สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 21 มิถุนายน 2568

“บอแรกซ์” ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนทางเพศ และดีต่อสุขภาพ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qvzcdr5t6s8e


ไข่ต้มไข่แดงขอบสีเขียวมีพิษ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2d39l7s0ymwqa


ผงชูรสเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในการก่อมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/29u3q7b75lx6p


กาแฟลดน้ำหนักแบบชงดื่ม ลดพุงได้โดยไม่ต้อง ออกกำลังกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3eyze93v0wvi3


วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้หลอดเลือดสมองอุดตัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nagp1o19izpv


ดื่มเบียร์ช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qq3nhtvwmucj


 รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงศาลยา – ตลิ่งชัน – ศิริราช คาดพร้อมใช้งานปี 2573

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/tv7qwbcom6ye


 ไต้หวันฟรีวีซ่าให้คนไทยเพิ่มอีก 1 ปี เริ่ม 1 สิงหาคมนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3nsfqv4icdfff


ใช้หูฟังนานๆ ทำให้สมองเสื่อมได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/9s248ifdswnj


วิดีโอทดลองด้วยการเอาเนื้อทุเรียน มาผสมกับสารละลาย “เบตาดีน” กลายเป็นใส นี่คือฤทธิ์ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/qi9tk57xzjn1


‘โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’หรือ‘โรคหัวใจและหลอดเลือด’? เมื่อภาครัฐกลายเป็นต้นทางข้อมูลคลาดเคลื่อน

By : Zhang Taehun

ภาพที่ 1 : โพสต์ สสส. เตือนภัยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก

คนไทย 4 หมื่นคนเสียชีวิตจาก โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก พบมากในกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป สังเกตอาการ เหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น เจ็บหน้าอก ให้รีบพบแพทย์” 

ข้อความพาดหัวจากโพสต์ในเพจเฟศบุ๊กของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 ซึ่งหลังจากนั้น นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แชร์ต่อทางเฟซบุ๊ก “Rungsrit Kanjanavanit” พร้อมกับท้วงติงว่า เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับประชาชน โดยอธิบายว่า โรคลิ้นหัวใจ เป็นคนละโรคกับ โรคหลอดเลือดหัวใจ ไม่มีหลักฐานว่า สามารถป้องกันโดยการออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ หรือคุมอาหาร แต่อย่างใด

อีกทั้งตั้งคำถามด้วยว่า ตัวเลขเสียชีวิต 40,000 รายต่อปีนั้นไม่ทราบเอาสถิติมาจากที่ใด น่าจะเกินจริงไปมาก และโพสต์เพิ่มเติมในช่องความคิดเห็นด้านล่าง ว่า  เท่าที่ดูสถิติ การป่วย การตาย ที่ สสส ยกมาอ้าง เป็นขอโรคหัวใจโดยรวม ไม่ใช่ของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก และกล่าวด้วยว่า โรคหัวใจที่ป่วย และตายมากมาจาก โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ภาพที่ 2 : โพสต์ของ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม ในโพสต์ต้นทางของ สสส. ได้แชร์ข่าวห้วข้อ รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’ ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิตมากถึง 4 หมื่นราย โดยอ้างข้อมูลจาก อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุถึงรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้

1โรคลิ้นหัวใจ คือโรคเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจเอออร์ติก แบ่งอาการออกเป็นดังนี้ แบบที่ 1 คือ ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ลิ้นหัวใจมีลักษณะแคบลงเปิดไม่สุดและกีดขวางการไหลเวียนปกติของเลือด แบบที่ 2 ลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิทและมีเลือดไหลย้อนกลับห้องหัวใจ สถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวนี้มากถึง 4 หมื่นราย

2.ข้อมูลทางการแพทย์บ่งชี้ว่าอุบัติการณ์ของโรคหัวใจ โดยเฉพาะ “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยพบมากขึ้นในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้น ลิ้นหัวใจเอออร์ติกก็อาจเสื่อมสภาพลงตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมที่ลิ้นหัวใจ จนทำให้ลิ้นหัวใจหนาขึ้น แข็งขึ้น และเปิดได้ไม่เต็มที่ ส่งผลทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง

3.สำหรับอาการของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ จะมีอาการ เช่น เหนื่อยง่าย หน้ามืดเป็นลม มีอาการใจสั่นหรือเจ็บหน้าอก ข้อเท้า เท้าบวม และหัวใจเต้นผิดปกติ หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะหากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ หาก ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจ แพทย์จะมีการพิจารณาในการเลือกชนิดของลิ้นหัวใจเทียมที่เหมาะสมสำหรับที่จะใส่ทดแทนลิ้นหัวใจเดิม ซึ่งจะให้เลือกด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ 1. ลิ้นหัวใจชนิดโลหะ (Mechanical valve) และ 2. ลิ้นหัวใจชนิดเนื้อเยื่อ (Tissue valve) ซึ่งจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันไป โดยจะพิจารณาเปลี่ยนลิ้นหัวใจตามมาตรฐานสากล

4.โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ สามารถป้องกันได้มากถึง 80% โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยหลัก 4อ. 2ส. 1น. ดังนี้ อาหาร เลือกทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม อารมณ์ ควบคุมอารมณ์ ความเครียด ทำจิตใจให้แจ่มใส ออกกำลังกาย ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์ อากาศ หลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศและอากาศที่มีฝุ่นควัน ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอนหลับ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อวันการตรวจสุขภาพประจำปีก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันหรือรักษาติดตามการเกิดโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบและหลอดเลือดได้ดีในระยะยาว

และ 5.ประชาชนกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 25-59 ปี สามารถตรวจคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ได้จากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือประกันสังคมตามสิทธิการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ภาพที่ 3 : (ซ้าย) สสส. อ้างอิงข่าวจาก สวพ.91 หัวข้อ “พบคนไทยเสียชีวิตมากถึง 4 หมื่นราย ‘โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’” (ขวา) ข่าวเดียวกันที่ลงในเว็บไซต์รัฐบาลไทย

ซึ่งในวันดังกล่าว (4 พ.ค. 2568) มีการเผยแพร่ข่าวนี้ในเว็บไซต์ thaigov.go.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของรัฐบาลไทย รวมทั้งเว็บไซต์ของกรมประชาสัมพันธ์ และคาดว่าน่าสื่อสำนักต่างๆ ได้นำมาแชร์ต่อ อย่างไรก็ตาม จากการค้นหา (ณ วันที่ 9 พ.ค. 2568) เบื้องต้นไม่พบข้อมูลข้างต้นจากช่องทางของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการแพทย์หรือสถาบันโรคทรวงอก โดยหากนำคำว่า ลิ้นหัวใจเอออร์ติก ไปค้นหา จะมีแต่ Link ที่เชื่อมไปยังข่าวข้างต้น รวมถึง Link ที่เป็นคำอธิบายโรคจากเว็บไซต์ของโรงพยาบาล จึงขอรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากหลายแหล่งมานำเสนอแทน ดังนี้

– ลิ้นหัวใจเอออร์ติกคืออะไร? ข้อมูลจาก รพ.บำรุงราษฎร์ ระบุว่า ลิ้นหัวใจเอออร์ติกเป็นลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายกับหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (aorta) มีหน้าที่ในการป้องกันการย้อนกลับของเส้นเลือดเข้ามายังหัวใจ หากจะทำการเปรียบเทียบ ลิ้นหัวใจเอออร์ติกก็เหมือนกับวาล์วน้ำที่อยู่ระหว่างปั๊มน้ำกับท่อเมนที่ส่งน้ำกระจายออกไปยังจุดต่างๆ เมื่อวาล์วเกิดปัญหาไม่เปิดหรือเปิดได้เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้น้ำไหลออกไม่สะดวกและเกิดคั่งค้างอยู่ภายใน เช่นเดียวกัน เมื่อลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ เลือดก็สูบฉีดออกไม่ได้ เกิดการคั่งในหัวใจ ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตเฉียบพลันตามมาได้

– โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกมีกี่ประเภท? : บทความ การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติ เขียนโดย รศ. พญ.นิธิมา รัตนสิทธิ์ สาขาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เผยพร่ในเว็บไซต์วารสารการแพทย์ CIM Journal ระบุว่า โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก (aortic valve disease) แบ่งได้เป็น 2 โรค คือ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ (aortic stenosis, AS) กับ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (aortic regurgitation, AR)

1.โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ข้อมูลจาก พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เฉพาะทางการสวนหัวใจและหลอดเลือดรพ.MedPark อธิบายว่า โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ เป็นโรคที่ลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติจากภาวะลิ้นหัวใจระหว่างห้องหัวใจซ้ายล่างและหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้ามีพื้นที่ตัดขวางของลิ้นแคบลง ไม่สามารถเปิดปิดได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้การไหลเวียนของเลือดจากหัวใจไปยังส่วนที่ต่างๆ ของร่างกายลดลงโดยผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น เจ็บแน่นหน้าอกเมื่อออกกำลังกาย เวียนศีรษะ เป็นลมเมื่อออกกำลังกาย เหนื่อยง่ายขณะออกแรงหรือออกกำลังกาย อ่อนล้าเมื่อออกกำลังมากกว่าปกติ

สาเหตุของโรค ประกอบด้วย 1.1 เป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยปกติคนเราจะเกิดมาพร้อมกับลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่มีใบลิ้น 3 อัน แต่บางคนอาจมีใบลิ้นเพียง 2 อัน (congenital bicuspid aortic valve) (หรืออาจจะมี 1 อันหรือ 4 อัน แต่มักพบได้น้อย) ในเลือดของคนเรานั้นจะมีสารละลายแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาจตกผลึกเป็นหินปูนเกาะสะสมบนลิ้นหัวใจได้ 1.2 หินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจเอออร์ติก ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ โดยมักจะไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าจะถึงอายุราว 70-80 ปี แต่หากเป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิดด้วยก็อาจมีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย และ 1.3 โรคไข้รูมาติกทำให้เนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจเอออร์ติกเป็นแผล เกิดผิวขรุขระซึ่งทำให้หินปูนมาเกาะสะสมหรือทำให้ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบตัน

2.โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว ข้อมูลจาก พญ. พัชรี ภาวศุทธิกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์โรคหัวใจ และสรีระวิทยาหัวใจ รพ.นครธน อธิบายว่า โรคลิ้นหัวใจรั่ว (Heart Valve Regurgitation) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่ทำให้ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท มีรูรั่วหรือขาดเป็นสาเหตุให้เลือดไหลย้อนกลับ หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอ คนที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วจะใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ เพราะจะทำให้เหนื่อยง่าย บางรายก็อาจเสียชีวิตได้เนื่องจากการทำงานของหัวใจล้มเหลว

โดยลิ้นหัวใจมีทั้งหมด 4 ลิ้น คือลิ้นหัวใจไมทรัล ลิ้นหัวใจไตรคัสปิด ลิ้นหัวใจพัลโมนารี และลิ้นหัวใจเอออร์ติก ในกรณีลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic Valve Regurgitation) เกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่อยู่ระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายและหลอดเลือดเอออตาร์ จากความผิดปกติแต่กำเนิดหรือลิ้นหัวใจมีการติดเชื้อ เมื่อหัวใจบีบตัวทำให้เลือดที่ไหลไปยังหลอดเลือดเกิดการไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หัวใจห้องล่างซ้าย

โรคลิ้นหัวใจรั่ว ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจมาแต่กำเนิด ส่งผลให้ลิ้นหัวใจเสื่อมไวกว่าคนทั่วไป โดยอาจไม่มีอาการใดๆ ในวัยเด็ก หรือตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ แต่จะเริ่มเหนื่อยง่าย ใจสั่น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น รวมไปถึงสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ 2.1 ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ มักพบในวัยผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมสภาพ ซึ่งเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจมีความเสื่อมและมีหินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจ จนทำให้การเปิดหรือปิดของลิ้นหัวใจผิดปกติและนำไปสู่โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือ ทั้งรั่วและตีบ

2.2 โรคหัวใจรูมาติก มักพบในเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป สาเหตุเกิดหลังการติดเชื้อที่บริเวณคอแล้วเกิดอาการอักเสบตามมาซึ่งจะมีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ และลิ้นหัวใจ ทำให้มีลิ้นหัวใจรั่ว หรือถ้าเป็นเรื้อรังทำให้ลิ้นหัวใจตีบ 2.3 โรคลิ้นหัวใจรั่วจากการติดเชื้อ เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด และตัวเชื้อโรคไปเกาะกินที่ลิ้นหัวใจ2.4 ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายและเกิดลิ้นหัวใจรั่วตามมา กลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรือผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้ว ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน สูบบุหรี่ กรรมพันธุ์ เป็นต้น

(หมายเหตุ : มีข้อสังเกตว่า จากการค้นหาในส่วนของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ เบื้องต้นไม่พบบทความใดๆ ที่กล่าวถึงวิธีป้องกัน ในขณะที่หากเป็นโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว จะพบคำแนะนำจากแพทย์หลากหลายโรงพยาบาลถึงวิธีป้องกันหากไม่ได้มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เช่น ไม่ควรสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีน้ำตาล ไขมัน และเกลือโซเดียมสูง หลีกเลี่ยงการฉีดยาเข้าเส้นเลือดโดยใช้เข็มที่ไม่สะอาด หลีกเลี่ยงสารเสพติด ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลการติดเชื้อ  ดูแลสุขภาพฟันไม่ให้ฟันผุ เพราะฟันผุอาจทำให้ติดเชื้อได้ เป็นต้น)

– โรคหัวใจและหลอดเลือดคืออะไร? : ข้อมูลจาก รศ.นพ.ทศพล ลิ้มพิจารณ์กิจ สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคหัวใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด (Heart Disease) คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของหัวใจ สามารถแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลายกลุ่มโรค เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ

สำหรับสาเหตุของโรคหัวใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด มีทั้ง ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม กับ ปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักตัวเกิน โรคความดันโลหิตสูงระดับไขมันในเลือดสูง ผู้เป็นโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การสูบบุหรี่เป็นประจำความเครียด การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การขาดการออกกำลังกาย ขยับร่างกายน้อย

– โรคหลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร? : ข้อมูลจาก ผศ.ดร.อภิญญา ศิริพิทยาคุณกิจ อาจารย์พยาบาลโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ภาวะที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดหัวใจหนาตัวขึ้นเนื่องจากเกิดการสะสมของสารต่าง ๆ และคราบไขมัน (Plaque) ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบแคบลง การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดน้อยลงและอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ

มีสาเหตุจากทั้งปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เพศ อายุ พันธุกรรม และปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น การสูบบุหรี่ มีไขมันในเลือดสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง ที่เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันมากเกินจำเป็น ภาวะความดันเลือดสูง โรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน มีอาการอ้วนลงพุงโรคเบาหวาน ที่เกิดจากมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงชนิดเรื้อรังส่งผลให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ

– ตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตตามที่รัฐบาลแถลงมาจากไหน? : จากข้อมูลที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2568 ที่ระบุว่า สถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวนี้มากถึง หมื่นราย” เป็นข้อมูลที่ทาง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เคยกล่าวถึง

โดยเป็นข้อมูลจากข่าวบนเว็บไซต์ ddc.moph.go.th ของกรมฯ หัวข้อ กรมควบคุมโรค ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2567 เน้นย้ำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2567 ระบุว่า สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center) ปี 2566 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2.5 แสนราย และเสียชีวิต ด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 4 หมื่นราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 5 คน

อย่างไรก็ตาม ข่าวหรือบทความดังกล่าวของกรมควบคุมโรค ไม่มีการกล่าวถึงลิ้นหัวใจเอออร์ติกเป็นการเฉพาะแต่อย่างใด ดังนั้นบทสรุปของเรื่องนี้จึงพอจะอนุมานได้ว่า เป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โดยหากดูในภาพรวมของการแถลงข่าว รัฐบาลน่าจะต้องการให้ความรู้กับประชาชนเรื่องโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกโดยเฉพาะความเสี่ยงในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ด้วยความที่นำสถิติผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่เป็นภาพรวมของโรคหัวใจและหลอดเลือด (ซึ่งเป็นกลุ่มโรค) มาต่อจากการอธิบายเรื่องโรคลิ้นหัวใจ จึงทำให้ผู้รับสารเข้าใจไปได้ว่าเป็นสถิติของโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก

ซึ่งก็ไม่ได้มีแต่ สสส. เพียงองค์กรเดียวที่พลาดจะเห็นว่ามีสำนักข่าวหลายแห่งก็ไปพาดหัวในทำนองเดียวกัน (แม้กระทั่งเว็บไซต์ thaigov.go.th ของรัฐบาลเองก็ด้วย กับพาดหัว รัฐบาล เตือน!!! รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิต มากถึง 4 หมื่นราย”) นี่จึงเป็น บทเรียนสำคัญ ที่ต้องฝากให้ทีมสื่อสารของภาครัฐพึงระมัดระวัง!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://www.facebook.com/share/p/1HXDBBmDca/ (โพสต์ต้นทางของ สสส.)

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10213637785975366&id=1725432152&mibextid=xfxF2i&rdid=lSg5Qmy65tA7IlWJ#(โพสต์ของ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์)

https://www.fm91bkk.com/newsarticle/49562 (พบคนไทยเสียชีวิตมากถึง 4 หมื่นราย ‘โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก’ : สวพ.91 4 พ.ค. 2568)

https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/96050 (รัฐบาล เตือน!!! รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิต มากถึง 4 หมื่นราย : รัฐบาลไทย 4 พ.ค. 2568)

https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/386509 (รัฐบาล เตือน!!! รู้เท่าทันสัญญาณอันตราย “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก” ก่อนสายเกินแก้ พบคนไทยเสียชีวิต มากถึง 4 หมื่นราย : กรมประชาสัมพันธ์ 4 พ.ค. 2568)

https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1178842 (สธ. เตือน โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก พบคนไทยเสียชีวิต ถึง 4 หมื่นราย : กรุงเทพธุรกิจ 4 พ.ค. 2568)

https://www.bumrungrad.com/th/conditions/aortic-valve-stenosis (โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ :รพ.บำรุงราษฎร์ , โพสต์เมื่อ 21 ก.ย. 2563 และปรับปรุงล่าสุด 21 ก.ย. 2564)

https://cimjournal.com/confer-update/aortic-valve-disease/ (การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติก : CIM Journal , สรุปเนื้อหาจากงานประชุมการอบรมระยะสั้นโรคหัวใจและหลอดเลือดครั้งที่ 41 จัดโดย สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย วันที่ 21 ตุลาคม 2562)

https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/aortic-valve-stenosis (โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ : MedPark Hospital 9 ม.ค. 2566)

https://www.nakornthon.com/article/detail/heart-valve-regurgitation (เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียมากขึ้น สัญญาณโรคลิ้นหัวใจรั่ว : รพ.นครธน)

https://www.bpk9internationalhospital.com/care_blog/content/รู้ทันระวังโรคลิ้นหัวใจรั่ว (รู้ทัน ระวัง โรคลิ้นหัวใจรั่ว : รพ.บางกะกอก 9 , 2 พ.ค. 2567)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/โรคลิ้นหัวใจรั่ว-เช็กให/ (โรคลิ้นหัวใจรั่ว เช็กให้ชัวร์ รู้ก่อนรักษาได้ : คณะแพทยศาสร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , 13 ธ.ค. 2567)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ดูแลป่วยหัวใจ (ผู้ป่วยโรคหัวใจ ดูแลอย่างไรให้ใจแข็งแรง : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , 2 มี.ค. 2568)

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/หลอดเลือดหัวใจตีบ-อาการ/ (หลอดเลือดหัวใจตีบ อาการเริ่มต้นโรคหัวใจที่ต้องรู้ไว้ : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล , 5 ก.ย. 2567)

https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=46450&deptcode=brc (กรมควบคุมโรค ร่วมรณรงค์วันหัวใจโลก 2567 เน้นย้ำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ : กรมควบคุมโรค 26 ก.ย. 2567)

ฝุ่นตลบชายแดนไทย-กัมพูชา: คนไทยเช็กข่าว

ขอบคุณที่มา Ubon Connect

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 รายการ โคแฟคสนทนารวมพลคนเช็กข่าว EP.5 ได้นำเสนอประเด็นร้อน “ข้อมูลชายแดนไทย-กัมพูชาสับสน คนไทยเช็กข่าวยังไงดี?” โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT, ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร หัวหน้าสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ“พี่กบ” คนเช็กข่าว ร่วมด้วย สุชัย เจริญมุขยนันท ดำเนินรายการ เพื่อชวนผู้ชมวิเคราะห์วิธีการตรวจสอบข้อมูลท่ามกลางความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลมีเดีย

คุณสุภิญญา กล่าวเปิดประเด็นว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้เต็มไปด้วย “สงครามข้อมูลข่าวสาร” โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ซึ่งสร้างความสับสนให้ประชาชนทั้งสองประเทศ “ตอนนี้คนไทยสับสนมาก เพราะมีทั้งข่าวจริงและข่าวปลอมปะปนกัน สงครามข้อมูลออนไลน์กำลังหนักหน่วง ทุกฝ่ายต่างนำเสนอข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง บางครั้งมีการบิดเบือนเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลาย” 

เธอย้ำว่า ประชาชนต้องมีสติและตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนเชื่อหรือแชร์ เพื่อลดอคติและป้องกันการตกเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการข้อมูล (IO) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างมีกลยุทธ์นี้ “เราต้องตั้งหลัก อย่าให้อารมณ์ความรักชาติครอบงำจนขาดเหตุผล เป้าหมายคือสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่สงบและใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย”

พี่กบ เปิดประเด็นถามถึง ข้อมูลชายแดนไทย-กัมพูชาสับสน คนไทยเช็กข่าวยังไงดี? โดย ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งติดตามประเด็นชายแดนมาโดยตลอด ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบข่าวสารอย่างเป็นระบบ 

“สำหรับคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ควรเริ่มจากติดตามเพจทางการของรัฐบาล เช่น เพจนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมักมีข้อมูลใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และสามารถเปรียบเทียบมุมมองจากเพจทางการของกัมพูชาได้ ด้วยฟังก์ชันแปลภาษาของโซเชียลมีเดียที่แม่นยำขึ้น” 

เขายังแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น จังหวัดอุบลราชธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง เช่น การสังเกตการใช้ชีวิตประจำวันของคนกัมพูชาที่เข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลในตัวเมือง ซึ่งยังคงมีอยู่แม้สถานการณ์จะตึงเครียด 

ผมไปโรงพยาบาลยังได้ยินภาษากัมพูชา แม้จะบางลง แต่ก็ยังมีคนมาใช้บริการ แสดงว่าสถานการณ์ในพื้นที่อาจไม่รุนแรงเท่าส่วนกลางมอง”

ดร.ธนเชษฐ ยังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมุมมองของคนในพื้นที่ชายแดนและส่วนกลาง “คนชายแดนเห็นการค้าขายและการไปมาหาสู่เป็นเรื่องปกติ แต่คนในส่วนกลางที่ถูกปลูกฝังเรื่องอธิปไตยอาจมองว่าแผ่นดินตารางนิ้วเดียวเสียไม่ได้ เมื่อเกิดความขัดแย้ง คนชายแดนจะกังวลเรื่องผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น ชาวบ้านในบุรีรัมย์ต้องพาวัวหนีหากเกิดสงคราม เพราะวัวคือทรัพย์สินสำคัญ” 

อาจารย์ยกตัวอย่างเพิ่มเติมจากงานวิจัยชายแดนไทย-ลาวว่า คนในพื้นที่มองชายแดนเป็นเรื่องยืดหยุ่น เช่น การข้ามฝั่งไปจับปลา แต่เมื่อมีผลประโยชน์ เช่น การท่องเที่ยว ชายแดนก็ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างมูลค่า “มุมมองของคนชายแดนและส่วนกลางจึงต่างกัน ประชาชนต้องเข้าใจบริบทนี้เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่บิดเบือน”

เมื่อถูกถามถึงวิธีสังเกตข่าวปลอม ดร.ธนเชษฐ แนะนำให้ดูที่แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น เพจกองบัญชาการกองทัพไทย หรือเพจไทยคู่ฟ้า ซึ่งมักตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว รวมถึงการตรวจสอบจากชุมชนท้องถิ่น เช่น กลุ่มไลน์ของอบต. ที่มักแจ้งเตือนสถานการณ์จริงในพื้นที่ นอกจากนี้ เขายังแนะนำแหล่งข้อมูลวิชาการ เช่น ผลงานของอาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน อาจารย์อัครพล ค่ำคูณ และอาจารย์พวงทอง ภวัครพันธุ์ ซึ่งให้ข้อมูลที่เป็นกลางและไม่ปลุกอารมณ์โกรธแค้น  รวมถึงพอดแคสต์อย่าง Point of View และ Average History ที่ให้ความรู้สั้นกระชับเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

“พี่กบ” กล่าวเสริม ถึงความท้าทายในการรับข้อมูลที่ถูกต้องในยุคที่โซเชียลมีเดียรวดเร็วและรุนแรง “กระแสชาตินิยมมักมีนัยยะซ่อนเร้น บางครั้งข้อมูลที่ได้รับอาจไม่ถูกต้อง แต่เมื่อประชาชนมีอารมณ์ร่วม ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความตึงเครียด โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่ประชาชนสองฝ่ายมีการไปมาหาสู่และค้าขายเป็นปกติ” เขาเสนอว่า ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการแยกแยะข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศหรือภายในประเทศ “เราต้องแยกให้ออกว่านี่เป็นเรื่องของผู้นำหรือประชาชน ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจบริบทและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขร่วมกัน”

คุณสุภิญญา ปิดท้ายด้วยคำเตือนว่า “ในภาวะความขัดแย้ง ความจริงคือสิ่งแรกที่ถูกทำลาย ทุกฝ่ายมีปฏิบัติการข้อมูล (IO) เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ประชาชนต้องรู้เท่าทันว่าโซเชียลมีเดียถูกควบคุมด้วยอัลกอริทึมที่ทำให้เราอยู่ใน ‘ห้องแห่งเสียงสะท้อน’ เห็นแต่ข้อมูลที่ตรงกับความเชื่อของเรา” เธอแนะนำให้ประชาชนตั้งคำถามและมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก “ทางออกที่ดีที่สุดคือทางที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ อย่าเพิ่งอินกับข้อมูลมากเกินไป ต้องเช็กให้ชัวร์ ใช้เหตุผล และสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่เป็นเสียงของความจริงและมนุษยชาติ

จากรายการ โคแฟคสนทนา วิทยากรแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เพจทางการของรัฐบาลทั้งไทยและกัมพูชา รวมถึงเพจนักวิชาการที่มีข้อมูลเป็นกลาง เช่น อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน หรือพอดแคสต์ Point of View ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควรลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง ขณะเดียวกัน ต้องระวังอคติและอารมณ์ชาตินิยมที่อาจถูกปลุกผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในยุคที่อัลกอริทึมขับเคลื่อนข้อมูลให้อยู่ใน “ห้องแห่งเสียงสะท้อน” สุดท้าย ควรยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งทั้งในโลกออนไลน์และพื้นที่จริง


สวิตเซอร์แลนด์สั่งแบน ‘แมมโมแกรม’: ข่าวลวงแชร์วนซ้ำจากต่างประเทศก่อนมาถึงเมืองไทย

By : Zhang Taehun

ด่วน: สวิตเซอร์แลนด์ห้ามทำแมมโมแกรม — และได้เปิดโปงกลุ่มมาเฟียทางการแพทย์!

พาดหัวข้อความที่ถูกส่งเข้ามาสอบถามในระบบของ Cofact เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2568 โดยเนื้อหาของโพสต์ดังกล่าวอ้างว่า โดยอ้างว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์สั่งห้ามทำแมมโมแกรม ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองหาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม  และระบุด้วยว่า การตรวจด้วยวิธีดังกล่าวทำให้เกิด ผลบวกปลอมหมายถึงได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้ป่วย แถมยังอ้างว่าพบผลบวกปลอมสูงถึงร้อยละ 60 อีกต่างหาก และยังระบุด้วยว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นความจงใจของอุตสาหกรรมยาที่ต้องการสร้างกำไรจากสถานการณ์นี้

– แมมโมแกรมคืออะไร?

บทความ การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี ที่เผยแพร่ตั้งแต่เมื่อปี 2559 โดย รังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า แมมโมกราฟฟี (Mammography) เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้สร้างภาพภายในเนื้อเยื่อของเต้านมโดยใช้รังสีเอ็กซ์ขนาดกำลังต่ำ การตรวจแมมโมกราฟฟีหรือที่เรียกกันว่า แมมโมแกรม นั้นเป็นการตรวจเพื่อหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น ในขณะที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งทำให้มีโอกาสรักษาหายขาดมากที่สุด ทั้งนี้การตรวจด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี่แบ่งได้คร่าวๆ 2 แบบ คือ 

1.การตรวจในผู้ที่ไม่มีอาการ (Screeningmammography) เป็นการตรวจที่สำคัญในการคัดกรองหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น เพราะมะเร็งบางชนิดอาจใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงในเนื้อเยื่อเต้านมเป็น ปีหรือ 2 ปีก่อนที่ผู้ป่วยหรือแพทย์จะสามารถคลำส่วนที่ผิดปกตินี้ได้ ล่าสุดวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา  แนะนำให้เริ่มทำการตรวจ screening mammogram  ปีละครั้งเมื่อสตรีมีอายุ 40 ปีขึ้นไป สำหรับผู้หญิงที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือมีความเสี่ยงสูงเช่น มีประวัติมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ในครอบครัว ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรรับการตรวจก่อนอายุ 40 ปีหรือไม่ หรือควรตรวจอะไรเพิ่มเติม เช่น Breast MRI

2.การตรวจในผู้ที่มีอาการ (Diagnosismammography) เช่นคลำก้อนได้ที่เต้านม มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังบริเวณเต้านม หรือมีสารคัดหลั่งผิดปกติออกมาจากหัวนม (เลือด,หนอง) การตรวจนี้มักเป็นการตรวจเพิ่มเติมเมื่อพบความผิดปกติจาก Screening mammogram

เครื่องแมมโมแกรมมีส่วนที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมซึ่งใส่หลอดเอกซเรย์ และมีส่วนประกอบที่ช่วยให้รังสีผ่านเฉพาะเต้านมที่ทำการตรวจ เป็นเครื่องที่สร้างมาเพื่อใช้ตรวจเฉพาะเต้านมเท่านั้น โดยจะมีแผ่นรองรับเต้านมและกดเนื้อเต้านมในมุมต่างๆเพื่อการถ่ายภาพ การตรวจ Breast tomosynthesis  ต้องใช้เครื่อง Digital mammography เท่านั้น แต่ไม่ใช่ทุกเครื่อง Digital mammography จะสามารถตรวจด้วยวิธี tomosynthesis ได้

เครื่องจะให้กำเนิดรังสีเอกซ์ในขนาดที่พอเหมาะ ผ่านอวัยวะที่จะทำการตรวจ รังสีที่ผ่านจะถูกเก็บไว้ในแผ่นรับรังสีซึ่งจะได้รับการแปลเป็นภาพผ่านระบบคอมพิวเตอร์ให้แพทย์แปลผลอีกครั้งหนึ่ง ในอดีตแผ่นรับรังสีเป็นแผ่นฟิล์มแต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นแผ่นรับรังสีที่เป็นระบบอิเล็คทรอนิกส์แทน แต่แผ่นฟิล์มก็ยังคงใช้อยู่ ทั้งนี้ การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี เป็นการตรวจที่ไม่ต้องเข้าพักในโรงพยาบาล (ตรวจแบบผู้ป่วยนอก) เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคที่ผ่านการอบรมเฉพาะจะเป็นผู้ทำการถ่ายภาพ โดยเริ่มต้นด้วยการจัดตำแหน่งของเต้านมให้พอเหมาะที่แผ่นรองรับที่ตัวเครื่องและใช้แผ่นใสแข็งอีกแผ่นค่อยๆกดเต้านมเพื่อให้เนื้อเยื่อแผ่ออก และไม่ขยับระหว่างทำการถ่ายภาพ

– สวิตเซอร์แลนด์สั่งห้ามตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเมมโมแกรมจริงหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จริ แถมเรื่องนี้ยังเคยเป็นข่าวลวงในต่างประเทศและถูกหักล้างไปแล้ว ก่อนจะถูกแปลเป็นภาษาไทยและเข้ามาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ของไทยอีกต่างหาก อาทิ ในวันที่ 13 มิ.ย. 2567 เว็บไซต์ นสพ. USA Today สหรัฐอเมริกา เผยแพร่บทความ Mammograms don’t cause cancer, aren’t banned in Switzerland | Fact check โดยอ้างถึงโพสต์หนึ่งที่ถูกแชร์ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2567 ระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในโลกที่ห้ามการตรวจแมมโมแกรม และอ้างว่า ผลการตรวจที่เป็นบวกราวร้อยละ 50-60 ไม่ถูกต้องและกระบวนการคัดกรองกระตุ้นการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเนื้องอก โพสต์ดังกล่าวได้รับการแชร์มากกว่า 100 ครั้งในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ แถมยังถูกนำไปแชร์บนแพลตฟอร์มอื่น เช่น X (ทวิตเตอร์เดิม)

(ภาพ 01) โพสต์ที่ USA Today อ้างถึง (ในภาพเป็นวันที่ 3 มิ.ย. 2567 เข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องของโซนเวลา)

ในเวลานั้น ผู้สื่อข่าวของ USA Today ได้สอบถามไปยัง เซลีน เรย์มอนด์ (Celine Reymond) โฆษกสำนักงานสาธารณสุขกลางของสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับคำยืนยันว่า ในระดับประเทศไม่มีนโยบายห้ามการตรวจเอกซเรย์ด้วยแมมโมแกรม โดยโปรแกรมการตรวจคัดกรองนั้นจัดทำขึ้นโดยรัฐต่างๆ

ขณะที่ คอร์เนเลีย ลีโอ (Cornelia Leo) หัวหน้าแพทย์ของ Interdisciplinary Breast Center ของ Cantonal Hospital Baden ในเมืองบาเดิน (Baden) ของสวิตเซอร์แลนด์ ให้ข้อมูลว่า การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมมีให้บริการใน 14 รัฐจากทั้งหมด 26 รัฐในสวิตเซอร์แลนด์ และอีก 4 รัฐกำลังดำเนินการนำโปรแกรมดังกล่าวไปปฏิบัติ ส่วนในรัฐอื่นๆ ก็มีการตรวจแมมโมแกรมด้วยเช่นกัน แต่ในระดับบุคคล เรียกว่าการตรวจคัดกรองแบบตามโอกาส ทั้งนี้ โปรแกรมการตรวจคัดกรองแมมโมแกรมเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพสูงที่ได้รับการตรวจสอบเป็นประจำ

นอกจากนั้น ข้อมูลที่ทางเว็บไซต์ของโรงพยาบาลซูริก ยังระบุด้วยว่า โรงพยาบาลได้เชิญชวนสตรีที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และไม่มีอาการมะเร็งเต้านม ให้เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุกๆ 2 ปีในบางรัฐ แต่การตรวจคัดกรองจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดด้านคุณภาพที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย 

ในเวลาต่อมา วันที่ 20 ก.พ. 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ เผยแพร่บทความ Fact Check: Switzerland has not banned mammograms, contrary to online claims ระบุว่า พบโพสต์เนิ้อหาทำนองเดียวกันกับUSA Today เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2567 บนแพลตฟอร์ม X และเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม จากคำตอบที่ได้รับทางอิเมล ซึ่งผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ได้สอบถามไปยัง สำนักงานสาธารณสุขกลางของสวิตเซอร์แลนด์ ยังคงยืนยันเช่นเดิมว่า สวิตเซอร์แลนด์ไม่มีนโยบายห้ามการตรวจแมมโมแกรม

ทางสำนักงานสาธารณสุขกลางของสวิตเซอร์แลนด์ ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า คำกล่าวอ้างที่ถูกแชร์กันในโลกออนไลน์ เป็นการตีความรายงานปี 2557 ผิด โดยคณะกรรมการการแพทย์สวิส (SMB) ซึ่งตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และ SMB ถูกยุบไปตั้งแต่เมื่อปี 2565 ทั้งนี้ ในสวิตเซอร์แลนด์แนะนำให้ทำการตรวจแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป และโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจะจัดตั้งขึ้นโดย แคนตัน (Canton)” ต่างๆ ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารในสวิตเซอร์แลนด์ที่คล้ายกับเทศมณฑล (County) หรือมลรัฐ (State)

จากแผนที่ 26 รัฐของสวิตเซอร์แลนด์ มี 15 รัฐที่เสนอโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบ โดยรัฐอื่นๆ อีก 3 รัฐมีแผนที่จะแนะนำโครงการในอนาคต โครงการที่เป็นระบบคือโครงการที่ผู้หญิง – มักจะอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป – ได้รับเชิญให้เข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำนอกจากนี้ ยังมีอีก 8 รัฐที่มีโครงการเฉพาะกิจ โดยที่ผู้หญิงจะถูกส่งไปตรวจแมมโมแกรมหลังจากได้รับการแนะนำจากแพทย์ รายงานการตรวจสอบของรอยเตอร์ ระบุ

– ผลบวกปลอมจากการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมสูงถึงร้อยละ 50  60 จริงหรือ?

คำตอบคือ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในวันที่ 24 มี.ค. 2568 สำนักข่าว Euronews ของฝรั่งเศสเผยแพร่รายงาน No, Switzerland hasn’t banned mammograms นอกจากจะยืนยันอีกครั้งว่าเรื่องสวิตเซอร์แลนด์แบนการตรวจด้วยแมมโมแกรมนั้นไม่เป็นความจริงแล้ว ยังไปสอบถามผู้เชี่ยวชาญในประเด็นผลบวกปลอมนี้ด้วย

ปาร์ธา บาซู (Partha Basu) หัวหน้าสาขาการตรวจจับในระยะเริ่มต้น การป้องกัน และการติดเชื้อของสำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในเมืองลียงของฝรั่งเศส อธิบายว่า แม้ผลบวกปลอมจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดกรอง แต่การได้รับผลบวกปลอมเพียงครั้งเดียวก็ไม่เหมือนกับการวินิจฉัยขั้นสุดท้าย โดย ต้องเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างการตรวจคัดกรอง (Screening Test) และการตรวจวินิจฉัย (Diagnostic Test) โดยการตรวจวินิจฉัยก็เหมือนกับการตัดชิ้นเนื้อ ซึ่งคาดหวังว่าจะมีความแม่นยำสูงมาก

การตรวจคัดกรองเป็นเพียงการระบุว่าใครมีความเสี่ยงสูงหรือเสี่ยงต่ำที่จะเป็นโรค และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงแนะนำเสมอว่าผู้หญิงที่ผลการตรวจแมมโมแกรมเป็นบวกควรเข้ากระบวนการสอบสวนโรค (Investigated) โดยเร็วที่สุด บาซูกล่าว  

รายงานข่าวของ USA Today อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่า ผู้หญิงมากกว่าร้อยละ 50 ในสหรัฐฯ ที่เข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปีเป็นเวลา 10 ปี จะได้รับผลบวกปลอมในบางช่วงเวลา ซึ่งหมายความว่าพบความผิดปกติในภาพเอกซเรย์แต่ไม่พบมะเร็งซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์กร Susan G. Komen ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ทำงานด้านมะเร็งเต้านมในสหรัฐฯรายงานในทำนองเดียวกันว่าโอกาสเกิดผลบวกปลอมอยู่ที่ร้อยละ 50-60 หลังจากทำแมมโมแกรม 10 ปี โดยผลบวกปลอมเกิดขึ้นบ่อยกว่าเล็กน้อยในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า

ขณะที่รายงานของรอยเตอร์ อ้างอิงคำอธิบายของ คริส เดอ วูล์ฟ (Chris de Wolf) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและประธานองค์กรอ้างอิงยุโรปด้านการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและบริการวินิจฉัยคุณภาพ ที่กล่าวว่า ในยุโรป สัดส่วนของผู้หญิงที่ถูกเรียกตัวกลับมาตรวจเพิ่มเติมอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10-12 ในครั้งแรก และร้อยละ3-5 ในการตรวจครั้งต่อไป ซึ่งตัวเลขหลังนี้หมายความว่าผู้หญิง 30-50 คนในทุกๆ 1,000 คนถูกเรียกตัวกลับมาตรวจเพิ่มเติมหลังการตรวจแมมโมแกรม และในจำนวนผู้หญิงที่ถูกเรียกตัวกลับมา ประมาณ 7 คนจะเป็นมะเร็ง 

ดังนั้น ในจำนวนผู้หญิงที่ถูกเรียกตัวกลับมา 23  43 คน หรือ 76  86% ให้ผลบวกปลอม แต่เมื่อพิจารณาเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงทั้งหมดที่ได้รับการคัดกรอง จะพบว่าอยู่ที่ 23  43 ใน 1,000 คน หรืออยู่ที่ 2.3  4.3% โดยโพสต์ดังกล่าวอาจหมายถึงความเสี่ยงสะสมของผลบวกปลอมด้วย ตัวอย่างเช่น หากอัตราผลบวกปลอมอยู่ที่ 5% และผู้หญิงเข้ารับการตรวจคัดกรอง 12 ครั้งตั้งแต่อายุ 50 ปี ความเสี่ยงสะสมโดยประมาณของผลบวกปลอมในช่วงเวลาดังกล่าวจะอยู่ที่ 60% เดอ วูล์ฟ ระบุ

อัตราการตรวจซ้ำเฉลี่ยของสวิตเซอร์แลนด์สำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 50-69 ปีอยู่ที่ 31 ต่อ 1,000คนในปี 2562 – 2564 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 3 ของผู้หญิงทั้งหมดที่ได้รับการตรวจคัดกรอง ทั้งนี้ ตามรายงานที่จัดทำขึ้นสำหรับ Swiss Cancer Screening อัตราผลบวกปลอมอยู่ที่ 26 ต่อผู้หญิง 1,000 คน ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 2.6 ของผู้ที่ได้รับการตรวจคัดกรองทั้งหมด อัตราดังกล่าวสูงขึ้นสำหรับผู้ที่เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมครั้งแรกในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราการตรวจซ้ำอยู่ที่ 110.8 ต่อ 1,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 11 ของผู้ที่ได้รับการตรวจคัดกรองทั้งหมด อัตราการตรวจพบผลบวกปลอมอยู่ที่ 105 รายต่อผู้เข้ารับการตรวจ 1,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 10.5 ของผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด

– ตรวจแมมโมแกรมทำให้เกิดเนื้องอก? 

เป็นข้อความที่ถูกส่งเข้ามาถามในระบบของ Cofact และมีการระบุด้วยว่า ยิ่งแย่ลงไปอีก: แมมโมแกรมอาจทำให้เนื้องอก(ถ้ามี)แพร่กระจายได้ การศึกษาวิจัยใหม่ยืนยันว่าการกดทับเนื้อเยื่อที่บอบบางอาจกระตุ้นให้เกิดการแพร่กระจาย และการทดสอบอาจเพิ่มโรคก็ได้

คำตอบคือ ไม่จริง  โดยรายงานการตรวจสอบจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ยืนยันโดยอ้างคำพูดของปาริสา ล็อตฟี (Parisa Lotfi) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านรังสีวิทยาและการถ่ายภาพทางชีวการแพทย์ที่ศูนย์มะเร็งเยล (YCC) ในสหรัฐฯ ที่กล่าวกับ USA Today ว่า โพสต์ที่ว่าแมมโมแกรมกระตุ้นการเติบโตของเนื้องอกและการแพร่กระจายนั้นไม่เป็นความจริง ไม่มีหลักฐานใดๆ เลยที่บ่งชี้ว่าแมมโมแกรมทำให้เกิดมะเร็ง การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม ทั้งแรงกดจากแมมโมแกรมและปริมาณรังสีของมะเร็งเต้านมไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดย พ.ร.บ.คุณภาพและมาตรฐานแมมโมแกรม(Mammography Quality and Standards Act) ขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) รับรองว่าปริมาณรังสีอยู่ในช่วงที่ปลอดภัยและต่ำกว่าค่ามาตรฐานของรังสีเอ็กซ์

เอวานโดร เดอ อาซัมบูจา (Evandro de Azambuja) หัวหน้าทีมสนับสนุนทางการแพทย์ของสถาบัน Jules Bordet ในเมืองอันเดอร์เลชท์ของเบลเยียม อธิบายกับ Euronews ว่า หากปฏิบัติตามขั้นตอนที่เคร่งครัดตามคำแนะนำของหน่วยงานต่างๆ ปริมาณรังสีก็จะต่ำ ดังนั้นจะไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งจากการฉายรังสีแมมโมแกรม

สรุปแล้วการตรวจแมมโมแกรมมีประโยชน์หรือไม่?

รายงานของ Euronews อ้างความเห็นของ จูเลีย ชวาร์ตซ์ (Julia Schwarz) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจจับระยะเริ่มต้นจาก Swiss Cancer League ในเมืองเบิร์น (Bern) ของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ระบุว่า ผู้หญิงควรได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับผลบวกปลอมก่อนเข้ารับการตรวจแมมโมแกรม โอกาสนั้นไม่มากนัก แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นคือโอกาสในการรักษาให้หายจะสูงขึ้น

เช่นเดียวกับ คอร์เนเลีย ลีโอ หัวหน้าแพทย์ของ สถาบันรักษาเต้านมแบบบูรณาการ (Interdisciplinary Breast Center) ของ Cantonal Hospital Baden ในเมืองบาเดินของสวิตเซอร์แลนด์ ที่กล่าวกับ USA Today ว่า ข้อดีของการตรวจแมมโมแกรมนั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ผลการศึกษาในระดับนานาชาติและในสวิตเซอร์แลนด์แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ มะเร็งเต้านมจะถูกตรวจพบในระยะเริ่มแรก ทำให้การรักษามีภาระน้อยลงด้วย ลีโอกล่าว 

ขณะที่ประเทศไทย เท่าที่สืบค้นได้ มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ห่างกันประมาณ 1 ปี โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2567 รายการ ชัวร์ก่อนแชร์ ทางช่อง MCOT HD ได้สอบถามไปยัง ศ.พญ.ชลทิพย์ วิรัติพันธ์ หัวหน้าศูนย์วินิจฉัยเต้านม ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้รับคำยืนยันว่า จากการวิจัยทั่วโลกที่ทำกันมากว่า 30 ปี ชี้ว่า แมมโมแกรมเป็นวิธีเดียวที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้มากกว่าร้อยละ 20

และแม้จะมีการตรวจพบผลบวกลวง ก็ไม่ได้แปลว่าจะหักล้างและสรุปว่าไม่ควรตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม ซึ่งหากเทียบกันระหว่างการตรวจหามะเร็งเต้านมตั้งแต่แรกๆ กับการเจอผลบวกลวง โดยเป็นการเจอชิ้นเนื้อแต่ยังบอกไม่ได้ว่าคืออะไร ขั้นตอนต่อไปก็จะแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อ และการตรวจชิ้นเนื้อนั้นแล้วพบว่าไม่ใช่มะเร็ง ก็เท่ากับว่าเราสามารถเก็บชิ้นเนื้อนั้นไว้กับร่างกายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ดีกว่าไม่รู้แล้วต้องมาคอยลุ้นว่าชิ้นเนื้อจะโตขึ้นหรือไม่ นอกจากนั้นยังควบคุมปริมาณรังสีที่ใช้ให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย  

การทำแมมโมแกรมยังไม่กระตุ้นให้เกิดเนื้องอก เพราะไม่ได้ทำให้เซลล์มะเร็งกระจายไปที่ไหนหรือทำให้ลุกลามมากขึ้น ส่วนที่บอกว่าผู้หญิงแข็งแรงทำแมมโมแกรมแล้วตรวจเจอมะเร็ง เรื่องนี้เป็นไปได้ว่าเป็นการเจอมะเร็งที่ซ่อนอยู่เงียบๆ ยังไม่แสดงอาการ สุดท้ายคือสวิตเซอร์แลนด์ก็ไม่ได้ห้ามการตรวจแมมโมแกรม เพียงแต่ที่นั่นรัฐบาลไม่ได้บรรจุให้เป็นสิทธิประโยชน์ และไม่ได้สนับสนุนหรือเชิญชวนให้มาตรวจ 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2568 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รายงานโดยอ้างกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า สวิตเซอร์แลนด์ยังคงแนะนำและให้บริการตรวจแมมโมแกรม ซึ่งการตรวจแมมโมแกรมถือเป็นวิธีตรวจคัดกรองมาตรฐาน (gold standard) สำหรับการตรวจหามะเร็งเต้านมในผู้หญิง โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป 

ปัจจุบันมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนว่า แมมโมแกรมสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาหายและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยขนาดใหญ่ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และประเทศในยุโรป พบว่า การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ 20-40% ในกลุ่มสตรีที่เข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังแนะนำให้ประเทศที่มีทรัพยากรเพียงพอดำเนินโปรแกรมการตรวจแมมโมแกรมอย่างเป็นระบบโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการสุขภาพและลดภาระของโรคในระยะยาว แม้ว่า การตรวจแมมโมแกรมจะมีความเสี่ยงบางประการ เช่น การได้รับรังสีในปริมาณเล็กน้อย แต่เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของการตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นซึ่งช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตแล้ว การตรวจแมมโมแกรมจึงให้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

รวมถึงเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute” ก็ยังโพสต์คลิปวีดีโอพร้อมคำบรรยาย ข่าวดีของหญิงไทย…. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์  ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 0 22026800 ต่อ 1127

บทสรุปคือ สวิสเซอร์แลนด์สั่งแบนแมมโมแกรมเป็นอีกหนึ่งข่าวลวงที่เข้าข่าย แชร์วนซ้ำ” มีการหักล้างไปแล้วก็ยังกลับมาใหม่ได้อีก!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง

https://cofact.org/article/3ceijwwvsa336

https://www.radiologythailand.org/th/การตรวจเต้านมด้วยเครื่/ (การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมกราฟฟี่ : รังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย)

https://www.usatoday.com/story/news/factcheck/2024/06/13/mammograms-banned-switzerland-fact-check/74005275007/ (Mammograms don’t cause cancer, aren’t banned in Switzerland | Fact check : USA Today 13 มิ.ย. 2567)

https://www.reuters.com/fact-check/switzerland-has-not-banned-mammograms-contrary-online-claims-2025-02-20/ (Fact Check: Switzerland has not banned mammograms, contrary to online claims : รอยเตอร์ 20 ก.พ. 2568)

https://www.euronews.com/my-europe/2025/03/24/no-switzerland-hasnt-banned-mammograms (No, Switzerland hasn’t banned mammograms : Euronews 24 มี.ค. 2568)

https://www.youtube.com/watch?v=gD9c4bIQMew (ชัวร์ก่อนแชร์ : แมมโมแกรม อันตราย กระตุ้นให้เป็นมะเร็ง จริงหรือ? : ชวร์ก่อนแชร์ 20 พ.ค. 2567)

https://www.antifakenewscenter.com/ผลิตภัณฑ์สุขภาพ/การทำแมมโมแกรมอาจกระตุ้นให้เนื้องอกลุกลาม/ (การทำแมมโมแกรมอาจกระตุ้นให้เนื้องอกลุกลาม : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม 3 มิ.ย. 2568)

https://www.facebook.com/NationalCancerInstitute.Thailand/videos/1606874680006528


สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2568

ดื่มน้ำต้มแพงพวยฝรั่งตากแห้ง แก้เบาหวาน ลดความดันโลหิต ต้านมะเร็ง ถอนพิษ แก้หนองใน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2p0qtqfznujri


นั่งชักโครกสาธารณะติด HPV…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/yds7bjvclr94


ภาพวิดีโอ สมเด็จฮุน เซน ลูบหัว รมว.กลาโหมไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/300tcdrx850vh


จัดพื้นที่สูบบุหรี่ในสนามบิน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5evm4yrwmlbc


ลาวผ่อนปรนนำเข้าโค กระบือ และหมูจากไทย

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/uifxt130fjp


13-16 มิ.ย. 68 พายุดีเปรสชันกระทบไทย ทำมรสุมแรง ฝนตกหนัก

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2vy1hcanvl8pp


เชื้อ HIV ทำลายเม็ดเลือดขาว หากไม่รักษาจะเข้าสู่ระยะโรคเอดส์

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jxzpjxgbghq9


การจูบลงไปบริเวณที่มีแผลของโรคซิฟิลิส มีโอกาสที่จะติดโรคได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/zdsc5l6r2a20


กัมพูชา โต้กลับให้ คนไทย เข้าประเทศได้แค่ 7 วัน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36hfv1876acey


รู้ได้ไง “AI” หรือ “ภาพจริง”? เจาะลึกการตรวจสอบข่าวลวงในยุคความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

ขอบคุณที่มา ubonconnect

ในยุคที่ข้อมูลท่วมท้นบนโซเชียลมีเดีย การแยกแยะระหว่างภาพจริงและภาพที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์(AI) กลายเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังร้อนระอุ รายการ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าวEP.4” เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ได้พูดคุยถึงวิธีการตรวจสอบข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือน พร้อมชวนทุกคนรู้เท่าทันสื่อ ด้วยการสนทนานำโดย สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้ดำเนินรายการ, สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT, กุลธิดา สามะพุทธิ Fact-checker จากโคแฟค และ พี่ช้าง ธรรมชาติ ทานตะวันสดใส ตัวแทนคนเช็กข่าวที่นำประเด็นมาเสนอ

สุภิญญา กลางณรงค์ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ความร้อนแรงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงปัญหาข้อมูลบิดเบือนที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความเกลียดชัง เธอกล่าวว่า“ข้อมูลที่บิดเบือนหรือตั้งใจปั่น เพื่อประโยชน์ทางการเมืองสามารถจุดชนวนความโกรธเกลียดได้ง่าย” 

โดยเฉพาะในยุคที่ AI สามารถสร้างภาพและคลิปที่เหมือนจริงได้อย่างน่ากลัว เธอเน้นย้ำว่า ทุกคนต้องรู้เท่าทันข้อมูล โดยตั้งคำถามว่าเป็น “AI หรือ IO (Information Operation)” ซึ่งหมายถึงปฏิบัติการข้อมูลที่อาจมีแรงจูงใจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม สุภิญญายังชวนผู้ชมส่งภาพหรือคลิปที่น่าสงสัยมาให้ทีมโคแฟคตรวจสอบ เพื่อช่วยกันแยกแยะความจริง

พี่ช้าง นำเสนอกรณีตัวอย่างคลิปที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแสดงภาพบุคคลที่หน้าคล้ายนักการเมืองไทยกำลังยกมือไหว้ผู้นำกัมพูชา พร้อมซาวด์ตลกขบขันเขาตั้งคำถามว่า “คลิปนี้จริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงการแชร์เพื่อความขบขัน แต่ทำให้คนเข้าใจผิด?” พี่ช้างยอมรับว่า ความสมจริงของภาพและคลิปที่สร้างจาก AI ทำให้ผู้บริโภคสื่ออย่างเขาแยกแยะได้ยากและจำเป็นต้องพึ่งพาการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ

กุลธิดา สามะพุทธิ อธิบายวิธีการตรวจสอบภาพและคลิปอย่างละเอียด กรณีแรกคือภาพนิ่งที่ถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งหน้าตาคล้ายนักการเมืองไทยและผู้นำกัมพูชา เธอเล่าว่า ทีมโคแฟคใช้วิธี Reverse Image Search เพื่อค้นหาที่มาของภาพใน Google แต่ไม่พบแหล่งที่มา จึงค้นหาข่าวเพิ่มเติมและพบว่าไม่มีรายงานการพบปะระหว่างบุคคลทั้งสองในช่วงเวลาดังกล่าวต่อมาเมื่อตรวจสอบใน TikTok พบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์พร้อมแฮชแท็ก #AI ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นภาพที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ และถูกแชร์ต่อใน Facebook โดยไม่ระบุว่าเป็น AI ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างกว้างขวาง กุลธิดายังชี้จุดสังเกตภาพ AI เช่น ความผิดปกติของเส้นผม ลายธงกัมพูชา และเข็มกลัดที่ขาดรายละเอียด ซึ่งสามารถช่วยระบุว่าเป็นภาพปลอม

กรณีที่สองที่กุลธิดานำเสนอคือภาพป้ายหน้าร้านที่ระบุว่า “ไม่รับคนงานเขมร” ซึ่งถูกแชร์ใน X และแพลตฟอร์มอื่นๆ เธอวิเคราะห์ว่า ป้ายดูตึงเกินไปและขาดรอยยับตามธรรมชาติ รวมถึงมือของบุคคลในภาพที่เบลอ และแสงเงาที่ไม่สอดคล้องกัน

บ่งชี้ว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI หรืออาจถูกแต่งด้วยPhotoshop กุลธิดาเตือนว่า แม้ภาพจะเป็นของจริง ก็อาจถูกนำมาใช้ในบริบทที่ผิด (False Context) เช่นภาพจากอดีตที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

กรณีต่อไปเป็นคลิปที่แชร์ใน Facebook, LINE Open Chat และ TikTok ซึ่งแสดงภาพทหารกัมพูชานอนบนผ้า พร้อมคำบรรยายที่ล้อเลียนว่าเป็นการ “ซ้อมห่อศพ” กุลธิดาค้นพบว่า คลิปนี้มาจากบัญชี TikTok ของหน่วยงานสาธารณสุขกัมพูชา ซึ่งระบุว่าเป็นการฝึกอบรมการปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ไม่ใช่การฝึกห่อศพอย่างที่เข้าใจผิด น่าเสียดายที่สื่อหลักบางช่องนำคลิปนี้ไปรายงานโดยไม่ตรวจสอบให้ชัดเจน สร้างความเข้าใจผิดเพิ่มขึ้น

กรณีสุดท้ายที่กุลธิดานำเสนอคือคลิปจาก YouTube ที่ถูกแชร์ข้ามแพลตฟอร์ม โดยยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากอ้างว่า สหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลโลก(International Court of Justice – ICJ) เนื่องจากเห็นใจประเทศไทยที่ถูก “รังแก” โดยกัมพูชาในกรณีพิพาทชายแดน

กุลธิดาตรวจสอบพบว่า ข้อมูลนี้บิดเบือนความจริงเพราะสหรัฐฯ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ(International Criminal Court – ICC) ไม่ใช่ศาลโลกที่เกี่ยวข้องกับคดีพิพาทเขตแดน

เธอตั้งข้อสังเกตว่า ความผิดพลาดนี้อาจเกิดจากความเข้าใจผิดของยูทูบเบอร์ หรือจงใจบิดเบือนเพื่อเรียกยอดวิวและกระแส โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชากำลังเป็นที่สนใจ กุลธิดาย้ำว่า ข้อมูลเช่นนี้สามารถตรวจสอบได้จากสื่อที่น่าเชื่อถือ ซึ่งควรรายงานข่าวการคว่ำบาตรศาลโลกอย่างกว้างขวางหากเป็นเรื่องจริง

สุชัย เจริญมุขยนันท เสริมว่า สื่อกระแสหลักควรเป็นที่พึ่งของประชาชน และไม่ควรนำข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบไปเผยแพร่ เขายังชี้ว่า ผู้บริโภคสื่อควรระวังการแชร์ข้อมูลด้วยอคติ (Confirmation Bias) ซึ่งอาจทำให้แชร์ข้อมูลลวงโดยไม่ตั้งใจ

บทสรุป รายการนี้เรียกร้องให้ทุกคนเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง โดยตั้งคำถามว่า “เป็น AI หรือIO?” ก่อนแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะในเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง สุภิญญาแนะนำให้ใช้ความช่างสังเกตและวิจารณญาณ รวมถึงส่งข้อมูลที่น่าสงสัยให้ทีมโคแฟคช่วยตรวจสอบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลวง

สุชัยทิ้งท้ายว่า บางภาพอาจจับแพะชนแกะ “อย่าเพิ่งเชื่อ อย่าเพิ่งแชร์ จนกว่าจะเช็กให้ชัวร์” เพื่อสร้างสังคมที่รู้เท่าทันสื่อและลดการจับแพะชนแกะที่อาจสร้างความแตกแยก


สหรัฐฯ คว่ำบาตร “ศาลอาญาโลก” ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรศาลโลก

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน หยุดแชร์**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 มิ.ย. 68 ยูทูเบอร์คนไทยที่เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชาโพสต์วิดีโอเล่าข่าวหัวข้อ “ไทยเฮ..ทรัมป์จัดหนักศาลโลกหลังเขมรขย่มไทย ลั่น..ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณา” อ้างว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา “ประกาศคว่ำบาตรศาลโลก” เนื้อหานี้ถูกนำไปแชร์ต่อในติ๊กต็อกและกลุ่มไลน์โอเพนแชท

โคแฟคตรวจสอบจากสำนักข่าวต่างประเทศที่เชื่อถือได้และเว็บไซต์ทำเนียบขาวพบว่า ศาลที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรคือ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court – ICC) ไม่ใช่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก (International Court of Justice – ICJ) ซึ่งเป็นศาลที่วินิจฉัยข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร และล่าสุดทางการกัมพูชามีมติจะนำข้อพิพาทพื้นที่ปราสาทตาเมือนและบริเวณใกล้เคียงรวม 5 จุดเข้าสู่การพิจารณาของศาลนี้

ส่วนศาลอาญาระหว่างประเทศหรือศาลอาญาโลกดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม ซึ่งเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 68 ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารในการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อศาลอาญาโลก และ 5 มิ.ย. 68 ประกาศคว่ำบาตรผู้พิพากษาศาลอาญาโลก 4 คน เพื่อตอบโต้การออกหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล พันธมิตรของสหรัฐฯ และการสอบสวนสหรัฐฯ ในข้อกล่าวหาก่ออาชญากรรมสงครามในอัฟกานิสถาน

สรุปว่าการคว่ำบาตรศาลอาญาโลกของสหรัฐฯ ไม่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยนำมาบิดเบือนและโยงมั่วเข้ากับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 7 มิถุนายน 2568

จังหวัดศรีสะเกษ พบผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2q2psvfv57g9


สนามแม่เหล็กโลกระดับ G4 อาจส่งผลให้รู้สึกเหนื่อย ง่วง และอารมณ์แปรปรวน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2igaaer08jiu9


ความดันลดแล้ว เลิกใช้ยาลดความดันได้ทันที…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/309uao7aaa6fo


ผู้ชายเสี่ยงโรคความดันมากกว่าผู้หญิง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3f1pnzh0e2yel


ความดันสูงกว่า 140/90 มม.ปรอท ถึงอันตราย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ngrqlpd7wnro


จังหวัดศรีสะเกษ พบผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/2q2psvfv57g9


กยศ. เปิดลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอรับเงินคืน กรณีคำนวณหนี้ใหม่

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/24xveytq08bqi


ดื่มเหล้า ไม่แปรงฟัน ทำให้ฟันผุ จนเกิดการติดเชื้อฝีหนองที่รากฟันและปอด

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/117w4rm2t951q


หมอยง ยันโควิด NB.1.8.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลักของไทยแล้ว ย้ำแพร่เร็ว…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3beb2cgmzge8p


มะพร้าวเจาะรูทิ้งไว้ ก่อให้เชื้อรา ทำให้สมองบวม เสียชีวิต…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/e1109swvid58


 รับประทานเนื้อวัวเสี่ยงเป็นโรคแอนแทรกซ์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4fnraj6j7o67


คลิปทหารกัมพูชาอบรมปฐมพยาบาล ถูกคนไทยนำมาล้อเลียนว่าเป็นการ “ซ้อมห่อศพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ทหารกัมพูชาฝึกซ้อมห่อศพและเคลื่อนย้ายร่างทหาร

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน หยุดแชร์**

เนื้อหาโดยสรุป: ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยจำนวนมากแชร์คลิปวิดีโอทหารกัมพูชายืนชมการสาธิตการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ โดยทหารคนหนึ่งแสดงเป็นผู้บาดเจ็บนอนบนผ้าขาว โพสต์เหล่านี้เขียนคำบรรยายเชิงล้อเลียนและบิดเบือนว่าทหารกัมพูชากำลังฝึกห่อศพและเคลื่อนย้ายทหารที่เสียชีวิต คลิปและภาพนิ่งที่แคปเจอร์จากวิดีโอนี้ถูกแชร์อย่างกว้างขวางทั้งในเฟซบุ๊กและติ๊กต็อก (ลิงก์บันทึก) นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนนำไปรายงานอีกด้วย

โคแฟคตรวจสอบพบว่าคลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางเฟซบุ๊กของบุคคลากรสาธารณสุขกัมพูชาช่วงเช้าวันที่ 31 พ.ค. 68 โดยเขาเขียนคำบรรยายเป็นภาษาเขมร แปลเป็นไทยได้ว่าภาพการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารสำหรับ ปฏิบัติการช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยพิบัติ จัดที่จังหวัดพระวิหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากหน่วยงานเดียวกันโพสต์คลิปนี้ในติ๊กตอกโดยให้ข้อมูลว่าการอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 พ.ค. 68 

คลิปนี้มีความยาวเกือบ 3 นาที มีทั้งการทำซีพีอาร์ การปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บด้วยการอุ้ม พยุงเดินและการใช้ผ้า แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยตัดตอนเฉพาะส่วนที่เจ้าหน้าที่สาธิตการใช้ผ้าผืนใหญ่เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บและบิดเบือนข้อมูลว่าเป็นการฝึกห่อผ้าและเคลื่อนย้ายร่างทหารที่เสียชีวิต

คลิปฝึกปฐมพยาบาลของทหารกัมพูชา ถูกผู้ใช้โซเชียลมีเดีย-สื่อไทย บิดเบือนว่าเป็นการ “ซ้อมห่อศพ”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ทหารกัมพูชาฝึกซ้อมห่อศพและเคลื่อนย้ายร่างทหารที่เสียชีวิต

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน หยุดแชร์**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยจำนวนมากแชร์คลิปวิดีโอทหารกัมพูชายืนชมการสาธิตการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ โดยทหารคนหนึ่งแสดงเป็นผู้บาดเจ็บนอนบนผ้าขาว โพสต์เหล่านี้เขียนคำบรรยายเชิงล้อเลียนและบิดเบือนว่าทหารกัมพูชากำลังฝึกห่อศพและเคลื่อนย้ายทหารที่เสียชีวิต คลิปและภาพนิ่งที่แคปเจอร์จากวิดีโอนี้ถูกแชร์อย่างกว้างขวางทั้งในเฟซบุ๊กติ๊กต็อก และมีการนำไปรายงานต่อในสื่อโทรทัศน์

โคแฟคตรวจสอบพบว่าคลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางเฟซบุ๊กของบุคคลากรสาธารณสุขกัมพูชาช่วงเช้าวันที่ 31 พ.ค. 68 โดยเขาเขียนคำบรรยายเป็นภาษาเขมร แปลเป็นไทยได้ว่าภาพการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารสำหรับ ปฏิบัติการช่วยเหลือและอพยพผู้ประสบภัยพิบัติ จัดที่จังหวัดพระวิหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากหน่วยงานเดียวกันโพสต์คลิปนี้ในติ๊กตอกโดยให้ข้อมูลว่าการอบรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 พ.ค. 68  

คลิปนี้มีความยาวเกือบ 3 นาที มีทั้งการทำซีพีอาร์ การปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บด้วยการอุ้ม พยุงเดินและการใช้ผ้า แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยตัดตอนเฉพาะส่วนที่เจ้าหน้าที่สาธิตการใช้ผ้าผืนใหญ่เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บและบิดเบือนข้อมูลว่าเป็นการฝึกห่อผ้าและเคลื่อนย้ายร่างทหารที่เสียชีวิต

ภาพ “ภูมิธรรม” ก้มศีรษะไหว้ “ฮุน เซน” เป็นภาพที่สร้างด้วย AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพ “ภูมิธรรม” ก้มศีรษะไหว้ “ฮุน เซน” 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพจากเอไอ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามเกือบ 2 แสนบัญชีโพสต์ภาพบุคคลคล้ายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก้มศีรษะไหว้สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขณะที่สมเด็จฮุน เซนวางมือบนศีรษะของอีกฝ่าย

ภาพนี้ถูกเผยแพร่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. 2568 โพสต์นี้มีผู้แชร์ต่อกว่า 3.4 พันครั้งและเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากกว่า 12,000 ข้อความ ส่วนใหญ่โจมตีนายภูมิธรรม เช่น “คนไทยหัวใจเขมร” และ “ปกป้องธุรกิจผู้นำจนลืมรักษาประเทศชาติ”

โคแฟคตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกแคปหน้าจอมาจากคลิปติ๊กตอกเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 68 โดยผู้โพสต์ใส่แฮชแทก #AI เพื่อระบุว่าเป็นคลิปที่สร้างจากเอไอ ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

ภาพ “ภูมิธรรม” ก้มศีรษะไหว้ “ฮุน เซน” เป็นภาพที่สร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพ “ภูมิธรรม” ก้มศีรษะไหว้ “ฮุน เซน”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพจากเอไอ**

เนื้อหาโดยสรุป: บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “มาร์ค พิตบูล” ที่มีผู้ติดตามเกือบ 2 แสนบัญชีโพสต์ภาพบุคคลคล้ายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก้มศีรษะไหว้สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขณะที่สมเด็จฮุน เซนวางมือบนศีรษะของอีกฝ่าย

ภาพนี้ถูกเผยแพร่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. 2568 โพสต์นี้มีผู้แชร์ต่อกว่า 3.4 พันครั้งและเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากกว่า 12,000 ข้อความ ส่วนใหญ่โจมตีนายภูมิธรรม เช่น “คนไทยหัวใจเขมร” และ “ปกป้องธุรกิจผู้นำจนลืมรักษาประเทศชาติ”

โคแฟคตรวจสอบพบว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกแคปหน้าจอมาจากคลิปติ๊กตอกเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 68 โดยผู้โพสต์ใส่แฮชแทก #AI เพื่อระบุว่าเป็นคลิปที่สร้างจากเอไอ ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง