สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2566

กระท่อมแก้โรคเบาหวาน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/dp4s20njthop#_=_


เตือนภัยมุกใหม่มิจฉาชีพ! ทักไลน์หาเรื่อง ก่อนส่งลิงก์ดูดเงินให้กด

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/27a7nr92jsy8m


การบริโภคน้ำอัดลมมาก จะทำให้อิ่มและรับประทานอาหารได้น้อยลง อาจเป็นเหตุให้ขาดสมดุลทางโภชนาการ

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/acg0wugh83vk#_=_


 นอนมากเกินไป เสี่ยงสมองช้าและซึมเศร้า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/28gmbx5mysr7e


เตือนภัย! หลอกส่งพัสดุสแกนชิงโชค ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี จ.นนทบุรี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/212mdd6rlwk44


เกณฑ์จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฉบับใหม่ รัฐประหยัดงบหรือลดสวัสดิการประชาชน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/he3t2c24dssh


รับสายไร้เสียงพูด อย่าตอบ เสี่ยงโดนปลอมเสียง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/313s4u7jec3dm


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2566

ดื่มน้ำน้อยเสี่ยงสมองเสื่อม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/32gzyhfgm6qkz


 “ห้ามเติมน้ำมัน ใส่ขวดพลาสติกเครื่องดื่ม เพราะจะเกิด “ไฟฟ้าสถิตย์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fz9yuwa4vtps


กระทรวงสาธารณสุขห้ามจำหน่ายขนมที่มีส่วนผสมไขมันทรานส์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1ncqexgiataq9


กสิกรไทย แจง จดหมายส่งถึงลูกค้า มอบสิทธิพิเศษของขวัญ THE WISDOM Delight Gift ปี 2566 ผู้ถือบัตรเดอะวิสดอมกสิกรไทย เป็นของจริง ไม่ใช่มิจฉาชีพ หลังออนไลน์แชร์ว่อน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1rihzaha54fvs


ดื่มน้ำมากเกินไป ก็เป็นอันตราย จากภาวะน้ำเป็นพิษได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3uvpqkd7byiev


บริษัทอีสท์วอเตอร์ จะทำการสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกงเพื่อส่งไปกักเก็บไว้ยังที่อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี โดยการสูบน้ำอาจจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกงลดลง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3tz83kxqqv9rk


อย่าซื้อ “ ปากกาฉีดยาลดน้ำหนัก ” มาใช้เองโดยเด็ดขาด เสี่ยงอันตราย ยาดังกล่าวจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2xdghuseklq84


‘การลงทุนมีความเสี่ยง’ โปรดตรวจสอบว่าเป็น ‘เพจเฟซบุ๊กปลอม’หรือไม่ก่อนตัดสินใจลงทุน Cofact Report 12/66

By : Zhang Taehun

“1.15 หมื่นล้านบาท คือจำนวนเงินที่เป็น มูลค่าความเสียหาย จากมิจฉาชีพประเภท หลอกลงทุน ในรอบ 14 เดือนล่าสุด ตามการเปิดเผยของ ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) และที่น่าห่วงคือ ปัจจุบันพบ มิจฉาชีพใช้วิธีแอบอ้าง องค์กร ชื่อ ภาพ ของผู้บริหารหลายหน่วยงาน รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหลอกลวงให้มาลงทุน โดยสร้างความเสียหายให้ประชาชนและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและสังคมเป็นวงกว้าง

เช่นเดียวกับ ธวัชชัย ทิพยโสภณ รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ทางสำนักงาน ก.ล.ต.ได้มีการเตือน Investor Alert ไปแล้วกว่า 80 ราย และมีการกล่าวโทษเพจที่มีการอ้างอิงโลโก้ชื่อสำนักงาน ก.ล.ต.ไปกว่า 10 ราย และที่เหลืออีก 37 ราย มีการส่งไปยังศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

ก่อนหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะออกมาเตือน สัจจะ โชคบุญส่งสวัสดิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็เคยกล่าวถึงเรื่องนี้เช่นกัน ในงานรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม (PLACE OF JUSTICE) และเสวนาหัวข้อ อาชญากรรมไซเบอร์กับบทบาทผู้ตรวจการแผ่นดินในยุคดิจิทัลภายใต้โครงการส่งเสริมธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคประชาสังคม จัดโดย สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2566 ฝากประชาชนระมัดระวัง เพจปลอมหลอกลงทุน ที่เกลื่อนโลกออนไลน์

ผมยกตัวอย่าง ขออนุญาตเอ่ยชื่อ อย่าง JD Central ที่เพิ่งเลิกกิจการไป ก็จะมีผู้ร้ายเขาสบช่อง เห็นว่าเลิกก็น่าจะเอา (สินค้า) มาเซลส์ เขาก็สร้างเพจปลอมอะไรอย่างนี้ มาลงโฆษณา ไม่น่าเชื่อว่ามีคนพร้อมที่จะเชื่อเพราะเหมาะเจาะกับสถานการณ์ ก็ไปคลิกซื้อ ซึ่งบริษัทจริงๆ เขาเลิกไปแล้ว วิธีการสังเกตคือเพจมีติ๊กถูก มั่นใจว่านี่ตัวจริง ส่วนใหญ่ทางผู้ร้ายก็จะก็อปมาเหมือนเลย แต่มันไม่มีติ๊กถูก ก็อปทุกคำพูดแต่ก็จะมีข้อความที่เขาไว้ใช้หลอก ส่วนใหญ่เพจที่จะหลอกให้สังเกตว่าเพิ่งเปิดไม่นาน อาจจะเป็นย้อนไปไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำไป 

แล้วยอดผู้ติดตามก็น้อย ยอดไลค์ ยอดคอมเมนต์น้อยหมด มันก็แปลกๆ นะ ถ้ากับแบรนด์ดังมันจะผู้ติดตามเยอะ มีคอมเมนต์มีสอบถามอะไรเยอะแยะ เปิดมานานแล้วอะไรอย่างนี้ ซึ่งพักนี้ก็จะเป็นแบรนด์ใหญ่ๆ หลอกลงทุน ไม่ว่าจะเป็นทางเซเว่น (เซเว่น-อีเลฟเว่น) ทางอมตะ IKEA ก็มี King Power อะไรอย่างนี้ ขออนุญาตเอ่ยเพื่อไม่ให้ถูกหลอก สัจจะ กล่าว

ในงานเดียวกัน ยังมีการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.เจษฎา บุรินทร์สุชาติ ผู้กำกับการกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ว่า ข้อมูลวันที่ 1 มี.ค. 2565-31 พ.ค. 2566 พบการร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางออนไลน์ 270,306 เรื่อง จากทั้งหมด 296,243 เรื่อง โดยการหลอกลงทุนนั้นแม้จำนวนการรับแจ้งเหตุจะอยู่ในอันดับ 4 แต่มูลค่าความเสียหายอยู่อันดับ 1 (ในขณะที่การหลอกลวงเกี่ยวกับการซื้อ-ขายสินค้าทางออนไลน์ จะเป็นเรื่องที่มีการแจ้งเหตุมากที่สุด)

การหลอกลวงของเขามันจะมี Story ที่ดูแล้วมีความฉลาดหลักแหลม คนทั่วไปเข้าไม่ถึง แต่คนที่โดนหลอกคือทุกสาขาอาชีพ หมอ ตำรวจ คนที่มีความรู้ทั้งนั้นที่จะถูกหลอกเข้าไปในแพลตฟอร์มพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเนื้อหาการลงทุนที่น่าเชื่อถือ สร้างแอปพลิเคชั่นมาเพื่อที่บางครั้งสร้างยอดเงิน สร้างยอดเครดิตให้เราหลงเชื่อว่าลงทุนแล้วได้เงินจริง แต่สุดท้ายก็ถอนไม่ได้ พ.ต.อ.เจษฎา กล่าว

จากคำเตือนข้างต้น เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านที่ใช้เฟซบุ๊กน่าจะเคยผ่านตากันมาบ้าง เมื่อหน้า Feed ของเราปรากฏโฆษณาชวนให้ลงทุน (หรือไม่ก็ชวนให้ซื้อสินค้า) อ้างบริษัทเอกชนระดับยักษ์ใหญ่ที่คุ้นชื่อเป็นอย่างดี อย่างกรณีที่ผู้เขียนจะยกมาเป็นตัวอย่างคือ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Yuanta เนื่องจากโผล่มาอยู่หน้า Feed เฟซบุ๊กของผู้เขียนถี่มากทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้สนใจเรื่องการลงทุนในหุ้นมาก่อน วันหนึ่งทนไม่ไหวเลยลองค้นหาดูแล้วก็พบเพจปลอมอยู่หลายเพจด้วยกัน จึงเป็นที่มาของการเขียนบทความนี้) ซึ่งเมื่อสังเกตระหว่างเพจปลอมกับเพจจริง พบว่า เพจจริงระบุไอดี Line @yuantathai ส่วนเพจปลอมจะระบุไอดีอื่น 

รูปที่ 1 : เพจปลอมของหยวนต้า จะเห็นว่าช่องทางติดต่อเชื่อมไปยังไอดีไลน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท

รูปที่ 2 เพจจริงของหยวนต้า : ช่องทางการติดต่อ คือไอดีไลน์ทางการ (Official) ของบริษัท

โดยเมื่อทดลองนำ @yuantathai ไปค้นหาใน Google จะพบว่ามีความเชื่อมโยงกับเว็บไซต์หลักของหยวนต้า คือ https://www.yuanta.co.th/ ในขณะที่เมื่อนำไอดี Line จากเพจปลอมไปค้นหา กลับเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในส่วนของ รายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ชี้ว่าไอดีไลน์ดังกล่าว (จากเพจปลอม) ไม่น่าไว้วางใจ

สำหรับพฤติกรรมของเพจเฟซบุ๊กปลอมที่แอบอ้างชื่อบริษัทต่างๆ นั้น จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่อะไรใหม่ เพราะจะเรียกว่าเป็น ฟิชชิ่ง (Phishing)” ก็ได้ โดยฟิชชิ่งคือกลโกงของมิจฉาชีพด้วยการปลอมแปลงเว็บไซต์ให้ดูเหมือนเว็บไซต์ของจริง เมื่อเหยื่อไม่สังเกตเผลอกรอกข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไป (โดยเฉพาะรหัสผ่านที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน) ก็อาจถูกนำข้อมูลไปใช้สวมรอยก่อเหตุร้ายกับบุคคลอื่น หรือถูกหลอกให้โอนเงิน หรือคนร้ายสามารถนำรหัสผ่านมาควบคุมให้โอนเงินออกไปได้ 

แถมยุคนี้ทำได้ง่ายกว่าเดิมเพราะการสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมไม่ยุ่งยากเหมือนเว็บไซต์ปลอมคนร้ายไม่จำเป็นต้องเข้าใจคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ในการเขียน Webpage Code เหมือนการทำเว็บไซต์ เพียงสมัครบัญชีเฟซบุ๊กแล้วสร้างเพจขึ้นมา จากนั้นคัดลอกโลโก้และข้อมูลพื้นฐาน (เช่น ที่ตั้งสำนักงาน หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ไอดีไลน์) ของบริษัท รวมถึงภาพและข่าวประชาสัมพันธ์ต่างๆ ที่เพจเฟซบุ๊กจริงของบริษัทนั้นโพสต์ไว้มาโพสต์ในเพจปลอมเพื่อให้ดูเนียน แต่หากตั้งใจสังเกตกันจริงๆ ก็จะพบความผิดปกติ ดังกรณีไอดีไลน์ของเพจปลอม บ.หยวนต้า ที่ชื่อไอดีไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบริษัทเลยแม้แต่น้อย หรือเพจปลอมของบางบริษัท ซึ่งรายละเอียดอื่นๆ เลียนแบบเพจจริงเกือบหมด ยกเว้นอีเมลที่ดูจะเป็นชื่อบุคคลไม่ใช่ชื่อบริษัท และเมื่อนำอีเมลไปค้นใน Google ก็เชื่อมโยงไปยังเพจหรือบัญชีเฟซบุ๊กขายของออนไลน์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทใหญ่ที่ถูกนำชื่อมาใช้ทำเพจนั้นเช่นกัน

ถึงกระนั้น บางครั้งมิจฉาชีพลักษณะนี้ก็เนียนมาก โดยข้อมูลเพจทุกอย่างเป็นจริงหมดไม่ว่าโลโก้ ที่ตั้งบริษัท หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ไอดีไลน์ แถมคัดลอกข่าวประชาสัมพันธ์จากเพจจริงมาโพสต์ถี่ๆ แต่แฝงข้อความในช่องแสดงความคิดเห็น (Comment) ใต้ข่าวนั้นว่าผู้สนใจลงทุนกับบริษัทสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น หรือแอดไอดีไลน์ซึ่งไม่ใช่แอปฯ หรือไอดีของบริษัทนั้นจริง แต่เป็นแอปฯ หรือไอดีไลน์ปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมา หรือไม่มีการให้ข้อมูลไว้อย่างครบถ้วน แต่ใช้การทิ้งข้อความไว้ว่าหากสนใจลงทุนให้สอบถามผ่านการส่งข้อความ (Inbox) แล้วจะมีแอดมิน (Admin) หรือผู้ดูแลเพจคอยตอบ (ซึ่งหากเอะใจสักนิดผู้เขียนคงไม่ตกเป็นเหยื่อ หากพบว่าแอปฯ ที่ให้ดาวน์โหลด หรือไอดีไลน์ที่ให้มาไม่ตรงกับที่ประกาศในเว็บไซต์หลักทางการของบริษัท)

นอกจากนี้ ยังมีวิธีสังเกตเบื้องต้นอื่นๆ เช่น ที่อยู่ของแอดมินเพจ จากตัวอย่างข้างต้น แม้จะเป็นทุนข้ามชาติ (ทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ หรือทุนต่างประเทศมาลงทุนในไทย) หากเป็นเพจที่บริษัทตั้งใจสื่อสารกับลูกค้าชาวไทยในประเทศไทย แอดมินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดจะอยู่ในไทย แต่หากเป็นเพจปลอม แอดมินจะกระจายกันไปในหลายประเทศ ตั้งแต่เพื่อนบ้านไปไกลถึงทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ก็มี ซึ่งจะคล้ายกับที่วิทยากรจากทางตำรวจเคยแนะนำไว้ในวงเสวนา รับมือด้านมืดออนไลน์ในยุคห้าจี เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2566 เกี่ยวกับการสังเกตความน่าเชื่อถือของเพจซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ว่า ให้กดดูหมวด ความโปร่งใสของเพจหากร้านค้าระบุที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยแต่แอดมินเพจอยู่ต่างประเทศ หากเจอเพจลักษณะนี้เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงเพราะมีโอกาสสูงที่จะเป็นมิจฉาชีพ 

นอกจากนั้น ในหน้าความโปร่งใสของเพจ ยังมีประวัติการ เปลี่ยนชื่อเพจ ให้ดูด้วย เนื่องจากหลายครั้งมิจฉาชีพไปซื้อเพจที่มียอดคนติดตามจำนวนมาก เช่น เพจคำคม เพจธรรมะ ฯลฯ แล้วมาเปลี่ยนเป็นเพจร้านค้า ให้ดูเหมือนมียอดคนติดตามจำนวนมากเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ บางเพจเปลี่ยนมาแล้วหลายชื่อ ตั้งแต่ขายรถหลุดจำนำ ขายตู้เย็นมือสอง ขายชุดเครื่องนอน ฯลฯ เป็นอีกจุดที่น่าสงสัยและต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ 

หรือแม้แต่ ระยะเวลาการเปิดเพจความสมเหตุสมผลของการเปลี่ยนชื่อเพจ ผู้เขียนสังเกตว่า หากเป็นเพจจริงของบริษัทมักเปิดมาแล้วหลายปีและแทบไม่มีการเปลี่ยนชื่อ (และแม้เปลี่ยนชื่อ หากนำชื่อเก่าไปค้นหาก็ยังพบความเชื่อมโยงกับบริษัทจริง เช่น เพจจริงของ บ.หยวนต้า เคยใช้ชื่อว่า KkTrade แต่เปลี่ยนชื่อเพจเพราะมีการเปลี่ยนชื่อบริษัท อีกทั้งเปลี่ยนในช่วงปลายเดือน ส.ค.2559 ซึ่งสอดคล้องกับข่าวที่นำเสนอผ่านสื่อมวลชนว่าบริษัทจะเปลี่ยนชื่อจาก KkTrade เป็นหยวนต้า ในวันที่ 1 ก.ย. 2559 

แต่หากเป็นเพจปลอม เท่าที่พบมักเพิ่งเปิดใหม่เพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ และการเปลี่ยนชื่อเพจก็มักไม่มีความเชื่อมโยงที่สมเหตุสมผลเลยระหว่างชื่อเก่ากับชื่อใหม่ (เช่น เดิมเป็นเพจคำคม-ธรรมะ แต่ต่อมากลายเป็นเพจบริษัทยักษ์ใหญ่ชักชวนให้ลงทุน เป็นต้น) รวมถึง ชื่อเพจเป็นของบริษัทหนึ่ง แต่ใช้รูปของผู้บริหารอีกบริษัทหนึ่ง แบบนี้ให้คิดไว้ก่อนได้เลยว่าน่าจะเป็นเพจปลอมแน่นอน เพราะไม่มีความสมเหตุสมผลใดๆ เลยที่บริษัทหนึ่งจะต้องไปนำภาพของผู้บริหารบริษัทอื่นมาใช้โฆษณาให้ลงทุนหรือซื้อสินค้าของบริษัทตนเอง

ทั้งนี้ ก.ล.ต. แนะนำให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่แนะนำการลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจ หรือหลักทรัพย์ว่าได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือไม่ โดยสามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน SEC Check First หรือที่เว็บไซต์ www.sec.or.th/licensecheck นอกจากนั้น ก.ล.ต. จะตรวจสอบผลิตภัณฑ์ บุคคลหรือผู้ให้บริการที่ชักชวนให้ลงทุนหรือใช้บริการ ตามที่มีการร้องเรียน หากพบว่าไม่ใช่ผู้ได้รับอนุญาตหรือประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. จะมีการเปิดเผยรายชื่อดังกล่าวไว้ที่หน้าเว็บไซต์ ก.ล.ต. ในหัวข้อ Investor Alert และปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ “ศูนย์บริการประชาชน ก.ล.ต.” โทร. 1207 หรือ SEC Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. 

ท้ายสุดคงต้องย้ำด้วยคำเตือนยอดฮิตของการลงทุนว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนซึ่งบรรดาเพจปลอมทั้งหลายมักใช้ผลประโยชน์ประเภท ลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมาก มาล่อตาล่อใจ ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ยอมเสียเวลาสักเล็กน้อยในการตรวจสอบความหน้าเชื่อถือของเพจ ดีกว่า ใจเร็วด่วนได้ แล้วต้องมาเสียใจภายหลังที่ถูกหลอกเสียเงินเสียทองไปแล้ว ขณะเดียวกัน หากบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ยอมลงทุนเพิ่มเพื่อให้ได้สัญลักษณ์ เครื่องหมายถูก อันเป็นการยืนยันสถานะ เพจจริง (Official)” บนเฟซบุ๊ก ก็จะช่วยป้องกันคนตกเป็นเหยื่อเพจปลอมหลอกลงทุนได้อีกทาง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.nationtv.tv/economy-business/378924488 (ตลาดทุน จับมือเช็กลิสมิจฉาชีพ “หลอกลงทุน” ชี้เสียหายแล้วกว่า 1.1 หมื่นล้าน : เนชั่น 24 ก.ค. 2566)

https://www.facebook.com/thaiombudsman/videos/1985525515124824/ (สัมมนารับฟังความคิดเห็น “อาชญากรรมไซเบอร์กับบทบาทผู้ตรวจการแผ่นดิน” : สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน 14 มิ.ย. 2566)

https://www.tnnthailand.com/news/wealth/137682/ (“JD Central” ชี้แจงปิดตัว ไม่ใช่เพราะขาดทุน!! : TNN Thailand 2 ก.พ. 2566)

https://www.banmuang.co.th/news/marketing/327837 (อิเกียฯชี้แจงหลังพบเพจแอบอ้างใช้เครื่องหมายการค้า : บ้านเมือง 8 พ.ค. 2566)

https://www.thaipost.net/public-relations-news/337707/ (“อมตะ” เตือนภัยประชาชนกลุ่มมิจฉาชีพอ้างชื่ออมตะหลอกลวงไม่จบ พร้อมเปิดช่องแจ้งเบาะแสหนุนเจ้าหน้าที่ทะลายขบวนการให้หมดสิ้น : ไทยโพสต์ 8 มี.ค. 2566)

https://www.khaosod.co.th/crime/news_7645765 (จับยึดเกลี้ยงโกดัง! ปลอมเพจ”คิง เพาเวอร์”ลวงจัดโปรล่อลูกค้าอื้อเจอไม่ตรงปก : ข่าวสด 5 พ.ค. 2566)

https://www.prachachat.net/finance/news-1303234 (ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตือนผู้ลงทุนอย่าหลงเชื่อเพจปลอมแอบอ้างเป็นผู้บริหาร : ประชาชาติ 26 พ.ค. 2566)

https://www.sec.or.th (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์-ก.ล.ต.)

https://market.sec.or.th/public/idisc/th/InvestorAlert (รายชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.)

https://www.cyfence.com/article/what-is-phishing/ (Phishing คืออะไร ป้องกันอย่างไร : NT cyfence ในเครือบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  8 พ.ค. 2563)

https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/corporate-moves/1036849 (รู้จักกับ NT cyfence หน่วยงาน Cybersecurity ของ NT ที่ครอบคลุมทุกการป้องกันภัยไซเบอร์ : กรุงเทพธุรกิจ 9 พ.ย. 2565)

https://blog.cofact.org/forum6604042/ (ตำรวจไซเบอร์ เผยสารพัดกลโกงมิจฉาชีพออนไลน์ ยอมรับจับยากเพราะอยู่ต่างประเทศ-ป้องกันตัวเองดีที่สุด : Cofact 12 เม.ย. 2566)

https://mgronline.com/stockmarket/detail/9590000086856 (“บล.เคเคเทรด” เปลี่ยนชื่อเป็น “บล.หยวนต้า” มีผล 1 ก.ย.นี้ พร้อมเพิ่มทุน 1.5 พันล้าน : ผู้จัดการ 30 ส.ค. 2559)

https://www.khaosod.co.th/economics/news_7750355 (กลต.ฟันเพจปลอมชวนลงทุนหุ้น-ลุยดำเนินคดี พร้อมเตือนประชาชน : ข่าวสด 5 ก.ค. 2566)


ธรรมศาสตร์บังคับ นศ. ใส่เสื้อสีส้มเข้างานปฐมนิเทศ เป็นข้อมูลเท็จ

กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ปฏิเสธข้อมูลในโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า มธ. บังคับให้นักศึกษาใหม่ทุกคนเข้าร่วมงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ประจำปีการศึกษา 2566 ที่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นแขกรับเชิญ และบังคับให้นักศึกษาใส่ชุดสีดำ-ส้มเท่านั้น โดยยืนยันว่างานนี้เปิดให้นักศึกษาเข้าร่วมด้วยความสมัครใจและไม่มีข้อบังคับเรื่องการแต่งกาย

งานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ มธ. ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 ที่ มธ.ศูนย์รังสิต มีนักศึกษาใหม่เข้าร่วมทั้งหมด 7,802 คน ถูกวิจารณ์จากศิษย์เก่าและประชาชนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการเชิญนายพิธามาเป็นแขกรับเชิญและกล่าวสุนทรพจน์กับนักศึกษาใหม่

นอกจากเสียงวิจารณ์แล้ว ยังมีการกล่าวหา มธ. ว่าบังคับให้นักศึกษาใหม่ทุกคนเข้าร่วมงานนี้และบังคับให้ใส่เสื้อสีดำหรือสีส้ม ซึ่งเป็นสีประจำพรรคก้าวไกล

ข้อกล่าวหานี้มีที่มาจากผู้ใช้ติ๊กต็อกที่ใช้ชื่อว่า “ยายขิ่น” ซึ่งโพสต์วิดีโอในบัญชีติ๊กต็อก @yaaikinV9 เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2566 ระบุว่า “มีเด็กนักศึกษาใหม่ที่เข้าปฐมนิเทศในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในครั้งนี้เล่าให้พ่อเขาฟังว่า ทางมหาวิทยาลัยบังคับให้ใส่เสื้อดำหรือเสื้อสีส้มโดยมีการถ่ายคอนเทนต์ให้ดูว่ามีคนสนับสนุน มีคนฟังเยอะ เด็กบอกว่าบังคับให้ใส่และบังคับให้ฟัง อันนี้เด็กเป็นคนเล่าเอง”

ในวิดีโอนี้ “ยายขิ่น” ยังได้แสดงภาพข้อความที่บุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ปกครองนักศึกษา ส่งให้เธอทางแอปพลิเคชันไลน์ ระบุว่า “ลูกเราโทรมาบอกว่าโดนบังคับให้ลูกสวมชุดดำ+ส้ม ไปนั่งฟังพิธาพูดตลอดวันเลย มีถ่ายคอนเทนต์ด้วยจะได้เอามาโชว์ว่ามีคนมาฟังและสนับสนุนเยอะ คือบังคับให้ใส่ บังคับให้ฟัง”

ณ วันที่ 8 ส.ค. 2566 วิดีโอนี้มีผู้ชมในติ๊กต็อกเกือบ 3 แสนครั้ง และยังถูกนำไปเผยแพร่ต่อทั้งในติ๊กต็อก ทวิตเตอร์และยูทูปของช่อง Top News ซึ่งมียอดผู้เข้าชมแล้วกว่า 122,000 ครั้ง

โคแฟคตรวจสอบ

วันที่ 8 ส.ค. 2566 โคแฟคตรวจสอบเรื่องนี้โดยการสัมภาษณ์นายคเณศ สัตตานุสรณ์ รักษาการแทนหัวหน้างานยุทธศาสตร์กิจการนักศึกษา กองกิจการนักศึกษา มธ. ผู้รับผิดชอบการจัดงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ประจำปีการศึกษา 2566 รวมทั้งตรวจสอบสื่อประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่โดยกองกิจการนักศึกษา รวมทั้งสอบถามผู้ปกครองและนักศึกษา มธ. ที่เข้าร่วมงานปฐมนิเทศ ได้ข้อมูลดังนี้

ประเด็นที่ 1: มธ. บังคับให้นักศึกษาเข้าร่วมงานปฐมนิเทศ?

  • นายคเณศกล่าวกับโคแฟคว่างานนี้เปิดให้นักศึกษาเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ไม่ได้เป็นการบังคับ โดยทางกองกิจการนักศึกษา ได้เปิดให้นักศึกษาที่ประสงค์จะร่วมงานลงทะเบียน 2 รอบ คือ 15-20 ก.ค. และ 30 ก.ค.  “งานปฐมนิเทศไม่ใช่กิจกรรมบังคับ เราให้ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้ามา เป็นการประชาสัมพันธ์ให้นักศึกษาเข้าร่วมเฉย ๆ…และไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกิจกรรมจนจบด้วย ใครมีความประสงค์หรือเหตุจำเป็นจะต้องออกจากห้องประชุมตอนไหนก็สามารถแจ้งรุ่นพี่ประจำจุดได้เลย” นายคเณศกล่าว
  • เพจเฟซบุ๊ก “ธรรมศาสตร์สุดสุด” ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของ มธ. โพสต์ข้อความเชิญชวนให้นักศึกษาใหม่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานพร้อมคิวอาร์โค้ดเข้าระบบลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2566
  • ผู้ปกครองนักศึกษาใหม่ มธ. คนหนึ่งที่เข้าร่วมงานปฐมนิเทศ ยืนยันกับโคแฟคว่า ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้บังคับให้เข้าร่วม และไม่ได้บังคับให้ใส่ชุดสีดำ-ส้ม

ประเด็นที่ 2: มธ.บังคับให้นักศึกษาทุกคนแต่งกายด้วยสีดำ-ส้ม?

  • นายคเณศยืนยันกับโคแฟคว่าทาง มธ. ไม่ได้บังคับเรื่องเครื่องแต่งกายของนักศึกษาที่เข้าร่วมงานปฐมนิเทศ ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรก็เข้าร่วมงานได้ แต่โดยธรรมเนียมแล้ว แต่ละคณะจะขอความร่วมมือให้นักศึกษาใหม่ใส่เสื้อตามสีประจำคณะ เช่น คณะศิลปศาสตร์-สีส้ม คณะรัฐศาสตร์-สีดำ คณะพยาบาลศาสตร์-สีขาว คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี-สีฟ้า เป็นต้น
  • ข้อความและโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ที่กองกิจการนักศึกษา เผยแพร่ทางเฟจเฟซบุ๊ก “ธรรมศาสตร์สุดสุด” และอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ระบุว่า “สำหรับการแต่งกายเข้าร่วมกิจกรรม ไม่ได้มีการกำหนดให้ใส่ชุดนักศึกษา สามารถใส่ชุดสุภาพที่คล่องตัวต่อการทำกิจกรรม หรือเสื้อที่คณะนัดหมายให้ใส่เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมได้เลย”   
  • โคแฟคตรวจสอบภาพงานปฐมนิเทศวันที่ 4 ส.ค. 2566 ที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไปในโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชน เห็นได้ชัดว่านักศึกษาที่ร่วมงานใส่เสื้อหลากหลายสี ไม่ได้มีเฉพาะสีส้มหรือดำ

ข้อสรุปโคแฟค: ข้อมูลเท็จ หยุดแชร์

คำชี้แจงจากกองกิจการนักศึกษา มธ. รวมทั้งภาพและข้อความที่ มธ. เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียก่อนงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ 4 ส.ค. 2566 สามารถพิสูจน์และยืนยันได้ว่า เนื้อหาในโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า มธ. บังคับให้นักศึกษาใหม่ทุกคนเข้าร่วมงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่และทุกคนต้องแต่งกายด้วยสีดำ-ส้มเท่านั้น เป็นข้อมูลเท็จที่อาจเกิดจากความเข้าใจผิด แต่ถูกนำมาถ่ายทอดโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เพื่อเจตนาให้เกิดความเสียหายทางใดทางหนึ่งกับ มธ. ผู้ผลิตและเผยแพร่ข้อมูลนี้ควรนำข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่พบเห็นข้อมูลไม่ควรเผยแพร่ต่อ

เรื่องแนะนำ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 5 สิงหาคม 2566

สมุนไพรหญ้าพันงูขาว ช่วยรักษาโรคมะเร็งลำไส้ได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/22mv5otnuym63


ประเทศอิตาลีประกาศศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2ng18nq1w8cum


เตือนอันตราย! ผงชูรสฆ่าคน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3lg7s7usq6z62


เช็กช่องทางช่วย “มูโนะ” ขอบริจาคผ้าคลุม-เตือนคนนอกงดเข้าพื้นที่ จากเหตุโกดังพลุระเบิด!

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/qelacdvbxjmv


กกต.ระยอง พร้อมจัดเลือกตั้งซ่อม หลัง “นครชัย” สส.ก้าวไกล ลาออก

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3o9phkxxmfl0n


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2566

 ร้านไก่ทอดชื่อดัง ฉลองวันเกิด แจกไก่ 3,000 ชิ้น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3la3knh890dhd


ใช้น้ำอัดลมเทใส่เนื้อหมูสด ทำให้หนอนหรือพยาธิออกจากเนื้อหมู…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1loxwera8j1sx


บิลค่าไฟรอบปี 2566 มีการใส่ค่า FT ผิดพลาด …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3v9xbh1cal6jl


กรมการจัดหางานร่วมกับ DBD รับสมัครงานอาชีพเสริมหลังเลิกงาน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/arfo1duah9d3


 ทานไฟเบอร์ก่อนไข่และชีส ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/zzewzpkbtyqo


หลังตื่นนอนดื่มน้ำอุ่นวันละ 1 แก้ว ป้องกันได้หลายโรค

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3qs36ky8uh1dq


ครม.อนุมัติวันหยุดราชการเพิ่มเติม 31 ก.ค.2566

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2j37sy4x2xxcu


 เกิดการดื้อ-ขัดขืน! ‘ประธาน กสทช.’รวบอำนาจสั่ง‘พนง.’เบ็ดเสร็จ อ้างปย.สูงสุดต่อประเทศชาติ

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/20mju55kilw0b


คลิปเสียงผู้ใช้ TikTok วิจารณ์พรรคเพื่อไทย ถูกนำไปอ้างเท็จว่าเป็นเสียง “จาตุรนต์ ฉายแสง”

คลิปเสียงของผู้ใช้ TikTok ที่วิจารณ์พรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง ถูกนำไปตัดต่อและให้ข้อมูลเท็จว่าเป็นเสียงของนายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ซึ่งเจ้าของคลิปต้นฉบับได้ออกมายืนยันแล้วว่าเป็นเสียงของตน ขณะที่นายจาตุรนต์ประณามผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาอันเป็นเท็จและขอให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหยุดแชร์คลิปดังกล่าว

โคแฟคตรวจสอบ

22 ก.ค. 2566 ผู้ใช้ TikTok ชื่อว่า “แอ๊ด สุทธิโรจน์” ได้โพสต์คลิปวิดีโอความยาวกว่า 8 นาที วิจารณ์ท่าทีของพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะการแถลงข่าวร่วม 8 พรรค เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2566 ซึ่งเขามองว่าพรรคเพื่อไทยและ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย แสดงท่าที “ไม่ให้เกียรติและเหยียบย่ำ” พรรคก้าวไกล

24 ก.ค. 2566 มีผู้นำเสียงของ “แอ๊ด สุทธิโรจน์” ไปตัดต่อประกอบภาพข่าวการเมือง และใส่ข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเสียงในคลิปวิดีโอเป็นเสียงของนายจาตุรนต์ที่วิจารณ์พรรคเพื่อไทยและ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์

จากการตรวจสอบของโคแฟคเมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 25 ก.ค. 2566 พบว่ามีวิดีโอที่อ้างเท็จว่าเป็นเสียงของนายจาตุรนต์เผยแพร่อยู่ในแอปพลิเคชัน TikTok ไม่ต่ำกว่า 5 คลิป คลิปที่โพสต์โดยผู้ใช้ TikTok @p.wanwisa1 มียอดการเข้าชมถึง 1 ล้านครั้ง มีผู้แชร์ไปมากกว่า 5,100 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นเกือบ 6,000 ข้อความ ส่วนมากแสดงความชื่นชมนายจาตุรนต์ โดยไม่ได้ตั้งคำถามหรือสงสัยว่าเป็นเสียงของนายจาตุรนต์จริงหรือไม่

25 ก.ค. 2566 นายจาตุรนต์โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวไม่ใช่เสียงของเขา ยืนยืนว่าเขาไม่เคยให้ความเห็นเช่นนั้น และตั้งข้อสังเกตว่าผู้ผลิตและเผยแพร่คลิปปลอมนี้อาจมีเจตนาทำลายพรรคเพื่อไทยและยุยงให้ 8 พรรคที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแตกกัน นอกจากนี้ทีมงานของนายจาตุรนต์ยังได้ชี้แจงเรื่องนี้ผ่านบัญชี TikTok @chaturon.team ด้วย

ทางด้าน “แอ๊ด สุทธิโรจน์” เจ้าของคลิปเสียงต้นฉบับวิจารณ์พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์คลิปวิดีโอชี้แจงทาง TikTok ในช่วงสายวันนี้ (25 ก.ค.) ว่ามีผู้นำเสียงของเขา ไปตัดต่อและอ้างเท็จว่าเป็นเสียงของนายจาตุรนต์

“ได้มีการนำเสียงของกระผมที่วิจารณ์นักการเมืองไปใส่ภาพฟุตเทจ ทำให้เข้าใจว่าเป็นเสียงของคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ขอสื่อสารให้ทุกคนช่วยกันกระจายข้อมูลนี้ออกไปว่า คลิปเสียงที่เอาไปกระจายกันให้เข้าใจว่าเป็นเสียงของคุณจาตุรนต์นั้นไม่ใช่นะครับ เป็นเสียงของกระผมเอง ซึ่งอาจจะมีการละม้ายคล้ายคลึงกับเสียงของคุณจาตุรนต์ ขอให้ทุกคนช่วยกันสื่อสารออกไปว่า ไม่ใช่เสียงของคุณจาตุรนต์นะครับ กลัวจะเกิดความเข้าใจผิด และการสื่อสารที่ผิดๆ ไปกระทบกับชื่อเสียงของคุณจาตุรนต์ เสียงที่กำลังแพร่กระจายอยู่ ณ เวลานี้ ไม่ใช่เสียงของคุณจาตุรนต์ เป็นเสียงของแอ๊ด สุทธิโรจน์” เขาระบุ

ข้อสรุปโคแฟค: เนื้อหาเป็นเท็จ หยุดแชร์

คลิปวิดีโอที่มีคำพูดขึ้นต้นว่า “วันนี้เป็นวันที่มีความรู้สึกเสียใจกับการเมืองของประเทศไทยมากขึ้นไปยิ่งกว่าเดิมอีก เมื่อเห็นพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่เรียกว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ก็คือพรรคเพื่อไทยนั่นเอง เราได้เห็นพฤติกรรมตั้งแต่เปิดแถลงข่าวเมื่อวาน โดยที่ไม่ให้เกียรติ และก็ยังเหยียบย่ำพรรคที่เขายอมส่งไม้ต่อให้ พรรคที่ได้รับฉันทานุมัติเป็นอันดับ 1…” เป็นเสียงของผู้ใช้ TikTok คนหนึ่ง ไม่ใช่เสียงของนายจาตุรนต์ ส.ส. เพื่อไทย ซึ่งมีผู้นำเสียงไปตัดต่อโดยใส่ภาพและข้อความให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นคำพูดของนายจาตุรนต์

คลิปวิดีโอนี้มีเนื้อหาเป็นเท็จ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไม่ควรแชร์ต่อ และช่วยกันให้ข้อมูลที่ถูกต้อง

เรื่องแนะนำ

Warning: Cyber attacks have been used to create hatred against Cambodians

A warning report regarding cyber-attacks issued by the Thailand Telecommunications Sector CERT (TTC-CERT) has been tampered with, and prejudiced opinions have been inserted to fuel animosity towards the Cambodian population.

On July 3, 2023, TTC-CERT released a warning report titled “Alert: DDoS Attacks Targeting Various Sectors in Thailand”, revealing a cyber-operation named “OpThailand”, believed to be orchestrated by a group of hackers based in Cambodia. The groups involved in this operation include “Anonymous Cambodia,” “K0LzSec,” “CYBER SKELETON,” and “NDT SEC.” The attack was allegedly motivated by dissatisfaction with the construction of a Buriram province temple, which resembles a Cambodian temple structure.

TTC-CERT revealed crucial information about an ongoing cyber operation that commenced around June 29, 2023. The operation’s primary objective is to target both public and private websites in Thailand, utilising a method known as Distributed Denial of Service (DDoS) attacks. According to TTC-CERT’s findings, the perpetrators have threatened to pilfer sensitive data from the targeted government agencies and private organisations and expose it to the public.

TTC-CERT, or Thailand Telecommunications Sector CERT, was established in 2020 through the collaboration of the National Broadcasting and Telecommunication Commission(NBTC), the Telecommunications Association of Thailand under the Royal Patronage (TCTA), and nine private telecommunications companies, including CAT Telecom, TOT, CS Loxinfo, DTAC TriNet,  Triple T Broadband, True Internet, and Advanced Wireless Network. TTC-CERT serves as a central coordination and information exchange hub for cybersecurity, tasked with handling and mitigating cyber threats that may arise in the telecommunications industry.

Messages posted on Telegram announcing the so-called “OpThailand” by Anonymous Cambodia.

On July 5, 2023, the YouTube channel “Thailand and The World” broadcasted a video featuring the warning report issued by TTC-CERT. The footage, lasting over 8 minutes, was titled “Cambodian Hackers Launch Cyber Attack on Thailand! -, Dissatisfaction over Replicating Cambodian Design.”

The video’s narrator deliberately inserted content and comments aimed at inciting hatred towards Cambodians, accusing the cyber operation as a reaffirmation of a longstanding historical animosity where Cambodians do not view Thais in a positive light, influenced by a narrative propagated by the Cambodian government. Furthermore, the narrator suggested that this cyber operation might be related to issues concerning the smuggling and bribery of Cambodian illegal migrant workers in Thailand.

The content in the video mentioned above also calls for the Thai government and employers to “reduce their support for Cambodian workers” while simultaneously advocating for heightened surveillance and monitoring of Cambodian individuals within Thailand.

As of July 12, 2024, the video, uploaded on the YouTube channel “Thailand and The World,” has garnered over 123,000 views and received more than 1,400 comments, most of which express negative sentiments towards Cambodian individuals.

This video has further been shared across various platforms, including Twitter, Facebook, and TikTok. For instance, it has been disseminated on the Facebook page “Tourlong,” which frequently posts content related to Thailand and neighbouring countries, particularly Cambodia, with the intention of inciting negative feelings between the two parties.

Cofact’s findings:

 Cofact has investigated the claims regarding the cyber operation “OpThailand,” which a particular social media group used to highlight and foster hatred towards Cambodian people. These claims were based on the warning report issued by TTC-CERT regarding the cyber attacks and an interview with Mr Pissut Mungsamai, the Technical Lead of TTC-CERT, on July 11, 2023.

The investigation concludes the following:

Who are these hackers?

Currently, TTC-CERT is speculating that “a group of hackers from Cambodia might carry out the OpThailand” operation. This speculation is based on the group’s identification as “Anonymous Cambodia” and their use of both Khmer and English languages to communicate on the messaging app Telegram, where they strategise and provide updates on their activities. However, TTC-CERT has not found concrete evidence linking these hackers to the Cambodian government, suggesting they are not government-affiliated.

Mr. Pissut further mentioned that cybersecurity experts face difficulties in determining the hackers’ physical locations through device IDs or IP addresses because the hackers use compromised devices, commonly known as “hacked” devices, sourced from multiple locations. Over 700 IP addresses have been identified as sources of “bot” commands used to carry out attacks on specific websites owned by Thai government agencies and private companies. As a result, it is challenging to trace the attackers solely based on IP addresses.

The hackers have targeted multiple countries.

TTC-CERT has discovered that the hacker group responsible for “OpThailand” did not exclusively target websites in Thailand. They have conducted similar cyber attacks in several other countries, such as Indonesia, Malaysia, and India, without specifically targeting particular organisations or agencies. Instead, the hackers seize on any contentious issue in a country and use it as a pretext to launch their attacks. In the case of Thailand, the group cited dissatisfaction with the construction of a temple in Thailand that resembled the famous Cambodian-style architecture as their motivation.

According to Mr Pissut’s explanation to Cofact, these hackers do not exclusively focus on attacking Thailand but continuously exploit vulnerabilities in any organisation’s website with weaknesses or opportunities for attacks.

The temple referenced by the hacker group is known as “Wat Phumaanfa” or “Wat Prabhat Sila,” located in Nang Rong district, Buriram province. The construction commenced in 2019. However, in 2021, Cambodian social media users posted content claiming that the temple’s design bore a resemblance to Cambodian-style architecture. The temple’s head monk clarified to the media that the design was a product of artistic imagination, incorporating features from different ancient sites.

The comparison image features Wat Phumaanfa in Buriram province, Thailand, and Angkor Wat in Siem Reap province, Cambodia, which has been circulated among Cambodian social media users. The image has also been utilised by the hacker group as a pretext for their OpThailand operation.

OpThailand’s latest updates

TTC-CERT has found preliminary evidence indicating that the hacker group employed Distributed Denial of Service (DDoS) attacks against the websites of various government and private organisations. These targeted entities include the Comptroller General’s Department of the Ministry of Foreign Affairs, Praboromarajchanok Institute, Thai Airways International, U-Tapao–Rayong–Pattaya International Airport Bangkok Bank, and TISCO Bank. The hackers have also disclosed information obtained from a private company’s website. In their most recent claim on July 8, 2023 (Thai calendar), the group boasted a successful attack on a university’s website and announced their intention to carry out another operation in early August 2023. Until now, TTC-CERT has obtained valuable information from the targeted organisations, including details about the DDoS attack methods, Traffic Logs, and IP Addresses. This information is crucial for monitoring and preventing future attacks on other entities.

Summary by Cofact

1. The video titled “Cambodian Hackers Launches Cyber Attack on Thailand! – Dissatisfaction over Replicating Cambodian Design”, currently circulating on social media, contains both factual content from TTC-CERT’s warning report and opinion-based content, including speculations and interpretations to incite negative sentiments towards Cambodian by the content creator. Viewers should differentiate between the factual information and the opinions presented. For accurate information on the OpThailand cyber operation, the original reports by TTC-CERT should be referenced.

2. The TTC-CERT warning report and the interview with the technical lead of TTC-CERT indicate that the OpThailand cyber operation is the work of a single hacker group and is not representative of all Cambodian people. Using TTC-CERT’s report to incite negative emotions towards Cambodian people as a whole is not aligned with the facts.

3. The hackers behind this operation have targeted multiple countries and organisations, not only focusing on Thailand, and there is no evidence suggesting the operation is solely driven by discontent over temple architecture imitation. The reference to this issue in the video serves to support the cyber operation rather than being a genuine motive.

4. The demands made in the “Thailand and The World” video, urging the Thai government, employers, and recruiters to reduce the hiring of Cambodian workers and increase surveillance on Cambodians in Thailand, are not directly supported by the factual evidence provided by TTC-CERT. There is currently no evidence linking the cyber operation to Cambodian labours in Thailand. Such statements in the video could lead to negative sentiments towards Cambodians in Thailand and potentially strain the bilateral relationship between the two countries in the long run.

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังภาพตำรวจจับกุม “อานนท์ นำภา” เป็นภาพเก่าที่แสดงอารยะขัดขืน

ภาพเหตุการณ์ที่นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ถูกตำรวจควบคุมตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นภาพปัจจุบัน และบรรยายภาพโดยให้ข้อมูลที่ผิดไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

นายอานนท์ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาหลายคดีอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563 ปัจจุบันเขาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี โดยศาลกำหนดเงื่อนไขว่าห้ามพูดหรือยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

หลังการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองหลายอย่างที่ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นความพยายามขัดขวางไม่ให้พรรคก้าวไกลซึ่งได้คะแนนเสียงมากที่สุดเป็นรัฐบาลและสกัดไม่ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกลเข้ามาบริหารประเทศ นายอานนท์จึงได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาเคารพผลการเลือกตั้ง

ช่วงเดือนกรกฎาคม 2566 นายอานนท์ร่วมปราศรัยในการชุมนุมที่สกายวอล์ก แยกปทุมวัน เมื่อ 12 ก.ค. 2566 หลังจากคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยว่านายพิธาพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ จากการถือหุ้นสื่อไอทีวี, ร่วมกิจกรรม “คาร์ม็อบ” ในวันที่ 16 ก.ค. 2566, ปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นายพิธายุติการปฏิบัติหน้าที่ สส. เมื่อ 19 ก.ค. 2566 และปราศรัยในการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อ 21 ก.ค. 2566

นายอานนท์ นำภา ปราศรัยที่สกายวอล์ก แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2566 ซึ่งเป็นวันที่ กกต. มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความคุณสมบัตินายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล กรณีถือหุ้นไอทีวี ก่อนที่รัฐสภาจะประชุมเพื่อลงมติเลือกนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. 2566

วันที่ 20-21 ก.ค. 2566 สื่อมวลชนรายงานว่า ตำรวจได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนประกันนายอานนท์ โดยให้เหตุผลว่าเขาทำผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวจากการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวดังกล่าว    

ช่วงเวลาเดียวกัน ได้มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียนำภาพเหตุการณ์ที่นายอานนท์ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มเยาวชนและนักศึกษาจัดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มาเผยแพร่ทั้งในทวิตเตอร์ ติ๊กต็อก และเฟซบุ๊ก โดยให้ข้อมูลว่า นายอานนท์ถูกจับกุมแล้วหลังจากศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกัน และบรรยายภาพในลักษณะที่ว่านายอานนท์หวาดกลัวการถูกจับกุมจนแขนขาอ่อนแรง เดินไม่ไหว ทำให้ตำรวจต้องหิ้วปีก ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง 

โคแฟคตรวจสอบ 

โคแฟคตรวจสอบภาพและเนื้อหาดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2566 โดยใช้เครื่องมือค้นหาภาพที่ของกูเกิล (Google Reverse Image Search) , สัมภาษณ์นายอานนท์ และอ้างอิงจากรายงานข่าวของสื่อมวลชน ณ วันที่ 7 ส.ค. 2563 สรุปข้อมูลได้ดังนี้ 

1) ภาพที่ถูกนำมาบิดเบือนข้อเท็จจริงนี้ เป็นภาพนายอานนท์กำลังทิ้งตัวลงโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดึงแขนทั้งสองข้างไว้ เมื่อค้นหาด้วยระบบค้นหาภ าพของกูเกิล พบว่ามีการเผยแพร่ภาพนี้ในอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2563 โดยบัญชีทวิตเตอร์ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนโพสต์ภาพนี้เมื่อเวลา 23.42 น. พร้อมคำบรรยายว่า “ภาพขณะตำรวจเข้าอุ้มหิ้วปีก บังคับควบคุมตัวทนายอานนท์ นำภา และ ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก ขึ้นรถตู้ตำรวจ โดยยังไม่รู้ว่าจะนำตัวไปขังที่ใด”  

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ ภาพนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยบรรยายว่า “ภาพส่วนหนึ่ง ตอนตำรวจ ‘หิ้ว’ ตัวของทนายอานนท์ นำภา กับภาณุพงศ์ จาดนอก ออกจากศาลอาญา เพื่อนำตัวไปขังต่อที่ สน.ห้วยขวาง และทั้งสองไม่ให้ความร่วมมือ ตำรวจยังคงมีอำนาจขังต่อไม่เกิน 48 ชั่วโมงนับตั้งแต่ถูกจับกุมช่วงบ่ายวันนี้”

2) สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานข่าวตรงกันว่า เหตุการณ์ในภาพนี้เกิดขึ้นที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2563 หลังจากที่นายอานนท์และนายภาณุพงศ์ จาดนอก แกนนำกลุ่มเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย ถูกจับกุมตามหมายจับคดีอาญาจากการร่วมชุมนุมทางการเมือง ตำรวจได้นำตัวไปยื่นคำร้องขออำนาจศาลฝากขัง แต่ศาลมีคำสั่งให้คืนคำร้องเนื่องจากตำรวจนำตัวผู้ต้องหามาศาลหลังเวลา 16.00 น. ตำรวจจึงต้องนำตัวนายอานนท์และนายภาณุพงศ์กลับไปควบคุมตัวต่อที่ สน. ห้วยขวาง แต่นายอานนท์ไม่ยินยอมเพราะเห็นว่าตำรวจไม่มีอำนาจที่จะควบคุมตัวต่อ จึงขัดขืนด้วยการไม่ยอมเดินและทิ้งตัวลงเพื่อเป็นการอารยะขัดขืน ทำให้ตำรวจต้องหิ้วปีกและกึ่งหิ้วกึ่งลากนายอานนท์และนายภาณุพงศ์ไปขึ้นรถ

ตัวอย่างรายงานข่าวของสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2563

3) นายอานนท์ให้สัมภาษณ์โคแฟคเมื่อ 24 ก.ค. 2566 ยืนยันว่าภาพที่ปรากฏเป็นภาพที่เขาปฏิเสธที่จะเดินไปขึ้นรถของตำรวจ เพื่อแสดงอารยะขัดขืน ไม่ยอมรับอำนาจการควบคุมตัวของตำรวจ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เขา “เข่าอ่อน” เพราะหวาดกลัวการจับกุมของตำรวจ นายอานนท์ระบุด้วยว่า ณ วันที่ 24 ก.ค. 2566 เขายังไม่ได้รับแจ้งจากศาลเรื่องการถอนประกันตัว และยังไม่ได้ถูกจับกุมตามที่มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียนำภาพไปบิดเบือนและให้ข้อมูลเท็จ

ข้อสรุปโคแฟค: ภาพจริง แต่ข้อมูลผิดและบิดเบือนความจริง หยุดแชร์

จากการตรวจสอบที่มาของภาพ รายงานข่าวของสื่อมวลชน และการสัมภาษณ์ในอานนท์ สรุปได้ว่า ภาพนายอานนท์ถูกตำรวจหิ้วปีกขณะถูกควบคุมตัวนี้เป็นภาพเหตุการณ์จริงในอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2563 ไม่ใช่ภาพการจับกุมตัวนายอานนท์หลังออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงวันที่ 12-21 ก.ค. 2566 เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพผลการเลือกตั้ง

เหตุการณ์ในภาพเป็นช่วงที่นายอานนท์กระทำการอารยะขัดขืนเพื่อปฏิเสธอำนาจการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่ภาพที่เขาแสดงอาการหวาดกลัวหรือ “เข่าอ่อน” จากการถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว

ภาพนี้เป็นภาพเก่าที่นำมาใส่ข้อมูลให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียควรหยุดแชร์

เรื่องแนะนำ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2566

“สมุนไพรขันทองพยาบาท” ใช้รักษาโรคมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/10ezuko3k4n92


เปิดสินเชื่อรากฐาน ไม่ต้องค้ำประกัน โดย ธนาคารออมสิน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2k2lxpqy65m9y


กฟภ. ส่ง SMS แจ้งมาตรการคืนเงินค่าไฟฟ้าเกิน จากการประมวลผลผิดพลาด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3em9k4brl3bb9


 ฝนตกหนัก น้ำท่วมสวนนงนุช…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1p6jja1mhumyd


หากกลางคืนปัสสาวะบ่อย สัญญาณบอกไขมันสะสมในช่องท้อง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2p0ovjfhx8zb6


 ทุเรียนหมอนทองเป็นยารักษาโรคได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3sf0ash84w53n


หมดข้อกังวล รถหายในห้างฯ หลังฎีกาออกแล้ว พร้อมข้อแนะนำ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/q5koynu2drc9


มีผลแล้ว! ประกาศยกเลิกใช้สำเนาบัตรประชาชน – ทะเบียนบ้านเพื่อรองรับดิจิทัล

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3d4otrlvoawn


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2566

อาการขี้หนาวเป็นสัญญาณของไตขวาเสื่อม…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3dxj6piojwfwz


สารฟอร์มาลีนใน “น้ำแข็งยูนิค” ทำคนไทยป่วยมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/18y9oxwr4p60c


สระผมก่อนอาบน้ำอาจทำให้เส้นเลือดแตก…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3s5o391gqmx0a


อากาศร้อนเพิ่มอุณหภูมิของลำไส้ดูดซึมเชื้อโรคเข้ากระแสเลือด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3bapeamss4v6t


สัมผัสสารกันบูดในปลาทูนึ่ง ทำให้เป็นมะเร็งที่มือ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/29hl34cwpsa4x


สธ. เปิดตัวรถฟอกไตเคลื่อนที่นวัตกรรมต้นแบบคันแรกของไทย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/124g3ipop4lay


Easy Jet ขอผู้โดยสาร 19 คนลงจากเครื่อง เหตุน้ำหนักเกิน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2oweyxjjwbuat


นักวิทย์พบหลักฐานยืนยัน โลกเข้าสู่ยุคสมัย “แอนโทรโพซีน”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/27izhw4krmyqe


สารอันตราย เร่งไขมันพอกตับ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3mkj2sdru5ug9


สัญญาณอาการมะเร็งเต้านม

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2alwygfc0s4fn


แจ้งเตือนภัยการโจมตีทางไซเบอร์ ถูกนำไปสร้างความเกลียดชังคนกัมพูชา

รายงานแจ้งเตือนการโจมตีทางไซเบอร์ที่เผยแพร่โดยศูนย์ประสานงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ด้านโทรคมนาคม (TTC-CERT) ถูกนำไปเติมแต่งเนื้อหาและสอดแทรกความคิดเห็นเพื่อสร้างความเกลียดชังคนกัมพูชา

TTC-CERT เผยแพร่รายงานการแจ้งเตือนหัวข้อ “แจ้งเตือนกรณีตรวจพบการโจมตีด้วยวิธีการ DDoS โดยมีเป้าหมายเป็นองค์การในหลายภาคส่วนของประเทศไทย” เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2566 ว่า ทางศูนย์ฯ ตรวจพบปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ภายใต้ชื่อ “OpThailand” ซึ่งคาดว่าเป็นปฏิบัติการของกลุ่มแฮกเกอร์จากประเทศกัมพูชา เช่น กลุ่ม “Anonymous Cambodia” “K0LzSec” “CYBER SKELETON” และ “NDT SEC” โดยอ้างเหตุความไม่พอใจกรณีการก่อสร้างวัดแห่งหนึ่งใน จ.บุรีรัมย์ ที่มีรูปทรงคล้ายนครวัดของกัมพูชา

TTC-CERT ระบุว่า ปฏิบัติการนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณวันที่ 29 มิ.ย. 2566 มีเป้าหมายโจมตีเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐและเอกชนของไทยด้วยวิธีที่เรียกว่า Distributed Denial of Service (DDoS) และขู่ว่าจะขโมยข้อมูลต่าง ๆ ขององค์กรเป้าหมายมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ

TTC-CERT ระบุว่า ปฏิบัติการนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณวันที่ 29 มิ.ย. 2566 มีเป้าหมายโจมตีเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐและเอกชนของไทยด้วยวิธีที่เรียกว่า Distributed Denial of Service (DDoS) และขู่ว่าจะขโมยข้อมูลต่าง ๆ ขององค์กรเป้าหมายมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ภาพแสดงการประกาศปฏิบัติการ “OpThailand” ใน Telegram channel ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “Anonymous Cambodia” (ภาพจากรายงาน “แจ้งเตือนกรณีตรวจพบการโจมตีด้วยวิธีการ DDoS โดยมีเป้าหมายเป็นองค์การในหลายภาคส่วนของประเทศไทย”)

รู้จัก TTC-CERT: ศูนย์ประสานงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ด้านโทรคมนาคม หรือ ศูนย์ TTC-CERT จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 โดยความร่วมมือของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และเอกชนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม 9 ราย เช่น กสท โทรคมนาคม, ทีโอที, ซีเอส ล็อกซอินโฟ, ดีแทค ไตรเน็ต, ทริปเปิลทีบรอดแบนด์, ทรู อินเทอร์เน็ต, แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้งรับมือกับเหตุภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม

https://www.ttc-cert.or.th/

ต่อมาวันที่ 5 ก.ค. 2566 ช่องยูทูป “Thailand and The World” ได้นำรายงานแจ้งเตือนของ TTC-CERT มาเผยแพร่ต่อในรูปแบบของวิดีโอความยาวกว่า 8 นาที พาดหัวว่า “เขมรโจมตีไทย หน่วยงานรัฐไทยแจง…ทำเป็นขบวนการ เหตุไม่พอใจเลียนแบบเขมร” โดยผู้บรรยายได้สอดแทรกเนื้อหาและความคิดเห็นในลักษณะที่เป็นการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังคนกัมพูชา เช่น ระบุว่าปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์นี้ “เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า โดยพื้นฐานแล้ว ชาวกัมพูชาไม่ได้รู้สึกที่เป็นบวกต่อคนไทยเลย จากการที่ได้เรียนรู้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากรัฐบาลเขมร ที่ได้สร้างแนวคิดให้มองไทยเป็นศัตรูมาโดยตลอด” และระบุว่าปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์นี้อาจเกี่ยวโยงกับการเข้าเมืองผิดกฎหมายของชาวกัมพูชาและปัญหาส่วยแรงงานผิดกฎหมาย 

เนื้อหาในวิดีโอดังกล่าวยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทย นายจ้าง ผู้ประกอบการ “ลดการสนับสนุนหรือใช้แรงงานจากกัมพูชา” และเฝ้าระวังและจับตาชาวกัมพูชาในไทยให้มากขึ้น

ณ วันที่ 12 ก.ค. 2566 วิดีโอที่เผยแพร่ทางช่องยูทูป Thailand and The World มีการเข้าชมแล้วกว่า 123,000 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นมากกว่า 1,400 ข้อความ ส่วนใหญ่มีแสดงความรู้สึกในทางลบต่อคนกัมพูชา

วิดีโอชิ้นนี้ยังถูกนำไปเผยแพร่ต่อในหลายช่องทาง ทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กและติ๊กต็อก เช่น เพจเฟซบุ๊ก “ทัวร์ลง” ซึ่งมักโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา ในลักษณะที่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน

โคแฟคตรวจสอบ

โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีไซเบอร์ “OpThailand” ที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียกลุ่มหนึ่งนำมาจุดประเด็นสร้างความเกลียดชังชาวกัมพูชา โดยอ้างอิงจากรายงานการแจ้งเตือนการโจมตีทางไซเบอร์ของ TTC-CERT และสัมภาษณ์นายพิศุทธิ์ ม่วงสมัย หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค (Technical Lead) ของ TTC-CERT เมื่อ 11 ก.ค. 2566 สรุปได้ดังนี้

แฮกเกอร์กลุ่มนี้เป็นใคร?

TTC-CERT “คาดว่า” ปฏิบัติการ OpThailand เป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์กัมพูชา เพราะนอกจากชื่อกลุ่มอย่าง Anonymous Cambodia แล้ว แฮกเกอร์กลุ่มนี้ยังใช้ภาษาเขมรและภาษาอังกฤษสื่อสารกันในห้องสนทนาของแอปพลิเคชัน Telegram ที่ใช้เป็นที่สื่อสาร นัดหมายการโจมตี และแจ้งผลปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม TTC-CERT ยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าแฮกเกอร์กลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่กลุ่มแฮกเกอร์ที่รัฐบาลกัมพูชาหนุนหลัง

นายพิศุทธิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถยืนยันตำแหน่งที่อยู่ของแฮกเกอร์จากหมายเลขประจำอุปกรณ์หรือ IP Address ได้เพราะพวกเขาใช้อุปกรณ์ที่ถูก “แฮก” (hack) จากที่ต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้พบว่ามีมากกว่า 700 IP Address มาป้อนคำสั่งให้กลายเป็น “บอต” (bot) เข้าโจมตีเป้าหมายที่เป็นเว็บไซต์หน่วยงานรัฐและเอกชนของไทย ดังนั้นจึงไม่สามารถแกะรอยของผู้โจมตีจาก IP Address ของอุปกรณ์ได้   

ไม่ได้โจมตีแค่ประเทศไทย

TTC-CERT พบว่าแฮกเกอร์กลุ่มนี้ไม่ได้มุ่งโจมตีเว็บไซต์ของหน่วยงานในไทยเท่านั้น แต่เคยปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ในลักษณะเดียวกันนี้ในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย โดยไม่เจาะจงองค์กรหรือหน่วยงาน เมื่อเลือกปฏิบัติการในประเทศใดก็จะหยิบยกประเด็นความขัดแย้งมารองรับปฏิบัติการโจมตี เช่น กรณีของไทย กลุ่มแฮกเกอร์อ้างความไม่พอใจกรณีการก่อสร้างวัดในไทยที่มีลักษณะคล้ายนครวัดของกัมพูชา

“เขาไม่ได้โจมตีประเทศไทยโดยเฉพาะ เขาโจมตีไปเรื่อย แต่ช่วงที่เราตรวจสอบเขาแค่เบนเข็มมาที่ประเทศไทย…เว็บไซต์ขององค์กรไหนที่มีช่องโหว่หรือเปิดโอกาสให้โจมตีได้ เขาโจมตีหมดไม่เลือก” นายพิศุทธิ์กล่าวกับโคแฟค

ทั้งนี้ วัดที่กลุ่มแฮกเกอร์อ้างถึงคือวัด “วัดภูม่านฟ้า” หรือ “วัดพระพุทธบาทศิลา” อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งก่อสร้างเมื่อปี 2562 และในปี 2564 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในกัมพูชาได้โพสต์เนื้อหาทำนองว่าวัดแห่งนี้สร้างเลียนแบบนครวัดของกัมพูชา ซึ่งต่อมาเจ้าอาวาสได้ชี้แจงผ่านสื่อมวลชนว่า รูปแบบการก่อสร้างเกิดจากจินตนาการและเป็นการนำจุดเด่นของโบราณสถานแต่ละแห่งมาประยุกต์    

ภาพเปรียบเทียบวัดภูม่านฟ้า จ.บุรีรัมย์ และปราสาทนครวัด จ.เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ที่มีการเผยแพร่กันในหมู่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวกัมพูชา และกลุ่มแฮกเกอร์นำมาเป็นชนวนของปฏิบัติการ OpThailand

สถานะล่าสุดของปฏิบัติการ OpThailand  

TTC-CERT ตรวจพบเบื้องต้นว่ากลุ่มแฮกเกอร์ทำการโจมตีด้วยวิธีการ DDoS ต่อเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐและเอกชน เช่น กรมบัญชีกลาง กระทรวงการต่างประเทศ สถาบันพระบรมราชชนก บริษัท ท่าอากาศยานไทย ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารทิสโก และมีการนำข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมาเผยแพร่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2566 ทางกลุ่มอ้างว่าโจมตีเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งได้สำเร็จ และประกาศว่าจะปฏิบัติการอีกครั้งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2566 จนถึงขณะนี้ TTC-CERT ได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่ถูกโจมตีเว็บไซต์ เกี่ยวกับวิธีการโจมตีแบบ DDoS รวมถึง Traffic Log และ IP Addressต้องสงสัย ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการเฝ้าระวังและป้องกันการโจมตีขององค์กรอื่น ๆ ต่อไป

ข้อสรุปโคแฟค

1) วิดีโอเรื่อง “เขมรโจมตีไทย หน่วยงานรัฐไทยแจง…ทำเป็นขบวนการ เหตุไม่พอใจเลียนแบบเขมร” ที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียในขณะนี้ มีทั้งส่วนที่เป็นข้อเท็จจริง คือ รายงานการแจ้งเตือนของศูนย์ TTC-CERT และส่วนที่เป็นความคิดเห็น การเชื่อมโยงและตีความเอาเองของผู้ผลิตเนื้อหา โดยใช้ถ้อยคำที่ปลุกเร้าให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อชาวกัมพูชา ผู้ชมควรแยกแยะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงออกจากส่วนที่เป็นความคิดเห็น หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ OpThailand ควรอ้างอิงจากรายงานต้นฉบับที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ TTC-CERT เท่านั้น

2) รายงานการแจ้งเตือนของ TTC-CERT และข้อมูลเพิ่มเติมจากการให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของ TTC-CERT เกี่ยวกับปฏิบัติการ OpThailand ชี้ให้เห็นว่า ปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ OpThailand เป็นการกระทำของแฮกเกอร์เพียงกลุ่มเดียว ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนกัมพูชาทั้งหมด การนำเนื้อหาในรายงานของ TTC-CERT มาชี้นำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อคนกัมพูชาโดยรวมจึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง  

3) แฮกเกอร์กลุ่มนี้ปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ในหลายประเทศ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะประเทศไทย และไม่ได้เจาะจงองค์กร แสดงว่าปฏิบัติการนี้ไม่ได้มีต้นตอมาจากความไม่พอใจเรื่องการสร้างวัดลอกเลียนแบบรูปทรงของนครวัดโดยเฉพาะ แต่ประเด็นนี้ถูกหยิบยกมาเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีเท่านั้น 

4) ข้อเรียกร้องในวีดิโอของ Thailand and The World ที่ให้รัฐบาล ผู้ประกอบการและนายจ้างลดการจ้างแรงงานกัมพูชา และเพิ่มการเฝ้าระวังและจับตาชาวกัมพูชาในไทย อันเนื่องมาจากปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้ เป็นการเชื่อมโยงที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าปฏิบัติการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับแรงงานกัมพูชาในไทย ความเห็นนี้น่าจะมีเจตนาขยายผลให้เกิดความรู้สึกในทางลบต่อชาวกัมพูชาในไทย ที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์อันดีของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

เรื่องแนะนำ