EP.1 ตอน ล้มอย่างไรให้เป็นท่า
เรียนรู้วิธีการ
- ป้องกันไม่ให้ล้ม
- ล้มอย่างไรให้ปลอดภัย
- การลุกที่ถูกต้อง
EP.1 ตอน ล้มอย่างไรให้เป็นท่า
เรียนรู้วิธีการ
By : Zhang Taehun
ต้องบอกว่า “มิจฉาชีพมันขยันจริงๆ” กับการสรรหา “มุกใหม่ๆ” มาหลอกเหยื่อโดยเฉพาะทางออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านี้หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับข่าว “การปลอมแปลงเพจเฟซบุ๊กของหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน” โดยหากปลอมเป็นเพจของรัฐมักจะอ้างเรื่องการอำนวยความสะดวกอย่างการจัดหางานไม่ว่าในประเทศหรือส่งไปทำงานต่างประเทศ การขอรับสิทธิต่างๆ ตามนโยบายของรัฐ (เช่น อ้างว่าธนาคารของรัฐหรือแม้แต่ประกันสังคมให้กู้เงิน) หรือหากปลอมเป็นเพจบริษัทเอกชน (โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทมหาชน) มักเป็นการหลอกให้ลงทุน
เมื่อมีการเตือนกันมากๆ เข้าว่าพจปลอมระบาด บรรดาโจรผู้ร้ายก็คงเห็นว่าจำนวนคนตกเป็นเหยื่อลดลง (หรือเปล่า?) แล้วก็คงมีพวก “หัวใส (ในทางที่ผิด)” คิดกลอุบายออกมาว่า “อย่ากระนั้นเลย เรามาเปิดเพจรับเรื่องร้องทุกข์กันดีกว่า” เป็นการ “วางกับดักซ้อนกับดัก” เหยื่อไปโดนหลอกไม่ว่ารูปแบบใดก็แล้วแต่ หรือมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ เดี๋ยวก็คงมีหลงเข้ามาขอความช่วยเหลือ เรา (มิจฉาชีพ) ก็แค่ขอให้เขาให้ข้อมูลสำคัญ หรือขอค่าดำเนินการ หรือขอให้ติดตั้งแอปพลิเคชั่น จากนั้นก็เสร็จโจร! “หลอกซ้ำหลอกซ้อน” เงินไหลออกจากบัญชีเหยื่อเรียบร้อย
นี่ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะในช่วงไม่กี่เดือนมานี้มีรายงานข่าวเพจปลอมประเภทนี้ระบาดหนัก อาทิ ในวันที่ 1 ต.ค. 2566 เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมาเตือนประชาชน ว่า มีการตั้งเพจ “สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย” โดยอ้างว่าเป็น “ตำรวจไซเบอร์” รับแจ้งความออนไลน์ ซึ่งเมื่อสอบถามไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้รับคำยืนยันว่าเป็นเพจปลอมที่มิจฉาชีพสร้างมาล้วงข้อมูลประชาชน
หรือก่อนหน้านั้น ในวันที่ 1 ส.ค. 2566 รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า ทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ แจ้งเตือนการปลอมเพจเฟซบุ๊กอ้างเป็นหน่วยงานของรัฐ อาทิ 1.เพจ #ศูนย์ดำรงธรรมภาครัฐ 2.เพจศูนย์ร้องทุกข์คนไทย 3.เพจศูนย์ช่วยเหลือประชาชน 4.เพจศูนย์ดำรงธรรมเคลื่อนที่และ 5.ศูนย์เพจดำรงธรรมจังหวัดต่างๆ มีการใช้ตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการคัดลอกข้อความรูปภาพของหน่วยงานรัฐจริงมาใช้เตือนภัยประชาชน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แสร้งหวังดีประสงค์ร้ายต่อผู้เสียหาย
“มิจฉาชีพที่สร้างเพจปลอมเหล่านี้ จะสอบถามข้อมูลของเหยื่อเกี่ยวกับการถูกหลอกลวง ความเสียหายที่เกิดขึ้น และขอหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หลักฐานการพูดคุยกับคนร้าย หลักฐานการโอนเงิน เป็นต้น หลังจากนั้น จะให้เพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์เพื่อไปติดต่อกับทนายความปลอม ที่อ้างว่าสามารถช่วยเหลือ และติดตามเร่งรัดคดีที่ผู้เสียหายเคยตกเป็นเหยื่อได้ แต่ต้องโอนเงินค่าทนายมาให้ก่อนถึงจะได้รับความช่วยเหลือ เมื่อหลงเชื่อโอนเงินไปก็จะถูกตัดขาดการติดต่อ” รัชดา กล่าว
ผู้เขียนลองค้นหาด้วยคำว่า “ช่วยเหลือประชาชน” ในเพจเฟซบุ๊ก (ณ วันที่ 7 พ.ย. 2566) พบทั้งเพจที่เชื่อถือได้ (เพจจริงของหน่วยงานภาครัฐ) กับเพจที่น่าสงสัย (ไม่ชัดเจนว่าเป็นเพจจริงของหน่วยงานหรือไม่ จึงให้ระมัดระวังไว้ก่อนว่าอาจเป็นเพจปลอม) ซึ่งการตรวจสอบนั้นให้สังเกตดังนี้
1.ระยะเวลาการตั้งเพจ-การเปลี่ยนชื่อเพจ-ผู้ดูแลเพจที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเข้าไปในหมวด “เกี่ยวกับ” ตามด้วย “ความโปร่งใสของเพจ” และ “ดูทั้งหมด” ตามลำดับ ดังตัวอย่างเพจหนึ่งที่ผู้เขียนพบ ใช้ชื่อเพจว่า “ศูนย์ช่วยเหลือสังคมเคลื่อนที่” มีการใช้ภาพ “สายด่วน 1300” ของกระทรวงการพัฒนาสังคมแหละความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นภาพของเพจ
แต่เมื่อกดเข้าไปดูตามขั้นตอนข้างต้น พบว่า เพจนี้ตั้งขึ้นวันที่ 26 พ.ย. 2021 (2564) ในชื่อ “ดัมมี่ ดัมมี่ออนไลน์ ไพ่ดัมมี่ ดัมมี่ทุนน้อย เกมไพ่ดัมมี่ เงินจริง” หรือก็คือ “เพจชวนเล่นเว็บพนันออนไลน์” ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคมเคลื่อนที่ ในวันที่ 1 พ.ย. 2023 (2566) ซึ่ง “เพจจริง” ของสายด่วน พม. คือ “สายด่วน 1300 พม.” ประวัติของเพจคือตั้งขึ้นวันที่ 10 มี.ค. 2015 (2558) ในชื่อสายด่วน 1300 พม.และไม่มีการเปลี่ยนชื่อเพจ รวมถึงมีความเคลื่อนไหวข่าวสารใหม่ๆ ในประเด็นภารกิจของ พม. จนถึงปัจจุบัน

ภาพ 01 : เพจสายด่วน พม. ที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นเพจปลอม ให้สังเกตว่าเพิ่งตั้งได้ไม่นาน อีกทั้งเปลี่ยนชื่อมาจากเพจอื่นที่ดูไม่สอดคล้องกัน

ภาพ 02 : เพจสายด่วน พม. ของจริง สังเกตได้จากเป็นเพจที่ตั้งมานานแล้ว อีกทั้งไม่เคยเปลี่ยนชื่อ รวมไปถึงระบุที่อยู่ของแอดมินเพจว่าคือประเทศไทย
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยเขียนบทความเรื่องการสั่งเกตเพจเฟซบุ๊กปลอมประเภทแอบอ้างเป็นบริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทมหาชนขนาดใหญ่เพื่อหลอกให้เหยื่อร่วมลงทุน โดยมีข้อสังเกตคือ ระยะเวลาการเปิดเพจที่ดูสั้นเกินไป เมื่อเทียบกับหน่วยงานหรือบริษัทที่ตั้งมานานแล้ว , การเปลี่ยนชื่อเพจที่ดูไม่สอดคล้องกัน โดยหากเป็นเพจจริง การเปลี่ยนชื่อมักสอดคล้องกับการเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน เช่น กรณี เพจจริงของ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Yuanta เคยใช้ชื่อว่า KkTrade แต่เปลี่ยนชื่อเพจเพราะมีการเปลี่ยนชื่อบริษัท
อีกทั้งเปลี่ยนในช่วงปลายเดือน ส.ค.2559 ซึ่งสอดคล้องกับข่าวที่นำเสนอผ่านสื่อมวลชนว่าบริษัทจะเปลี่ยนชื่อจาก KkTrade เป็นหยวนต้า ในวันที่ 1 ก.ย. 2559 แต่, ที่อยู่ของผู้ดูแลเพจ หากเป็นเพจที่ให้บริการในประเทศไทย ผู้ดูแลเพจทุกคน (หรือเกือบทุกคน) โดยปกติแล้วควรอยู่ในประเทศไทย (แม้กรณีเพจช่วยเหลือประชาชนปลอมจะยังไม่เจอแอดมินอยู่ต่างประเทศเหมือนเพจหลอกลงทุน แต่ก็ขอหยิบยกมาเตือนไว้ก่อนด้วย)

ภาพ 03 เพจจริงของ บ.หยวนต้า จะเห็นประวัติการเปลี่ยนชื่อเพจที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนชื่อบริษัท
2.ข้อมูลการติดต่อในเพจไม่สอดคล้องกัน ดังตัวอย่างเพจ “ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน” ที่พบว่า มีการใช้ภาพประกอบผสมกันทั้ง สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงยุติธรรม จำกัด (ซึ่งสหกรณ์นี้มีอยู่จริง เป็นของเจ้าหน้าที่รัฐในกระทรวงยุติธรรม) , ID ไลน์@damrongtham (ซึ่งแม้จะดูเหมือนชื่อศูนย์ดำรงธรรมของกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อนำไอดีนี้ไปค้นหาก็ไม่พบว่าหน่วยงานใดๆ ในกระทรวงมหาดไทยเคยใช้ แต่ไปเจอบนแพลตฟอร็มยอดฮิตในระยะหลังๆ อย่าง TikTok แต่ก็เป็นบัญชีน่าสงสัยอีก เพราะไม่มีเครื่องหมายถูกสีฟ้า อันเป็นการยืนยันจากแพลตฟอร์มว่าเป็นบัญชีจริง อีกทั้งยังสะกดว่า “damrongdmaha” แทนที่จะเป็น damrongtham รวมถึงหากดูในเว็บไซต์จริงของศูนย์ฯ จะใช้คำว่า “damrongdhama” อีกต่างหาก) , ในช่องเว็บไซต์ยังใช้ URL ว่า ccib.go.th (ซึ่งเป็นทางไปยังเว็บไซต์ของตำรวจไซเบอร์ หรือ บช.สอท.)

ภาพ 04 : เพจน่าสงสัย หากดูในเส้นสีแดง จะพบการใช้ตราสัญลักษณ์ บัญชีแพลตฟอร์มออนไลน์ และเว็บไซต์ที่ผสมผสานกันหลายหน่วยงาน

ภาพ 05 : บัญชี TikTok น่าสงสัย หากดูเส้นสีแดง จะเขียนคำว่า “ดำรงธรรม” ในภาษาอังกฤษไม่ตรงกันระหว่างชื่อบัญชีกับชื่อไอดีไลน์ ไม่มีเครื่องหมายถูกสีฟ้ายืนยันจากเพลตฟอร์ม อีกทั้งยังไม่ตรงกับ URL http://www.damrongdhama.moi.go.th/home/ อันเป็นการเขียนชื่อภาษาอังกฤษของเว็บไซต์จริงของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ที่ใช้คำว่า damrongdhama
3.ดีที่สุดคือเพจที่มี “เครื่องหมายถูกสีฟ้า” เพราะเป็นเครื่องยืนยันจากฟซบุ๊กว่าเพจนั้นเป็นเพจของหน่วยงานหรือบุคคลนั้นจริงไม่ใช่ถูกแอบอ้าง โดยการขอรับเครื่องหมายนี้เฟซบุ๊กจะมีระบบตรวจสอบ เมื่อผ่านการตรวจสอบรับรองแล้วก็จะเสียค่าบริการรายเดือนเพียงเดือนละไม่กี่ร้อยบาท บริษัทเอกชนและบุคคลสาธารณะจำนวนมากควรยอมจ่ายเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าหรือผู้ติดตาม ขณะที่หน่วยงานภาครัฐยิ่งต้องจ่ายเพราะมีหน้าที่ดูแลประชาชน แต่ที่ผ่านมาแต่ยังพบหลายหน่วยงานที่ทำเพจขึ้นมาแล้วไม่ได้ขอรับเครื่องหมายยืนยันตัวตน อันทำให้เกิดความสับสนและมีความเสี่ยงที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้

ภาพ 06 : เพจเฟซบุ๊กจริงของตำรวจไซเบอร์ (กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บช.สอท.) สังเกตเส้นสีแดงนอกจากเครื่องหมายถูกสีฟ้า ซึ่งหมายถึงการรับรองจากเฟซบุ๊กว่าเป็นเพจจริงแล้ว ยังเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ ccib.go.th ของตำรวจไซเบอร์ด้วย
พ.ต.ท.ธนธัส กังรวมบุตร สารวัตรกลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)ให้ความเห็นในรายการ “Zoom สื่อ” ทางคลื่นวิทยุจุฬาฯ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2566 ว่า อธิบายกลยุทธ์ของเพจปลอมในการหลบหลีกการตรวจจับจากเฟซบุ๊ก โดยเพจเหล่านี้จะมีการโพสต์หรือแชร์ข่าวที่เป็นข่าวจริงของหน่วยงานที่คนทำเพจตั้งใจแอบอ้าง ทำให้การปิดเพจทำได้ยาก ดังนั้นหน่วยงานไม่ว่ารัฐหรือเอกชน การสมัครเพจแบบยืนยันตัวตนให้ได้รับเครื่องหมายถูกสีฟ้าเป็นเครื่องรับรองจึงมีความสำคัญ
“เวลาเราประสานขอให้เฟซบุ๊กช่วยปิดเพจปลอม เขาก็ตะสอบถามว่าแล้วไหนเพจจริง ถ้าบอกว่าอันนี้เพจจริงแต่ก็ไม่มีเครื่องหมายยืนยันว่าคือเพจจริง มันก็ต้องมีการเปรียบเทียบ มีการวิเคราะห์กันอีกหลายส่วนกว่าที่เขาจะปิดให้ หรือเขาอาจจะไม่ปิดให้ก็ได้ แต่ถ้าหน่วยงานคุณมีเครื่องหมายสีฟ้า นี่คือเพจจริงเพียงหนึ่งเดียว แล้วใครก็ตามที่สร้างเพจเลียนแบบ คุณสามารถบอกได้เลยว่าพวกนี้คือของปลอม เขาก็ปิดให้ทันที” พ.ต.ท.ธนธัส กล่าว
(หมายเหตุ : ในกรณีของ ID ไลน์ หากสมัครยืนยันตัวตนในฐานะบัญชีทางการ หรือ LINE Official Account และผ่านการตรวจสอบได้รับการรับรอง จะได้รับ “เครื่องหมายโล่สีน้ำเงิน (Verified Account)” หรือ “เครื่องหมายโล่สีเขียว (Premium Account)” เพื่อยืนยันว่าเป็นบัญชีจริงของหน่วยงานขณะที่แพลตฟอร์ม TikTok หากสมัครยืนยันตัวตนและได้รับการรับรอง จะได้รับเครื่องหมายถูกสีฟ้าแบบเดียวกับเฟซบุ๊ก)
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/b9/iid/219832 (ดีอี เตือน คนร้ายซื้อ sponsored ใน facebook เผยแพร่ วงกว้าง เพจปลอม รับแจ้งความ อ้างเป็นตำรวจไซเบอร์ : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 1 ต.ค. 2566)
https://www.bangkokbiznews.com/news/1081327 (ระวัง! 5 เพจปลอม แอบอ้างหน่วยงานราชการล้วงข้อมูลส่วนตัว ทำสูญเงิน : กรุงเทพธุรกิจ 1 ส.ค. 2566)
https://1300thailand.m-society.go.th (เว็บไซต์ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 : กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , จะมีรายละเอียดครบว่าเพเฟซบุ๊กจจริงและ ID Line จริง โดยเลือกหมวด “บริการ” ตามด้วย “ช่องทางการติดต่อขอรับบริการ พม.”)
http://www.damrongdhama.moi.go.th/home/(เว็บไซต์ทางการของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย)
https://blog.cofact.org/specialreport12-66/ (‘การลงทุนมีความเสี่ยง’ โปรดตรวจสอบว่าเป็น ‘เพจเฟซบุ๊กปลอม’หรือไม่ก่อนตัดสินใจลงทุน COFACT REPORT 12/66 : Cofact 13 ส.ค. 2566)
https://www.facebook.com/yuantathai (เพจจริงของ บริษัทหยวนต้า)
https://mgronline.com/stockmarket/detail/9590000086856 (“บล.เคเคเทรด” เปลี่ยนชื่อเป็น “บล.หยวนต้า” มีผล 1 ก.ย.นี้ พร้อมเพิ่มทุน 1.5 พันล้าน : ผู้จัดการ 30 ส.ค. 2559)
https://www.ccib.go.th/ (กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , ตำรวจไซเบอร์ บช.สอท.)
https://www.facebook.com/help/1288173394636262 (ส่งคำขอเครื่องหมายการตรวจสอบยืนยันบน Facebook)
https://lineforbusiness.com/th/service/line-official-account/verified-account (LINE Official Account – Verified)
https://lineforbusiness.com/th/helpcenter/line-oa/manual/introduction (Line-ความหมายของสัญลักษณ์โล่สีต่างๆ)
https://support.tiktok.com/th/using-tiktok/growing-your-audience/how-to-tell-if-an-account-is-verified-on-tiktok (บัญชีที่ผ่านการยืนยันบน TikTok)
https://curadio.chula.ac.th/Radio-Demand.php?program=202311050905 (รายการ Zoom สื่อ : วิทยุจุฬาฯ วันที่ 5 พ.ย. 2566
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/e1j0amv1dqda
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1rs6xel8lsu9n
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2nb3ofbwrzp5r
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nzaiejo0sl3p
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36asnxgujjz09
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2upkbcdezupsi#_=_
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3jgj0soxtkik4
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1bw4kox6ux0wo
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1efydizpomwmo
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1j4fmi2yff7ms
Cofact Cancer misinfo series EP.4 กัญชากับการรักษาโรคมะเร็ง ความหวัง vs. ความเป็นจริง
Cofact Cancer misinfo series EP.3 ความกลัว ความจริง ความเชื่อเรื่องเคมีบำบัด ทางรอดหรือทางเลือก
EP.2 คนป่วยมะเร็งไม่ควรกินเนื้อสัตว์จริงหรือ
ซีรีส์ค้นหาความจริงร่วมโรคมะเร็งในเดือนแห่งการรณรงค์ต้านมะเร็งเต้านม
ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านในช่วงบำเพ็ญบุญรับประทานเจ ลดการเบียดเบียน 🙏🤍
อย่างไรก็ตามที่มีข้อมูลความเชื่อเรื่องเนื้อสัตว์กับผู้ป่วยมะเร็งส่งวนในสื่อออนไลน์ เราอยากให้ทุกท่านลองตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน และ แสวงหาความจริงร่วมก่อนจะเชื่อหรือแชร์ด้วยนะคะ
บุญรักษาค่ะ 🙏🤍
เดือนตุลาคมของทุกปี เป็นเดือนที่ทั่วโลกร่วมกันรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรักษาหายสูงโดยเฉพาะเมื่อตรวจเจอได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น หากทุกคนใส่ใจกับตนเองและทำการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างสม่ำเสมอก็จะลดโอกาสเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้
อย่างไรก็ตามปัจจุบันในยุคข้อมูลข่าวสารที่ทำให้เกิดข่าวลือ ข่าวลวง ความเชื่อต่างๆ หรือที่เรียกว่า mis/disinformation ส่งต่อในกลุ่มสื่อสังคมออนไลน์ที่จำนวนไม่น้อยทำให้คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวทางการรักษาโรคมะเร็ง
ทีมโคแฟคเข้าใจว่า การรักษาโรคมีหลายศาสตร์ทั้งแผนปัจจุบัน และ แผนทางเลือก อย่างไรก็ตามก่อนจะเชื่อหรือแชร์เราอยากให้ทุกคนค้นหาข้อมูลเพื่อแสวงหาความจริงร่วมที่อยู่บนฐานข้อเท็จจริง จากเหตุและผล
เพื่อร่วมรณรงค์ในเดือนนี้ โคแฟคผลิตซีรีส์คลิปสั้นเพื่อแสวงหาความจริงร่วมโรคมะเร็ง จำนวนสี่ตอนคือ
ธีรนัย จารุวัสตร์ สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand
รายงานยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอลใน “ฉนวนกาซา” ถูกวิจารณ์จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่า “ไม่น่าเชื่อถือ” เพราะเป็นสถิติที่กลุ่มฮามาสจะปั้นอย่างไรก็ได้ ทำให้สื่อมวลชนถูกตั้งคำถามตามมาด้วยว่า ทราบได้อย่างไรว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตกาซาเชื่อถือได้จริง?
เชื่อว่าใครที่ตามข่าว “ศึกกาซา” รอบล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา คงทราบว่ายอดผู้เสียชีวิตทั้งในอิสราเอลและฉนวนกาซาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายงานข่าวระบุว่าประชาชนในอิสราเอลถูกสังหารจากเหตุโจมตีของฮามาสในอิสราเอลกว่า 1,400 ราย อีก 200 กว่าคนถูกจับเป็นตัวประกัน ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่ถูกปิดล้อมจากกองทัพอิสราเอลเสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 7,800 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ตุลาคม)
นับว่าเป็นยอดความสูญเสียที่แซงหน้าการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮามาสครั้งก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในฉนวนกาซา ซึ่งขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ยังถูกตัดขาดจากโลกภายนอก อาหาร-ยา-เชื้อเพลิงขาดแคลนอย่างหนัก ท่ามกลางปฏิบัติการทิ้งระเบิดปูพรมโดยกองทัพอิสราเอลที่คร่าชีวิตพลเรือนจำนวนมาก ทำให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากทั่วโลกเรียกร้องให้อิสราเอลประกาศ “หยุดยิง” เพื่อหลักมนุษยธรรมโดยด่วน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐอเมริกา พันธมิตรและผู้สนับสนุนยุทโธปกรณ์รายใหญ่ของอิสราเอล ยังยืนกรานว่าอิสราเอลมีสิทธิ์ในการ “ป้องกันตัวเอง” และดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไปตามที่เห็นสมควรเพื่อปราบปรามกลุ่มฮามาส นอกจากนี้ ประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” ยังตั้งคำถามกับรายงานผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์ที่เผยแพร่ในสื่อมวลชนขณะนี้ด้วย
“ผมไม่คิดว่าชาวปาเลสไตน์กำลังพูดความจริงว่ามีผู้เสียชีวิตกี่คนกันแน่” ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม “ผมเชื่อว่ามีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตแน่นอน และนั่นคือราคาของการทำสงคราม … แต่ผมไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเลข [ผู้เสียชีวิต] ที่ชาวปาเลสไตน์รายงานอยู่ตอนนี้”
วันต่อมา “จอห์น เคอร์บี” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวก็ย้ำความเห็นในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตที่ทางการกาซารายงาน อาจจะไม่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมด แถมยังกล่าวสำทับด้วยว่า “กระทรวงสาธารณสุขกาซาเป็นเพียงฉากหน้าหนึ่งของกลุ่มฮามาสเท่านั้น”
หลังจากผู้นำสหรัฐมีวาทะเช่นนี้ออกมา ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและผู้สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอลในโซเชียลมีเดียนำไปขยายความต่ออย่างกว้างขวาง บ้างก็กล่าวว่ายอดผู้เสียชีวิตในกาซาขณะนี้เป็น “โฆษณาชวนเชื่อ” ของกลุ่มฮามาส บ้างก็ตั้งคำถามกระทบชิ่งกับสื่อมวลชนด้วยว่า ทำไมจึงยังเอาข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือเช่นนี้มารายงาน?
เราลองมาดูกันว่าการเปิดประเด็นครั้งนี้ของประธานาธิบดีสหรัฐ มีมูลมากน้อยเพียงใด
สธ. ในกาซาเป็น ‘หุ่นเชิด’ ฮามาสจริงหรือ?
สกู๊ปของ AP อธิบายว่า ถึงแม้กลุ่มฮามาสจะเป็นแกนหลักของการบริหารราชการภายในฉนวนกาซาหลังก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2006 แต่ “กระทรวงสาธารณสุข” ของฉนวนกาซาไม่ได้ควบคุมโดยฮามาสอย่างเบ็ดเสร็จตามที่หลายคนอาจจะเข้าใจ
ตามความจริงแล้ว หน่วยงานดังกล่าวอยู่ภายใต้ “อริ” ทางการเมืองของกลุ่มฮามาสด้วยซ้ำ นั่นคือรัฐบาลปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) โดยรัฐบาลปาเลสไตน์เป็นผู้บริหารจัดการกระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์ ทั้งในเขตเวสต์แบงก์และในฉนวนกาซา ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ การแจกจ่ายเวชภัณฑ์ให้แก่เจ้าหน้าที่ในกาซา การถ่ายโอนผู้ป่วยจากกาซามารักษาในเขตเวสแบงก์ และรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตจากเหตุสู้รบในกาซา
นอกจากนี้ ข้าราชการของกระทรวงสาธารณสุขในกาซา ก็มีทั้งคนจากกลุ่มฮามาส และเจ้าหน้าที่ของกลุ่มฟาตาห์ ซึ่งเคยปกครองกาซาก่อนที่จะแตกหักกับฮามาสในปี 2006 แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อในกระทรวง ขณะที่บางส่วนก็ไม่ได้ขึ้นตรงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
AP ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ถึงแม้กลุ่มฮามาสได้ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในกาซาอย่างเคร่งครัด แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกาซาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า กลุ่มฮามาสไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายหรือชี้นำการบันทึกสถิติผู้เสียชีวิตในกาซาแต่อย่างใด
ทางการกาซามีวิธีบันทึก ยอดผู้เสียชีวิต อย่างไร?
เมื่อเกิดเหตุสู้รบและมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บส่งมายังโรงพยาบาลแต่ละแห่งในกาซา เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะเป็นผู้บันทึกข้อมูล ระบุถึงชื่อ เลขประจำตัวประชาชน วันที่เข้าโรงพยาบาล ลักษณะบาดแผล และอาการล่าสุดของผู้ป่วย ก่อนที่จะส่งให้กับโฆษกกระทรวงสาธารณสุขกาซา โดยกระทรวงจะรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานด้านการแพทย์อื่นๆด้วย เช่น สภาเสี้ยววงเดือนแดง (ซึ่งก็คือ “กาชาด” นั่นเอง)
แน่นอนว่าการรวบรวมข้อมูลในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากฉนวนกาซาถูกกองทัพอากาศอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่อย่างไม่หยุดยั้ง บางครั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็นับจำนวนผู้บาดเจ็บและศพผู้เสียชีวิตไม่ทัน สัญญาณโทรศัพท์มือถือมักจะถูกตัดขาดบ่อยๆ ทำให้ติดตามตัวผู้สูญหายเพื่อยืนยันสถานะได้ล่าช้า และยังไม่นับผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ภายใต้ซากอาคารจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไม่ถึง
กระทรวงสาธารณสุขกาซาเผยแพร่อัพเดตข้อมูลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรายชั่วโมง โดยแบ่งเป็นจำนวนผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เพศชาย เพศหญิง และเด็ก ขณะที่รายละเอียดอื่นๆ เช่น ชื่อ อายุ และสถานที่ที่เสียชีวิต มักจะเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนโดยกองประชาสัมพันธ์ของกลุ่มฮามาส
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ประธานาธิบไบเดนแสดงท่าทีกังขาต่อตัวเลขผู้เสียชีวิตในกาซา กระทรวงสาธารณสุขกาซาได้เผยแพร่ข้อมูลผู้เสียชีวิตทั้งหมดอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก ผ่านเอกสาร 200 กว่าหน้า แสดงชื่อ อายุ และเลขประจำตัวประชาชนของผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6,747 ราย และผู้เสียชีวิตที่ยังระบุชื่อไม่ได้อีก 281 ราย
แม้กระทรวงจะไม่ได้ระบุเหตุผลที่ตัดสินใจปล่อยข้อมูลดังกล่าวมาโครมใหญ่ แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่าเป็นการ “สวนกลับ” คำปรามาสของประธานาธิบดีสหรัฐนั่นเอง
ข้อด้อยทางสถิติ
ปัญหาหนึ่งของการรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตในกาซา คือความสับสนด้านข้อมูลและการติดต่อสื่อสารที่จำกัดท่ามกลางสถานการณ์สู้รบตามที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งไม่ต่างจากศึกสงครามครั้งอื่นๆ มากเท่าไหร่
เหตุการณ์ระเบิดปริศนาที่ “โรงพยาบาลอัลอาห์ลี” เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เป็นตัวอย่างหนึ่งของปัญหานี้ โดยกระทรวงสาธารณสุขกาซาเผยแพร่ข่าวเกือบจะทันทีว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 500 ราย ทั้งที่รายละเอียดต่างๆของเหตุระเบิดยังไม่นิ่งคงที่ ต่อมา กระทรวงได้ปรับลดยอดเสียชีวิตลงมาเป็น 471 ราย แต่ก็ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุดังกล่าวมีกี่รายกันแน่ (ด้านหน่วยข่าวกรองสหรัฐประเมินเบื้องต้นว่า ยอดเสียชีวิตน่าจะอยู่ที่ประมาณ 200 ราย)
(อ่านเพิ่มเติม: เบื้องหลังการแกะรอยหาต้นตอ ระเบิดสังหารหมู่ ‘โรงพยาบาลกาซ่า’ COFACT REPORT 20/66)
อีกปัญหาหนึ่งที่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขกาซามักถูกวิจารณ์เป็นประจำ คือการที่ทางการกาซามิได้ระบุว่าเหยื่อแต่ละรายเสียชีวิตอย่างไร เช่น เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดของกองทัพอิสราเอล หรือถูกกระสุนปืนใหญ่ หรือถูกยิง หรือโดนจรวดที่ยิงผิดพลาดของฮามาสตกใส่ ฯลฯ แต่ระบุเพียงกว้างๆทั้งหมดว่าเป็นการเสียชีวิต “จากการรุกรานของอิสราเอล”
นอกจากนี้ ทางการกาซายังไม่ได้แบ่งแยกระหว่าง “พลเรือน” กับ “กลุ่มติดอาวุธ” ดังนั้น เป็นไปได้สูงว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่รายงานในปัจจุบันมีทั้งนักรบของฮามาส กองกำลังติดอาวุธอื่นๆ และประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายใด รวมๆอยู่ปนกันไป
ความน่าเชื่อถือและแม่นยำของข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญและองค์กรที่เคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนหรือสังเกตการณ์การสู้รบในฉนวนกาซาจำนวนมาก ประเมินตรงกันว่า ข้อมูลผู้เสียชีวิตที่ทางการกาซารายงานมีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูงทีเดียว
เช่น ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ให้สัมภาษณ์ Reuters ว่าถึงแม้ข้อมูลที่ปรากฎออกมา จะไม่ได้แม่นยำสมบูรณ์แบบ แต่ก็สะท้อนภาพรวมยอดผู้เสียชีวิตได้พอสมควร
ขณะที่ผู้แทน Human Rights Watch ประจำปาเลสไตน์ ก็ระบุว่าถึงแม้ข้อมูลของทางการกาซาจะมีความบกพร่องทางสถิติอยู่บ้าง (เช่น ไม่แยกแยะระหว่างพลเรือนกับกลุ่มติดอาวุธ) แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่รายงานก็สอดคล้องกับการประเมินด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ภาพถ่ายความเสียหายทางดาวเทียม คำบอกเล่าของพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ฯลฯ
ทั้งนี้ น่าสังเกตด้วยว่าในเหตุการณ์สู้รบครั้งก่อนๆระหว่างกองทัพอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ยอดผู้เสียชีวิตที่ทางการกาซาเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน มักจะค่อนข้างตรงกับสถิติที่หน่วยงานอื่นๆอย่างสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้าไปเก็บข้อมูลหลังการสู้รบสิ้นสุดลง ยกตัวอย่างเช่น
สงครามกาซาปี 2008 ทางการกาซาระบุว่าผู้เสียชีวิต 1,440 ราย ยูเอ็นนับได้ 1,385 ราย
สงครามกาซาปี 2014 ทางการกาซาระบุว่าผู้เสียชีวิต 2,310 ราย ยูเอ็นนับได้ 2,251 ราย
สงครามกาซาปี 2021 ทางการกาซาระบุว่าผู้เสียชีวิต 260 ราย ยูเอ็นนับได้ 256 ราย
ที่สำคัญ แม้แต่รัฐบาลอิสราเอลและกลุ่มสิทธิมนุษยชนในอิสราเอล ก็เคยประเมินตัวเลขชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตจากการสู้รบในฉนวนกาซาได้ใกล้เคียงกับตัวเลขของทางการกาซาเองด้วย เช่นในสงครามกาซาปี 2014 กระทรวงต่างประเทศของอิสราเอลนับยอดผู้เสียชีวิตได้ 2,125 ซึ่งเกือบจะเท่ากับสถิติที่รวบรวมโดยกระทรวงสาธารณสุขกาซา เป็นต้น
สอดคล้องกับตัวเลขของสถาบันวิจัย Jerusalem Center for Public Affairs ในอิสราเอล ที่นับยอดได้ 2,100 ราย และกลุ่มเฝ้าระวังสิทธิ์ในอิสราเอล B’tselem สรุปยอดได้ 2,202 ราย
รัฐบาลสหรัฐเองก็ใช้ข้อมูลนี้
ด้วยประวัติความน่าเชื่อถือดังกล่าว ทำให้สถิติผู้เสียชีวิตของกระทรวงสาธารณสุขกาซาเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง… และแม้แต่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเองก็นำเอาข้อมูลของทางการกาซาไปประกอบในรายงานเป็นประจำด้วย (!)
หลังจากที่ประธานาธิบดีไบเดนเปิดประเด็นต่อความน่าเชื่อถือของยอดผู้เสียชีวิตที่ทางการกาซารายงาน สำนักข่าว Huffington Post นับได้ว่า ตั้งแต่การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮามาสเปิดฉากขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตสหรัฐอ้างอิงข้อมูลผู้เสียชีวิตที่เผยแพร่จากกระทรวงสาธารณสุขกาซาถึงอย่างน้อย 12 ครั้งด้วยกัน
โดยครั้งล่าสุดที่อ้างอิงข้อมูลดังกล่าว อยู่ในรายงานสรุปสถานการณ์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐในวันที่ 25 ตุลาคม ก่อนที่ไบเดนจะวิจารณ์กระทรวงสาธารณสุขกาซาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ดังนั้น จึงน่าไม่แปลกใจที่หลายคนตั้งคำถามว่า ในเมื่อหน่วยงานราชการของสหรัฐใช้ข้อมูลจากทางการกาซามาตลอดโดยไม่มีประเด็นติดใจอะไร แล้วทำไมรัฐบาลสหรัฐเพิ่งจะมาพยายาม “ด้อยค่า” ตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์ตอนนี้?
…หรือเป็นเพียงการพยายามกลบเกลื่อนความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชนทั่วโลกต่อวิกฤติมนุษยธรรมในฉนวนกาซา ท่ามกลางปฏิบัติการทางทหารของชาติพันธมิตรอย่างอิสราเอลเท่านั้น?
ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม:
What is Gaza’s Ministry of Health and how does it calculate the war’s death toll? | AP
Despite Biden’s doubts, humanitarian agencies consider Gaza toll reliable | Reuters
What experts say about Palestinian death toll figures | TIME
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/vodebahkz4ou
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14j9zf8nw1a0s
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sknl8npe5a3c#_=_
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1ut5ydtz05u6c
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ybmit8v2f3lu
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2iutxxileg4r7
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/a7ed4sla0lyw#_=_
อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1f4swc8qsowe6
October 19, 2023, the National Press Council of Thailand, the Thai Journalists Association, Thailand Consumers Council, Thammasat University, COFACT (Thailand), and ThaiPBS jointly organized Media Forum #20, “50 Years after October 14, 1973, and the Communication Rights in Thai Society.” The event took place on the 5th floor of Thammasat University’s College of Innovation (Tha Phra Chan) and was live-streamed on the Facebook pages of ThaiPBS, COFACT, the National Press Council of Thailand, and the Thailand Consumers Council.

Asst.Prof. Chayakrit Asvathitanont, Ph.D., Dean of College of Innovation, Thammasat University, welcomed the attendees, emphasizing that despite 50 years having passed, there are still lessons to be learned from the October 14, 1973 uprising. This event provides an opportunity to gain diverse perspectives from 5 generations of speakers on what is widely believed to be a major victory for the people, especially in terms of freedom of communication in Thai society.
“Organizing this forum, I can feel the intention of the organizers to present important knowledge to all participants, hoping that each one of you will gain knowledge and different perspectives from today’s forum. On behalf of the College of Innovation, we hope that there will be opportunities to open up the college as a public space for discussion and exchange on various issues that will benefit the public and society in the future,” said Asst.Prof. Chayakrit, Ph.D.

Ms. Nattaya Chetchotiros, Vice President of the National Press Council of Thailand, opened the event, noting that 50 years have passed since the events of October 14, 1973. Comparatively, this timespan marks middle age in a human’s life, much like how she views society, both from a media perspective and as a Thai citizen. She has witnessed both progress in the right direction and ongoing challenges, especially on the issue of freedom of communication in Thai society, the primary focus of this forum.
The events of October 14, 1973, have become emblematic of Thai society. During that time, students and the public mobilized to demand freedom, including freedom of the press, particularly for printed media, which played a pivotal role as a counterbalance to state authority. While broadcast and television media remained under strong state control, October 14, 1973, held a significant place in the annals of rights and freedoms.
Nonetheless, the subsequent incident on October 6, 1976, saw state-controlled media being used as propaganda. Following that, the order of RF.42 imposed a decade of media restrictions before the era of media liberalization began. And it has now transitioned from the 4th industrial revolution era into the digital era, with smartphones, online social media, and most recently, artificial intelligence (AI) taking on some roles traditionally held by mass media. This poses exciting, challenging, and thought-provoking changes in an era of intense competition.
“Although the media landscape may have gained more freedom, the expectations of Thai society have not diminished. They have, in fact, increased, especially amid information overload where consumers seek the truth. But who will be the gatekeeper of that truth? It is undoubtedly the role of mass media. Therefore, it begs a question: After 50 years, is the mass media still acting as the fourth estate in presenting the truth as resolutely as before?” stated the Vice President of the National Press Council of Thailand.

Ms. Saree Aongsomwang, Secretary General of the Thailand Consumers Council, stated that from her experience of working to protect consumers for many decades, she has observed an increase in media freedom. However, amidst the current societal changes, which encompass various types of media, influencers, content creators, and everyone involved in communication, there are varying degrees of freedom. But the one thing that consumers want to see and expect is truth and fairness for all.
Freedom must be accompanied by responsibility and ethics, especially when considering the challenges of the digital age. For instance, even the Thailand Consumers Council fell victim to fraudulent Line accounts in a recent incident. This raises the pertinent question of how we can discern whether Facebook pages belong to genuine media or individuals. It’s a complex task, given our immersion in the intricacies of the digital realm. If we aspire to effect change, we need substantial effort to be on the Twitter trend. This is no small endeavor, as modern society is now divided into numerous specialized groups.
“Even the changes that should be progressing forward are difficult, take, for example, global warming and environmental issues that everyone should collectively agree on. We are in the midst of a progressively challenging working environment. Therefore, we hope that media freedom will continue to be a driving force for ongoing change in these areas and remain strong,” stated the Secretary General of the Thailand Consumers Council.

Mr. Sommai Paritchat, Managing Director of Matichon Public Company Limited and former President of the Thai Journalists Association, delivered a keynote speech titled “Viewing Thai Media: From the Fourth Estate to AI Journalism – How Far Have We Come?” He depicted the landscape of freedom of communication in Thailand, which has fluctuated over the years, influenced by the political context at the time. During the years 1937 to 1947, Some periods witnessed an increase in printing rights, the establishment of political parties, and public demonstrations, while in other periods, certain aspects of freedom were curtailed. In some extreme cases, there were even assassinations of political opponents and mass media journalists.
As the year 1957 approached, Thailand entered a long era of military rule following the coup d’état led by Field Marshal Sarit Thanarat, and then his successor, Field Marshal Thanom Kittikachorn. This dark era saw extensive control and suppression of media professionals. Article 17 of the constitution granted those in power sweeping authority, while the process of drafting a new constitution lagged behind. In this climate, the public, especially students, demanded democratic reforms, leading to the significant event of October 14, 1973.
However, freedom was short-lived. Just three years later, on October 6, 1976, it all came to an end with a military coup. Media outlets were ordered to be shut down and controlled under the order of RF.42. Those who couldn’t endure this had to escape into the forests. Subsequently, General Prem Tinsulanonda issued Policy 66/23, allowing those who had escaped into the forests to return to society. This was followed by the government led by General Chatichai Choonhavan, which revoked the order RF.42, restoring media freedom once again. However, in 1991, the government was overthrown, leading to the events of Black May in 1992, which ultimately led to the creation of the 1997 Constitution.
The 1997 Constitution was referred to as the People’s Constitution, amid a society that was awakening to greater freedom, including in the realm of communication. This led to the establishment of laws governing news information and the allocation of broadcast frequencies. Then after another Coup in 2006, there were new laws introduced, such as the Computer Crime Act, the Broadcasting and Telecommunications Organizations Act, and the Printing Recordation Act, which, while appearing to promote freedom, also introduced laws like the Security Act.
2007 to 2017 was an era of transformation. Digital TV channel licenses were auctioned, and online media began to play a more significant role, “from print to digital media”. However, what followed was a fierce business competition for survival, with more focus on staying afloat rather than producing content as it should have been. Nevertheless, some online news agencies gained recognition, such as Isranews Agency. Yet, due to the reliance on foreign platforms, concerns about cyber sovereignty emerged. Furthermore, after the 2014 coup d’état, new laws were introduced, such as the Public Assembly Act and the Personal Data Protection Act (PDPA).
In summary, government-issued laws often lean towards constraining the people’s freedoms rather than enhancing them. Moreover, the government’s closed systems and the significant impact of state secrets make it challenging for both the media and the public to obtain news information. While professional media organizations have grown in prominence, they still have limited roles in upholding ethical standards and safeguarding the public’s freedoms, as they must struggle for survival. Society’s power is not yet strong enough, even though technology has made it easier to access news information.
In conclusion, what lessons can we draw from the 50 years after October 14th, and lessons for whom? For 1. Those in positions of state power: If you misuse your authority, wield it without restraint, stifle freedom, and suppress the media, you will ultimately face dire consequences. Democracy and freedom under responsibility remain the most prudent course of action. 2. Mass media: You must establish strong independent news agencies, performing your role alongside mainstream media. Elevate the concerns of the common people, not just those of the elites. News with substance should take precedence over sensational news or bizarre stories.
“Communication rights in our society and the era of digital journalism should evolve further. The hope lies in the power generated by the collaboration of media organizations and the consumers council, fostering truth, news, and mass media empowerment in all aspects, ultimately strengthening the people’s power,” said Mr. Sommai.
Following that, the forum began with the topic of “Reflecting on Lessons Learned and Moving Towards Truth and Justice: A Perspective from 5 Generations,” Mr. Kavi Chongkittavorn, a distinguished panel member of the National Press Council of Thailand, started the discussion, focusing on three current situations in Thai society:

1. Information Overflow: The rise of social media has led to an abundance of information. However, this abundance lacks filtration, making it difficult to distinguish real from fake news. The quality of news is not adequately assessed. In the past, news reporters had to be physically present at events to cover them, whereas today, information can be gathered from social media.
2. Journalists in Thailand need to enhance their skills. They tend to report events as they unfold but may not revisit the story if there are no new developments, even when persistent societal issues are at play. Journalists should grasp the context and ongoing events. Some international viewpoints recommend that online news agencies employ experienced editors to ensure news reporting isn’t solely focused on speed.
3. Artificial Intelligence is the media’s foe.
“The current circumstances, both domestically and internationally, along with the challenges within editorial teams and with economic conditions, are driving our journalists to enhance their skills to match the freedom we have, rather than placing blame on Thai society when we lack the proficiency. Thai society enjoys freedom, but the media’s capabilities need to catch up with the available freedom. There’s a gap. Some countries have little or no freedom, yet their media excels due to their proficiency, like Singapore. They have only this much freedom, but their media’s capabilities make up for any gap,” said Mr. Kavi

Ms. Supinya Klangnarong, the co-founder of COFACT (Thailand) and the Chairperson of the Media Consumer Protection Working Group at the National Press Council of Thailand, compared the issue of media freedom in two eras: the 1970s, during the global Cold War when countries were divided into liberal and socialist factions, with both sides waging information warfare while developing countries trying to assert control over their own communications.
In the present era, although similar circumstances exist, online platforms have introduced significant changes. The forms of problems have also evolved, such as misinformation, disinformation, fake news, and the post-truth era, where the line between reality and falsehood blurs. While the media is expected to deliver the truth, sometimes they become purveyors of fake news due to the influence of online echo chambers.
“Lastly, in terms of structure, have we made any progress? I’ve been following this for 20-30 years, from the late 1990s to the present. Thailand has laws that should cover almost everything, mechanisms that should be in place, funds, oversight organizations, and legal frameworks – everything that should be there, and in many aspects, we’re doing better than many other countries. People applaud our work, but some still wonder why it’s not good enough. So, I’m not sure if the expectations of Thai society are exceptionally high, or if we haven’t found the right path yet, or perhaps we’ve found it, but we need to keep moving forward. We’ve reformed structurally, but the 100% change that hasn’t occurred is in the cultural aspect, hasn’t it?” said Ms. Supinya.

Mr. Pongpiphat Banchanont, the Editor-in-Chief at Nation Online, discussed challenges within “Media and the Masses” in three aspects: 1. Building Trust: In recent times, the media has faced increasing scrutiny. 2. The Role of Professional Media in a rapidly changing society: There are discussions on whether Journalists and Content Creators can coexist. And 3. Media as a Business Entity: In the past, suppressing media freedom involved using direct power, even resorting to killing. However, the present landscape has become more complex, involving sponsorships and various forms of influence, making it difficult for the media to function smoothly.
Within the “Media” itself, there are also three aspects: 1. Generations in Media: Varying perspectives on certain issues. 2. The Challenges in Defining Media: This becomes apparent in discussions surrounding the Media Act draft, or the interpretation of media that is exempt from personal data protection laws. Some limit it to traditional media, while others regard both traditional and online as media. And 3. Media Collaboration for Negotiation: The collaboration among media organizations can be effective in negotiating for freedom and business matters. However, some observations question whether some groups authentically represent the media industry.
“Especially in the past five years, there have been numerous cases of people criticizing the media associations. I’ve consistently mentioned that people criticize because they have expectations. But where do we stand when people need us? We have no clear answer. To the extent that there have been meetings to establish new media associations that can address this, I don’t know if it’s a stroke of good luck or bad luck. I’ve been involved with at least three groups in the effort to form media coalitions for negotiations, particularly concerning the freedom and well-being of journalism in the field, going deeper into the quest for truths,” said Mr. Pongpiphat.

Ms. Anchan Anchaisri, a Digital Journalist from Workpoint Today, stated that she was born in the analog era but works in the digital age. She has noticed differences in “pushing the news boundaries” on certain issues. However, the outcome has led to numerous legal actions against media agencies and cases of harassment against journalists and news agencies. Anchan couldn’t define this as a restriction on freedom or as freedom with repercussions. Regarding the future of the media, she expressed its unpredictability, especially for consumers, which poses a significant challenge to the media.
“I would like to emphasize that we still have hope for quality media, media that is free. I feel that there is still hope. In my three years of work, I still have hope, but I am one of those who are searching for how this hope will materialize. What will be the method? Is there a model, or what needs to be done? There is hope, but I don’t know the way to achieve it because there’s no fixed, one-size-fits-all solution. But what can be a driving force to propel the media forward is having a dedicated team and editors who consider all aspects of the issue,” said Ms. Anchan.

Mr. Kunakorn Tantichinda, President of Thammasat University Student Union (T.U.S.U.) mentioned that various social media platforms have made everyone their own media, and although the development of media freedom has had its ups and downs over the years, what remains constant in every era is the conflict between the stability of the state and issues of rights and freedom. Despite the appearance of greater media freedom in recent times, the government still seeks ways to control the media, albeit at a slower pace. Whereas in the past, when there were only a few media outlets, it was easily controlled by the government.
On the other hand, due to the abundance and dispersion of media, making it uncontrollable, there is an issue of information accuracy and media ethics. While everyone can disseminate information through social media, not everyone has undergone the study of communication and media. However, without media freedom, accurate information cannot be ensured because there will be only one-sided information. In summary, we have come halfway with media freedom, but what lies ahead is the accuracy of information and media ethics.
“The extensive and uncontrolled spread of media has led to a peculiar phenomenon known as the ‘Echo Chamber.’ It means that while everyone can express their views, it unintentionally gathers people with similar views into the same space. This is a concerning trend in our current age. If we look back to the October 14th and the subsequent October 6th event, we can see that the media played a significant role in shaping these occurrences. We certainly wouldn’t want another Echo Chamber to lead us down a similar path, not just in Thailand but in other seemingly developed countries as well. Many countries are grappling with issues related to the Echo Chamber,” said Mr. Kunakorn.

In the closing remarks, Asst.Prof. Uajit Virojtrairatt, Ph.D., Vice Chairperson of the Media Consumer Protection Working Group at the National Press Council of Thailand, stated that the events of October 14, 1973, were pivotal in making society recognize the importance of media freedom. While media quality is something to aspire to, expecting media freedom without collectively nurturing it is unrealistic. Media freedom and media quality are intertwined. It’s worth noting that during the era of October 14, Thailand was under a military junta, having Semi Democracy. However, even today, we continue to seek true democracy, one that arises from the people and listens to the voices of the people.
“Beyond discussing the need to collectively raise media freedom to its highest level and improving the quality of the media, what’s commendable is the dialogue among different generations, from Baby Boomers, Gen X, all the way to the youngest generation. In the end, it’s a challenge, it’s exciting, and it brings hope. And under that hope, the value of working together among different generations is recognized,” said Asst.Prof. Uajit.
In addition, there was also a joint declaration on the “Rights of Communication in Thai Society, 50 Years After October 14, 1973,” stating that media freedom and the right to communicate are fundamental human rights demanded by both the media and society. Professionals in the media and the people of Thailand united to demand these rights from the authoritarian government, particularly in the events of October 14, 1973, which is considered a significant milestone in the collective effort of students, scholars, and the public to advocate for the principles of liberty, equality, and fraternity.
After five decades have passed, freedom of media and the people have been enshrined in several versions of the Thai Constitution. On the whole, mass media has seen an increase in freedom. Nevertheless, there are still limitations in both legislation and enforcement, particularly regarding fundamental legal and ethical aspects of mass media. These issues continue to be a concern within society, running parallel with the use of mass media freedom. In the digital age, social media has become a platform where the public disseminates content akin to mass media. Frequently, online communication leads to confusion, misinterpretation, and animosity, making it a challenge to verify the accuracy of news circulating today.
However, whether in the era of October 14, 1973, or in the era of October, 2023, society still aspires to have mass media serve as a platform for presenting accurate information based on fairness for everyone, thereby helping to bridge societal gaps, reduce disparities, and mitigate conflicts and animosity. Moreover, there is an expectation of credibility in mass media, being the voice of the public, and providing a system of checks and balances against state authority.
In the meantime, although media consumers in this era have various options for receiving and communicating information, they must also develop their knowledge and understanding, or media literacy as well. This includes not forwarding information that may have an impact on themselves and society. As we commemorate the 50 years after October 14 this year, we express our commitment to the following principles:
1. Media freedom is the cornerstone of a democratic system. We urge the government, regulatory bodies, and state agencies to consider it their responsibility to safeguard and support the work of mass media and civil society while ensuring a direct and transparent system of checks and balances. The state should grant autonomy to organizations related to media and communication, such as NBTC and professional mass media organizations.
2. We call upon all types of mass media, including individuals with roles in online communication (Key Opinion Leaders/Influencers/Content Creators), to uphold ethical practices in presenting facts, refraining from distorting information that may harm the public interest. It is crucial to establish self-moderation guidelines and to mutually oversee one another to uphold the value of freedom alongside responsibility.
3. We urge media platform providers to collaborate with civil society in establishing content moderation guidelines aligned with community standards. This should be based on principles of upholding freedom and shared responsibility to reduce violence and hatred in society.
4. We request the government promote public policies that protect consumer rights, civic rights, and communication rights in the digital age fairly and equitably. This includes supporting consumer empowerment by facilitating easier and increased access to communication and information.
5. We urge a comprehensive review of laws, regulations, and rules that may hinder the promotion of communication rights, including governance mechanisms related to mass media and communication. This review should involve the Parliament, with active citizen participation, and the drafting of a new constitution under the Constituent Drafting Assembly of a truly representative of the citizens, to ensure a constitution that promotes freedom, equality, and the decentralization of power, both in local governance and in the right to use radio frequencies for people’s media and community media nationwide.
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-






น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในวงเสวนา “การทบทวนบทเรียนและก้าวต่อไปสู่ความจริงและความเป็นธรรม ผ่านมุมมองของคน5 เจเนอเรชั่น” ในงาน Media Forum #20 “50 ปี 14 ตุลา 2516 กับสิทธิการสื่อสารในสังคมไทย” เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ว่า เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมซึ่งสะท้อนช่องว่างของคนแต่ละรุ่น (Generation Gap)
กล่าวคือ ในขณะที่คนรุ่นหนึ่งบอกว่ายุคปัจจุบันนี้เสรีภาพมีอย่างล้นเกิน แต่ก็มีคนรุ่นใหม่ที่มองว่าไม่มีเสรีภาพเลย หมายถึงคนที่มีความรู้สึกแตกต่างกันอยู่ร่วมกันในประเทศเดียวกัน ซึ่ง 50 ปีที่ผ่านมาในเรื่องสิทธิการสื่อสาร อาจดูลุ่มๆ ดอนๆ มีทั้งมุมที่ดีและมุมที่เป็นข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าจะมองในมุมใด ทั้งนี้ ในยุค 1970 (ปี 2513-2522) ซึ่งเป็นยุคสงครามเย็น ทั่วโลกมีปรากฏการณ์ New World Information Disorder เพราะมีการต่อสู้กันในเชิงข้อมูลข่าวสารระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายสังคมนิยม
ขณะที่ปัจจุบันก็มีในรูปแบบคล้ายกัน แต่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์นั้นก็เปลี่ยนอะไรไปหลายอย่าง รวมถึงรูปแบบของปัญหา เช่น ข้อมูลคลาดเคลื่อน (Misinformation) ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข่าวปลอม (Fake News) ไปจนถึงการเข้าสู่ยุคหลังความจริง (Post-Truth) หมายถึงยุคที่มีคำถามว่าอะไรคือความจริง และแม้สื่อจะยังถูกคาดหวังว่าจะต้องนำเสนอความจริง แต่บางครั้งข่าวปลอมกลับมาจากสื่อเสียเองเพราะไปติดกับดักข้อมูลข่าวสารที่แชร์กันมาบนพื้นที่ออนไลน์
น.ส.สุภิญญา กล่าวต่อไปว่า ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้าง จากที่ติดตามเรื่องนี้มากว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ต้องบอกว่าประเทศไทยนั้นมีกฎหมายเกือบทุกฉบับในแบบที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังมีกลไกกำกับดูแลและกองทุนสนับสนุน เรียกว่าดีกว่าอีกหลายประเทศจนสามารถเปิดให้มาดูงานได้ แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพของกลไกเหล่านี้ตนจึงไม่แน่ใจว่าคนไทยคาดหวังสูงหรือที่ผ่านมายังเดินกันไม่ถูกทาง หรือแม้แต่ถูกทางแล้วแต่ยังต้องเดินกันต่อ เช่น ในเชิงโครงสร้างมีทั้งหมดแล้ว แต่ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงเพราะสาเหตุอยู่ที่เชิงวัฒนธรรมหรือไม่
“กฎหมายมันเป็นเชิงนโยบาย แต่สุดท้ายมันต้องอาศัยวัฒนธรรม ก็คือคน การรู้เท่าทัน ความมีอารยะ (Civilization) คือเราต้องกลับมาในเรื่องของปัจเจกแล้วหรือเปล่า? ที่อาจต้องสร้างความเข้มแข็งเฉพาะตัวผ่านทางสังคม แล้วในมุมโครงสร้างเราจะต้องทำอะไรต่อไหม? เช่น น้องนักศึกษาบอกต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจต้องแก้กฎหมายบางฉบับ ก็ว่ากันไป แต่ทำอย่างไรที่การปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่ต้องไปต่อกับเชิงวัฒนธรรมที่มันจะต้องเสริมขึ้นไปคู่กัน” น.ส.สุภิญญา กล่าว
น.ส.สุภิญญา ยังกล่าวอีกว่า หากถามเกี่ยวกับอนาคตให้บอกตรงๆ ก็มองว่าคงไม่โสภาเท่าไร จากหลายปัจจัยทั้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สงคราม ภัยธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ดังนั้นนอกจากเรื่องสื่อแล้วก็ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่เป็นความท้าทายของเด็กรุ่นใหม่ที่จะเติบโตขึ้นมา อาจมีวิกฤตต่างๆ มากขึ้นในช่วง 15-20 ปีข้างหน้านี้ จึงต้องตั้งรับกันอย่างมาก ดังนั้นสุดท้ายก็กลับมาที่บทบาทของสื่อมวลชน
ซึ่งสื่อในต่างประเทศก็จะมีปัญหาคล้ายกัน แต่สุดท้ายการที่สื่อจะอยู่รอดได้คือต้องใช้เสรีภาพกับคุณภาพ เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นสื่อที่เชื่อถือได้ (Trusted Media) และกาลเวลาจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะถูกจัดให้เป็น Trusted Media หรือถูกจัดเป็นเนื้อหา (Content) ในมหาสมุทรของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งความแตกต่างในจุดนี้จะช่วยทั้งสังคมและความยั่งยืนขององค์กรสื่อเองด้วย
ทั้งนี้ มีคำแนะนำว่า ในการทำให้องค์กรสื่ออยู่รอดพร้อมกับสามารถธำรงไว้ซึ่งอุดมคติของวิชาชีพต้องมีรูปแบบของ Non-Profit Media (สื่อที่ไม่เน้นแสวงหาผลกำไรเป็นหลัก) ซึ่งปัญหาที่มักถูกพูดถึงกันมาตลอดคือการผลิตผลงานข่าวที่มีคุณภาพต้องใช้งบประมาณสูง ทำให้มีแนวคิดว่า น่าจะมีกองทุนสักกองทุนหนึ่งแล้วให้ภาคเอกชนที่อยากทำ CSR และอยากเห็นสื่อที่ดี รวมถึงภาคสังคม มาลงขันสนับสนุนผ่านกองทุนนี้ ซึ่งจะแก้ปัญหาการขัดกันระหว่างคนทำสื่อกับผู้สนับสนุนทุน (Sponsor) เพราะไม่ใช่การผูกกันว่าสื่อนี้ได้รับเงินจากบริษัทหรือหน่วยงานใด
ขอบคุณที่มา https://www.naewna.com/local/764842
ธีรนัย จารุวัสตร์ สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand
เหตุระเบิดปริศนาที่โรงพยาบาลในกาซ่า นอกจากจะเป็นโศกนาฏกรรมทางมนุษยธรรมและสร้างแรงสะเทือนไปทั่วภูมิภาคแล้ว ยังเป็น “โจทย์หิน” สำหรับบรรดาสื่อมวลชนทั่วโลกในการรายงานเหตุดังกล่าวอย่างรอบด้านและยึดโยงกับข้อเท็จจริงที่สุด ตอกย้ำความสำคัญของ ‘fact checker’ ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม
ในบทความนี้ ผู้เขียนได้สรุปแนวทางของ 3 สำนักข่าว New York Times – BBC – The Associated Press ในการเสาะหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี เพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับสื่อมวลชนไทยและผู้ที่สนใจการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง
‘สงครามกาซา’ รอบล่าสุดระหว่างอิสราเอลและกองกำลังฮามาส ดำเนินมาอย่างดุเดือดกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ท่ามกลางความสูญเสียของประชาชนทั้งในอิสราเอลและปาเลสไตน์ ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และวิกฤติมนุษยธรรมในฉนวนกาซ่าที่กำลังถูกปิดล้อมและกลายเป็นเป้าโจมตีทางอากาศอย่างไม่หยุดยั้งจากทัพอิสราเอล
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงอย่างเฉียบพลัน เมื่อเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ “โรงพยาบาลอัลอาห์ลี” กลางฉนวนกาซา ในกลางดึกของคืนวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งมีทั้งผู้ป่วย บุคคลากรทางแพทย์ และประชาชนที่ลี้ภัย รวมตัวกันอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลอย่างแออัด
รายงานจากทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยและพยานเหตุการณ์ระบุตรงกันว่า มีผู้เสียชีวิตนับร้อยราย ด้านทางการกาซ่าและกลุ่มฮามาส แถลงว่ากองทัพอากาศอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลดังกล่าว
ทันทีที่ข่าวปรากฏออกไป ได้สร้างความเดือดแค้นไปทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง เสมือนเป็นน้ำมันที่ราดใส่เชื้อไฟความโกรธแค้นต่อรัฐอิสราเอลที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รัฐบาลจอร์แดนถึงกับสั่งยกเลิกการพูดคุย 4 ฝ่ายที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน มีกำหนดจะเข้าร่วมทันที
อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลแถลงโต้ทันควันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี และยืนยันด้วยว่า เหตุระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะจรวดของกองกำลังติดอาวุธในฉนวนกาซาที่ยิงใส่อิสราเอล แต่ขัดข้องเสียก่อน จึงตกใส่โรงพยาบาล
ร้อนถึงสื่อมืออาชีพหลายสำนัก ต้องสวมบท fact checker และได้พยายามแกะรอยตามหาว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดสังหารหมู่ที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี นับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำคัญในการ fact check เพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ประชาชนทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด
สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างการ fact check จากสามสำนักข่าว AP, New York Times และ BBC มาเป็นกรณีศึกษาสำหรับสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจวิธี fact check ในประเทศไทย
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ยากเป็นพิเศษ ก็เนื่องจากการปิดล้อมฉนวนกาซาอย่างสิ้นเชิงโดยกองทัพอิสราเอล ทำให้แทบไม่มีทีมข่าวและผู้สังเกตการณ์นานาชาติสามารถเข้าถึงพื้นที่เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หลายสำนักข่าวจึงต้องอาศัยถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่กาซ่าและกลุ่มฮามาสในพื้นที่เป็นหลักในการเสนอข่าวช่วงแรก
อีกเหตุหนึ่งคือ การที่ทั้งสองคู่ขัดแย้ง (กองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาส) มีประวัติเรื่องการบิดเบือนข้อเท็จจริงและ “ป้ายสี” อีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
ยกตัวอย่างที่หลายคนในวงการสื่อมวลชนคงจำกันได้ คือกรณี ชิรีน อะบู อากิละ (Shireen Abu Aqla) ผู้สื่อข่าวหญิงของอัลจาซีร่า ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตขณะรายงานข่าวการประท้วงในเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์เมื่อปี 2022 และกองทัพอิสราเอลปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว พร้อมโบ้ยว่ากองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์เป็นฝ่ายยิง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อหลักฐานในเวลาต่อมา และยอมรับว่าทหารอิสราเอลยิง Shireen เสียชีวิตตามที่มีหลักฐานปรากฎจริง
ปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญคือ การที่จะชี้ชัดว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล หรือจรวดที่ยิงพลาดของกลุ่มติดอาวุธ ต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิคเกี่ยวกับการทหารที่ค่อนข้างซับซ้อน เกินขอบเขตศักยภาพของคนทำงานสื่อส่วนใหญ่อย่างแน่นอน
ทันทีที่มีกระแสข่าวว่าเกิดเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี สื่อทั้งสามสำนักมีแนวทางรายงานคล้ายๆกันคือพาดหัวว่า เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ระบุว่าการโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี คร่าชีวิตผู้คนกว่า 500 ราย
แต่ทันทีที่อิสราเอลโต้ตอบว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และโทษว่าเป็นความผิดของกลุ่มติดอาวุธ ทั้งสามสำนักข่าวก็เปลี่ยนพาดหัวเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น เช่น “อิสราเอลกับฮามาส โทษกันไปมาเกี่ยวกับเหตุระเบิดโรงพยาบาลในกาซ่า”
ในแง่นี้ สื่อไทยเกือบทุกสำนักก็มีแนวทางคล้ายกันคือ อ้างอิงแหล่งที่มาชัดเจนว่าเป็นคำกล่าวอ้างของฝ่ายใด ไม่ได้พูดขึ้นลอยๆ หรือที่เรียกว่า “attribution” นั่นเอง เช่น PPTV ที่พาดหัวว่า “ระเบิดโรงพยาบาลกาซา อาจตาย 500 คน ปาเลสไตน์ชี้ฝีมืออิสราเอล” The Standard รายงานว่า “ระเบิดโจมตีโรงพยาบาลในกาซา เสียชีวิตกว่า 500 คน ฮามาส-อิสราเอล โทษอีกฝ่ายก่อเหตุ” และ MGR Online พาดหัวว่า “กองทัพอิสราเอลแถลงโต้! ไม่พบหลักฐาน ‘รพ.กาซา’ ถูกโจมตีทางอากาศ แม้คนตายไปหลายร้อย”
ขณะที่พาดหัวของ ThaiPBS เน้นหนักว่ายังไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นคนทำ “ทั่วโลกประณาม! มือมืดโจมตี รพ.ในกาซา เสียชีวิตอย่างน้อยครึ่งพัน”
(ส่วนที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย คือ สำนักข่าวภาษาไทยที่พาดหัวโดยไม่รัดกุมที่สุดกลับเป็นภาคภาษาไทยของ Voice of America ที่ฟันธงแบบดื้อๆเลยว่า “อิสราเอลยิงถล่มรพ.ในกาซ่า! สังหารชาวปาเลสไตน์ราว 500 คน” แต่ภายหลังก็แก้พาดหัว เอาคำว่า “อิสราเอล” ออก)
ทีมข่าวของ BBC มีข้อได้เปรียบอยู่บ้างคือ การที่มีผู้สื่อข่าวชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ฉนวนกาซา จึงสามารถเดินทางไปยังที่เกิดเหตุได้ในเวลารวดเร็วเพื่อเก็บภาพหลักฐานต่างๆ และสัมภาษณ์ผู้บาดเจ็บกับผู้รอดชีวิต เพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวเท่าที่จะทำได้
แต่การมีหลักฐานในมืออย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ทีมข่าวจึงติดต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร 20 คนเพื่อขอความเห็นและข้อสรุปเบื้องต้น จนรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญได้ 6 คน
หลักฐานสำคัญที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันคือ ร่องรอยของหลุมที่เกิดจากระเบิดบริเวณหน้าโรงพยาบาลนั้น ดูไม่สอดคล้องกับร่องรอยจากการทิ้งระเบิดทางอากาศของอิสราเอล เพราะถ้าหากเป็นการโจมตีด้วยอาวุธประเภทขีปนาวุธ หลุมที่เกิดขึ้นจะต้องมีขนาดใหญ่กว่าที่ปรากฎหน้าโรงพยาบาลอัลอาห์ลีแน่นอน
นอกจากนี้ BBC ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธมักจะมีเศษซากของอาวุธหลงเหลืออยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ในกรณีนี้ กลับไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับเศษขีปนาวุธให้เห็นเลย
นับว่าเป็นเสียงหนึ่งที่เพิ่มความหนักแน่นให้กับสมมติฐานว่า เหตุระเบิดดังกล่าวไม่น่าจะเกิดจากการโจมตีของกองทัพอากาศอิสราเอล
ถึงแม้ว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะยืนยันว่าตนมีข่าวกรองที่เชื่อได้ว่าอิสราเอลไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี แต่ไบเดนก็ไม่ได้ให้รายละเอียดหรือแสดงหลักฐานใดๆ เพื่อสนับสนุนคำอ้างดังกล่าว ทำให้หลายคนยังคงกังขาต่อความน่าเชื่อถือของท่าทีสหรัฐ อย่างที่มีการวิจารณ์ในโลกโซเชียลมีเดียว่ารัฐบาลสหรัฐมีท่าทีสนับสนุนและ “ให้ท้าย” กองทัพอิสราเอลมาตลอด จะสรุปเช่นนั้นก็คงไม่แปลก
แต่รายละเอียดของข่าวกรองดังกล่าวเริ่มปรากฎชัดขึ้น เมื่อ New York Times สัมภาษณ์เชิงลึกกับแหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมและหน่วยข่าวกรองสหรัฐ เพื่อชี้ชัดว่าหลักฐานใดบ้างที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐมีความมั่นใจในข้อสรุปเช่นนั้น
คำตอบหนึ่งคือหลักฐานจากเทคโนโลยีดาวเทียมอินฟราเรดของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ ซึ่งสามารถสอดส่องและตรวจจับการระเบิดในน่านฟ้าทั่วโลก และเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่สหรัฐใช้ในการพิสูจน์ทราบต้นเหตุของ “เที่ยวบิน Malaysia Airline MH17” ที่ระเบิดกลางอากาศขณะบินผ่านน่านฟ้ายูเครนในปี 2014 จนสรุปได้ว่า เครื่องบินลำดังกล่าวถูกยิงตกโดยขีปนาวุธรัสเซีย จากฝีมือกลุ่มกบฎแบ่งแยกดินแดนในยูเครน
ในกรณีนี้ รายงานระบุว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองตรวจสอบภาพอินฟาเรดเหนือน่านฟ้ากาซาในห้วงเวลาคืนวันเกิดเหตุ และสรุปได้ว่าจรวดที่ตกใส่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี ไม่ได้มาจากฝั่งอิสราเอลแต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่สหรัฐยังให้สัมภาษณ์ New York Times ด้วยว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐไม่ได้พึ่งพิงเฉพาะข้อมูลจากรัฐบาลอิสราเอลเพียงอย่างเดียว แต่ได้รวบรวมข้อมูลที่ดักฟังจากกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในฉนวนกาซา รวมถึงคลิปวิดิโอจากหลายๆ แหล่งที่มา จนสรุปได้ระดับหนึ่งว่ากองทัพอิสราเอลไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดครั้งนี้
ด้าน The Associated Press ได้จัดทำรายงานอย่างละเอียดที่ชี้ให้เห็นว่า สมมติที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้คือคือโรงพยาบาลอัลอาห์ลีถูกระเบิดจากจรวดของกลุ่มติดอาวุธที่เกิดความขัดข้องกลางอากาศ
AP ใช้วิธีรวบรวมบรรดาคลิปวิดิโอที่แสดงให้เห็นบริเวณฉนวนกาซาในคืนวันที่เกิดเหตุหลายสิบคลิป รวมถึงคลิปไลฟ์สตรีมของสำนักข่าวอัลจาซีร่า ที่แสดงให้เห็นเหตุการณ์ไม่กี่วินาทีก่อนการระเบิดที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี
สิ่งที่ AP เจอในคลิปคือ จังหวะที่กลุ่มติดอาวุธในฉนวนกาซ่า ยิงจรวดชุดหนึ่งไปยังอิสราเอล ก่อนที่จรวดลูกหนึ่งมีอาการขัดข้องขณะบินขึ้นฟ้า แทนที่จะบินไปทางอิสราเอล กลับเลี้ยวไปอีกทาง จนกระทั่งแตกหรือระเบิดกลางอากาศ สังเกตได้จากแสงวาบโดยชัดเจน
ไม่กี่วินาทีต่อมา ก็เกิดระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่จากโรงพยาบาลอัลอาห์ลี ใกล้บริเวณที่จรวดเกิดแตกตัวกลางอากาศ
ภาพการยิงจรวดชุดดังกล่าวสอดคล้องกับคำแถลงของกลุ่มฮามาสเอง โดยกลุ่มฮามาสโพสต์ในกรุ๊ป Telegram ที่เป็นช่องทางสื่อสารของกลุ่มว่าได้ยิงจรวดไปยังเมืองในอิสราเอล ขณะที่กลุ่มติดอาวุธอิสลามมิกญีฮัด ก็โพสต์ข้อความเช่นเดียวกันว่า กลุ่มของตนปล่อยจรวดโจมตีไปยังทิศทางกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล เพื่อล้างแค้นต่ออิสราเอลที่สังหารประชาชนปาเลสไตน์
ดังนั้น จรวดที่ปรากฎในคลิป จึงเป็นจรวดที่ปล่อยโดยฮามาสและพันธมิตรอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและเทคโนโลยีขีปนาวุธ ให้สัมภาษณ์กับ AP ด้วยว่าสาเหตุหนึ่งที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดหลายราย แต่กลับไม่ปรากฎร่องรอยความเสียหายอย่างหนักต่อตัวอาคารโรงพยาบาล น่าจะเป็นเพราะจรวดของกลุ่มติดอาวุธที่ตกใส่โรงพยาบาล ยังมีเชื้อเพลิงตกค้างอยู่มากหลังบินขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ประกอบกับพื้นที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลที่จรวดตกใส่ มีประชาชนที่หลบภัยสงครามมาปักหลักพักพิงจำนวนมากนั่นเอง
นอกจากนี้ ทีมข่าวของ AP ยัง “debunk” สมมติฐานอื่นๆที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย เช่น อิสราเอลใช้ขีปนาวุธขนาดเล็กที่ยิงจากเฮลิคอปเตอร์หรือโดรน จึงมีหลุมจากแรงระเบิดขนาดเล็ก ซึ่ง AP ระบุว่าไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าอิสราเอลใช้อาวุธดังกล่าวในห้วงเวลาที่เกิดเหตุแต่อย่างใด
ส่วนสมมติฐานที่กล่าวว่า เหตุระเบิดที่โรงพยาบาลอาจเกิดจาก “คาร์บอมบ์” ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะ AP พบคลิปวิดิโอของชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง โดยในคลิปปรากฎเสียงจรวดจากฟากฟ้าดิ่งลงใส่โรงพยาบาลอัลอาห์ลีอย่างชัดเจน
หรือสมมติฐานว่า จรวดของกลุ่มติดอาวุธอาจถูกยิงสกัดโดยระบบขีปนาวุธ “Iron Dome” ของอิสราเอล จนเศษจรวดตกใส่โรงพยาบาล ก็ไม่น่าเป็นไปได้เช่นกัน เพราะผู้เชี่ยวชาญพูดตรงกันว่าระบบ Iron Dome จะยิงสกัด และพื้นที่ของอาวุธดังกล่าว ไม่ได้ครอบคลุมเหนือน่านฟ้ากาซาอีกด้วย
ทั้งนี้ AP ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในสงครามกาซ่าครั้งก่อนๆ ก็เกิดเหตุจรวดแสวงเครื่องของฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆในกาซา เกิดความขัดข้องขณะบินและตกใส่บ้านเรือนประชาชนชาวปาเลสไตน์บ่อยครั้งเช่นกัน
การทำงานอย่างเข้มข้นของสามสำนักข่าวที่ยกมา เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ตอกย้ำความสำคัญของวิชาชีพสื่อมืออาชีพว่าด้วยความรอบด้านและ ความถูกต้องของข้อมูล และการพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือตรวจทานคำกล่าวอ้างของบุคคลในข่าว ไม่ว่าจะฝ่ายใด
อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนควรพึงระลึกด้วยว่า ถึงแม้เหตุการณ์ที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี มีความเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากฝีมือของกลุ่มติดอาวุธในกาซ่าเอง แต่ก็ยังมีความสูญเสียของพลเรือนอีกหลายๆกรณีที่เกิดจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอล ซึ่งยังปิดล้อมฉนวนกาซาโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งระเบิดใส่โรงเรียนที่สหประชาชาติกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ลี้ภัยสงคราม บ้านเรือนประชาชน ค่ายผู้ลี้ภัย และล่าสุดคือโบสถ์คริสต์ออร์โธดอกซ์ในฉนวนกาซา ขณะที่มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ข้างในจำนวนมาก ซึ่งกองทัพอิสราเอลเพิ่งยอมรับว่าเป็นผู้ทิ้งระเบิดใส่โบสถ์ดังกล่าวจริง และกำลังสอบสวนเหตุการณ์นี้อยู่
วิกฤติทางมนุษยธรรมในฉนวนกาซ่า โดยเฉพาะพฤติกรรมการโจมตีจากกองทัพอิสราเอลที่ดูเหมือนว่าไม่แยแสต่อชีวิตประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฮามาส จึงยังควรเป็นประเด็นที่สื่อมวลชน นักตรวจสอบข้อเท็จจริง และผู้ที่ให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชน ควรติดตามอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
แนวปฏิบัติฯ การนำเสนอข่าวสงคราม หรือการสู้รบระหว่างประเทศ | สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
Tips and resources for covering the Israel-Gaza conflict | International Journalists’ Network
The basics on Israel, Gaza, Palestine and Hamas for local journalists | Poynter