ภาพ “อนุทิน” จากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ถูกตัดต่อใส่เสื้อสีส้ม-โพสต์ข้อความว่าลาออกจากภูมิใจไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อนุทินโพสต์เฟซบุ๊กสวมเสื้อสีส้มติดหมายเลข 46 ระบุลาออกจากพรรคภูมิใจไทยแล้ว

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพตัดต่อและแอบอ้างบัญชีเฟซบุ๊กของอนุทิน ชาญวีรกูล   

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงวันที่ 2 – 3 ก.พ. 2569 ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” มีผู้เผยแพร่โพสต์จากบัญชีเฟซบุ๊ก “Anutin Charnvirakul” ของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีภาพอนุทินสวมเสื้อสีส้มติดหมายเลข 46 ซึ่งเป็นหมายเลขบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่ 8 ก.พ. 2569 และมีข้อความว่า “ลาออกจากพรรคภูมิใจไทยเป็นส้มเต็มตัว รักชาติต้องกาเบอร์ 46”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพนี้เป็นภาพที่ถูกดัดแปลงตัดต่อจากภาพต้นฉบับที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊ก “Anutin Charnvirakul” ของอนุทินเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 โดยอนุทินสวมเสื้อสีน้ำเงินและติดหมายเลข 37 ซึ่งเป็นหมายเลขบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย และเขียนคำบรรยายว่า “อีตาหนูไปกินครัวตานิด”

ภาพต้นฉบับจากเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul โพสต์เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569

ภาพที่เผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กแฟนข่าว TOP NEWS จึงเป็นเนื้อหาเท็จที่เกิดจากการตัดต่อดัดแปลงภาพและการแอบอ้างบัญชีเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าอนุทินเป็นผู้โพสต์ภาพและข้อความดังกล่าว

การเผยแพร่เนื้อหาเท็จลักษณะนี้ยังอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 (5) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง

แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง

ในยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร ที่มีทั้งข้อมูลจริง ข้อมูลลวง และข้อมูลบิดเบือน การตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ 

COFACT โดย ดร. วศิน ปั้นทอง ร่วมจัดทำเอกสาร guideline แนวทางเบื้องต้นเพื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง สร้างภูมิคุ้มกันข่าวลวงที่อยู่รอบตัวเราในทุกวัน

สามารถอ่านเอกสาร guideline ได้ในลิงก์นี้ คลิก 

หรือ ดาวน์โหลดเอกสาร

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองในเบื้องต้นและมุ่งหมายให้เกิดการอภิปรายถกเถียงและปรับปรุงแนวทางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ข้อมูลในการจัดทำเอกสารนี้มาจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการนำเสนองานของผู้เขียนและการประมวลข้อคิดเห็นจากวงเสวนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือ Fact Checking

ภาพคอนเสิร์ต “เลดี้กาก้า” ในบราซิล ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยฟังปราศรัยที่พัทยา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพประชาชนเกือบล้านคนร่วมฟังปราศรัยพรรคเพื่อไทยที่พัทยา

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพคอนเสิร์ตเลดี้กาก้าที่บราซิลเมื่อปี 2568 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.พ. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc” เป็นภาพผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันบริเวณชายหาดในเวลากลางคืน พร้อมข้อความบรรยายว่า “ภาพการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่ชายหาดพัทยาครับ คนมาร่วมเกือบล้าน”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens ประกอบกับรายงานข่าวของสื่อมวลชน สรุปได้ดังนี้

▪ ภาพเล็กซ้ายมือ – เป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของเลดี้กาก้า ที่ชายหาดโคปาคาบานา เมืองริโอ เดอ จาเนโรของบราซิลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 พ.ค. 2025 ซึ่งสื่อต่างประเทศ เช่น EuroWeekly รายงานว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้สร้างสถิติคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือราว 2.1 ล้านคน 

▪ ภาพใหญ่ขวามือ – เป็นภาพการแสดงคอนเสิร์ตของ Alok ศิลปินและดีเจชื่อดังชาวบราซิล คอนเสิร์ตนี้จัดขึ้นที่ชายหาดในเมืองฟอร์ตาเลซาของบราซิลในคืนส่งท้ายปี 2023 มีผู้ชมมากกว่า 1 ล้านคน โดย Alok ได้โพสต์ภาพนี้ในอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2024  

“ใส่หน้ากากอนามัยนาน ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง” เนื้อหาเท็จที่ถูกแชร์ตั้งแต่ยุคโควิด-19

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ใส่หน้ากากอนามัยนานทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงและเลือดเป็นกรด

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นข่าวลวงวนซ้ำตั้งแต่ยุคการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Jompoj Pijitpakdeekul แชร์โพสต์ภาษาต่างประเทศที่เตือนให้หลีกเลี่ยงการใส่หน้ากากอนามัยพร้อมข้อความว่า “หากยังใส่อยู่  ถือว่าท่านช่วยลดประชากรโลก” โดยโพสต์ต้นทางระบุว่าการหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือลมหายใจออกของตัวเองกลับเข้าไปซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงจนเลือดมีสภาวะเป็นกรดได้ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการมึนงง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย สับสน หรืออาจถึงกับเสียชีวิต (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่าคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับอันตรายจากการใส่หน้ากากอนามัยเริ่มเผยแพร่บนโลกออนไลน์ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งแรกในปี 2563 และยังถูกแชร์ซ้ำจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ต่อต้านการฉีดวัคซีนในหลายประเทศ

พล.ต.ต.นพ. ธนิต จิรนันท์ธวัช อายุรแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ กล่าวในรายการชัวร์ก่อนแชร์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2563 ว่าการหายใจผ่านหน้ากากอนามัยไม่ได้ทำให้ร่างกายได้รับก๊าซชนิดใดเพิ่มขึ้นหรือลดลง เนื่องจากอัตราส่วนของก๊าซแต่ละอย่างในอากาศมีปริมาณคงที่ และยังอธิบายว่าภาวะเลือดเป็นกรดซึ่งเกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง (Hypercapnia) นั้นมีสาเหตุหลักมาจากโรคปอด โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง โรคภาวะหายใจล้มเหลว โรคกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรง และการใช้ยากดการหายใจ และยังไม่มีรายงานการเสียชีวิตจากภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือดเพราะการใส่หน้ากากอนามัยตามคำกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.นพ. ธนิต กล่าวว่าการใส่หน้ากากอนามัยเป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและใบหน้าจากการดึงรั้งของสายรัด โดยเฉพาะหน้ากากประเภท N95 ที่มักใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รวมถึงเพื่อใส่ป้องกันฝุ่น pm2.5 ทำให้ผู้สวมใส่ต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ จึงควรสังเกตตัวเองหากมีอาการปวดศีรษะและเหนื่อยล้า และควรออกไปพักสูดอากาศในที่ที่อากาศถ่ายเทจนหายเหนื่อยจึงกลับมาสวมใส่หน้ากากใหม่

ขณะที่รายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของรอยเตอร์สที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2563 อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมระหว่างใส่หน้ากากอนามัยนั้นอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับคนทั่วไป และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่การใส่หน้ากากอนามัยจะทำให้เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง

กรมการแพทย์-กรมควบคุมโรคยืนยัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ข้อความส่งต่อทางไลน์ระบุพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**  ณ เวลา 10.00 น. ของวันที่ 2 ก.พ. 2569 กรมการแพทย์ยืนยันว่ายังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 ก.พ. 2569 พบการส่งข้อความในกลุ่มไลน์ระบุว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในไทยหลายราย เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบำราศนราดูร และพบผู้ป่วย 6 รายในจังหวัดจันทบุรี พร้อมกับภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “อีซ้อขยี้ข่าว :อีซ้อ” เป็นข้อความว่า “เหมือนสัญญาณจะมาถึง ไทยแล้ว…. อธิบดีกรมการแพทย์ประกาศ โรงพยาบาลราชวิถีเตรียมพร้อมรับผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ตั้งแต่ระดับปานกลางยันหนัก” 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: กรมการแพทย์และกรมควบคุมโรคยืนยันกับโคแฟคเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (2 ก.พ.) ว่า ขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย 

ก่อนหน้านี้กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรคและศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 28 และ 29 ม.ค. ว่าข้อความที่อ้างว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในไทยเป็นเนื้อหาเท็จ ขอความร่วมมือประชาชนหยุดส่งต่อ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 31 มกราคม 2569

อมเกลือใต้ลิ้นช่วยตัดสัญญาณความเจ็บปวดของอาการปวดหัวไมเกรน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/25hos6fylp7sk


ดูซีรี่ส์แนวตั้งผ่านแอปสะสมคะแนนสามารถแลกเป็นเงินได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/23la6gboxy3bk


กัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งตามแนวชายแดนเพื่อให้ไทยรักษา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3a2ypnz93wzeo


เปิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ ทำร้าย-ทารุณ มีโทษทั้งจำและปรับ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/27wko5jc2vh7g


พรรคประชาชาติหลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัยที่ จ.ปัตตานี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kxvojb7iqnhy


“วัคซีนงูสวัดอาจช่วยชะลอความแก่ งานวิจัยชี้ประโยชน์มากกว่าการป้องกันโรค”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1iwpiev9smhab


 ช่วงเดือน มิ.ย.–ก.ค. 2569 จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3frtbdciry6j3


ชาวบ้านผวา ค้างคาวแม่ไก่ นับพันตัว อาศัยในซอยพัทยานาเกลือ เป็นพาหะนำไวรัสนิปาห์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/wc59tjcxggq

ตรวจสอบคลิปดีเบตช่อง 7 ช่วงเคารพเพลงชาติ “ณัฐพงษ์” ยืนมือไพล่หลังจริง แต่มีช่วงที่ร้องเพลงชาติ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: หัวหน้าพรรคประชาชนยืนเอามือไพล่หลัง-ไม่ร้องเพลงชาติบนเวทีดีเบต

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** คลิปรายการเต็มแสดงให้เห็นว่าขณะที่เพลงชาติดัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนมือไพล่หลังจริง แต่มีช่วงที่ร้องเพลงชาติคลอตามไปด้วย  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ม.ค. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก ติ๊กตอก และ X หลายรายโพสต์คลิปผู้แทนพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียืนเคารพเพลงชาติบนเวทีดีเบต โดยมีผู้ร่วมเวทีทั้งหมด 7 คน หนึ่งในนั้นคือณัฐพงษ์ แคนดิเดตนายกฯ ปชน.

คลิปนี้มีความยาวประมาณ 30 วินาที ผู้โพสต์เขียนข้อความบรรยายโจมตีณัฐพงษ์ที่ยืนเอามือไพล่หลังและไม่ร่วมร้องเพลงชาติ เช่น “จับโป๊ะ! เท้ง มือไขว้หลัง ไม่ร้องเพลงชาติ” “มือไขว้หลัง ปากไม่ขยับ ยืนตรงเคารพธงชาติยังทำไม่ได้ ร้องเพลงชาติก็ไม่ค่อยเต็มใจ” มีผู้เข้ามาวิจารณ์และโจมตีจำนวนมากว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แสดงถึงความไม่รักชาติ ไม่เหมาะสมกับการเป็นแคนดิเดตนายกฯ   

ตัวอย่างโพสต์ที่กล่าวหาและโจมตีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน เรื่องการยืนเคารพเพลงชาติและการร้องเพลงชาติ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปดังกล่าวเป็นภาพจากรายการประชันวิสัยทัศน์ “ศึกชิงผู้นำ อนาคตประเทศไทย” จัดโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เมื่อวันที่ 28 ม.ค. โคแฟคตรวจสอบคลิปรายการฉบับเต็มที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ Ch7HD News ได้ข้อมูลดังนี้

▪ รายการเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น. เมื่อใกล้ถึงเวลา 18.00 น. พิธีกรแจ้งว่าขอขยายเวลาต่ออีก 10 นาที และขอให้แคนดิเดตและผู้แทนพรรคการเมืองทั้ง 7 คนบนเวที รวมทั้งผู้ชมในสตูดิโอยืนขึ้นเคารพธงชาติพร้อมกัน ขณะที่รายการ ““เช้านี้ที่หมอชิต”” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ในวันรุ่งขึ้น (29 ม.ค.) รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเคารพธงชาติว่า ผู้บริหารสถานีเพิ่มเวลารายการให้จบในเวลา 18.10 น. ทำให้ต้องผ่านช่วงเคารพธงชาติ ผู้บริหารจึงให้ทุกคนในห้องส่งเคารพธงชาติเพื่อ “ดูอากัปกิริยาของแคนดิเดตและแกนนำแต่ละพรรคว่าพอถึงช่วงเคารพธงชาติ ท่านจะทำยังไงกัน”

▪ จากคลิปถ่ายทอดสดเห็นได้ว่า ขณะเพลงชาติบรรเลง ผู้ร่วมประชันวิสัยทัศน์ทั้งหมดยืนตรงมือข้างลำตัว ยกเว้นณัฐพงษ์ที่ยืนเอามือไว้ข้างหลัง ส่วนการร้องเพลงชาตินั้น เนื่องจากกล้องไม่ได้จับภาพใบหน้าทุกคนตลอดเวลาทำให้ระบุไม่ได้แน่ชัดว่าตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 7 คน ร้องเพลงชาติตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ แต่ช่วงนาทีที่ 2.48.14-2.48.19 และ 2.48.34-2.48.40 มีภาพชัดเจนว่าณัฐพงษ์ขยับปากร้องเพลงชาติคลอตามไปด้วย รวมเวลาไม่ต่ำกว่า 10 วินาที และทุกคนโค้งคำนับเมื่อเพลงชาติจบลง

📌 ข้อสรุปโคแฟค: ข้อความที่ระบุว่าณัฐพงษ์ไม่ร้องเพลงชาติบนเวทีดีเบตนั้นเป็นเนื้อหาบิดเบือน โดยตัดคลิปช่วงสั้น ๆ ที่ภาพไม่ชัดเจนว่าเขาร้องเพลงชาติหรือไม่มาเผยแพร่ประกอบข้อกล่าวหา ซึ่งเมื่อดูจากคลิปรายการเต็มที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 พบว่ามีช่วงที่ณัฐพงษ์ร้องเพลงชาติด้วยไม่ต่ำกว่า 10 วินาที 

ส่วนท่าทางการยืนขณะเคารพเพลงชาตินั้น ณัฐพงษ์เอามือไว้ข้างหลังจริง ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตามโคแฟคได้ตรวจสอบระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529 ซึ่งระบุถึงการทําความเคารพธงชาติไว้ในข้อ 29 ว่าในกรณีที่ได้ยินเสียงเพลงชาติ “ให้แสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งในอาการสํารวม” จนกว่าการชักธงชาติหรือเสียงเพลงชาติหรือสัญญาณการชักธงชาติจะสิ้นสุดลง

เจาะลึก‘TikTok’ ผนึก‘COFACT’ กางแผนสู้ข่าวลวงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งย้ำกฎเหล็ก“ห้ามยิงแอดการเมือง” แต่เปิดกว้างคอนเทนต์ออร์แกนิกพร้อมแนะวิธีอุทธรณ์หากโดนลบ


(27 
มกราคม 2569) – รายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.26” หัวข้อ “ฝ่าข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง” ดำเนินรายการโดย นายสุชัย เจริญมุขยนันท ได้พูดคุยถึงประเด็นร้อนในช่วง 12 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป โดยเชิญแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง TikTok มาร่วมถกเถียงถึงมาตรการรับมือข่าวปลอม (Fake News) และการบิดเบือนข้อมูลที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง: ช่วงเวลาแห่งความหวังและความเสี่ยง

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยว่า บรรยากาศในช่วง 12 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจจะเริ่มฟันธงว่าจะเลือกใคร อย่างไรก็ตาม สุภิญญายอมรับว่าสถานการณ์ข่าวสารในช่วงนี้มีทั้งความหวังและความน่ากังวล โดยเฉพาะกระแสข่าวเชิงลบ (Negative Campaign)ที่มาในรูปแบบของการผสมผสานเรื่องจริงและเรื่องเท็จเข้าด้วยกัน ซึ่งภาคประชาสังคมต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

TikTok กางสถิติ ลบ 4.4 ล้านคลิปผิดกฎ ย้ำใช้ ‘คนไทย’ ตรวจสอบ

ทางด้าน สิริประภา วีระไชยสิงห์ (กานจิ) ผู้จัดการฝ่าย Outreach & Partnerships ของTikTok กล่าวถึงนโยบายความปลอดภัยว่าTikTok มีระบบตรวจจับเนื้อหาเชิงรุกที่ทำงานร่วมกันระหว่างระบบอัตโนมัติ (AI) และทีมงานตรวจสอบเนื้อหา (Human Moderator) ซึ่งเป็นคนไทยที่นั่งทำงานในประเทศไทย ทำให้เข้าใจบริบททางภาษาและวัฒนธรรมเป็นอย่างดี

สิริประภา เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีที่ผ่านมา TikTok ได้ลบเนื้อหาที่บิดเบือนและละเมิดกฎชุมชนไปมากกว่า 4.4 ล้านวิดีโอ โดย 99.9% ถูกลบก่อนที่จะมีผู้ใช้งานรายงานเข้ามา ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบตรวจจับ

ระวัง “ข่าวลวงสายครีเอทีฟ” และภัยDeepfake

เมื่อถูกถามถึงประเภทของข่าวลวงที่ระบาดหนักกานจิระบุว่า ไม่สามารถเจาะจงช่วงอายุของผู้เสพข่าวลวงได้ เพราะเกิดขึ้นกับทุกวัย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือรูปแบบการนำเสนอที่มีความสร้างสรรค์ (Creative) สูง มีการตัดต่อและผูกเรื่องราวให้น่าสนใจจนคนหลงเชื่อและแชร์ต่อรวมถึงภัยคุกคามจากเทคโนโลยี Deepfake และ AI-generated content ที่ถูกนำมาใช้สร้างข้อมูลเท็จ ซึ่งทางแพลตฟอร์มได้ให้ความสำคัญในการตรวจจับอย่างเข้มงวด

ประเด็นสำคัญที่ TikTok เน้นย้ำคือ นโยบายเกี่ยวกับบัญชีนักการเมืองและพรรคการเมืองโดยสิริประภาระบุชัดเจนว่า “TikTok ไม่อนุญาตให้มีการซื้อโฆษณาทางการเมือง (Paid Ads) หรือการ Boost Post สำหรับเนื้อหาการเมืองโดยเด็ดขาด” ไม่ว่าจะเป็นบัญชีของรัฐบาล พรรคการเมือง หรือนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครและพรรคการเมืองยังสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์แบบออร์แกนิก(Organic) เพื่อสื่อสารนโยบายหรือแสดงความคิดเห็นได้ตามปกติ ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎชุมชนข้ออื่น ๆ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)

ไขข้อข้องใจ “ปิดกั้นการมองเห็น” (Shadowban)

สำหรับข้อสงสัยเรื่องการถูกปิดกั้นการมองเห็นนางสาวสิริประภาชี้แจงว่า TikTok ไม่ได้ปิดกั้นเนื้อหาทางการเมือง แต่มีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยของผู้เยาว์และคุณภาพของฟีด (For You Feed) หากคลิปใดมีภาพรุนแรง สะเทือนขวัญ หรือเป็นคอนเทนต์คุณภาพต่ำ (ภาพเบลอสั่น) ระบบอาจจำกัดการนำส่งไปยังหน้าฟีดสาธารณะเพื่อรักษามาตรฐานชุมชน

แนะช่องทางสู้ข่าวลวงและวิธีอุทธรณ์

สำหรับผู้ใช้งานที่พบเห็นข่าวลวง TikTok ได้ร่วมมือกับ กกต., COFACT และ Thai PBS Verify ในการจัดทำ “ศูนย์ข้อมูลการเลือกตั้ง” บนแพลตฟอร์ม ซึ่งจะปรากฏเป็นแบนเนอร์ในคลิปที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ให้ผู้ใช้กดเข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องได้ทันที

ในกรณีที่ผู้ใช้งานถูกลบคลิปและมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดกฎ สิริประภาแนะนำว่า ห้ามลบคลิปวิดีโอนั้นทิ้งเด็ดขาด ให้กดปุ่มยื่นอุทธรณ์ผ่านการแจ้งเตือนใน Inbox เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบซ้ำ หากลบคลิปไปแล้วจะไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้

รายการได้สรุปถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์ม ภาคประชาสังคม และผู้ใช้งาน ในการช่วยกันตรวจสอบและรายงานข่าวลวง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

ภาพชาวเกาหลีใต้เชียร์ทีมชาติในฟุตบอลโลก 2002 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพคนสวมเสื้อแดงจำนวนมากชุมนุมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในประเทศเกาหลีใต้และ จ.นครราชสีมา

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพชาวเกาหลีใต้รวมตัวเชียร์ทีมชาติในฟุตบอลโลก 2002 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 26 – 27 ม.ค. 2569 มีผู้ใช้บัญชีแฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพฝูงชนจำนวนมากสวมเสื้อผ้าหรือสัญลักษณ์สีแดงรวมตัวกันในสถานที่แห่งหนึ่งพร้อมกับข้อความที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เช่น 

▪ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 26 ม.ค. พร้อมคำบรรยายว่า “คนไทยในประเทศเกาหลีใต้ออกมาชุมนุมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตกันทุกคน”

▪ สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “พรรคเพื่อไทย FC” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 27 ม.ค. โดยระบุว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ตลาดเซฟวันโคราช จ.นครราชสีมา

▪  ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกหลายรายนำภาพนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้ระบุสถานที่ แต่มีข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าคนเสื้อแดงในภาพคือผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย เช่น “ลอยลำทั่วไทย” “แดงทั้งแผ่นดิน” และ “เพื่อไทยแลนด์สไลด์”

ไพศาล พืชมงคล นักวิเคราะห์การเมืองซึ่งมีผู้ติดตามเฟซบุ๊ก “Paisal Puedmongkol” มากกว่า 2.15 แสนบัญชี เป็นคนหนึ่งทีโพสต์ภาพนี้ (ลิงก์บันทึก) โดยระบุว่าเป็นการชุมนุมของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ จ.นครราชสีมา แต่ต่อมาได้โพสต์ข้อความแก้ไขว่าเป้นภาพจากเกาหลี

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวปรากฏในเว็บไซต์หลายแห่งของเกาหลีใต้ รวมถึงสำนักข่าว Hankyoreh และเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์พื้นบ้านของเกาหลีใต้ ตลอดจนสำนักข่าวต่างประเทศอย่าง BBC และเพจเฟซบุ๊ก “FIFA Museum” ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กีฬาฟุตบอลภายใต้การดูแลของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) โดยมีคำบรรยายว่าเป็นภาพชาวเกาหลีใต้รวมตัวกันที่ Seoul City Hall Square หรือ Seoul Plaza ในกรุงโซล เพื่อเชียร์ทีมชาติของตนในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2002 (พ.ศ. 2545) ซึ่งเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น 

สื่อเกาหลีใต้และบทความวิชาการที่ใช้ภาพนี้ประกอบเนื้อหาให้เครดิตภาพว่าเป็นของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของประเทศเกาหลีใต้

ภาพส่งเชลยกัมพูชาป่วยกลับประเทศ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งที่ชายแดนให้ไทยรักษา

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งตามแนวชายแดนเพื่อให้ไทยรักษา 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 – 23 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊กหลายบัญชีโพสต์ภาพชายคนหนึ่งนอนอยู่ในเปลหาม รายล้อมด้วยทหารกัมพูชา มีข้อความอ้างว่ากัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งไว้ที่ชายแดนฝั่งไทย หวังให้โรงพยาบาลในไทยรับไปรักษาตัวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น เพจ “ติดตามสถานการณ์ชายแดน” ผู้ติดตามเกือบ 50,000 บัญชี โพสต์ภาพและข้อความว่า “ข่าวล่าสุด!! พวกเขมรน่าสมเพช เอาคนป่วยมาทิ้งชายแดนฝั่งไทย  มัดมือชกให้ รพ.รักษา แบบไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ไทยไม่รับรักษา เพราะไม่มีเอกสาร จึงส่งตำรวจจัดการตามขั้นตอนต่อไป” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 300 ครั้ง

🔎  โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่ในสื่อมวลชนไทยหลายสำนักตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568  โดยรายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไทยส่งตัวทหารกัมพูชาที่ถูกจับเป็นเชลย ระหว่างการสู้รบช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 จำนวน 2 นาย จากทั้งหมด 20 นาย กลับประเทศกัมพูชา เนื่องจากทหาร 2 นายดังกล่าวมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งมีการส่งตัวกันที่ด่านช่องจอม จ.สุรินทร์

ส่วนอีก 18 นายที่เหลือ ถูกปล่อยตัวในภายหลัง ในวันที่ 31 ธ.ค. 2568 

วันที่ 27 ม.ค. 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันกับโคแฟคว่าไม่มีรายงานกัมพูชานำคนป่วยมาทิ้งไว้ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตามที่เพจเฟซบุ๊กกล่าวอ้าง

มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาฯ-พรรคประชาชาติปฏิเสธข้อกล่าวหา “หลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัย”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พรรคประชาชาติหลอกครูตาดีกามาฟังปราศรัยที่ จ.ปัตตานี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “เสียงในพื้นที่” ผู้ติดตามกว่า 36,000 รายโพสต์ภาพผู้บริหารและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชาติ ถ่ายภาพกับครูสอนศาสนาอิสลาม และเขียนคำบรรยายว่า “ประชาชาติเล่นใหญ่ หลอกครูตาดีกาว่าอบรม เมื่อไปถึง โอละพ่อ โดนหลอกมาฟังปราศัยพรรคประชาชาติ”

แอดมินเพจอ้างว่าได้รับข้อมูลจากครูตาดีกาในจังหวัดชายแดนภาคใต้รายหนึ่งว่าได้รับการประสานให้นำตัวแทนครูตาดีกาไปอบรมที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี (มัจลิสปัตตานี) แต่เมื่อมาถึงพบว่าไม่ใช่การอบรมแต่เป็นการฟังปราศรัยของพรรคประชาชาติ

โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 200 ครั้ง ณ วันที่ 27 ม.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โพสต์นี้นำภาพจากงานพรรคประชาชาติพบปะผู้นำสถาบันปอเนาะและโต๊ะครู ซึ่งจัดที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 24 ม.ค. มาประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับการประชุมประจำปีของมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มัจลิสปัตตานีเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ซึ่งเป็นคนละงานกัน รวมทั้งมีการบิดเบือนข้อมูลบางส่วน ทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดต่อกิจกรรมของมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาฯ และพรรคประชาชาติ 

โคแฟคสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน รวมทั้งโฆษกและผู้สมัคร สส. พรรคประชาชาติ ได้ข้อมูลดังนี้

▪  อับดุลรอณีย์ เด็งสาแล ประธานมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์โคแฟคว่า วันที่ 24 ม.ค. 2569 มูลนิธิฯ ได้จัดงานประชุมประจำปีโดยเชิญตัวแทนครูตาดีกาจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วมงานที่มัจลิสปัตตานี มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครูและพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียนตาดีกา โดยในช่วงบ่ายมีการแข่งขันฟุตบอลเพื่อสานสัมพันธ์ครูตาดีกา กิจกรรมนี้มีครูตาดีกาเข้าร่วมประมาณ 400 คน  และงานที่จัดขึ้นใช้งบประมาณของมูลนิธิฯ และชมรมครูตาดีกาในแต่ละจังหวัด ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองใด

อับดุลรอณีย์กล่าวว่าเนื่องจากที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ บางคนเป็นผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชาติ ทางพรรคจึงทราบข่าวการจัดงานประชุมครั้งนี้และได้ส่งผู้แทนพรรคประชาชาติ เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติมานำเสนอนโยบายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับครูและโรงเรียนตาดีกาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ครูที่มาเข้าร่วมฟัง 

ประธานมูลนิธิฯ ยืนยันว่าระบุว่ามูลนิธิฯ ยินดีรับฟังนโยบายของทุกพรรคที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตาดีกา และพรรคใดจะเข้ามานำเสนอนโยบายก็ได้ แต่ในวันนั้นมีเพียงพรรคประชาชาติที่มา ซึ่งเขายอมรับว่าอาจสร้างความไม่สบายใจให้ครูตาดีกาบางส่วน เนื่องจากทางมูลนิธิฯ ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าให้ผู้เข้าร่วมทราบว่าจะมีผู้แทนพรรคการเมืองมานำเสนอนโยบายด้วย ทำให้กำหนดการล่าช้า และครูตาดีกามาจากหลายจังหวัดก็อาจจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่ต่างกัน

▪ สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ผู้สมัคร สส. ปัตตานี เขต 3 พรรคประชาชาติ ให้ข้อมูลว่าวันที่ 24 ม.ค. นายวันมูหะมัดนอร์ และ พ.ต.อ.ทวี รวมทั้งตนได้เดินทางไปนำเสนอนโยบายของพรรคในที่ประชุมครูตาดีกาซึ่งจัดโดยมูลนิธิฯ และในวันที่ 25 ม.ค. ได้พบปะผู้นำสถาบันปอเนาะและโต๊ะครูกว่า 1,200 คน ที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว จ.ปัตตานี ซึ่งจัดโดยสมาคมสถาบันปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทางเพจ “เสียงในพื้นที่” นำภาพงานวันที่ 25 ม.ค. มาประกอบโพสต์ที่พูดถึงงานวันที่ 24 ม.ค. ทำให้เกิดความสับสน 

▪  ดร.ต่วนอิสกันดาร์ ดาโต๊ะมูลียอ โฆษกพรรคประชาชาติ ยืนยันว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานประชุมครูตาดีกา และงานดังกล่าวไม่ใช่เวทีปราศรัยของพรรคประชาชาติ เพียงแต่พรรคส่งผู้แทนไปนำเสนอนโยบายเท่านั้น

โฆษกพรรคประชาชาติกล่าวเพิ่มเติมว่าทางพรรคมีความใกล้ชิดกับครูตาดีกาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จริง เพราะผู้สมัคร สส. ของพรรคบางคนก็เคยเป็นครูตาดีกามาก่อน อีกทั้งพรรคประชาชาติมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาโรงเรียนและครูตาดีกา แต่ไม่ได้หลอกครูตาดีกาให้มาฟังปราศรัยตามที่เพจเฟซบุ๊ก “เสียงในพื้นที่” กล่าวหา

เส้นแบ่ง‘สายสัมพันธ์ส่วนตัว-ประโยชน์สาธารณะ’ดราม่าการเมืองตั้งสติก่อนแชร์ลดเสี่ยงทำผิดกฎหมาย

By : บัญชาจันทร์สมบูรณ์

ภาพที่ 1 : 18 ม.ค. 2569 ศุภชัยใจสมุทรผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทยประกาศดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบ.อิตาเลียนไทยฯกับอนุทินชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 

นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 บรรยากาศการเมืองมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นไปอย่างคึกคัก แต่ก่อนจะไปถึงวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นวันเปิดคูหาให้ประชาชนไปลงคะแนน ในระหว่างนี้ที่หลายพรรคเร่งหาเสียงให้ผู้สมัครของตน สงครามข่าวสารทั้งที่มาจากผู้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและจาก กองเชียร์กองแช่ง แพร่กระจายไปทั่วทั้งพื้นที่สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งหลายเรื่องก็ได้รับคำยืนยันว่าไม่เป็นความจริง แต่อีกบางเรื่องก็เป็นเรื่องยากในการตรวจสอบ 

อย่างในภาพข้างต้นนี้ เป็นข่าวที่รายงานเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2569 โดย ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ประกาศจะดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ กรณีโพสต์ข้อความอ้างว่า นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ผู้ก่อตั้งบริษัททอิตาเลียน-ไทย เป็นพี่ชายของมารดา อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินจึงเป็นหลานชายแท้ๆ ของ นพ.ชัยยุทธ 

ต่อมาในวันที่ 19 ม.ค. 2569 ศุภชัย ยังโพสต์เฟซบุ๊กเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ได้รับข้อมูลแจ้งเข้ามาเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการโพสต์และแชร์ข้อความอันเป็นเท็จในกรณีดังกล่าว มีผู้กระทำผิดนับร้อยราย แม้บางรายจะปิดเฟซบุ๊กหนีไปแล้ว แต่ทางทีมงานได้เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ทั้งหมด เพื่อเตรียมดำเนินคดี ขอเตือนให้ยุติการกระทำผิดนี้ เพราะผิดกฎหมาย ขออย่าแชร์เอาสนุก เอามัน แต่ติดคุกไม่สนุก

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นภายหลังโศกนาฎกรรมเครนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงพังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษดีเซลราง (สปรินเตอร์) ขบวนที่ 21 ขณะกำลังมุ่งหน้าสู่ จ.อุบลราชธานี บริเวณ กม.รถไฟที่ 220 หลัก 9 บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ราย และบาดเจ็บ 69 ราย ตามด้วยเครนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างทางยกระดับบนถนนพระราม 2 ถล่มเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 5 ราย

 ซึ่งทั้ง 2 โครงการ ถูกระบุว่าดำเนินการโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD นำไปสู่คำถามเรื่องการกำกับดูแลความปลอดภัยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ภายใต้รัฐบาลที่มี อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 ม.ค. 2569 ระหว่างลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยหาเสียง อนุทินได้ยืนยันกับสื่อมวลชนว่า มารดาของตนแซ่เบ๊ เป็นคนกวางตุ้ง เกิดที่ตรอกสุริโยทัย แถววัดดอนยานนาวา และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับกรณีดังกล่าว 

ภาพที่ 2 : วิโรจน์ลักขณาอดิศรรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ขวา) เผยพรรคจ่อดำเนินคดีคนปล่อยข่าวเท็จขณะที่ชูวิทย์กมลวิศิษฎ์อดีตนักธุรกิจกลางคืนและอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย (ซ้าย) ท้าให้พรรคประชาชนฟ้องได้เลย
ที่มาภาพ : อมรินทร์ทีวี

อีกกรณีหนึ่งที่เป็นข่าวไล่เลี่ยกัน คือวิวาทะระหว่างพรรคประชาชนกับ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักธุรกิจกลางคืนและอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย สืบเนื่องจากช่วงวันที่ 16 – 18 ม.ค. 2569 ชูวิทย์ได้โพสต์เฟซบุ๊กรวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า เรื่องราวแวดวงสีเทาๆ ที่พรรคการเมืองสีส้มนำมาอภิปรายนั้น  บิ๊กโจ๊ก – พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ส่งข้อมูลให้ อีกทั้งยังอ้างด้วยว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีข้อเสนอว่าจะช่วยให้พรรคประชาชนมี สส. ในภาคใต้สัก 10 คน แลกกับตำแหน่งรองนายกฯ ที่มีอำนาจคุมตำรวจ 

วันที่ 19 ม.ค. 2569 วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาตอบโต้ โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาของชูวิทย์นั้นไม่เป็นความจริง พร้อมกับตั้งคำถามว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เกี่ยวข้องกับนายทหารใหญ่ที่เป็นเพื่อนสนิทของชูวิทย์หรือไม่ อีกทั้งยังกางหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับเฟซบุ๊กที่มีการเผยแพร่และแชร์ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับพรรคประชาชน โดยฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมหลักฐานและนำไปสู่การฟ้องร้องเอาผิดตามกฏหมายเลือกตั้ง สส.  

ในวันเดียวกัน ชูวิทย์จัดแถลงข่าวที่โรงแรมเดอะ เดวิส ยืนยันว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสายสีส้ม มาตั้งแต่ปี 2562 – 2566 การกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีการรับงานทางการเมือง และย้ำว่า  บิ๊กแดง – พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกที่เป็นเพื่อนสนิทนั้นคบหากันมากว่า 30 ปีตั้งแต่อยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน 

ส่วนเรื่องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับข้อเสนอช่วยหาที่นั่ง สส. ภาคใต้ให้พรรคประขาชนสัก 10 คน ชูวิทย์อ้างว่า ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิป และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เพราะพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นอดีตรอง ผบ.ตร. ย่อมมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จำนวนมาก ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ สส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายกฯ 

ภาพที่ 3 : พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส. และประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท

จากทั้ง 2 กรณี พบว่ามีกฎหมายเกี่ยวข้อง เช่น ...ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร..2561 มาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด ให้งดเว้น การลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใด หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือก ผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ (5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ซึ่งในมาตรา 159 ระบุว่า ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี

หรือหากไม่ใช่ช่วงที่มีการเลือกตั้ง อาจเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา  ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 บาท อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามักจะมีคำถามว่า เราสามารถพูดถึงสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้แค่ไหน? เพราะหลายครั้งก็คาบเกี่ยวระหว่างเรื่องส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 ระบุว่า หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์หากเรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 

เกิดผลแก้วเกิดทนายความ อธิบายเรื่องนี้ว่า คำว่าเรื่องส่วนตัวกับสาธารณะมักจะคาบเกี่ยวกัน หากบุคคลนั้นมีตำแหน่งหน้าที่ในลักษณะเป็นบุคคลสาธารณะ เช่น สส. หรือเจ้าหน้าที่รัฐ หากทำพฤติกรรมอื้อฉาวที่อาจไม่เหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่ง หรือคบหากับบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ของสังคม อาทิ ชาวต่างชาติที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล หากชัดเจนแบบนี้แม้เป็นเรื่องส่วนตัวก็อาจเป็นเรื่องสาธารณะได้ แต่จะผิดหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะกฎหมายคุ้มครองสิทธิในการสมาคม แม้แต่คบกับโจรก็ยังทำได้ตราบใดที่พิสูจน์ได้ว่าตนเองไมได้ไปร่วมก่อเหตุร้ายด้วย 

การจะคบใครสักคนหนึ่งแล้วเป็นประเด็นให้เอามาโจมตีเขาต้องถามว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะตรงไหน? ถ้าคุณพิสูจน์ได้ว่าเขากับโจรคนนั้นหรือคนที่มีชื่อคนนั้นร่วมกันกระทำความผิดอันนี้ถึงจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้แต่ถ้าคุณพูดขึ้นมาแล้วไม่มีหลักฐานใครไปยืนถ่ายรูปกับใครใครซื้อข้าวให้ใครกินเพียงความสัมพันธ์ส่วนตัวมันไม่เป็นความผิดที่จะเป็นสาธารณะได้ ทนายเกิดผล อธิบาย

ภาพที่ 4 ทนายเกิดผลแก้วเกิด 

ทนายเกิดผล อธิบายต่อไปว่า หากกล่าวเจาะจงถึงตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น สส. หรือรัฐมนตรี แบบนี้ถือเป็นเรื่องสาธารณะ เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับประชาชนเพราะเป็นผู้มีหน้าที่หรือจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเชื่อใจได้ แต่หากเป็นบุคคลภายนอกนั้นไม่เกี่ยวข้อง เว้นแต่ 1.บุคคลภายนอกนั้นจะเป็นอาชญากรอย่างชัดเจน ศาลตัดสินแล้วว่าผิดจริง  และ 2.บุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่แสเดงตัวปกป้องบุคคลที่เป็นอาชญากรนั้น แบบนี้สังคมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่เพราะเจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลาง แม้จะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวแต่ไม่สามารถปกป้องได้  

แต่หากเป็นกรณีอื่นๆ เช่น นาย ก. เคยคบใคร หรือนาย ข. เคยทิ้งเมีย การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องทำนองนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายไม่ว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง พร้อมยกตัวอย่าง อาทิ ตระกูลดังตระกูลหนึ่ง พี่ชายเคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นแต่ถูกชี้มูลความผิดนำไปสู่การถูกศาลตัดสินจำคุก ต่อมาน้องชายจะลงสมัครรับเลือกตั้งบ้างก็ยังสามารถทำได้เพราะไม่มีกฎหมายห้าม สังคมอาจวิพากษ์วิจารณ์พี่ชายได้เพราะมีความผิดจริง แต่การไปวิจารณ์น้องชายก็ต้องถามว่าแล้วเขาทำผิดเหมือนกันหรือไม่? 

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การเมืองต่อสู้แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ละฝ่ายมีผู้สนับสนุนมีกองเชียร์ มีการเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่บางครั้งก็พบว่าเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยทนายเกิดผลมองว่า เมื่อความเห็นไม่ตรงกันโอกาสที่จะไปสนับสนุนฝั่งตนเองแบบสุดโต่งก็เกิดขึ้นได้แล้วก็พยายามโจมตีอีกฝั่งหนึ่ง จนบางครั้งไปรับข้อมูลเท็จมาแล้วก็แชร์ต่อ แต่จะตระหนักเรื่องนี้กันหรือไม่ก็เป็นเรื่องของบุคคล ซึ่งเมื่อคนเราถูกอคติไม่ว่ารักหรือชังครอบงำแล้วใจก็จะไม่เป็นกลาง  สุดท้ายก็จะแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม 

มองว่าต้องตั้งสติก่อนดีกว่าคืออย่าไปก้าวก่ายกันคุณชอบก็เชียร์ของคุณไปจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันคุณชอบก็เชียร์เต็มที่เลยแต่อย่าไปใส่ร้ายคนอื่นเขามันมีหลายเคสนะที่ตัวเองไม่รู้อะไรเลยแล้วก็ไปแชร์ไปคอมเมนต์ด่าเขาแล้วก็ถูกฟ้องมาร้องห่มร้องไห้ เขากล่าว 

สำหรับ 2 กรณีข้างต้นผู้เขียนยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างเนื่องจากเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจและมีการแชร์เนื้อหาต่อเป็นจำนวนมากไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกผิดซึ่งหากเป็นคดีที่มีการฟ้องร้องกันจริงก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่มีหน้าที่นี้แต่ในยุคดิจิทัลทุกวันนี้เราถูกกระตุ้นให้รับข้อมูลข่าวสารตามความสนใจอยู่ตลอดเวลาจากกลไกอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เมื่อประกอบกับอคติความชอบความชังที่มีอยู่เดิมแล้วจึงเป็นความเสี่ยงที่เราจะติดอยู่ในห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) จนส่งต่อข่าวลวงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และอาจต้องคดีไปด้วยหากตัดสินว่าเรื่องนั้นเป็นความผิดแม้จะไม่ใช่บุคคลต้นเรื่องที่กำลังมีปัญหากันเลยก็ตาม!!! 

//////////////////////////

อ้างอิง 

https://www.naewna.com/politic/941422 (‘ภท.’เตรียมเอาผิดมือโพสต์ โยง‘เครือญาติบิ๊กรับเหมา’กับ‘อนุทิน’ : แนวหน้า 18 ม.ค. 2569)

https://www.kaohoon.com/news/807303 (ย้อนรอย 5 โศกนาฏกรรม ใต้เงื้อมมือ “อิตาเลียนไทย” : ข่าวหุ้นธุรกิจ 15 ม.ค. 2569) 

https://mgronline.com/politics/detail/9690000005729 (“บังซุป” จี้พรรคส้มสอบสมาชิกโพสต์เท็จ ซัดพฤติกรรมยิ่งกว่าเทา : ผู้จัดการ 19 ม.ค. 2569)

https://thestandard.co/anutin-blasts-fake-news-move-forward-party-italian-thai/ (เลือกตั้ง 2569 : อนุทิน บอกนึกไม่ถึงคนมีการศึกษา จะเล่นเกมสกปรก หลังอดีตผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคก้าวไกล ปล่อยเฟคนิวส์โยงแม่เป็นน้องสาวผู้ก่อตั้งอิตาเลียนไทย : The Standard 19 ม.ค. 2569) 

https://www.pptvhd36.com/news/การเมือง/266245 (“ชูวิทย์” แฉ! “บิ๊กโจ๊ก” ดีลลับ “พรรคส้ม” กรุยทางเป็นรองนายกฯ คุมตำรวจ : PPTV 16 ม.ค. 2569)

https://web.facebook.com/photo?fbid=1443664723791670&set=a.496460395178779 (โจ๊กกับส้ม : เฟซบุ๊ก ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ 18 ม.ค. 2569) 

https://www.thaipbs.or.th/news/content/501211 (“วิโรจน์” สงสัยเจตนา “ชูวิทย์” โจมตีพรรคประชาชน : TPBS 19 ม.ค. 2569) 

https://www.naewna.com/politic/941663 (ชูวิทย์สวนวิโรจน์ จะฟ้องก็ฟ้อง ปัดรับงานบิ๊กแดง-แซะส้มยังไม่หวาน : แนวหน้า 19 ม.ค.2569) 

https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/068/40.PDF เช่น พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561

https://www.ect.go.th/web-upload/1xff0d34e409a13ef56eea54c52a291126/m_laws/2186/7548/file_download/m_laws_file_2186_202401291706538251.pdf พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566

https://www.senate.go.th/assets/portals/28/fileups/146/files/อาญา.pdf ประมวลกฎหมายอาญา