน้อยลงเท่านั้น

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Hello International Day of Charity ว่าด้วยเรื่อง “ปล่อยปลาอย่างไรให้ได้บุญ”

Hello International Day of Charity! วันนี้วันทำบุญทำกุศลสากล โคแฟคนำเสนอบทสนทนากับพระอาจารย์มหานภันต์ มูลนิธิ สกพ. แสวงหาความจริงร่วม ว่าด้วยเรื่อง “ปล่อยปลาอย่างไรให้ได้บุญ” มาช่วยทำให้น้องปลาปลอดภัย ดีต่อใจ ดีต่อระบบนิเวศกันนะทุกคน อนุโมทนาสาธุ 🙏💕😇

Digital Enlightenment Series : เรื่องเล่า อำนาจ โฆษณาชวนเชื่อ เพื่อคน….1%

😊สวัสดีครับ วันนี้แอดมินขอนำเนื้อหาสรุปเรื่องราวของเวิร์คช็อปที่เกี่ยวข้องกับสื่อโดยตรงของงาน Cofact Series สำหรับช่วงที่ 1เรื่องเล่า อำนาจ โฆษณาชวนเชื่อ เพื่อคน….1%
ขอสรุปประเด็นและสาระสำคัญเป็นข้อๆ ให้ชาว Clazy Cafe ทุกๆ ท่านนะครับ

🌟1 “โฆษณาชวนเชื่อ” tเกิดขึ้นใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด อาจแทรกได้อยู่ทั้งกับสินค้า ธุรกิจ บริการต่างๆ ไปจนถึงการปลูกฝังทัศนคติ วัฒธรรมและการรับรู้ทางการเมืองด้วย

คือ รูปแบบของการสื่อสารที่มีเป้าหมายหลัก เพื่อโน้มน้าวให้ผู้รับสารปฏิบัติตามที่ผู้ผลิตสื่อต้องการ เพื่อผลักดันเป้าหมายทางการเมือง ซึ่งอาจไม่เป็นความจริง

🌟3 เทคนิคโฆษณาชวนเชื่อมีมากถึง 14 แบบ สรุปวิธีการและความหมายสั้นๆ คือ

  • การใช้คำขวัญ (Slogans) ใช้คำขวัญสั้น ๆ ที่จำง่าย เพื่อสื่อสารข้อความ
  • การใช้สัญลักษณ์ (Symbols and Imagery) ใช้สัญลักษณ์ที่มีความหมายเชิงบวกหรือเชิงลบเพื่อสร้างความเชื่อ
  • เกาะกระแส (Bandwagon) ชักชวนให้ ผู้คนเข้าร่วมกับสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยม เพื่อสร้างความรู้สึกว่าทุกคนกำลังทำสิ่งนี้
  • การใช้เหตุผลแบบเข้าข้างตัวเอง (Card Stacking) นำเสนอข้อมูลที่มีแต่ด้านบวกของฝ่ายตน
  • การกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม (Name Calling) ใช้คำที่มีความหมายเชิงลบ เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามดูแย่
  • การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง (Testimonials) ใช้คำพูดหรือการสนับสนุนจากบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
  • การใช้คำพูดที่มีความหมายเชิงบวก (Glittering Generalities)โดยไม่มีรายละเอียด เพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีและสนับสนุน
  • การใช้ความหวาดกลัว (Fear) สร้างความกลัวเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนทำตามที่ต้องการ
  • การใช้ข้อมูลที่บิดเบือน (Disinformation) การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเพื่อสร้างความเชื่อที่ผิดพลาด
  • การใช้การซ้ำ (Repetition) นำเสนอข้อความเดียวกันซ้ำๆ เพื่อทำให้ข้อความนั้นฝังอยู่ในความคิดของผู้ฟัง
  • การสร้างความเป็นทางเลือกเดียว (False Dilemma) การนำเสนอว่าเหลือเพียงทางเลือกเดียว เพื่อบังคับให้ผู้คนเลือกสิ่งที่ต้องการ
  • การใช้ความเป็นบุคคลธรรมดา (Plain Folks) ทำให้ดูเหมือนว่าข้อความนั้นมาจากบุคคลธรรมดา เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ฟัง
  • การโยกย้ายความหมาย (Transfer) ใช้ความเชื่อหรืออารมณ์ที่เกี่ยวข้องมาสื่อถึงสิ่งอื่นเพื่อสร้างความเชื่อมโยง
  • การทำให้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ (Scarcity) ชักจูงให้เชื่อว่าบางสิ่งบางอย่างมีจำนวนจำกัด เพื่อกระตุ้นความต้องการ

🌟4 สรุป Canvas สำหรับการวิเคราะห์โฆษณาชวนเชื่อเพื่อคัดกรองสารที่เราจะได้รับ
Sender : ผู้จ้างผลิต หรือ ผู้เผยแพร่
Message : เนื้อหา+ (ผู้ได้ประโยชน์ – ผู้เสียประโยชน์)
Channel : วิธีการรับรู้ + ช่องทาง + เทคนิคโฆษณาชวนเชื่อ
Receiver : กลุ่มเป้าหมาย + พฤติกรรมที่คาดหวัง + ผลกระทบที่เกิดขึ้น

🌟5 การเท่าทันสื่อนั้นมีความสำคัญและจำเป็นมาก เพื่อให้เราไม่ถูกตกเป็นเครื่องมือของการชักจูงผ่านโฆษญาชวนเชื่อ ทั้งกับตัวเราเองและกับผู้คนรอบๆ ตัว

สำรับท่านไหนที่มีข้อสงสัยและต้องการคำตอบถึงข้อความ และ โฆษณาชวนเชื่อต่างๆ สามารถคอมเมนต์ สอบถามหรือจะแชร์ข้อความนนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนที่คุณห่วงใยเลยนะครับ

https://www.facebook.com/share/p/sQdZsst9CFbsK2Kg/?mibextid=qi2Omg

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2567

ฟ้าทะลายโจรรักษาไข้หัดแมวได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2lhsufhc14wmr


ทานไข่ลวกดีต่อสุขภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2908mhz4lkgdq


การสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่มวลได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2haciuqw0kdlq


เจ้าหน้าที่ PEA แจ้งดำเนินการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าที่หมุนเร็วผิดปกติ  และเสียเงินค่าเปลี่ยนหม้อดิจิทัล…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3q4nrpxy42cjx


เปิดพัดลมจ่อเด็ก เสี่ยงเป็นปอดอักเสบ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/ov3rlokyr8zq


กินหมูกระทะเสี่ยงเป็นมะเร็ง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/5yz9gpa704wm


เตือน 10 จังหวัด และกรุงเทพฯ เตรียมขนของขึ้นที่สูง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/24zxa06d5ntkk


‘ข่าวลวง-ภัยออนไลน์’เทคโนโลยีทำให้ซับซ้อนขึ้น แต่‘อารมณ์-อคติ’ยังเป็นตัวแปรสำคัญของการตกเป็นเหยื่อ

ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) เข้าร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์สำนักข่าวไทย อสมท. จัดเสวนาหัวข้อ “Cybersecurity at the Age of Fake News : Are You Ready for the Next Threat?” ที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี พร้อมถ่ายทอดสดผ่านเพจเฟซบุ๊ก “NSTFair Thailand” ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTFair Thailand)” ระหว่างวันที่ 16-25 ส.ค. 2567

พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติกล่าวว่า งานของ สกมช. มี 2 ส่วน คือ 1.ป้องกันไม่ให้ระบบถูกโจมตี ดูแลระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า ธนาคาร อินเตอร์เน็ต แต่ในขณะเดียวกันคนแต่ละคนก็ต้องให้ความสำคัญกับการระมัดระวังด้วย เช่น การตั้งรหัสผ่านในแพลตฟอร์มต่างๆ การไม่ติดตั้งโปรแกรมเถื่อน เป็นต้น

2.ป้องกันไม่ให้คนถูกหลอก เพราะปัจจุบันคนสัมผัสกับข้อมูลข่าวสารจำนวนมากจึงเสี่ยงถูกหลอกลวงได้ แต่โจทย์ที่ยากคือ ความจริงมีหลายชุดและตรวจสอบไม่ง่าย เช่น หากวันนี้ลองค้นหาข่าวคนขับรถตู้ข่มขืนเด็กอายุ 13 ปี ก็ยังปรากฏข่าวนั้นอยู่ แม้ในห้วงเวลาที่เหตุปรากฏเป็นข่าว อีก 3 วันหลังจากนั้นจะมีข่าวที่ให้ข้อมูลใหม่เพิ่มเติม คือเด็กอายุ 13 ปี สารภาพว่าสร้างเรื่องขึ้นมาเองไม่ได้มีการข่มขืนเกิดขึ้นจริง แต่ข่าวแรกที่คนขับรถตู้ข่มขืนเด็กอายุ 13 ปี ยังคงอยู่บนโลกออนไลน์ ไม่ได้ถูกลบออกไปแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีเรื่อง อคติ ใครชอบสิ่งใดก็จะค้นหาแต่สิ่งนั้น  

สิ่งที่สำคัญคือ การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) เห็นอะไรก็อย่าเพิ่งรีบเชื่อ แต่ให้ลองฝึกคิดแบบมองมุมต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาด้วยตัวอย่างกรณีประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาซีเกมส์ มีข่าวปรากฏทุกช่องทางว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่มีงบประมาณจึงต้องเปิดเว็บไซต์รับบริจาค ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ การเปิดรับบริจาคดังกล่าวทำเพื่อระดมเงินอัดฉีดนักกีฬาซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการจัดการแข่งขัน 

แต่สื่อที่เผยแพร่นั้นรู้ว่าผู้รับสารจะไม่สืบค้นข้อมูลไม่สงสัยและเชื่อโดยง่าย ประกอบกับปัจจุบันการแข่งขันในวงการสื่อนั้นรุนแรงมาก ในอดีตมีคำว่า Clickbait ที่หมายถึงการพาดหัวข่าวล่อให้เข้าไปดูแต่ระยะหลังๆ หันมาใช้การพาดหัวแบบยั่วให้โมโห เพราะได้ในเชิงกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก (Feeling) มากกว่า เช่น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งพาดหัวข่าวว่ากีฬาประสบความล้มเหลวในการแข่งขัน แต่กลับทำให้ยอดขายหนังสือพิมพ์ที่ขายได้น้อยลงกลับพุ่งขึ้นมา นี่คือตัวอย่างของการพาดหัวข่าวแบบยั่วโมโหแต่คนก็ตะครุบเหยื่อนั้นไป

กรณีการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพประเภท หลอกให้รัก (Romance Scam)” เช่น ต้องการหาเหยื่อเป็นผู้หญิง คนร้ายมักจะสร้างบัญชีปลอมในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นฝรั่งผิวขาวหน้าตาดี อ้างว่าเป็นทหารหรือแพทย์ เมื่อเหยื่อเริ่มตกหลุมรักก็บอกว่าเดือดร้อนต่างๆ นานา เริ่มให้โอนเงินไปให้จากจำนวนน้อยๆ จนถึงครั้งที่จะลงมือโดยหวังเป้าหมายใหญ่ ด้วยการอ้างว่าเพิ่งได้รับมรดกก้อนโตและต้องการมาใช้ชีวิตในประเทศไทยแต่ติดปัญหาบางอย่างทำให้ทรัพย์สินมีค่านั้นติดค้างที่สนามบิน ต้องขอให้โอนเงินไป

หากเหยื่อเป็นผู้ชาย คนร้ายมักจะสร้างบัญชีปลอมโดยใช้ภาพของหญิงสาวหน้าตาดี เมื่อเริ่มพูดคุยกันคนร้ายก็จะส่งคลิปวีดีโอที่มีเนื้อหาล่อแหลมมาให้โดยอ้างว่าเป็นคลิปของตนเอง   พร้อมชักชวนให้เหยื่อถ่ายคลิปวีดีโอแนวล่อแหลมของตนเองส่งกลับไปให้ดูบ้าง โดยอ้างว่าเดี๋ยวจะส่งคลิปที่เด็ดกว่านั้นให้ดูอีกเป็นการแลกเปลี่ยน เมื่อเหยื่อเกิดหน้ามืดหลงเชื่อถ่ายแล้วส่งกลับไปก็จะถูกนำไปใช้ขู่กรรโชกทรัพย์ (Blackmail) และยิ่งเหยื่อโอนไปเพราะกลัวถูกเผยแพร่คลิป คนร้ายก็จะยิ่งเรียกเงินจำนวนมากขึ้น

“สิ่งที่เราต้องทำคู่กันไป ทั้งงานหลักคือ  ทำอย่างไรไม่ให้ระบบถูกแฮ็ก มาตอนนี้ทำอย่างไรให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมความตระหนักเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Human Firewall) ต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง  ไม่ใช่มีการเตือนภัยไซเบอร์เฉพาะเวลาที่เสียหายแล้วเท่านั้น  แต่ต้องมีการบอกกล่าวในห้วงเวลาที่เหมาะสมและสอดแทรกไปอย่างสม่ำเสมอ” พล.อ.ต.อมร กล่าว

พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท. กล่าวว่า การทำงานตรวจสอบข้อมูลของศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ จะอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญหรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อเผยแพร่ออกไปบางครั้งก็ไม่ตรงใจกับความคิดของคน เช่น เมื่อบอกว่าผลไม้ชนิดหนึ่งไม่ได้มีสรรพคุณดีเลิศตามที่ได้ยินมา ก็จะถูกโจมตีโดยกลุ่มคนขายผลไม้ กล่าวหาว่าไม่เปิดโอกาสให้ผลไม้ไทยบ้าง เป็นทาสนายทุนบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นผ่านการตรวจสอบมาก่อนพูดหรือไม่

ความยากจึงเป็นการที่เราอยู่ในโลกที่มีข้อเท็จจริงหลายชุดและแต่ละคนมีข้อเท็จจริงที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นทุกคนพร้อมเปิดรับข้อเท็จจริงที่ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงก็ได้ แต่ขอให้รู้สึกว่าชอบหรือใช่ก็พอ จึงกลายเป็นโอกาสที่จะถูกหลอกด้วยเรื่องที่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เพราะการสร้างเรื่องจริงจากเรื่องที่ไม่จริงสามารถทำได้ง่าย อย่างไรก็ตาม การทำงานของสื่อมวลชนในการตรวจสอบว่าเรื่องใดจริง-ไม่จริง เป็นการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า หากจะแก้ปัญหาแบบยั่งยืนการศึกษาน่าจะเป็นคำตอบในระยะยาว

การศึกษาในที่นี้ หมายถึง เราจะทำอย่างไรให้คนทั้งประเทศหรือคนจำนวนมากๆ สามารถจะเรียนรู้ ไม่ใช่ได้รู้ข่าวใหม่ พรุ่งนี้ก็ลืมข่าวเมื่อวานซืนไปแล้ว แต่ต้องให้ความรู้ฝังอยู่กับทุกคน  สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ตรงนี้ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายในบทบาทสื่อ ทุกวันนี้มีสื่อที่ทำบทบาทเหล่านี้ เป็การสร้างความรู้ความเข้าใจ ทักษะการตระหนักรู้ต่างๆ พีรพล กล่าว

ดร.ชนินทร์ สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองสื่อสารวิทยาศาสตร์ อพวช. กล่าวว่า ในฐานะนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ พบว่า ยิ่งนำเสนอความทันสมัยของวิทยาศาสตร์มากเท่าใด ด้านหนึ่งประชาชนในสังคมได้ความรู้ในการใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้มิจฉาชีพรู้วิธีใช้เครื่องมือนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งความท้าทายคือประชาชนคนสุจริตทั่วไปเป็นคนกลุ่มใหญ่มีความสนใจที่หลากหลาย ในขณะที่มิจฉาชีพนั้นแม้จะมีจำนวนน้อยกว่าแต่มีเป้าหมายชัดเจน มีท่อน้ำเลี้ยงที่ดีและพร้อมจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อก่อเหตุ ประชาชนจึงต้องมีทุนในการรับมือ  

ซึ่งสิ่งที่ อพวช. พยายามทำคือการสร้างทุนทางวิทยาศาสตร์ เชื่อมวิทยาศาสตร์เข้ากับสังคม เพราะหากคนในสังคมมีทุนนี้มากขึ้น อันประกอบด้วยความรู้ ความคิด ทัศนคติและพฤติกรรม ก็จะใช้หลักเหตุผลและวิจารณญาณในการตัดสินใจมากขึ้นแต่ก็ยอมรับว่ายังแพ้มิจฉาชีพเพราะสู้ไม่ได้เรื่องเทคนิคการสื่อสาร กลายเป็นว่าต้องเรียนรู้จากมิจฉาชีพไปด้วย  

มีครั้งหนึ่งเจอโฆษณาผลิตภัณฑ์รักษาดูแลหัวเข่า มีแหล่งอ้างอิง มีรูปถ่าย มีอ้างชื่อบุคคลและสถาบันที่มีชื่อเสียง แบบนี้หากเป็นคนทั่วไปเห็นแล้วก็คงเชื่อ แต่เมื่อลองค้นหาข้อมูลย้อนกลับไป แม้แต่ชื่อบุคคลที่ถูกอ้างถึงจะมีอยู่จริงแต่ไม่ได้เป็นแพทย์ อีกทั้งภาพถ่ายยังไม่ตรงกับภาพของบุคคลที่นำมาใช้โฆษณา และตนเชื่อว่ายังมีโฆษณาลักษณะนี้อีกมาก ทั้งนี้ ภารกิจหลักของ อพวช. ไม่ใช่การมุ่งสร้างคนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์เพราะเป็นเรื่องยากมาก แต่มีหน้าที่หนึ่งที่อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ คือทำให้คนได้รับทุนทางวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ดำเนินชีวิตประจำวัน ผ่านการพัฒนาสื่อทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะต้องพิจารณาความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและเรื่องที่เกิดขึ้น

ผมเห็นว่าหากมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าว   อาจจะทำได้เร็ว  แต่ไม่มีความต่อเนื่องในระยะยาวหรือมั่นคงมาก สิ่งสำคัญในวันนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน นอนาคตอันใกล้อาจมีการรวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อที่จะสร้างสื่อหรือกิจกรรมอะไรสักอย่าง เพื่อที่จะทำให้เกิดทุนทางวิทยาศาสตร์และปลูกฝังให้คนในสังคมมีทุนของวิทยาศาสตร์ในการใช้ในการตัดสินใจ ดร.ชนินทร์ กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ดูว่าเส้นแบ่งอะไรจริง-ไม่จริง เป็นเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งยังไม่ต้องพูดถึงการถูกหลอกโดยมิจฉาชีพ ลำพังเพียงข่าวลือต่างๆ ที่ถูกส่งต่อกันมาไม่ว่าการเมือง ศาสนา สุขภาพ ฯลฯ ก็มีชุดข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนอาจเป็นข้อเท็จจริง แต่ก็จะมีส่วนที่ไม่จริงอยู่ด้วย แต่คนก็พร้อมจะเชื่อไปทั้งหมดโดยที่ไม่ได้วิเคราะห์แยกแยะตรวจทาน จนนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลต่อการตัดสินใจ

เช่น หากเป็นเรื่องสุขภาพ แทนที่จะเข้ารับการรักษากับแพทย์ในโรงพยาบาลก็ไปกินสมุนไพรต่างๆ ที่อาจไม่ถูกโรค อย่างไรก็ตาม การทำงานของโคแฟคไม่ได้ไปตำหนิหรือกล่าวโทษคนที่เชื่อเช่นนั้น เพราะเรื่องราวก็ไม่ได้เป็นจริงหรือเท็จทั้งหมด 100% อาทิ การใช้กัญชารักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง หากเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย แพทย์ในโรงพยาบาลไม่รักษาแล้ว โดยแนะนำให้ใช้การประคับประคอง ซึ่งน้ำมันกัญชาอาจช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น แบบนี้ก็เข้าใจได้ แต่ไม่ใช่เป็นผู้ป่วยที่กำลังเข้ากระบวนการเคมีบำบัดแล้วไปใช้ผสมกัน

กระบวนการหาข้อมูลเหล่านี้เป็นเรื่องซับซ้อน ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเว็บไซต์ cofact.org จัดทำขึ้นในลักษณะกระดานข่าว (Webboard) ใครสงสัยอะไรก็มาถาม แต่คนที่ตอบต้องมีแหล่งอ้างอิงด้วย ซึ่งเป็นการฝึกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เรื่องการจะเชื่ออะไรต้องมีข้อมูลสถิติหรือมีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้มาจากความรู้สึก และนำไปสู่จุดที่มีการยอมรับร่วมกัน 

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็เป็นทางเลือกของแต่ละคนว่าจะเลือกเชื่ออย่างไรหลังจากได้ข้อมูลแล้ว เป็นเรื่องส่วนบุคคลตราบเท่าที่ความเชื่อนั้นไม่กระทบต่อสาธารณะหรือสังคมโดยรวม แต่อย่างน้อยต้องมีกระบวนการกระตุ้นให้ค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ซึ่งโคแฟคเรียกว่าการหาความจริงร่วม ฝึกให้รู้จักการตั้งคำถามและตรวจสอบ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาโคแฟครณรงค์เรื่องการรับมือ ชีปเฟค (Cheapfake)” หรือข่าวลวงที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน 

ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) บวกกับคนยุคนี้ใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ทำให้ยากจะรู้ได้ว่าอะไรจริง-ไม่จริง โดยปัญญาประดิษฐ์จะเรียนรู้จากข้อมูลที่มนุษย์ป้อนเข้าไป ดังนั้นโคแฟคจึงพยายามขยับประเด็น โดยการรับมือข่าวลวงแบบเดิมๆ หรือชีปเฟคยังคงต้องทำต่อไป แต่การหลอกลวงแบบใหม่ๆ เช่น ดีปเฟค (Deepfake)” ที่ใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยตัดต่อภาพหรือเสียง ก็เป็นเรื่องที่ต้องหาทางรับมือ 

โดยนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา โลกได้เข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้จากมนุษย์ ยุคนี้ AI อาจยังไม่ค่อยฉลาดมากนัก แต่ก็จะฉลาดขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2573  จะเป็นยุคที่มนุษย์ต้องทำงานร่วมกับ AI คนที่เป็นวัยทำงานในเวลานั้นคงต้องปรับตัวเข้ากับการมีเพื่อนร่วมงานที่เป็น AI และจะซับซ้อนยิ่งขึ้นหลังปี 2583 เพราะมนุษย์จะต้องใช้ชีวิตร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้นย่อมส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อมนุษย์ในแง่จิตวิญญาณ เช่น ความเหงา ซึมเศร้า และอาจนำไปสู่การค้นหาคุณค่าของชีวิตกลับคืนมา เพราะมนุษย์อย่างไรก็ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง และมีความทุกข์ แต่เทคโนโลยีอาจไม่ได้ตอบโจทย์ในจุดนั้น อาจเป็นยิ่งกว่าการหลอกลวง แต่เป็นการทำให้ต้องตั้งคำถามถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เรื่องนี้อาจดูไกลตัวสำหรับคนรุ่นที่พูดอยู่ ณ ปัจจุบัน แต่กับคนรุ่นที่กำลังจะเรียนจบซึ่งหลังจากนั้นก็จะต้องมีครอบครัว-มีลูก ซึ่งในยุคนั้นสังคมจะยิ่งมีความท้าทายมากขึ้น         

อยากจะให้ทุกภาคส่วนเตรียมการตั้งแต่วันนี้ในการเตรียมสิ่งที่จะรับมือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทักษะ เทคโนโลยี การเท่าทันที่มันเป็นเรื่องเชิงปัญญา (Intellectualที่จะรับมือกับปัญญาประดิษฐ์ แต่ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นก็คือการเตรียมความพร้อมจิตใจความเป็นมนุษย์ด้วย ที่เราต้องดูแลให้เยาวชนของเรามีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมกับรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แล้วเขาจะต้องเผชิญกับสิ่งที่มันเสมือนจริง จนกลายเป็นความจริงเสมือนมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราไม่รู้ว่าผลกระทบในโลกข้างหน้ามันจะเป็นอะไรบ้างสุภิญญา กล่าว

หมายเหตุ : ผู้สนใจสามารถรับชมการเสวนาย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/nstfairTH/videos/376203455498401/?locale=th_TH

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2567

ถอดโคเคนออกจากยาเสพติดให้โทษ ครอบครองได้อย่างถูกกฎหมาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/e69zjkujdley


กินเต้าหู้ถั่วเหลืองทำให้เป็นโรคพาร์กินสัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2w54qicz0oc43


ผักโขมไร้หนาม มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเบาหวาน และช่วยบำรุงกำลัง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2pzg760a95lg4


กลืนเมล็ดฝรั่งทำให้เป็นไส้ติ่งอักเสบได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1h4nhw96qpi58


อาบน้ำหลัง 6 โมงเย็น จะทำให้ม้ามอ่อนแอ ปวดเข่า ความจำไม่ดี ผมร่วง และเลือดจางได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/vqrunvwkvmnz


 ติดตามสถานการณ์โรคฝีดาษวานรทั่วโลก และเพิ่มมาตรการตรวจคัดกรองสุขภาพ

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/ucczbbtllwuf


 สทนช. ประกาศเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง ช่วงวันที่ 17-24 ส.ค. 67

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2ebwy88z1sth7


น้ำส้มสายชู เกลือ น้ำยาล้างจาน สามารถใช้ยาฆ่าหญ้าได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/28rebsqxd2esc


 การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดจะช่วยให้สิวหาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/17ucnvlrd72kv


ไม่ควรอาบน้ำหลังรับประทานอาหารเสร็จทันที…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2rsddjojqbf8i


“ไม่มีใครตัดสายเก่งเท่าแม่คุณ” แคมเปญวันแม่ปีนี้จาก Whoscall ที่อยากจะร่วมปกป้องคุณแม่ทุกคนจากมิจฉาชีพ!

ข่าวสารจาก Whoscall

2024-08-07 | WhoscallTH

ราอยากชวนทุกคนมาร่วมกันปกป้องคุณแม่จากภัยร้ายที่เราอาจลืมนึกถึง จากข้อมูลที่เราพบว่า มิจฉาชีพมักจะเล็งเป้าไปที่คุณแม่และผู้สูงอายุ อาจเพราะรู้ว่าท่านมีเงินเก็บ เงินออม เงินเกษียณ หรือ เงินบำนาญ และหลายท่านอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเท่าไหร่ ทำให้กลายเป็นเหยื่อของแก๊งค์มิจฉาชีพได้ง่าย

 #ไม่มีใครตัดสายเก่งเท่าแม่คุณ ‍ Whoscall ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สร้างแคมเปญพิเศษเพื่อปกป้องคุณแม่จากสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวงต่าง ๆ เพื่อให้แม่ๆรู้ทันมิจฉาชีพ อยากให้ทุกคนช่วยกันบอกต่อ เพื่อป้องกันภัยให้คุณแม่ของทุกคน

มาโหลดแอป Whoscall เพื่อปกป้องคุณแม่กันนะ พิเศษสุดๆ Whoscall ขอมอบพรีเมียม เบสิก ฟรี ให้คุณได้นำไปใช้ปกป้องคนที่คุณรัก ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคมนี้เท่านั้น!

Whoscall พรีเมียม เบสิก มีแล้วดียังไง? วันนี้จะมาบอกให้ทุกคนรู้ถึงข้อดีของ Whoscall พรีเมียม เบสิก ว่ามีดีตรงไหน เมื่อพูดถึงความปลอดภัยที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายแล้ว ก็ต้องนึกถึงตัว Whoscall พรีเมียม เบสิก ที่มีการยกระดับคุณสมบัติหลักของ Whoscall ด้วยการอัปเกรดฟีเจอร์ต่างๆให้มีความสะดวกสบายมากขึ้นแก่ผู้ใช้ คือ

1. อัปเดตฐานข้อมูลอัตโนมัติ แอปพลิเคชันจะอัปเดตฐานข้อมูลใหม่ๆให้อัตโนมัติโดยไม่ต้องเข้าไปกดอัปเดตที่หน้าแอปพลิเคชัน

2. บล็อกสายสแปมอัตโนมัติ Whoscall จะรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกร้องเรียนจากผู้ใช้อยู่บ่อยครั้ง เช่น โทรศัพท์จากบุคคลที่แอบอ้างทางธุรกิจ มิจฉาชีพ การโทรแกล้ง และอื่นๆ เมื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันบล็อกสายอัตโนมัติแล้ว ก็ไม่ต้องรับมือกับสายเหล่านั้นให้วุ่นวายใจอีก และที่สำคัญเบอร์โทรศัพท์เหล่านั้นจะไม่ทราบด้วยว่าถูกบล็อกอยู่ ซึ่งสายเหล่านั้นจะถูกตัดสายทันทีที่โทร

3. ตัวช่วยจัดการ SMS อัจฉริยะ ที่สามารถจัดข้อความเข้าหมวดหมู่โดยอัตโนมัติ และสามารถแยก SMS ขยะออกไปได้ทันที เพื่อให้คุณไม่พลาดกับข้อความสำคัญ และไม่ต้องกังวลกับข้อความที่มีลิงค์อันตรายอีกต่อไป และสำหรับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ สามารถใช้ฟังก์ชันพิเศษ “สแกน SMS อันตรายอัตโนมัติ” ที่จะทำการสแกนลิงก์ URL และแจ้งเตือนหากพบลิงก์อันตรายที่แนบมากับ SMS โดยอัตโนมัติ

เท่านี้ผู้ใช้ก็ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นแถมปลอดภัยจากมิจฉาชีพที่ไม่ได้มาแค่สายโทรเข้าอย่างเดียว แต่อาจจะมาในรูปแบบอื่น เช่น SMS หรือ จะเป็นตัวลิงก์ URL ที่มากับตัวข้อความ ซึ่ง Whoscall พรีเมียม เบสิก ตัวนี้ก็จะคอยปกป้องผู้ใช้ให้เรารู้ทันก่อนภัยที่จะมาถึง แค่นี้เราก็รู้เเล้วว่าการใช้ Whoscall พรีเมียม เบสิก ด้วยฟีเจอร์ต่างๆมันดียังไง

สามารถนำรหัส Whoscall พรีเมียม เบสิก มาแลกได้ง่ายๆแค่ทำตามขั้นตอนนี้…

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Whoscall (https://app.adjust.com/1fn7ac5v)

เข้าไปที่เว็บไซต์ https://redeem.whoscall.com/th

ล็อกอินเข้าระบบด้วยบัญชี Facebook หรือ Google ที่สมัครไว้ในแอป Whoscall

กรอกรหัสสำหรับและกดรับสิทธิ์ เมื่อกดรับสิทธิ์แล้วหมายถึงการยอมรับเงื่อนไข Whoscall พรีเมียม เบสิก

หมายเหตุ :รหัส Whoscall พรีเมียม เบสิก สามารถแลกได้ด้วยบัญชีผู้ใช้ที่ยังไม่ได้สมัคร Whoscall พรีเมียมอยู่เท่านั้น โปรดยกเลิกการสมัครหรือรอให้สถานะหมดอายุก่อนที่จะแลกรหัสใหม่

Whoscall ใช้ได้ในระบบ iOS 14 & Whoscall v3.42.0 ขึ้นไป / Android OS 6 & Whoscall 7.20 ขึ้นไป

http://whoscall.com/th/contact หรือ Service Gogolook

เงื่อนไขและข้อกำหนดการรับ Whoscall พรีเมียม เบสิก ในแคมเปญไม่มีใครตัดสายเก่งเท่าแม่คุณ

1. รหัส Whoscall พรีเมียม เบสิก จำนวน 500,000 สิทธิ์ เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมกิจกรรมแคมเปญ “ไม่มีใครตัดสายเก่งเท่าแม่คุณ” โดยรหัสที่ได้รับจะสามารถใช้ Whoscall พรีเมียม เบสิก ได้ระยะเวลา 60 วัน (ปกติราคา 118 บาทต่อ 1 รหัส) และเมื่อครบระยะเวลาใช้งาน Whoscall พรีเมียม เบสิก 60 วัน

ระบบจะปรับเป็น Whoscall แบบใช้ฟรีโดยอัตโนมัติ

2. ผู้ใช้ Whoscall สามารถนำรหัสไปใช้ หรือแนะนำให้คุณแม่ และคนที่ท่านห่วงใยเพื่อใช้งาน Whoscall พรีเมียม เบสิก โดยเข้าไปกรอกรหัสได้

ตั้งแต่วันที่ 7 – 31 สิงหาคม 2567 (หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด)

3. รหัสนี้สามารถแลกได้ด้วยบัญชีผู้ใช้ที่ยังไม่ได้สมัคร Whoscall พรีเมียม หรือ Whoscall พรีเมียม เบสิก อยู่เท่านั้น โปรดยกเลิกการสมัครหรือรอให้สถานะหมดอายุก่อนที่จะแลกรหัสใหม่

4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดหรือโปรโมชั่นอื่นๆและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้

5. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด และ/หรือเงื่อนไขต่าง ๆ นี้ โดยไม่ต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้า

6. หากลูกค้าท่านใดมีข้อสงสัย หรือ ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ Whoscall สามารถติดต่อเราได้ที่ติดต่อเราได้ที่ https://whoscall.com/th/contact และอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขการให้บริการ Whoscall เพิ่มเติมได้ที่ https://whoscall.com/th/terms

#whoscall

#ไม่มีใครตัดสายเก่งเท่าแม่คุณ

‘กฎหมายคุ้มครองเด็ก’ในยุคโซเชียล เรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องรู้ไว้ป้องกันการกระทำผิด

“Cofact Live Talk” โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) รับชมผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Cofact โคแฟค” ได้รับเกียรติจาก วุฒิชัย​ พุ่มสงวน อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชนและสถาบันครอบครัว เป็นวิทยากรในหัวข้อ “ทบทวนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กและเยาวชนในสื่อมวลชน สื่อสังคมออนไลน์ และปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง” 

อัยการวุฒิชัย​ เล่าถึงภารกิจของศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชนและสถาบันครอบครัว ซึ่งรับผิดชอบกฎหมายเด็ก มีการประสานงานกับพนักงานสอบสวนและนักสังคมสงเคราะห์ ทำให้รู้ว่าปัญหาความรุนแรงที่เกี่ยวกับเด็กมีอยู่มาก แต่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จากการที่เด็กสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างไม่จำกัดผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ ผ่านการสนับสนุนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ติดตั้งอินเตอร์เน็ตไร้สายและความเร็วสูง

ขณะที่คดีที่เข้ามา  มีทั้งเด็กและเยาวชนเป็นผู้ก่อเรื่องและผู้ถูกกระทำ จากเดิมที่เป็นแบบเจอหน้าตา แต่เมื่อมาอยู่ในลักษณะออนไลน์ ก็ต้องยอมรับความจริงว่าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ค่อยจะเข้าไปสอดส่องดูแล้วให้บุตรหลานใช้อินเตอร์เน็ตอย่างปลอดภัย โดยหากดูข้อมูลตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา จะพบสถิติเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ซึ่งเด็กตามกฎหมายคืออายุต่ำกว่า 18 ปี พบการตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก ตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ อย่างการล่อลวงทางเพศหรือหลอกลวงให้ซื้อสินค้า ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการหลอกให้โอนแต้มในเกม

ที่เจอมากับตัวคือ ด็กดูยูทูบ แล้วเลียนแบบอิฟลูเอนเซอร์ ทุกคนเตือนหมดว่าอย่าไปทำ แต่เด็กไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ทำให้เกิดเรื่องขึ้น

หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจคือ การที่ดาราหรือคนดังในสังคมนำเด็ก (ซึ่งโดยมากก็คือลูกของตนเอง) มาทำเนื้อหาต่างๆ เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ สามารถทำได้หรือไม่? ประเด็นนี้หากมองในแง่กฎหมาย จะมีกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งหากไปดูมาตรา 27 ที่ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทให้เกิดความเสียหายแกจิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ดังตัวอย่าง เมื่อเจอเด็กที่ประพฤติตนไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม สิ่งที่ถูกต้องที่ผู้ใหญ่ต้องทำ คือแจ้งเจ้าหน้าที่ไม่ใช่ไลฟ์สด

อัยการวุฒิชัย ขยายความเรื่องนี้จากความรู้ที่ได้รับจากการทำงานกับนักจิตวิทยา ว่า สมองมนุษย์จะเติบโตอย่างสมบูรณ์จริงๆ ที่อายุ 25 ปี ดังนั้นอายุต่ำกว่า 18 ปี บอกได้เลยว่าทำตามอารมณ์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผล ประกอบกับสื่อสังคมออนไลน์ที่บางครั้งเรามองว่าเป็นเรื่องสนุกหากนำเด็กมาเต้น มาเล่น แต่ก็เป็นมุมมองส่วนตัวของผู้ใหญ่ที่โพสต์ เพราะเมื่อเผยแพร่บนโลกออนไลน์แล้วย่อมมีมุมมองที่หลากหลาย ในขณะที่หลายคนอาจมองเป็นเรื่องตลกหรือน่ารัก แต่ก็มีคนจำพวกมีรสนิยมใคร่เด็ก (Pedophile) หรือคนที่มองในมุมอื่น ก็ทำให้เกิดผลกระทบได้

ถามว่าคนโพสต์ผิดกฎหมายไหม? ก็คงต้องดูในลักษณะที่เป็นภววิสัย คือเชิงสังคมมองว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดไหม? เช่น คุณแม่ไลฟ์สดอาบน้ำลูก ซึ่งคุณแม่ก็เอ็นดูเด็ก แต่เมื่อไรที่มันขึ้นสู่โลกโซเชียลมีเดีย  จะไม่มีวันลบเลือน มันอยู่ไปได้หลายสิบปีจนเราตาย แล้วลองนึกถึงเด็กคนนี้โตมารู้เรื่อง ประมาณ 10-12 ปี แล้วเกิดมเพื่อนย้อนไปดูคลิปวีดีโอของแม่ในเฟซบุ๊กหรืออะไรต่างๆ แล้วก็เห็นรูปเรากำลังแก้ผ้าอาบน้ำอยู่ แล้วเอามาล้อเลียน อย่างนี้ก็จะเกิดปัญหา เกิดผลกระทบ แต่หากแก้ผ้าอาบน้ำเป็นเด็กทารก ก็อาจไม่ได้มีลักษณะเชิงเสียหาย แต่เด็กได้รับผลกระทบในด้านจิตใจแล้ว

มีเรื่องที่อยากฝากถึงอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลาย ว่าการล่วงละเมิดเด็กในลักษณะไปทำข่าวหรือไปทำข้อมูลซ้ำในทางที่ไม่เหมาะสม เป็นคดีอาญาแผ่นดิน หมายความว่าใครแจ้งความก็ได้  ผมอาจจะให้เป็นแนวคิว่า เด็กไม่ใช่สมบัติของพ่อแม่ แต่เด็กเป็นสมบัติของคนทั้งชาติ เพราะถ้าไม่คิดแบบนี้ก็คงไม่อนุญาตให้ทุกคนแจ้งความพ่อแม่ได้ ดังนั้นเวลาที่เราไปเจอกรณีที่พ่อแม่กระทำ ถึงแม้พ่อแม่จะไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น แต่ลักษณะการกระทำ วิญญูชนคนปกติเขาย่อมเข้าใจได้ว่า การแก้ผ้าลูกอาบน้ำมันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ลูกอายุขวบสองขวบแล้วไม่ควรทำ อันนี้สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับพ่อแม่ได้

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนี้อาจเป็นความผิดได้และมีการแจ้งความดำเนินคดี ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจลงโทษสถานเบาหรือหนัก แต่ก็ต้องย้ำว่า ไม่สามารถอ้างความยินยอมของเด็กได้แม้จะเป็นลูกตนเอง” เพราะ พ.ร.บ. คุ้มคองเด็ก ให้หลักไว้ว่า 1.เด็กมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ถือว่าอายุยังน้อย 2.อยู่กับพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่มีอำนาจโน้มน้าวใจ ส่งผลให้ในทางปฏิบัติอาจจะไม่มีใครกล้าแจ้งความก็ได้ ดังนั้นหากคิดตามหลักเด็กคือสมบัติของชาติไม่ใช่แค่สมบัติของพ่อแม่ องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิเด็กก็อาจแจ้งความแทนได้ 

อัยการวุฒิชัย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งหลักฐานคลิปวีดีโอรายการต่างๆ มาปรึกษาว่าแบบนี้ผิดหรือไม่? ซึ่งหลายก็กรณีก็เข้าข่ายกระทำผิด เพียงแต่สังคมไทยเราอาจเคยชินกับการให้อภัย ก็อาจไม่ได้ดำเนินคดี อาศัยการตักเตือนไปก่อนโดยผู้โพสต์ก็รับปากว่าจะไม่ทำอีก แต่ในเวลาต่อมาก็ยังทำแบบเดียวกันซ้ำ ซึ่งหลายเรื่องสังคมก็ต้องช่วยกันดู บางครั้งอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่พ่อแม่ทำกับลูก แต่จริงๆ ไม่ใช่ หากไปเจอคนที่รู้กฎหมายแล้วไปแจ้งความก็จะเป็นคดีขึ้นมา 

เมื่อถามเพิ่มเติมว่า การที่พ่อแม่ขายของออนไลน์แล้วนำลูกมาร่วมในไลฟ์สดด้วยผิดหรือไม่? ประเด็นนี้ต้องบอกว่าเป็น เส้นบางๆ เพราะมุมหนึ่งมองได้ว่าลูกช่วยพ่อแม่หาเงิน ซึ่งหากเป็นลักษณะที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น ไม่ได้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชุดชั้นใน ดังตัวอย่างเคยมีกรณีเด็ก8 ขวบไปเต้นฮูลาฮุปหาเงินเลี้ยงดูยาย แม้จะมีเจตนาดีแต่การที่เด็กใส่ชุดว่ายน้ำไปเต้นก็ต้องพิจารณาได้ว่าไม่เหมาะสม แต่หากเป็นกรณีไลฟ์สดให้ลูกช่วยขายขนมทั่วๆ ไป แบบนี้ในความเห็นส่วนตัว มองว่าไม่ทำให้เด็กได้รับผลกระทบ แต่คนที่จะบอกได้ดีที่สุดคือนักจิตวิทยาเด็ก

โดยคนที่ทำงานด้านนี้จะมีมาตรฐานว่าเด็กแต่ละวัยจะมีพัฒนาการด้านจิตใจอย่างไรบ้าง และหากต่ำกว่ามาตรฐานก็อาจเป็นความผิดได้ ซึ่งหากไปดู กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแล พ.ศ. 2549 มีการกล่าวถึง พัฒนาการที่สมวัย ก็มีประเด็นต้องระวัง เช่น พ่อแม่ไลฟ์สดขายของหลังเวลา 22.00 น. ลากยาวไปถึง 02.00-03.00 น. แล้วนำลูกมาช่วยขายของด้วย ทั้งที่เวลานั้นควรเป็นเวลาพักผ่อนของเด็ก หากจิตแพทย์ประเมินว่าส่งผลกระทบต่อสมองเด็ก ก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้

อัยการวุฒิชัย อธิบายเพิ่มเติมในส่วนของ “สื่อลามกอนาจาร” ว่าหมายถึงการเห็นหัวนมหรืออวัยวะเพศ และมีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่ง “ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1” ระบุว่า (วรรคหนึ่ง) ผู้ใดครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (วรรคสอง) ถ้าผู้กระทำความผิดดังกล่าวส่งต่อซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หรือสรุปได้ว่า มีสื่อลามกเด็กในครอบครอง อาจถูกโทษจำคุกได้สูงสุด 5 ปี แต่หากส่งต่อให้บุคคลอื่น โทษจะหนักขึ้นเป็นจำคุกได้สูงสุดถึง 7 ปีนอกจากนั้น หากนำไปเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต ยังจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ในส่วนของ มาตรา 14 (4) ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ (นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพิ่มอีกข้อหาหนึ่ง ทั้งนี้ คำว่า ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ รวมถึงช่องทางที่ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงด้วย

กรณี การใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างสื่อลามกอนาจาร จะมีความผิดหรือไม่?อัยการวุฒิชัย กล่าวว่า บางครั้งการสร้างจะใช้คำสั่งผนวกระหว่างรูปภาพหนึ่งกับอีกรูปภาพที่มีความเซ็กซี่ (Sexy) แต่คำว่าเซ็กซี่ในระบบคอมพิวเตอร์บางทีก็ไม่เหมือนกัน เช่น ใส่ชุดว่ายน้ำ ใส่ชุดนักเรียน ไปจนถึงใส่ชุดชั้นในแบบจี-สตริง หรือชุดชั้นในแบบบางๆ ก็ต้องบอกว่า หาก AI สร้างผลงานเองก็ไม่มีความผิด แต่หากมีคนกำหนดคำสั่งคนคนนั้นก็อาจมีความผิดได้ อาทิ นำภาพบุคคลหนึ่งไปสวมทับกับเรือนร่างของอีกบุคคลหนึ่งที่มีลักษณะเซ็กซี่

ต้องเปรียบเทียบก่อน AI ก็เป็นแค่เครื่องมือชิ้นหนึ่ง เหมือนเราเอากระดาษสีไปแปะบนหน้าชิ้นนั้นชิ้นนี้ แต่ตอนที่ไปเผยแพร่ คนที่เผยแพร่ก็มีความผิดด้วย แล้วถึงบางทีเราทำเล่นๆ อยู่ที่บ้านแล้วเกิดมันหลุดรั่วออกมา มันก็มีโอกาส บางทีเราลบแล้วมันลบไม่หมด ฉะนั้นตัว AI อาจจะไม่มีความผิด แต่คนที่ออกคำสั่งกับคนที่เอาไปเผยแพร่อันนี้มีความผิด และโทษหนักด้วย” 

อัยการวุฒิชัย กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นการสร้างสื่อลามกด้วย AI ว่า กฎหมายที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ได้ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 16 ที่ระบุว่า ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท

อย่างไรก็ตาม “AI เป็นเครื่องมือที่ขยายศักยภาพในการก่อเรื่องราว” ซึ่งก็มีทั้งด้านที่เป็นคุณและเป็นโทษ และตนก็เคารพเสรีภาพในการใช้สื่อหรือใช้คอมพิวเตอร์ แต่สิ่งที่ต้องมีคือ “ระบบยืนยันตัวตนว่ามีอายุถึงวัยอันควร” โดยอาจใช้ข้อมูลชีวภาพ เช่น บัตรประชาชนประกอบกับลายนิ้วมือ เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์อายุขั้นต่ำไม่ว่าจะเป็น 18 ปี 20 ปี หรือ 25 ปี ตามที่ผู้พัฒนาประโปรแกรมอนุญาตให้ใช้ จึงต้องทำให้เด็กและเยาวชนได้เติบโตอย่างแท้จริงตรงตามอายุที่ผู้พัฒนาโปรแกรมกำหนดไว้ ไม่ใช่ใส่ข้อมูลได้เองโดยที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง  

หมายเหตุ : ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถรับชมคลิปเต็มย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/CofactThailand/videos/2029724844090039/