ญี่ปุ่นคว้าแชมป์ GenAsia Challenge 2025 ทีมไทยติด Top 10

ทีมเยาวชนจากประเทศญี่ปุ่นคว้าแชมป์การแข่งขันตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ GenAsiaChallenge 2025 ทีมจากไต้หวันคว้าอันดับ 2 และ3 ส่วนทีมเยาวชนไทยที่ทำผลงานได้ดีสุดอยู่อันดับ 7 จากทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 25 ทีมจาก 5 ประเทศ

การแข่งขัน GenAsia Challenge 2025 รอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นเมือวันที่ 13 ธ.ค. 2568 ในรูปแบบออนไลน์ โดยมีทีมเยาวชนทั้งหมด 25 ทีม จาก 5ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ไทย มองโกเลีย และอินเดีย เข้าร่วมการแข่งขันทักษะด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งร่วมจัดโดย Taiwan FactCheckCenter (ไต้หวัน), Japan Fact-check Center(ญี่ปุ่น), Classroom Adventure (ญี่ปุ่น), CofactThailand (ไทย), Mongolian Fact-Checking Center (มองโกเลีย) และ DataLEADS (อินเดีย)

ในการแข่งขันซึ่งใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ประกอบด้วยโจทย์ 8 ข้อที่ให้ผู้เข้าแข่งขันใช้ทักษะในการสืบค้นข้อมูลออนไลน์ การตรวจสอบภาพและวิดีโอที่สร้างด้วย AI การค้นหาแหล่งที่มาของเนื้อหา และการค้นหาสถานที่ (geo-locate) โดยทีมที่ตอบคำถามได้ถูกต้องและเร็วที่สุดจะได้คะแนนมากที่สุด ผลปรากฏว่าทีมเยาวชนจากประเทศญี่ปุ่น “YAYO-SAN” คว้าแชมป์ไปครอง ขณะที่สองทีมจากไต้หวัน “Do I Look Like Google?” และ “sumimasen” คว้าอันดับที่สองและสามตามลำดับ

การแข่งขัน GenAsia 2025 เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยแต่ละประเทศเปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขันซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทีมละ 3 คน ซึ่งในปีนี้มีเยาวชนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 800 คน โดยผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจะได้รับการอบรมทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเนื้อหาออนไลน์ ก่อนจะเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศเพื่อคัดเลือกทีมที่ได้คะแนนสูงสุด 5 ทีมที่จะเป็นตัวแทนเข้าไปแข่งขันนัดชิงชนะเลิศระดับนานาชาติ

สำหรับประเทศไทย Cofact Thailand ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดการแข่งขันระดับประเทศเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2568 และได้ทีมผู้ชนะ 5 ทีม คือ Football Thai Duo, Antifakenews, .JPG, Actually และ zzZ ซึ่งในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ตัวแทนประเทศไทยทั้ง 5 ทีม ซึ่งเป็นนักศึกษาจากหลากหลายสถาบัน ได้ตั้งใจและทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถ และทำผลงานได้น่าประทับใจ โดยมีสองทีมได้คะแนนสูงสุดใน 10 อันดับแรก ดังนี้

อันดับ 7 Football Thai Duo

อันดับ 8 Antifakenews

อันดับ 10 .JPG

อันดับ 13 Actually 

อันดับ 14 zzZ

สำหรับโจทย์ทั้ง 8 ข้อที่ใช้ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนั้นมาจากการออกแบบร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากองค์กรร่วมจัด มีทั้งการให้ค้นหาข้อมูลที่ผิดในรายงานข่าวเรื่องโลกร้อน, การตรวจจับรายละเอียดของภาพที่ถูกปรับแต่งด้วย AI, การค้นหาและระบุเวลาการเผยแพร่ของภาพและข้อความที่โพสต์ในเฟซบุ๊ก, การค้นหาชื่อ ที่ตั้งและข้อมูลที่ถูกต้องของสถานที่ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น โดยผู้เข้าแข่งขันมีเวลา 2–5 นาทีในการทำโจทย์แต่ละข้อ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความถูกต้อง รวดเร็วและการทำงานเป็นทีม 

หลังการแข่งขัน คุณ Noa Horiguchi ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบเนื้อหาดิจิทัลจาก Classroom Adventure ประเทศญี่ปุ่น ได้เฉลยคำตอบของแต่ละข้อพร้อมกับแนะนำเทคนิกในการสืบค้นเพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้เรียนรู้และนำทักษะที่ได้จากการกิจกรรมนี้ไปต่อยอดเป็นทักษะที่ใช้ได้จริงในการตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาในโลกออนไลน์และพัฒนาทักษะทางดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพในอนาคต 

องค์กรร่วมจัดหวังว่าการแข่งขัน GenAsiaChallenge จะเป็นเวทีเชื่อมโยงเยาวชนทั่วเอเชีย ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ ความรับผิดชอบ และความสามารถในการรับมือกับข้อมูลเท็จและเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนประเทศและจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันเพื่อเปิดโอกาสและเสริมสร้างทักษะให้เยาวชนมีบทบาทเป็นผู้พิทักษ์ความน่าเชื่อถือของข้อมูลในยุคดิจิทัล

คลิปเครื่องบินบังคับวิทยุ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็น F-16 บินโชว์หลังทิ้งระเบิดโจมตีกัมพูชา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเครื่องบิน F-16 ของไทยบินผาดโผนหลังทิ้งระเบิดโจมตีกัมพูชา

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเครื่องบินบังคับวิทยุ** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 ธ.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “ต้อม ฝานเจ็ด” โพสต์คลิปวิดีโอเครื่องบินรบในลักษณะบินผาดโผนความยาว 21 วินาที ฝังข้อความ “F-16 โชว์สกิลขั้นเทพ หลังจากวางไข่ให้เหมนรับประทาน” และบรรยายในโพสต์ว่า “ไม่ใด้ร่วงนะเหมนแค่โชว์สกิลขั้นเทพให้เหมนดู” คลิปนี้มียอดการชมมากกว่า 1.5 ล้านครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 900 ครั้ง ณ วันที่ 22 ธ.ค.  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อนำภาพจากคลิปไปตรวจสอบด้วย Google Lens และสืบค้นจากข้อมูลที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียให้ไว้ โคแฟคพบคลิปต้นฉบับความยาว 54 วินาที เผยแพร่ในบัญชีติ๊กตอกชื่อ “TOS1144” เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นบัญชีที่เผยแพร่คลิปวิดีโอการบังคับเครื่องบินเล็ก

เจ้าของบัญชี TOS1144 ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าคลิปนี้เป็นภาพเครื่องบินกริพเพนบังคับวิทยุที่เขาเป็นผู้บังคับด้วยตัวเองที่สนามบินเล็กคลอง 11 อาร์ซีคลับ จ.ปทุมธานี โดยผู้อื่นเป็นคนถ่ายคลิปและเขานำมาโพสต์ในบัญชีติ๊กตอก คลิปต้นฉบับมีเสียงผู้ชมพูดขณะชมการบังคับเครื่องบินที่สนามบินเล็ก แต่เพจเฟซบุ๊กที่นำคลิปนี้ไปอ้างเท็จได้ใส่เสียงเครื่องบินจริงทับเสียงต้นฉบับ 

เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา มีการนำคลิปเครื่องบินบังคับวิทยุไปอ้างเท็จว่าเป็นเครื่องบินรบจริงที่ปฏิบัติภารกิจในการสู้รบ จึงขอแนะนำให้ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียตรวจสอบให้ดีและอย่าหลงเชื่อโดยง่าย

คลิปน้ำท่วมหาดใหญ่ พ.ย. 2568 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นน้ำท่วมรอบใหม่ในเดือน ธ.ค.

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปน้ำท่วมหาดใหญ่วันที่ 18 ธ.ค. 2568

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปเก่าเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568** 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ธ.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “ช่างอัทนาปด อู่กาย ออโต้เซอร์วิส ตรัง” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุกาณ์น้ำท่วม ฝังข้อความในคลิปว่า “18/12/68 หาดใหญ่น้ำมาอีกแล้วครับ รอบเก่ายังตราตรึงใจอยู่เลย รอบใหม่มาอีกแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้ชาวหาดใหญ่ด้วยครับ” คลิปนี้มียอดการชมมากกว่า 1.3 ล้านครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 2,500 ครั้ง ณ วันที่ 22 ธ.ค. 2568

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้เวย Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 โดยบัญชีติ๊กตอกชื่อ “daina.05” ซึ่งให้ข้อมูลว่าเป็นภาพความเสียหายจากน้ำท่วมหาดใหญ่ระหว่างวันที่ 22-27 พ.ย. 

เมื่อตรวจสอบด้วย Google Street View พบว่า คลิปนี้ถ่ายที่บริเวณหน้าร้านเจเจ แฟชั่นมอลล์หาดใหญ่ใน ริมถนนเพชรเกษม เยื้องกับธนาคารไทยพาณิชย์สาขาหาดใหญ่ใน และปั๊ม ปตท. ไปทางฝั่งตรงข้ามด้านขวา 

โคแฟคสอบถามไปยังศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา และกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ ฝ่ายบริการและเผยแพร่วิชาการ เทศบาลนครหาดใหญ่  ได้รับคำยืนยันว่า ช่วงวันที่ 18-22 ธ.ค. 2568 ไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ แต่อย่างใด 

‘AI’ทำไมหลอน? รู้เท่าทัน‘ปัญญาประดิษฐ์’ใช้อย่างไรเกิดประโยชน์ – ลดเสี่ยงหลงเชื่อข้อมูลผิดพลาด 

19 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยตณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณะสารสนเทศและการสื่อสาร และ ThaiPBS จัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัล – Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 33 ในหัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอนด้วยปัญญารวมหมู่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในยุค AI (AI Hallucinations VS. Digital Resilience)” ที่ห้องประชุม ชั้น 2 โรงแรมวินทรี อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 

ผศ.ดร.สุริยจรัส เตชะตันมีนสกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาอย่างลึกซึ้งทั้งในการทำงาน การสื่อสาร การตัดสินใจทางสังคม ปรากฏการณ์ AI หลอนข้อมูล (Hallucinate) ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิค ยังมีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความถูกต้องทางวิชาการและความรับผิดชอบต่อสังคมในวงกว้าง 

กิจกรรมในวันนี้มีความสำคัญยิ่งไม่ได้มุ่งอธิบาย AI เรื่องหลอนคืออะไรแต่มุ่งไปที่เรื่องของการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งการตั้งคำถามอย่างมีวิจารณญาณและการออกแบบแนวทางรับที่เหมาะสมในบริบททำงานจริงและโดยเฉพาะภาคการศึกษาภาคนโยบายแล้วก็ภาควิชาชีพ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าว 

นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ เล่าถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยี AI ตั้งแต่ยุค Rule-based หรือการออกแบบให้ทำตามกฏเกณฑ์ตายตัว ถัดมาเป็นยุค Machine Learning นำข้อมูลมาสอนให้ AI เรียนรู้ เช่น ข้อมูลผู้มาซื้อของในห้างสรรพสินค้าซึ่งมีเป็นล้านชุด เพื่อวิเคราะห์ว่าหากเป็นบุคคลลักษณะนี้ควรจะซื้อสินค้าชนิดใด จนมาถึงปัจจุบันที่เป็นยุค Generative AI คือการให้ AI สร้างสิ่งใหม่ขึ้น และยุคนี้เองที่เกิดการหลอนของข้อมูล คือสร้างออกมาเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ 

เราจะทำอย่างไรให้ไม่หลอนต้องมีกำแพงกั้น (Guardrail) ว่าจะให้ AI ไม่ออกนอกลู่นอกทางต้องมีขอบเขต (Scope) ให้ชัดว่าเราถามเรื่องอะไรทุกวันนี้ Google  ออกแนวปฏิบัติ (Guideline)วิธีการเขียนพร้อมพ์ให้ AI เป็นมืออาชีพ  1.เราต้องรู้ว่า AI  ถนัดเรื่องไหนเพราะไม่ได้มีแค่ Chat GPT อย่างเดียวบางคนอาจใช้ Claude ใช้ Gemini 2.ต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดและ 3.ต้องถามซ้ำ  AI จึงจะรู้มากขึ้น นพ.ธีรพัฒน์ กล่าว 

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม กรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส.  มองว่า AI ยังเป็นประโยชน์กับเราอยู่ 2 เรื่อง คือเราอยากได้ความรู้ และความคิด เช่น เมื่อเราบอกให้  AI ไปหาข้อมูล  AI จะควานหาทั่วทั้งอินเตอร์เน็ตแล้วสรุปมาให้เรา ดังนั้นวิธีการตรวจสอบคือขอ Link เว็บไซต์แหล่งข้อมูลอ้างอิง เพื่อจะไปดูต่อว่าเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ กระบวนการตรวจสอบจึงสำคัญว่าข้อมูลชุดที่ AI ยกมามีแหล่งอ้างอิงจริงหรือไม่ และแหล่งข้อมูลเหล่านั้นเชื่อได้มาก – น้อยเพียงใด แล้วจึงนำไปใช้งาน 

แต่หากเราอยากได้ความคิด ความหลอนของ AI อาจเป็นประโยชน์ได้เช่นกัน  เช่น อยากได้สูตรอาหารคาวที่ผสมกับชีสและใส่สัปประรดด้วย เราอาจคิดว่าของคาวกับของหวานจะเข้ากันได้อย่างไร แต่ผลที่ออกมาคือพิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยน ดังนั้นความหลอน  บางครั้งคือความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การเลือกใช้ความหลอนให้ถูก หากไม่ได้ใช้เป็นความรู้ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่หากต้องการสิ่งที่เป็นความรู้ก็ต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – checking Methodology) ก่อนนำไปใช้งาน 

ความหลอนจะเป็นผลกับชีวิตมนุษย์ก็ต่อเมื่อมนุษย์เอาไปใช้ดังนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าความหลอนดีหรือไม่ความจริงหรือความลวงดีหรือไม่เพราะอยู่ที่เราจะเอาไปใช้งานสุดท้ายจบที่เรื่องเป้าหมายเราต้องเป็นผู้รับผลกรรมว่าสิ่งนั้นเอาไปทำแล้วเป้าหมายเป็นประโยชน์ต่อใครไหม? เป็นประโยชน์กับเราหรือเปล่า? ช่วยให้ดีขึ้นไหม? ต่อให้มันไม่จริงแต่เอาไปใช้แล้วเกิด ดร.พณชิต กล่าว 

ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล อาจารย์คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงปรากฎการณ์ที่หลายคนผลิตเนื้อหาเผยแพร่บนสื่อออนไลน์โชว์การใช้แพลตฟอร์ม AI คือทำให้เห็นว่าการใช้ AI เป็นเรื่องสนุกและดูเท่  นอกจากนั้น AI ยังทำให้เรารู้สึกถึงความง่ายหรือรู้สึกเก่งขึ้นทันที อะไรที่คิดไม่ออก – สรุปไม่ได้ก็ให้ AI เขียนสรุปมาให้ เลือกรูปแบบสำนวนภาษาได้ด้วย (เช่น ภาษาวิชาการ ภาษาการตลาด) นั่นเพราะ AI ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ง่ายที่สุดและเร็วที่สุด ตอบโจทย์คนยุคปัจจุบันที่ไม่อยากรอ 

แต่สิ่งที่หายไปคือการคิดของเรา คือเมื่อใช้ AI เราอาจรู้สึกว่าเราฉลาดแม้เราจะยังไม่ได้ใช้ความคิดของตนเอง อย่างไรก็ตาม “AI ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ผิดและการใช้ AI ก็ยังมีประโยชน์ แต่ปัญหาจริงๆอยู่ที่ความเท่ของการใช้ AI มันกระชากกระบวนการทางความคิดของเรา เมื่อใช้ AI จนติดมากๆ ด้วยปัจจัยด้านปริมาณงานล้นและต้องแข่งกับเวลาของคนยุคดิจิทัล การใช้ AI จึงมาก่อนการใช้ความคิด เราจึงข้ามในส่วนของกระบวนการไป 

การใช้ AI ก็มีความเสี่ยงไม่ว่าจะเรื่องของการเรียนแบบมุ่งหาวิธีลัด (Shortcut Learning) ทำให้เราสมาธิสั้นลงความรู้ของเราจะไม่ลุ่มลึกโดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้จุดประกายทางปัญญาให้กับนักศึกษาของเราเราก็จะมีความฉาบฉวยมากขึ้นเราก็จะไม่สามารถใช้หรือไม่คุ้นชินกับการใช้ความคิดเชิง Critical (วิเคราะห์) เพราะเราเสพติดกับการถาม AI” ผศ.ดร.ณภัทร กล่าว 

กนกพรประสิทธิ์ผลผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ThaiPBS กล่าวว่า นับตั้งแต่ AI อย่าง ChatGPT เปิดตัวเมื่อปลายปี 2565 กระแสของ AI มีแต่จะเพิ่มขึ้น จากนั้นในปี 2566 พจนานุกรม Cambridge ยกคำว่า อาการหลอน (Hallucinate) เป็นคำแห่งปี มาจากการที่ AI ให้ข้อมูลแบบผิดๆ มั่วๆ และล่าสุดในปี 2568 พจนานุกรม Merriam – Webster ได้ยกให้คำว่า “Slop” เป็นคำแห่งปี ซึ่งคำว่า Slop หมายถึงเนื้อหาคุณภาพต่ำที่ผลิตด้วย AI ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ไม่มีประโยชน์แต่เกิดขึ้นมาอย่างมหาศาลแล้วไปเบียดขับเนื้อหาดีๆ ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์มีระบบอัลกอริทึม กล่าวคือ อะไรที่มีปริมาณมากๆ จะเบียดความสนใจ เนื้อหาที่ดีๆ ก็จะตกลงไป เช่น ภาพที่ใช้ AI สร้างได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แม้จะดูสวยงามหรือสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสีสัน แต่ในอีกมุมคือไม่มีอะไรจรรโลงพัฒนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และจะอันตรายยิ่งขึ้นหากเป็นเนื้อหา Slop ที่ปรากฏในเหตุการณ์ เช่น ภาพสัตว์ต่างๆ ช่วยเหลือกันและกันในช่วงเกิดน้ำท่วม หรือภาพคนแบกช้างเดินบนถนน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ 

ทำไมข้อมูลหลอนถึงอันตรายมาจากปัจจัยไม่ใช่แค่คนเป็นมิจฉาชีพมันมาจากจิตวิทยาไม่ว่าจะเป็น 1.สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เติบโต 2.เทคโนโลยีปลอมแปลงใบหน้าและเสียง (Deepfake) มีความเก่งกาจมาก 3.เราไม่รู้เท่าทัน (Literacy) เพียงพอ 4.เป็นแหล่งหารายได้สร้างยอดชม (View) ได้ 5.แพลตฟอร์มไม่ได้มีกลไกที่ปกป้องพวกเราในขณะที่ใช้แพลตฟอร์ม Social Media และปัจจัยที่สำคัญมากๆคือในช่วงที่มีสภาวะหรือสถานการณ์สำคัญจิตวิทยาจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการแชร์โดยไม่มีสติ ผอ.สำนักสื่อดิจิทัล ThaiPBS กล่าว 

ดร.กมลภพ ศรีโสภา อาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของ OpenAI ซี่งเป็นบริษัทผู้พัฒนา ChatGPT เรื่องอาการหลอนหรือการให้คำตอบมั่วๆ ของ AIเมื่อผู้วิจัยลองถาม AI ให้ทายวันเกิดของตนเอง แม้ AI จะไม่รู้แต่ก็ยังมั่วคำตอบมา เพราะมีโอกาส 1 ใน 365 ตามจำนวนวันใน 1 ปี ที่จะตอบถูก แต่ครั้นจะทำให้ปัญหาอาการหลอนของ AI หมดไปนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะบางคำถามไม่ได้มีคำตอบแบบตายตัว ในขณะที่ AI ก็ถูกสอนให้รู้จักการเดาเพราะมีโอกาสที่จะตอบถูก 

หรือตัวอย่างของ Grok ซึ่งเป็น AI ประจำแพลตฟอร์ม X ที่มีผู้ไปลองตั้งคำถามว่า ระหว่างปิดสมองของ อีลอน มัสก์ (เจ้าของแพลตฟอร์ม X) กับสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย ผลคือ AI เลือกสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย นั่นคือ AI ตอบโดยมีอคติเอียงไปทางชอบอีลอน มัสก์ จึงเป็นปัญหาหากเราจะไปถาม AI ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเลือกใคร หรืออคติที่เกิดจากจำนวนไม่เท่ากันของข้อมูลที่ AI รวบรวมได้ เช่น บอก AI ให้วาดภาพพยาบาล มักจะได้ภาพพยาบาลเพศหญิง หรือบอกให้วาดภาพวิศวกร ก็มักจะได้ภาพวิศวกรเพศชาย เป็นต้น 

ผู้ประกอบการ AI หลายแห่งพยายามที่จะลดอคติ (Bias) แล้วเพิ่มความโปร่งใส (Transparent) ในรูปแบบ System Card หรือ Model Card ให้เราอ่านว่าข้อมูลเขามาจากไหนมีข้อจำกัดอะไรบ้างและเขียนพรอมพ์อย่างไรให้ดีเราก็สามารถเข้าไปศึกษาได้ ดร.กมลภพ กล่าว 

จากนั้นเป็นการระดมสมองของผู้เข้าร่วมงาน ในหัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอนด้วยปัญญารวมหมู่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในยุค AI” ดำเนินรายการโดยผศ.ดร.รดี ธนรักษ์ อาจารย์หลักสูตรนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ก่อนที่ช่วงท้าย สุภิญญากลางณรงค์ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดงาน ว่ายุคนี้นอกจากจะเจออาการหลอนของปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลจริง – ไม่จริงแล้วยังต้องเจอกับภาวะข้อมูลล้นถาโถม (Information Overload) จนเกิดภาวะอ่อนล้าที่จะรับข่าวสาร (News Fatigue) หรือเจอแต่ด้านลบๆ จนไม่อยากแลกเปลี่ยนข้อมูลในโลกออนไลน์ อยากไปอยู่เงียบๆ ซึ่งก็ต้องดูแลจิตใจของตนเองด้วย หลักๆ คือการตั้งสติ

“Theme ของโคแฟคปีหน้าคือ Keep Calm and Fact Check ใจเย็นๆอย่าเพิ่งเชื่อเห็นรูปเห็นคลิปอะไรที่ตรงกับอคติมายาคติหรือฉันทาคติอย่าเพิ่งเชื่อเพราะเราอาจพลาดได้ง่ายๆโดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่จะมาถึง  และอยากจะชวนทุกคนมาเป็นอาสาสมัครกับโคแฟคจับตาข่าวลวงการเมืองหากเห็นข้อมูลข่าวสารอะไรไม่แน่ใจว่าเป็น AI หรือข่าวลวงที่อยากให้ตรวจสอบสามารถส่งมาได้ที่โคแฟค cofact.org หรือเพจของโคแฟค สุภิญญา กล่าว 

                                                                       -/-/-/-/-/-/-/-/-/-/- 


จาก 2566-2569 ออนไลน์มาแรงในการเมืองหวั่น‘AI’ปั่นข่าวลวงตอกย้ำ‘อารมณ์-อคติ’กระทบตัดสินใจลงคะแนน

19 ธ.ค. 2568 สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณะสารสนเทศและการสื่อสาร และ ThaiPBS จัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัล – Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 33 ในหัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอนด้วยปัญญารวมหมู่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในยุค AI (AI Hallucinations VS. Digital Resilience)”  โรงแรมวินทรี  จ.เชียงใหม่ 

Harry Kofi Quakyi Cultural Affairs and Press Officer สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกสร้างขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีในเรื่องความสะดวกสบายและความรวดเร็ว แต่อีกด้านก็มีความท้าทาย เช่น ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข้อมูลหลอน (Hallucination) ที่ถูกส่งต่อและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว 

อย่างในประเทศเยอรมนี ช่วงที่มีการเลือกตั้งมีการผลิตเนื้อหาโดยใช้ AI เช่น การรณรงค์หาเสียง และบางครั้งข้อมูลเพียง 1 ชิ้นสามารถแพร่กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม  ปัญหาการใช้ AI สร้างเนื้อหาแล้วผลที่ได้คือข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลหลอน และยังเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบว่าอะไรคือข้อเท็จจริง ดังนั้นกระบวนการของมนุษย์ในการทำให้ข้อมูลโปร่งใสจึงยังจำเป็น 

ความท้าทายของการรับมือข้อมูลบิดเบือนในช่วงของการเลือกตั้งในยุคของ AI ต้องการมากกว่าความชำนาญในเรื่องเทคนิคหรือกระบวนการตรวจสอบโดยทั่วไปแต่สิ่งที่ต้องการคือต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและทำงานร่วมกันโดยไม่มีขอบเขต  โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันในการรับมือกับ AI” Harry กล่าว 

   ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. กล่าวถึง 3 คำสำคัญ คือ 1.ปัญญารวมหมู่ ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจากการมีวีรชนหรือผู้นำที่เก่งคนเดียวแล้วผู้อื่นต้องเดินตาม สู่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเดินไปข้างหน้า หรือเปลี่ยนจากวัฒนธรรมแบบแนวดิ่งสู่วัฒนธรรมแบบแนวระนาบ ที่เป็นความสำคัญของคนที่คิดต่างจากเรา แต่จะทำแบบนี้ได้ต้องอาศัยการฟังด้วยใจ (Deep Listening) ไม่ใช่เพียงการทนฟัง ขยายใจให้กว้างแล้วฟังว่าเขาต้องการอะไร 

2.พลเมืองตื่นรู้ ความเป็นพลเมืองไม่ใช่หมายความเพียงการเป็นบุคคลที่ได้สัญชาติของประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่เท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นมนุษย์ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น อย่างในเยอรมนีให้นิยามความเป็นพลเมืองไว้ว่าต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation) ไม่ใช่ให้ผู้อื่นนำแต่ต้องมาร่วมนำ หมายถึงมีสิทธิ์มีเสียงที่จะบอกว่าคนเป็นผู้นำควรจะนำเราอย่างไร แม้บางประเทศจะไม่มีบริบทให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากนัก แต่อย่างน้อยต้องไม่ดูดายปล่อยให้ใครชี้นำสังคมโดยไม่ฟังเสียงผู้อื่น

และ 3.ข้อมูลที่ขับเคลื่อนสังคม ข้อมูลที่ปรากฏอยู่จำนวนมากสามารถถูกหยิบฉวยข้อมูลบิดเบือนให้เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น  ตั้งแต่ข้อมูลในโฆษณาที่ไม่จริง 100%  แต่พูดไม่หมด พูดเฉพาะที่ทำให้เรารู้สึกอยากได้สินค้านั้น จนถึงข้อมูลที่ทำให้บุคคลเสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกเกลียดชัง หรือแม้แต่ข้อมูลที่ทำให้สูญเสียทรัพย์สิน ข้อมูลเหล่านี้กระจายไปทั่วและไม่มีใครสะสางว่าอะไรถูก ผิด จึงกลายเป็นสังคมที่ถูกกลบด้วยข้อมูลขยะส่งกลิ่นเหม็น แล้วจะบอกว่าเราอยู่ในสังคมที่สะอาดได้อย่างไร

สสส. เชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ดีต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องอาจไม่ใช่เป็นสัจธรรมแต่ข้อมูลที่ถูกต้องในขณะนั้นที่พิสูจน์ได้ว่าถูกต้องไม่มีเจตนาปรับแต่งให้บิดเบือนเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งแล้วข้อมูลที่ถูกต้องนั้นนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องของพลเมืองพลเมืองที่แวดล้อมไปด้วยข้อมูลเท็จก็เหมือนกับอยู่ในมลพิษมีแต่จะนำไปสู่การป่วยตายแน่นอน รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. กล่าว 

รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปาฐกถาหัวข้อ “AI กับสงครามข้อมูล : ใครจะได้เปรียบในสนามใหม่ของการเลือกตั้ง” กล่าวถึงสถานการณ์ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย มีการใช้เครื่องมือ AI ซึ่งรวมถึงภาพปลอมจำนวนมาก ท่ามกลางสับสนนี้จะบอกได้ว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ซึ่งการทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสับสนอาจเป็นกลไกที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้งในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ 

ในทางรัฐศาสตร์มีคำว่าโฆษณาชวนเชี่อ (Propaganda) ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรมาก แต่ปัจจุบันมี ช่องผี (Anonymous Channel)” ที่ทำได้ด้วยคนเก่งเทคโนโลยีเพียงคนเดียว ดังนั้นแม้ AI ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง   แต่มีผลต่อการเลือกตั้ง และที่สำคัญคือ “AI ไม่ได้เป็นกลางทางการเมืองAI มีอำนาจในโลกออนไลน์และกำลังจะมีอำนาจในโลกจริง เพราะ AI เล่นกับข้อมูล เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดไม่อาจเก็บข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ AI สามารถทำได้ AI จึงมีข้อมูลที่มากกว่าสมองมนุษย์ แต่ความสามารถในการคาดการณ์ (Predict) ของ AI นั้นถูกต้องเพียงใด 

กล่าวคือ อัลกอริทึมของ AI ไม่เคยเป็นกลาง ทุกการคัดกรองของ AI ใช้อำนาจของ AI มากกว่าการตัดสินใจของมนุษย์บนฐานของศีลธรรม (Morality)  ดังนั้นการหยั่งรู้หรือตระหนักรู้ถึงข้อเท็จจริงของมนุษย์จึงสำคัญมากในการถ่วงดุลการทำหน้าที่ของ AI ในทางการเมือง นอกจากนั้น “AI ไมได้สื่อสารกับผู้คนแต่สื่อสารกับอารมณ์ความกลัวสถานการณ์และอคติของผู้คน ขึ้นอยู่กับการใช้คำสั่งในแต่ละครั้ง AI จะทำงานด้วยการกระตุ้นความรู้สึกของผู้คน คำถามคือเราได้สร้างเครื่องมือให้ประชาชนแยกแยะข้อเท็จจริงมาก – น้อยเพียงใด 

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ การใช้ AI ทำลายล้างซึ่งกันและกันแล้วประชาชนก็เชื่อว่าเป็นความจริงซึ่งในหลายประเทศได้เกิดขึ้นแล้ว เช่น การใช้ AI สร้างอวตาร มีการใช้เทคนิค Robocall หมายถึงใช้ AI แปลงเสียงให้เหมือนนักการเมือง ราวกับการกระทำของมิจฉาชีพ ใช้ AI สร้างคลิปวิดีโอที่ภาพและเสียงเหมือนกับบุคคลนั้นกำลังพูดอยู่จริงๆ (Deepfake) ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆเพื่อให้ AI ช่วยตัดสินใจว่าควรเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด มากกว่าจะใช้ความคิดของตนเอง (Twins Voter)

ดังนั้นเมื่อเราได้รับข้อมูลและกำลังจะตั้งคำถาม สำหรับตนมีข้อแนะนำว่า แทนที่จะเริ่มถามว่าทำไม? ให้ถามว่าใคร? หมายถึงใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น และเรื่องนั้นจะไปส่งผลกระทบกับใครบ้าง ในการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ประชาชนและมนุษย์คือคนคนเดียวกัน มักเน้นไปที่ผลการเลือกตั้ง นักการเมือง พรรคการเมือง หรือใครจะเป็นรัฐบาล แต่ยังไม่มีการตั้งคำถามว่าหาก AI เข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง  ประชาชนและมนุษย์จะได้รับผลกระทบอย่างไร 

การหาเสียงตอนนี้ไม่ใช่แค่ป้ายรถแห่หาเสียงเคาะตามประตูบ้าน  หรือใบปลิวอีกต่อไปแล้วแต่กลไกของการใช้ AI โลกไปเร็วมากแต่องค์กรและโครงสร้างของรัฐยังย่ำอยู่กับที่และเดินล่าช้าไม่ทันการณ์ต่อการพัฒนาของเทคโนโลยีและดิจิทัล รศ.ดร.ไพลิน กล่าว 

อภิเดชเตปินนักวิจัยจากทีม Neo Momentum นำเสนอข้อมูลเรื่อง บทเรียนสงครามข้อมูลการเลือกตั้ง 2566” ฉายภาพสถานการณ์บนโลกออนไลน์ 3 ช่วง คือ 1.ช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 14 .. 2566  เก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 14 มิ.ย. 2566ซึ่งแพลตฟอร์มออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจน เนื้อหาทางการเมืองถูกผลิตและขยายผ่านแพลตฟอร์ม และบทสนทนาส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง เช่น โพสต์โจมตี ปลุกความโกรธ ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของพรรคการเมืองคู่แข่งหรือต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง 

พบการแย่งชิงเรื่องเล่า (Narrative) โดยช่วงก่อนเลือกตั้งจะพบการโจมตีใส่ร้าย สร้างข่าวลือ แต่เมื่อพ้นจากวันออกเสียงเลือกตั้งไปแล้ว เรื่องเล่าจะว่าด้วยความโปร่งใสของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง อาทิ การนับคะแนน ทั้งหมดเกิดขึ้นในระบบนิเวศออนไลน์ที่ซับซ้อน มีผู้เล่นมากมายทั้งนักการเมือง ผู้มีอิทธิพลทางความคิดบนโลกออนไลน์ (อินฟลูเอนเซอร์) บัญชีที่เคลื่อนไหวคล้ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) รวมถึงผู้ใช้งานทั่วไปที่ติดตามการเมือง ศูนย์กลางข้อมูลจึงไม่ชัดเจนและกระจายจัดจาย กลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลบิดเบือนทำงานได้ง่าย  

2.ช่วงหลังการเลือกตั้งซึ่งมีการเก็บข้อมูลตลอดทั้งปี 2567 ความตึงเครียดในโลกออนไลน์นอกจากจะไม่คลี่คลายลงแล้วกลับยังเข้มข้นขึ้น แต่การแข่งขันได้ย้ายจากการหาเสียงเชิงนโยบายไปสู่การทำลายความชอบธรรมของตัวแสดงทางการเมือง ไม่ว่านักการเมือง พรรคการเมือง หรือแม้แต่สถาบันทางการเมือง เนื้อหาที่พบมากในช่วงนี้คือข้อมูลลวง ทฤษฎีสมคบคิด การโจมตีตัวบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ขณะที่แพลตฟอร์มกลั่นกรองเนื้อหาได้ช้าลงเมื่อเทียบกับช่วงที่มีการเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีการเกิดขึ้นของระบบการสร้างรายได้จากแพลตฟอร์ม การกำกับดูแลจึงทำได้ไม่ดีเมื่อเทียบกับช่วงที่มีการเลือกตั้ง นอกจากนั้นยังพบการเพิ่มขึ้นของถ้อยคำสร้างความกลียดชัง (Hate Speech) ยกระดับจากการด่าทอไปสู่การลดทอนความเป็นมนุษย์และสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในโลกจริง รวมถีงพบภาพที่ถูกสร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อใช้ประกอบในเรื่องเล่าบางอย่าง

3.ช่วงปัจจุบันเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 20 พ.ย. 2568 เนื้อหาบนโลกออนไลน์ขยับจากไปสู่การเมืองเชิงอัตลักษณ์ (Identity Politics) เช่น ประเด็นแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ผลการศึกษาทั้ง 3 ช่วงพบสิ่งที่เหมือนกันคืออารมณ์เป็นโครงสร้างหลักของข้อมูล ทุกเหตุการณ์ของความมั่นคงหรือความขัดแย้งจะถูกขยายฐานความโกรธ ความกลัว ความรู้สึกกังวลว่ากำลังถูกคุกคามจากอะไรบางอย่าง เละเห็นช่องว่างของความเชื่อมั่นสาธารณะ (Public Trust) ที่กว้างและลึกอย่างต่อเนื่อง 

กล่าวคือ ผู้คนไม่ได้เพียงไม่เชื่อในข้อมูลแต่ยังไม่เชื่อในกระบวนการไม่เชื่อในสถาบันและแม้แต่ไม่เชื่อใจกันเองปรากฏการณ์เหล่านี้คือภูมิทัศน์ (Landscape) ของข้อมูลของการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นปี 2569 และความปั่นป่วนจะเกิดขึ้นได้ง่ายมากโดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ มาเป็นตัวจุดชนวน และการมาของ AI ที่ยิ่งซับซ้อนขึ้น ก็จะเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญ  

ถ้าต้องการจะสลายวงจรข่าวลวงหรือวงจรของความเกลียดชังเรามองว่ามันอาจต้องเริ่มจากการเปลี่ยนสภาวะของอารมณ์ในพื้นที่ดิจิทัลไปพร้อมๆกันไม่ใช่แค่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวแต่มันจะต้องเข้าใจอารมณ์ความเจ็บปวดความกลัวที่อยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านั้นที่คนแชร์ต่อกันโจทย์ของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอาจไม่ใช่แค่ว่าอะไรจริงไม่จริงแต่คือเราจะออกแบบพื้นที่ที่ให้ทุกข้อมูลอยู่ร่วมกันได้อย่างไรโดยที่ความจริงมันจะไม่แพ้อารมณ์และเรื่องเล่าที่มันบั่นทอนสังคมของผู้รับรู้ อภิเดช กล่าว 

ภายในงานยังมีการประชุมโต๊ะกลม “ความท้าทายในการรับมือข่าวลวงเลือกตั้งในยุค AI” โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟคประเทศไทย เป็นประธานการประชุม ซึ่งจะมีการรวบรวมเสียงสะท้อนของผู้เข้าร่วมเป็นข้อเสนอต่อภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/- 


‘โพสต์เก่าวนซ้ำก็ยังมี-AIทำเนียนก็เริ่มมา’ 10รายงานตรวจสอบประจำปี2568โดยโคแฟค

By : Zhang Taehun

เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของปี 2568 หรือ 2025 กันแล้ว ซึ่งในช่วงส่งท้ายปีแบบนี้บรรดาสื่อต่างๆ ก็มักจะรวบรวม “เรื่องเด่นประจำปี” มานำเสนอ แน่นอนว่าโคแฟคเราก็เช่นกัน ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลากหลายหัวข้อทั้งสุขภาพ การเมือง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโดยเฉพาะเรื่องร้อนๆ อย่างความขัดแย้งที่กลายเป็นการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา คัดมานำเสนอ 10 เรื่อง ดังนี้

 ภาพที่ 1 โพสต์แชร์วนซ้ำ “มะนาวโซดารักษามะเร็ง”

1.ข่าวลวงวนซ้ำ “มะนาวรักษามะเร็ง” (รอบที่เท่าไรแล้วไม่รู้) : ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 จุดเริ่มต้นคือการตรวจสอบข่าวลวงด้านสุขภาพ และหนึ่งในข่าวลวงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “มะนาวรักษามะเร็ง” เพราะแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาเตือนหลายต่อหลายครั้งว่า “ไม่จริง” ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าน้ำมะนาวจะใช้รักษาโรคมะเร็งได้ แม้น้ำมะนาวหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสมจะมีประโยชน์ทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการเจ็บคอและอุดมด้วยวิตามินซีก็ตาม แต่ข่าวลวงนี้ก็ยังถูกแชร์วนซ้ำอยู่ในพื้นที่ออนไลน์ 

อย่างล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. – ต้นเดือน ต.ค. 2568 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กจำนวนมากโพสต์ข้อความแนะนำให้ทำน้ำด่างหรือน้ำผสมมะนาวดื่มเนื่องจากน้ำด่างช่วยขจัดเชื้อโรคในร่างกาย และมะนาวมีฤทธิ์ทำลายมะเร็งเนื้อร้ายที่รุนแรงถึง 12 ชนิด แถมยังอ้างว่าเป็นคำแนะนำของ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อีกต่างหาก อย่างไรก็ตาม วันที่ 20 ต.ค. 2568 โคแฟคได้รับคำยืนยันจาก ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ว่าไม่ได้เป็นผู้เขียนบทความนี้และถูกนำชื่อไปแอบอ้าง

ภาพที่ 2 ดื่มน้ำแจกฟรีเมื่อเติมน้ำมันที่ปั๊ม

2.น้ำขวดแจกฟรีตามปั๊มน้ำมันเป็นอันตราย..ห้ามดื่ม : เป็นอีกข่าวที่มีการแชร์วนเป็นระยะๆ ว่าด้วยอันตรายจากน้ำดื่มแจกฟรีตามปั๊มน้ำมันเมื่อเราๆ ท่านๆ ขับรถเข้าไปเติมน้ำมันจนถึงราคาตามที่แต่ละปั๊มกำหนด ซึ่งในรายการ “รวมพลคนเช็กข่าว” อันเป็นความร่วมมือระหว่างโคแฟคกับ Ubon Connect แขกรับเชิญประจำวันที่ 20 พ.ค. 2568 รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงคลิปที่ระบุว่าขวดน้ำพลาสติกมีรูพรุนขนาดเล็ก ที่มองไม่เห็น อาจทำให้สารเคมี ฝุ่น หรือเชื้อโรคซึมเข้าไปได้เมื่อขวดถูกความร้อน ว่า 

ขวดน้ำดื่มส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติก PET (Polyethylene Terephthalate) ซึ่งมีความหนาแน่นสูง รูพรุนขนาดเล็ก (ประมาณ 2 นาโนเมตร) มีจริง แต่เล็กมากจนสารเคมี เช่น ไอระเหยน้ำมัน หรือเชื้อแบคทีเรีย (ขนาดใหญ่กว่ารูพรุนมาก) ซึมผ่านได้ยากและช้ามาก การที่น้ำในขวดจะปนเปื้อนจนเป็นอันตรายจึงแทบเป็นไปไม่ได้ในสภาวะปกติ ส่วนคลิปที่อ้างว่าน้ำดื่มที่ตากแดดในปั๊มน้ำมันอาจปล่อยสารเคมี เช่น BPA, Phthalates หรือสารก่อมะเร็ง เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง 

“ขวด PET มีโครงสร้างโมเลกุลที่เสถียร สารเคมีเหล่านี้ไม่หลุดออกมาง่ายๆ แม้ขวดจะถูกความร้อนที่ 40-60 องศาเซลเซียส (เช่น ในรถยนต์ที่จอดตากแดด) การวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และงานศึกษาในต่างประเทศ (เช่น อังกฤษ ปี 2012) พบว่า ต้องใช้ความร้อนสูงถึง 60 องศาเซลเซียสนาน 11 เดือน จึงจะมีสารเคมีหลุดออกมาในปริมาณที่เกินมาตรฐาน ซึ่งในชีวิตประจำวันแทบเป็นไปไม่ได้” รศ.ดร.เจษฎา ระบุ 

ภาพที่ 3 ชุมนุมเรียกร้อง สส. , สว. เคารพเสียงเลือกตั้งประชาชน ไม่ใช่ชุมนุมต้านกาสิโน

3.คลิปชุมนุมที่แยกอโศก ปี 2566 ถูกอ้างชุมนุมต้านกาสิโน ปี 2568 : ช่วงเดือน ก.ย. 2566 – ส.ค. 2568 อันเป็น

ช่วงเวลาที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล หนึ่งในนโยบายที่มีกระแสต่อต้านมากที่สุดคือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex)” หรือสถานบันเทิงครบวงจร เพราะอนุญาตให้มี กาสิโน หรือสถานที่เล่นการพนันอย่างถูกกฎหมาย การแสดงจุดยืนคัดค้านมีตั้งแต่วงเสวนาวิชาการไปจนถึงการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน 

อย่างไรก็ตาม วันที่ 7 เม.ย. 2568 มีผู้โพสต์คลิปวีดิโอบนแพลตฟอร์ม TikTok ระบุว่า “การชุมนุมวันนี้ที่อโศก” แต่ไม่ได้บอกว่าชุมนุมเรื่องอะไร ทำให้ผู้เข้ามาชมคลิปจำนวนมากต่างแสดงความคิดเห็นโดยเข้าใจไปว่าเป็นการชุมนุมต้านกาสิโนหรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปเก่า โดยเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2566 เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทั้ง สว. และ สส. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2566 ไม่ใช่การชุมนุมคัดค้านกาสิโนแต่อย่างใด

ภาพที่ 4 : ‘ไอซ์ – รักชนก’ ถือป้ายแนะนำตัว ไม่ใช่ถือป้ายให้เลือกทหารหรือพรรคประชาชน

4.ภาพแนะนำตัวของ ‘ไอซ์ – รักชนก’ ถูกบิดเบือนว่าเป็นภาพถือป้ายจะเอาทหารหรือพรรคประชาชน : หากไม่นับบรรดาแกนนำตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน ก็ต้องบอกว่า ‘ไอซ์ – รักชนก’ ถือเป็นนักการเมืองระดับ ‘ตัวตึง’ เบอร์ต้นๆ ของกลุ่มพรรคสีส้ม ด้วยลีลาปราศรัยทั้งการอภิปรายในสภาและการเคลื่อนไหวนอกสภาแบบดุเด็ดเผ็ดร้อน ซึ่งอีกมุมหนึ่งก็ทำให้กลายเป็นเป้าถูกโจมตีทางการเมืองไปด้วย 

ตัวอย่างหนึ่งคือช่วงปลายเดือน ต.ค. – ต้นเดือน พ.ย. 2568 จู่ๆ โลกออนไลน์ก็มีการแชร์ภาพของ ไอซ์ – รักชนก ถือป้ายกระดาษสีขาว มีข้อความเขียนว่า คุณคิดว่าประเทศชาติ ต้องการทหารหรือพรรคประชาชน ภาพนี้กระจายอย่างมากในเพจและกลุ่มเฟซบุ๊กของผู้ที่มีทัศนคติทางการเมืองตรงข้ามกับพรรคสีส้ม อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวเป็นของปลอมที่ถูกตัดต่อขึ้น” 

โดยทีมงานโคแฟคได้ค้นหาแล้วไปพบว่า ภาพต้นฉบับของเจ้าตัวถูกโพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2565 และข้อความในภาพต้นฉบับคือ “รักชนก ศรีนอก เขต 26 กทม.” เป็นการแนะนำตัวเนื่องจากกำลังจะลงสมัคร สส. แบบแบ่งเขต สังกัดพรรคก้าวไกลในเวลานั้น อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “การตัดต่อภาพครั้งนี้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)”ไม่ใช่เทคนิคหรือโปรแกรมตัดต่อภาพแบบดั้งเดิม โดยที่มุมขวาล่างจะเห็นโลโก้ที่เป็นสัญลักษณ์ของ Gemini อันเป็นโปรแกรม AI ของ Google สะท้อนข้อกังวลว่า “AI อาจถูกใช้ในการสร้างเรื่องบิดเบือนมากขึ้นและทำได้แนบเนียนขึ้น” ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจออกเสียงเลือกตั้งของประชาชน

ภาพที่ 5 : คลิปรถไฟลุยน้ำท่วมทำโดย AI ถูกนำมารวมกับคลิปน้ำท่วมหาดใหญ่ของจริง

5.คลิป “รถไฟลุยน้ำท่วมหาดใหญ่” เมื่อเหตุการณ์จริงถูกผสมกับของปลอม : ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 ชาว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ต้องเผชิญเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติ ข่าวลือ – ข่าวลวงก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันด้วย อย่างคลิปหนึ่งที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2568 ช่วงแรกเป็นภาพขบวนรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมท่ามกลางฝนตกหนัก ขณะที่ช่วงหลังเป็นสภาพเมืองที่ถูกน้ำท่วมสูง 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีทั้งที่จริงและเท็จ โดยส่วนที่เป็นเท็จคือภาพรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมและฝนตกหนัก ซึ่งเคยมีผู้โพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2568 หรือก่อนหน้าน้ำท่วมใหญ่ที่ อ.หาดใหญ่ เกือบ 2 เดือน และยังมีผู้โพสต์อีกครั้งวันที่ 16 พ.ย. 2568 หรือ 5 วันก่อนถึงวันที่ 21 พ.ย. 2568 ที่เริ่มมีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ อีกทั้งครั้งนี้ผู้โพสต์ยังติดป้ายเตือนว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างจาก AI ไว้ด้วย รวมถึงเมื่อนำภาพไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ 3 แห่งที่รับตรวจภาพว่าสร้างด้วย AI หรือไม่ ค่าเฉลี่ยยังชี้ความเป็นไปได้อยู่ที่ราว 70 – 80% ว่าคลิปน่าจะถูกสร้างขึ้นด้วย AI

ในขณะที่ภาพน้ำท่วมในเมืองเป็นเหตุการณ์จริงเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 โดยเป็นภาพบริเวณร้านอาหาร “ฮัจยีสัน” ตั้งอยู่บริเวณข้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ จุดเชื่อมระหว่างถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 1 ซอย 5 กับถนนรัถการ โดยเหตุที่ผู้เขียนเลือกคลิปนี้มาติด 1 ใน 10 รายงานข่าวลวงแห่งปีของโคแฟค เพราะ “ระยะหลังๆ ข่าวลวงเรื่องภัยพิบัติในรูปแบบคลิปวิดีโอ พบหลายชิ้นมีการนำคลิปจากหลากหลายเหตุการณ์ ต่างสถานที่และเวลามาตัดต่อรวมกัน รวมถึงตัดต่อผสมกันระหว่างคลิปเหตุการณ์จริงกับคลิปที่สร้างด้วย AI” ทำให้คนทำงาน Fact – Checking ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบมากขึ้นในการตรวจสอบ

ภาพที่ 6 : ยาดมเสี่ยงเชื้อราจริงไหม?

6.ยาดมเสี่ยงเชื้อราจริงไหม? : ย้อนไปในวันที่ 24 มิ.ย. 2568 รายการ ‘รวมพลคนเช็กข่าว’ ได้เชิญ ผศ.ดร.พัชรีกัมมารเจษฎากูล ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาคลินิกจากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มาให้ความรู้ สืบเนื่องจากช่วงเวลานั้นมีการแชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ว่า ยาดมสมุนไพรแบบกระปุกที่หลายคนใช้เป็นประจำอาจมีการปนเปื้อนเชื้อรา โดยมีผู้ป่วยบางรายพบเชื้อราในปอดและสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับยาดม หลังตรวจพบคราบสีดำที่ก้นกระปุกยาดม  

ซึ่ง ผศ.ดร.พัชรี เล่าถึงงานวิจัยที่เก็บตัวอย่างยาดมสมุนไพรจากแหล่งผลิตและร้านค้าทั่วไป รวมถึงยี่ห้อที่วางจำหน่าย แบ่งยาดมออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่1.ยาดมแบบแห้ง (เช่น ยาดมสมุนไพรแบบผง) 2.ยาดมแบบน้ำมัน (เช่น ยาดมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย) และ 3.ยาดมแบบผสม (ผสมทั้งแบบแห้งและน้ำมัน) แล้วพบว่า ยาดมแบบแห้ง มีการปนเปื้อนเชื้อรามากที่สุด เนื่องจากส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรแห้งมีโอกาสดูดซับความชื้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา

อีกทั้งยังแนะนำสำหรับผู้ที่ชอบใช้ยาดมด้วยว่า 1.เลือกยาดมที่มีเลขทะเบียนยา และตรวจสอบวันหมดอายุ รวมถึงสภาพบรรจุภัณฑ์ว่าสะอาด ไม่รั่วหรือแตก 2.สังเกตความผิดปกติ เช่น กลิ่นแปลก เนื้อสมุนไพรเปื่อยยุ่ย หรือมีคราบสีดำ หากพบให้หยุดใช้ทันที 3.หลีกเลี่ยงการจ่อยาดมใกล้จมูกเกินไป เพื่อลดโอกาสสูดดมเชื้อราหรือสารปนเปื้อน4.ปิดฝาให้สนิทหลังใช้ เพื่อป้องกันความชื้นและการปนเปื้อน

5.กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภูมิแพ้ โรคโพรงจมูกอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันต่ำ ควรระวังเป็นพิเศษและปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติหลังใช้ยาดม ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และ 6.หากมีอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ระคายเคือง หรือแสบจมูก ควรหยุดใช้ 

ผ่านมาราว 4 เดือน ในวันที่ 17 ต.ค. 2568 มีการแชร์ข้อมูลกันในกลุ่ม ‘Thai Community in Perth Western Australia’ ว่า สนามบินเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำยาดมแบบกระปุกเข้าประเทศ โดยอนุญาตเฉพาะยาดมแบบน้ำหรือน้ำมันเท่านั้น ขณะที่บางความเห็นตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะยาดมกระปุกเป็นยาดมแบบแห้ง ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเชื้อรา

ประเด็นนี้ทีมงานโคแฟคได้สอบถามไปยังกระทรวงเกษตร ประมง และป่าไม้ของออสเตรเลีย (DAFF) และได้รับคำชี้แจงในวันที่ 28 ต.ค. 2568 ว่า ยาดมสมุนไพรแบบแห้งจากประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องหอม ดอกไม้แห้ง และสมุนไพรแห้ง (Potpourri) ซึ่งมีส่วนประกอบของเมล็ดพันธุ์ ฝัก และส่วนอื่น ๆ ของพืชซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงทางชีวภาพสูง ผู้โดยสารที่นำยาดมสมุนไพรแบบแห้งติดตัวมาด้วยจะต้องสำแดงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรของทุกสนามบินในออสเตรเลียตรวจสอบ

อนึ่ง ในวันที่ 28 ต.ค. 2568 เช่นกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เผยแพร่ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาดมผสมสมุนไพร ตราหงส์ไทย สูตร 2 เลขทะเบียนที่ G 309/62 รุ่นการผลิตที่ 000332) เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ระบุว่าพบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ยีสต์ และเชื้อราเกินมาตรฐาน พร้อมแนะประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ในรุ่นการผลิตที่ตรวจพบการปนเปื้อน โดยทางหงส์ไทยได้แถลงขอโทษพร้อมประกาศเรียกคืนสินค้าล็อตที่มีปัญหาดังกล่าว

ภาพที่ 7 : เพจดังโพสต์แนะนำวิธีปฐมพยาบาลจากแก๊สน้ำตาที่เป็นอันตรายกับชาวกัมพูชา

7.เพจดังโพสต์แนะนำชาวกัมพูชาถึงวิธีปฐมพยาบาลหากถูกแก๊สน้ำตา..แต่เป็นวิธีที่ผิดและเป็นอันตราย : ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “โม่งดำ-Black Hood Operator” ซึ่งเป็นเพจของผู้สนใจกีฬายิงปืนและยุทธวิธีทางการทหาร-ตำรวจ มีผู้ติดตามเกือบ 2 แสนราย โพสต์ข้อความภาษาไทยและภาษาเขมรเรื่อง “วิธีการปฐมพยาบาลเมื่อถูกแก๊สน้ำตา” โดยอ้างว่าให้ใช้สารที่เป็นกรด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำส้มสายชู น้ำยาล้างจานหยอดที่บริเวณดวงตาเพื่อช่วยลดอาการแสบร้อน

โพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 17 ก.ย. 2568 ซึ่งมีเหตุการณ์ตำรวจควบคุมฝูงชนของไทยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางควบคุมผู้ชุมนุมชาวกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้วอย่างไรก็ตาม นั่นเป็นวิธีที่ผิดและเป็นอันตราย ส่วนวิธีการที่ถูกต้องซึ่ง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เคยเผยแพร่ไว้ คือ 1.นำผู้ถูกแก๊สน้ำตาออกมาอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก 2.หากถูกผิวหนัง ควรถอดเสื้อผ้าออก จากนั้นให้ล้างตัวด้วยน้ำประปาหรือน้ำสะอาด โดยให้น้ำไหลผ่านจำนวนมากอย่างน้อย 10-15 นาที 

3.หากมีการระคายเคืองตา ถ้าใส่คอนแทคเลนส์อยู่ ต้องถอดออกก่อน แล้วจึงล้างตาด้วยน้ำประปาหรือน้ำสะอาด โดยเอียงหน้าเทน้ำล้างให้ไหลจากหว่างคิ้วไปทางหางตา นานอย่างน้อย 10-15 นาที และ 4.บ้วนปากหลายครั้งด้วยน้ำสะอาด หลังจากนั้นสามารถดื่มน้ำหากรู้สึกระคายคอ และเหตุที่เลือกข่าวนี้มาอยู่ใน 10 ประเด็นข่าวลวงแห่งปี แม้จะเป็นเรื่องที่มีเจตนาล้อเล่นหรือสร้างความตลกขบขัน แต่การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิด ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตหากมีผู้หลงเชื่อ

อีกทั้งก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2568 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลลวง และข้อมูลอันเป็นเท็จทุกรูปแบบที่นำไปสู่การยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเจรจาทางการทูตและการสร้างความร่วมมือในการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน โดยขอให้ประชาชนรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ ตรวจสอบข้อมูลที่อาจเป็นเท็จทุกครั้ง ใช้สื่อทุกแพลตฟอร์มอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน

ภาพที่ 8 : นักวิชาการด้านความมั่นคง ‘ปณิธาน วัฒนายากร’ ถูกอ้างว่าได้ระบุถึงนักรบรับจ้างชาวอเมริกัน ช่วยทหารกัมพูชาบังคับโดรนสู้รบกับทหารไทย

8.เพจเฟซบุ๊กอ้างคำพูด “ปณิธาน วัฒนายากร”บอกว่ามีนักรบรับจ้างชาวอเมริกันเข้าไปช่วยทหารกัมพูชาบังคับโดรนสู้รบกับทหารไทย : ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ซึ่งสถานการณ์ตึงเครียดมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ค. 2568 จากการปะทะเล็กๆ ที่ช่องบก ตามด้วยมาตรการจำกัดการเดินทางข้ามแดนทางบกของทั้ง 2 ฝ่าย ก่อนเกิดการสู้รบกินเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 จากนั้นเป็นช่วงเวลาหยุดยิง กระทั่งเกิดการสู้รบกันอีกครั้งตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค. 2568 เป็นต้นมา ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งของ 2 ประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีความเชื่อว่าอาจเชื่อมโยงกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ว่าเป็นสงครามตัวแทนระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา 

และเมื่อเชื่อไปแล้วว่าสมรภูมิไทย – กัมพุชาแอบแฝงการประลองกำลังของมหาอำนาจไว้ด้วย ก็จะมีความพยายามมองหาอะไรก็ตามที่สนับสนุนความเชื่อนั้น ซึ่งรวมถึง ทหารรับจ้าง หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่รับงาน – รับเงินเข้าไปสนับสนุนทางยุทธวิธีรวมถึงร่วมรบไปกับกองกำลังท้องถิ่นด้วย ดังตัวอย่างที่มีเพจเฟซบุ๊กบางแห่งอ้างคำพูดของ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง อดีตอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า มีนักรบรับจ้างชาวอเมริกันช่วยกัมพูชาสู้กับไทย 

อย่างไรก็ตาม ทีมงานโคแฟคตรวจสอบแล้ว พบว่า เพจเหล่านั้นโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 เมื่อลองนำข้อความไปค้นหา ที่ใกล้เคียงที่สุดคือกรณี รศ.ดร.ปณิธาน ไปให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Top News เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 แต่เมื่อฟังดูทั้งคลิปตลอดความยาว 19.06 นาที (ชื่อคลิป “อ.ปณิธานเชื่อ ปะทะครั้งนี้อาจมี ‘นักรบรับจ้างต่างชาติ’ ร่วม ชี้ไทยยังไม่กล้าถล่มลึกถึงฐานใหญ่เขมร”) แม้จะมีบางช่วงกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะมีผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้าไปสนับสนุนปฏิบัติการด้วยโดรนของทหารกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงทหารรับจ้างชาวอเมริกัน 

รวมถึงเมื่อได้โทรศัพท์ไปสอบถาม อาจารย์ปณิธานก็ยืนยันอีกครั้งว่า “ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ ตนเองไม่เคยระบุสัญชาติของนักรบรับจ้างหรือผู้เชี่ยวชาญที่เข้าไปบังคับโดรนในกัมพูชา” แต่อาจเป็นการตีความหรือขยายความเพิ่มเติมจากเพจเฟซบุ๊กที่นำคำให้สัมภาษณ์ไปเผยแพร่ต่อ

ภาพที่ 9 : ภาพตัดต่อเลียนแบบโพสต์ของสื่อ “ข่าวสด” ใส่คำพูดที่อ้างว่าเป็นของ “กัน จอมพลัง” ทั้งที่โพสต์จริงของข่าวสดรายงานคำพูดของ “ไอซ์ – รักชนก”

9.โพสต์ปั่น “กัน จอมพลัง” ล้อเลียนเกินเลยจนเข้าข่ายสร้างข่าวลวง : ช่วงกลางถึงปลายเดือยเดือน ต.ค. 2568 ชื่อของ “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยได้รับความสนใจจากสื่อต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งด้านหนึ่งได้รับเสียงสนับสนุนในเรื่องการระดมทุนบริจาคไปช่วยเหลือสังคม รวมถึงช่วยเหลือทหารหน้าแนวในสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา แต่อีกด้านหนึ่งก็ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ในขณะนั้น) ซึ่งเชื่อมโยงกับการได้รับสัญญาจ้างงานแบบเจาะจงในกระทรวงเกษตรฯ 

ช่วงเวลานั้นได้มีปรากฏการณ์ “สารพัดคนดังทั่วโลกร่วมชื่นชมและสนับสนุนกัน จอมพลัง” ภาพบุคคลสำคัญมากมายทั้งนักการเมือง ดารา ไปจนถึงตัวละครในสื่อบันเทิง มามอบเงินบริจาคให้กับอินฟลูฯ รายนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นแล้วก็ดูออกกันง่ายๆ ว่านี่คือ โพสต์ปั่น เล่นกันเอาสนุกขำขัน แต่กับบางกรณีก็ดูจะเลยเถิดกลายเป็นการสร้าง ข่าวลวง – ข้อมูลเท็จ” เพราะไปแอบอ้างปลอมโพสต์ให้เหมือนสำนักข่าวที่มีอยู่จริง 

ดังโพสต์ที่พบเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Menhealth Tha” โพสต์ภาพในกลุ่มเฟซบุ๊ก “เรารักพลโทบุญสิน” เป็นภาพของ กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ กับ ไอซ์ – รักชนก สส. พรรคประชาชน และมีโลโก้ของ “KHAOSOD” หรือ นสพ.ข่าวสด อยู่บริเวณหัวมุมด้านขวา พร้อมกับบรรยายคำพูดที่อ้างว่าเป็นของกัน จอมพลัง อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานโคแฟคสอบถามไปยังกอง บก. ข่าวสด ก็ได้รับคำยืนยันว่าไม่ได้ทำโพสต์ดังกล่าว ส่วนโพสต์จริงของข่าวสด แม้จะใช้ภาพเดียวกับโพสต์ปลอม แต่เป็นการอ้างคำพูดของไอซ์ – รักชนก ไม่ใช่กัน จอมพลัง 

อีกทั้งเมื่อตรวจสอบภาพประกอบ ก็พบว่ามาจากรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ทางช่องยูทูบ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว”เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2568 โดยเป็นคลิปความยาว 2 ชั่วโมง 49 นาที 57 วินาที ที่สัมภาษณ์กัน จอมพลัง พร้อมกับไอซ์ – รักชนก โดยตลอดทั้งคลิปนั้นไม่ปรากฏคำพูดของกัน จอมพลัง ตามที่โพสต์ปลอมกล่าวอ้าง ในขณะที่มีคำพูดของไอซ์ – รักชนก อยู่จริงตามรายงานจากโพสต์จริงของข่าวสด (สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่รายงานโคแฟค เรื่อง สารพัดคนดังชื่นชม-บริจาคเงินให้‘กัน จอมพลัง’ข่าวลวงปั่นขำขัน..แต่บ้างก็ยังเชื่อว่าจริง”) 

และนี่คือเหตุผลที่หยิบเรื่องนี้มารวมไว้ใน 10 ข่าวลวงแห่งปี ด้วยผู้เขียนต้องการย้ำว่า “ฝ่ายไหนก็มีโอกาสเจอข่าวลวงได้” ไม่ว่าจะทำขึ้นด้วยจุดประสงค์ใดก็ตาม ซึ่งทางโคแฟคเองก็พยายามทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะมีชุดความคิดหรืออุดมการร์แบบใด จุดร่วมที่อยากให้มีตรงกันคือ “การเมืองที่อยู่บนฐานข้อเท็จจริง” ทั้งพรรคการเมือง นักการเมือง ไปจนถึงมวลชนผู้สนับสนุนหรือฐานเสียงของพรรค (ด้อม FC นักแบก ฯลฯ)

ภาพที่ 10 : ผู้ช่วย สส. พรรคเพื่อไทย ทำคลิปใช้ AI จนเนียนเหมือนกำลังลุยน้ำท่วมสูงในเหตุอุทกภัยที่หาดใหญ่  

10.คลิปผู้ช่วย สส. พรรคเพื่อไทย ลุยน้ำท่วมสูงในเหตุการณ์อุทกภัยหาดใหญ่ พบสร้างขึ้นด้วย AI : เรื่องนี้น่าจะเป็น “ที่สุด” คืออยู่ในอันดับ 1 ในบรรดารายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยโคแฟคประจำปี 2568 เพราะมาครบทั้งบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง เป็นภาพการลงพื้นที่ซึ่งกำลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ และแป็นคลิปที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประเดิษฐ์ (AI) ที่ทั่วโลกกำลังกังวลถึงความสามารถในการสร้างสื่อทั้งภาพ คลิปวิดิโอ เสียงและเนื้อหาที่เนียนราวกับเป็นของจริง เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ผู้รับสารแยกแยะเรื่องเท็จ – ข้อมูลบิดเบือนไม่ออก 

รายงานนี้โคแฟคเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2568 บัญชีเฟซบุ๊กและ X ของ ชีพธรรม คำวิเศษณ์ ซึ่งระบุในโปรไฟล์ของตนเองว่าเป็นผู้ช่วยของ สุธรรม แสงประทุม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์คลิปวิดีโอตนเองยืนแช่อยู่ในน้ำที่กำลังท่วมสูง ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บรรยายความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรก็ตาม ทีมงานโคแฟคได้พบว่า คลิปนี้ถูกสร้างด้วย Sora ซึ่งเป็นโมเดล AI ของ OpenAI เจ้าของเดียวกันกับ AI แชทบอทที่โด่งดังอย่างChatGPT และยังเห็นสิ่งผิดปกติหลายจุดที่ทำให้เชื่อได้ว่าใช้ AI สร้างขึ้น 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้มาอยู่ใน 10 เรื่องราวตรวจสอบข้อเท็จจริงแห่งปี และยังยกให้เป็นอันดับ 1 ก็เพราะเมื่อรายงานถูกเผยแพร่ออกไปทางเพจเฟซบุ๊กของโคแฟค เจ้าตัวได้มาตอบชี้แจงทำนองว่ายังได้ใช้ AI ทำไว้อีกหลายคลิป ท่ามกลางคำถามจากหลายคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่กับการใช้ AI ผลิตเนื้อหาซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ที่ทำเป็นคนของพรรคการเมือง 

เรื่องนี้สะท้อนภาพปัญหาการขาดความเข้าใจเรื่องขอบเขตการใช้เครื่องมือ AI อย่างเหมาะสม หรือกรอบจริยธรรมการใช้ AI ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของแวดวงการเมืองหรือของประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วไปในโลกเมื่อเทคโนโลยีใหม่นี้เข้าถึงและใช้งานได้ง่ายแต่ความตระหนักรู้ยังตามไม่ทัน ครั้นจะปฏิเสธการพัฒนาและใช้งาน AI อย่างสิ้นเขิงคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นคำถามคือจะสร้างสมดุลอย่างไรระหว่างการใช้ประโยชน์กับการลดความเสี่ยงผลกระทบจาก AI (ค้นหารายงานการตรวจสอบเรื่องนี้ได้จากหัวข้อ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปผู้ช่วย สส. ยืนแช่น้ำท่วมที่หาดใหญ่เรียกร้องพรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน”)

สำหรับปี 2568 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ประเทศไทยได้เผชิญเรื่องหนักๆ มาทั้งภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาที่แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ไกลถึงกรุงเทพฯ และน้ำท่วมเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้อย่างหาดใหญ่ รวมถึงภัยจากมนุษบ์อย่างความขัดแย้งชายแดนไทย –กัมพูชาที่นำไปสู่การสู้รบสูญเสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือน ตลอดจนความผันผวนทางการเมืองที่ 1 ปี มีรัฐบาล 2 ชุด และเพิ่งยุบสภาไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เข้าสู่ช่วงเตรียมการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 

ก็ต้องขออวยพรให้ทุกท่านโชคดีในปี 2569 ไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวลวง ได้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งด้วยข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีความสามารถมาช่วยแก้ไขสารพัดปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://dis.fda.moph.go.th/detail-checkSureShare?id=536 (มะนาวโซดารักษามะเร็งได้ โม้มาก ไม่จริง : กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและบา , 18 ส.ค. 2560) ‘ 

https://dol.thaihealth.or.th/Media/Index/b556271a-bbcd-eb11-80ed-00155d09b41f (ข่าวลวงเรื่องมะนาวโซดารักษามะเร็ง/โควิด , ฐานข้อมูลสื่อสุขภาวะ สสส. , 15 มิ.ย. 2564)

https://sasuksure.anamai.moph.go.th/content?id=1876 (โซดา ช่วยฆ่า”เซลล์มะเร็ง” : สา’สุข ชัวร์ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข , 25 ก.ค. 2567)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-health-misinfo-20102025/ (อดีตคณบดีคณะแพทย์ศิริราชยืนยันไม่ได้เป็นผู้เขียนบทความ “มะนาวรักษามะเร็ง” , 20 ต.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/liveubonconnect680520/ (ไขข้อข้องใจ น้ำดื่มแถมจากปั๊มน้ำมัน อันตรายจริงหรือ? : 21 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/political-factcheck-casino-protest/ (​คลิปชุมนุมที่แยกอโศกปี 66 ถูกนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการชุมนุมต้านกาสิโนปี 68 , 8 เม.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-rakchanok-03112025/ (รูป “รักชนก ศรีนอก” ถูกนำมาตัดต่อใส่ข้อความเท็จ ถาม “ประเทศชาติต้องการทหารหรือพรรคประชาชน” , 3 พ.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-southern-flood-train-ai-28112025/ (คลิปรถไฟวิ่งฝ่าน้ำท่วมที่สร้างด้วย AI ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ , 28 พ.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/livetalk062468/ (ผู้เชี่ยวชาญไขข้อข้องใจ “ยาดมสมุนไพร” เสี่ยงเชื้อราจริงหรือ? , 29 มิ.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-health-inhaler-30102025/ (กระทรวงเกษตรฯ ออสเตรเลียระบุ ยาดมสมุนไพรเป็น “สิ่งของต้องสำแดง” ก่อนเข้าประเทศ , 30 ต.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-19092025/ (เพจเฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหาเท็จวิธีปฐมพยาบาลเมื่อโดนแก๊สน้ำตา , 19 ก.ย. 2568)

https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-12122025/ (“ปณิธาน วัฒนายากร” ยืนยันไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่ามี นักรบรับจ้างอเมริกันช่วยกัมพูชาใช้โดรนสู้กับไทย , 12 ธ.ค. 2568)

https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2891005 (สรุป 3 ประเด็นร้อน มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ โยงนักการเมืองดัง : ไทยรัฐ 24 ต.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/th/report83-68/ (สารพัดคนดังชื่นชม-บริจาคเงินให้‘กัน จอมพลัง’ข่าวลวงปั่นขำขัน..แต่บ้างก็ยังเชื่อว่าจริง , 8 พ.ย. 2568)

https://web.facebook.com/photo?fbid=1152319237104594&set=a.407800974889761 (เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปผู้ช่วย สส. ยืนแช่น้ำท่วมที่หาดใหญ่เรียกร้องพรรคประชาชนตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน , 2 ธ.ค. 2568)

ภาพ “ทหารหมวกฟ้า” รักษาสันติภาพ ถูกนำมาบิดเบือน ว่าเป็นทหารหญิงกัมพูชาที่ถูกส่งไปรบกับไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพทหารหญิงกัมพูชาเข้าแถวเตรียมถูกส่งไปรบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 

❌  ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน เป็นภาพทหารหญิงที่กองทัพกัมพูชาส่งไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในนามองค์การสหประชาชาติ** 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ธ.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Tool Yingcherdngam” โพสต์ภาพทหารหญิงชาวกัมพูชาในเครื่องแบบสนามลายพราง สวมหมวกเบเรต์และผ้าพันคอสีฟ้า มีข้อความบรรยายว่า “ทหารชายหมดแล้วหรือ เตรียมส่งชายแดน” (ลิงก์บันทึก) มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงล้อเลียนและเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกสองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. เป็นต้นมา 

ในวันเดียวกัน โคแฟคยังพบภาพดังกล่าวถูกโพสต์โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “PALY 2M” พร้อมคำบรรยายภาษาเขมร ใช้เครื่องมือของกูเกิลแปลเป็นไทยได้ว่า “เหล่าทหารหญิงผู้กล้าหาญต่อสู้กับผู้รุกรานเพื่อทำลายกัมพูชาและได้รับชัยชนะ” โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 2,100 ครั้ง และมีชาวกัมพูชาเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความกล้าหาญและอวยพรให่ได้รับชัยชนะ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่าภาพทหารหญิงและชายชาวกัมพูชาทั้ง 2 ภาพ เป็นภาพทหารรักษาสันติภาพหรือ “ทหารหมวกฟ้า” ที่กัมพูชาส่งไปร่วมปฏิบัติหน้าที่กับสหประชาชาติ ซึ่งเป็นภาพเก่าที่สื่อมวลชนกัมพูชาเคยเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2561 และ 2563 ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาในปี 2568 ทั้งสองรอบ (24-28 ก.ค. และ 7 ธ.ค.-ปัจจุบัน) มีรายละเอียดดังนี้ 

[ภาพบน]

วันที่ 18 ส.ค. 2563 ช่องยูทูบ “The Cambodia Daily TM” สำนักข่าวออนไลน์ในกัมพูชา โพสต์คลิปข่าวที่มีภาพเดียวกัน ระบุว่าฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในขณะนั้น ยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงกำหนดการการเดินทางกลับประเทศของ “ทหารหมวกฟ้า” และการส่งทหารชุดใหม่ไปแทน แม้ว่าจะมีการระบาดของโควิด-19 

“ทหารหมวกฟ้า” (Blue Helmet หรือ ប់របស់កងទ័ពមួកខៀវ) หมายถึงทหารที่เป็นตัวแทนจากชาติต่างๆ เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่รักษาสันติภาพในนามองค์การสหประชาชาติ 

[ภาพล่าง]

วันที่ 31 ต.ค. 2561 เว็บไซต์สำนักข่าว CNC ของกัมพูชา ใช้ภาพนี้ประกอบรายงานข่าวว่าฐานทัพอากาศโปเชนตง กรุงพนมเปญ จะมีพิธีส่งทหารกัมพูชาไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในนามองค์การสหประชาขาติ ณ ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกากลางในวันที่ 2 พ.ย. 2561 ซึ่งภาพที่เว็บไซต์ CNC โพสต์นั้น บุคคลในภาพหันหน้าไปทางซ้าย แต่ในโพสต์ที่นำไปบิดเบือนได้กลับภาพให้หันไปทางด้านขวา

ภาพอินโดนีเซียทำลายเรือประมงของกลางปี 58 ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นการยิงเรือรุกล้ำน่านน้ำ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาตรวจสอบ: ทางการอินโดนีเซียยิงทำลายเรือประมงต่างชาติที่รุกล้ำน่านน้ำ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน เป็นภาพข่าวเก่าที่ทางการอินโดนีเซีย ทำลายเรือต่างชาติของกลางในคดีทำประมงผิดกฎหมาย** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 20 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “อีซ้อแฉยับ” โพสต์ภาพเรือที่ถูกระเบิดกลางทะเล 4 ภาพ ฝังข้อความในภาพว่า “อินโดจัดการเรือรุกล้ำน่านน้ำ คนไทยเห็นด้วยหรือไม่?” คำบรรยายในโพสต์ระบุว่า “คนไทยอยากให้จัดการแบบนี้ไหม? ตัวอย่าง อินโดนีเซียปกป้องน่านน้ำ เด็ดขาดกับเรือประมงรุกล้ำ เตือนครั้งแรกไม่ฟัง ครั้งต่อไปยิงทำลายจริง เพื่อรักษาอธิปไตยและทรัพยากรชาติ” โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 300 ครั้ง และยอดกดถูกใจกว่า 1.4 หมื่นครั้ง ณ วันที่ 21 ธ.ค. (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกเผยแพร่ไม่นานหลังจากเพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ว่า “เรือรบไทยยิงเตือนเรือของกัมพูชา หลังพยายามรุกล้ำน่านนํ้าไทย จนต้องล่าถอยออกไป เหตุเกิดที่ฝั่งทะเลหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด” ซึ่งมีสื่อมวลชนนำไปรายงานต่ออย่างกว้างขวาง ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเพจ “อีซ้อแฉยับ” จำนวนมากว่าต้องการให้ทางการไทยจัดการกับเรือของกัมพูชาในแบบเดียวกัน 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าทั้ง 4 ภาพ เป็นภาพการทำลายเรือของกลางในน่านน้ำอินโดนีเซียเมื่อปี 2558 ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่โดยสื่อต่างประเทศหลายสำนักในช่วงปี 2559-2561 ดังนี้

[ภาพใหญ่]

▪ 6 เม.ย. 2559 สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่ภาพชุด “Indonesia blows up illegal fishing boats” โดยระบุว่ากองทัพเรืออินโดนีเซียจมเรือประมงต่างชาติที่ถูกจับได้ว่าทำการประมงอย่างผิดกฎหมายในน่านน้ำอินโดนีเซีย ใกล้กับเมืองบิตุง จังหวัดสุลาเวซีเหนือ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558 ซึ่งเรือประมงต่างชาติทั้งหมด 19 ลำ จากเวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ และอีก 1 ลำจากจีน ถูกทำลายใกล้กับเมืองบิตุง อันเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการประมงผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลอินโดนีเซีย 

▪ 17 ส.ค. 2559 Voice of America (VOA) รายงานข่าวเรื่อง “Indonesia Sinks 60 Foreign Fishing Ships” ว่าด้วยมาตรการปราบปรามเรือประมงต่างชาติที่ลักลอบเข้าไปทำประมงในอินโดนีเซีย โดยเจ้าหน้าที่จะนำเรือประมงที่ยึดเป็นของกลางมาทำลายทิ้งและจมทะเลเพื่อให้กลายเป็นปะการังเทียม คำบรรยายภาพระบุว่า กองทัพเรืออินโดนีเซียจมเรือประมงต่างชาติที่ถูกจับได้ว่าทำการประมงอย่างผิดกฎหมายในน่านน้ำอินโดนีเซีย ใกล้เมืองบิตุง จังหวัดสุลาเวซีเหนือ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2558

[ภาพซ้ายแถวล่าง]

▪ 6 ส.ค. 2561 นิตยสาร Scientific American เผยแพร่ภาพนี้ประกอบบทความ “Blowing Up Illegal Fishing Boats Helps Indonesian Fishers” คำบรรยายภาพระบุว่า วันที่ 31 ต.ค. 2558 กองทัพเรืออินโดนีเซียระเบิดเรือประมงต่างชาติ 6 ลำที่ถูกจับในคดีทำการประมงผิดกฎหมายในเมืองบาตัม ประเทศอินโดนีเซีย ลูกเรือถูกจับกุมและผลักดันออกนอกประเทศ ส่วนเรือประมงของกลางที่ยึดได้จะถูกทำลายด้วยวิธีการหลากหลายทั้งการตัดแยก เผา หรือระเบิด 

[ภาพกลางแถวล่าง]

▪ 1 พ.ย. 2558 JawaPos สื่อท้องถิ่นในเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซียรายงานว่าเจ้าหน้าที่ทำลายเรือประมงผิดกฎหมายสัญชาติเวียดนามจำนวน 6 ลำ ที่ถูกยึดเป็นของกลาง ตามคำสั่งศาลแขวงบาตัม โดยการจมเรือนั้นใช้ระเบิดไดนาไมต์อานุภาพต่ำ 

[ภาพขวาแถวล่าง]

▪ 18 ส.ค. 2558 เว็บไซต์ Antara Foto ซึ่งเป็นคลังภาพข่าวของสำนักข่าว Antara ประเทศอินโดนีเซียระบุว่าเรือประมงต่างชาติ 3 ใน 15 ลำถูกทำลายด้วยระเบิดที่เกาะเลมูกูตัน อำเภอเบงกายัง จังหวัดกาลิมันตันตะวันตก 

▪ 19 ส.ค. 2558 สื่อซาอุดิอาระเบีย Arab News ใช้ภาพนี้ประกอบรายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 18 ส.ค. เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียจมเรือประมงต่างชาติลักลอบทำประมงผิดกฎหมายที่ถูกยึดมาได้ 34 ลำ รวมทั้งเรือจากไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

จากรายงานข่าวทั้งหมดสรุปได้ว่า ภาพระเบิดทำลายเรือทั้ง 4 ภาพ เป็นการทำลายเรือประมงเปล่าซึ่งเป็นของกลางที่ถูกยึดจากการทำประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำอินโดนีเซียในช่วงปี 2558 ไม่ใช่การยิงทำลายเรือขณะรุกล้ำน่านน้ำ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 20 ธันวาคม 2568

แจกเงินรางวัล 20,000 บาท ผ่านลิงก์บนโซเชียลมีเดีย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2wj0n5gni805b


ทรัมป์โพสต์ ชี้ทหารเหยียบกับระเบิดเป็นอุบัติเหตุ แต่ไทยตอบโต้แรง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1m2t8l7f8tu25


ภาพสิ่งแปลกปลอมในไข่ไก่ที่มีลักษณะคล้ายพยาธิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/36ti8mt4e1ku8


พระสงฆ์และลูกศิษย์เป็นชาวต่างชาติที่เขมรจ้างมาก่อเหตุ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/14x609bx5sena


คลิปทหารกัมพูชา “ทัพแตกหนีตาย” ขณะสู้รบกับทหารไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/4jrph50r4n1


ลงทะเบียนรับ “ผงมัทฉะ ฟรี”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3sbv6eft6tah0


“อาวุธใหม่ของจีน ที่ทหารไทยยึดจากกัมพูชา จีนขายให้มาเลเซียประเทศเดียว”…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3vth8zd3yomma


กกต. ไฟเขียวเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 ก.พ. 69

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/314ruurz2tnty


คนไทยแห่ใช้ AI พุ่ง 91% – แต่เสียงกังวลจริยธรรมดังไม่แพ้กัน!

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/w3g6scqyp3hs


“ยา Tirzepatide ซื้อมาฉีดกันเองไม่ได้ ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ekpwolmq67bf


ห้ามขายแอลกอฮอล์ให้ผู้ที่มีอาการมึนเมา ร้านค้าฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/30qe7nrghymg4


ชาร์จสมาร์ทโฟนข้ามคืน อาจเกิดภัยร้ายได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/pyay7tyk6dkw

บิดเบือนถ้อยคำ-สร้างโควทคำพูดปลอม: เนื้อหาเท็จแบบดั้งเดิมที่ยังแพร่หลายในยุค AI

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

แม้หลายคนจะกังวลกับการแพร่ระบาดของเนื้อหาเท็จที่สร้างด้วย AI โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเผชิญสถานการณ์พิเศษอย่างการสู้รบไทย-กัมพูชา ภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเลือกตั้ง แต่เนื้อหาเท็จรูปแบบเดิม ๆ อย่างการบิดเบือนถ้อยคำหรือสร้างคำพูดปลอมยังคงถูกนำมาใช้ด้วยเจตนาที่หลากหลายตั้งแต่ปลุกปั่นอารมณ์ เพิ่มยอดเอ็นเกจเมนต์ สร้างความเข้าใจผิด ไปจนถึงการทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

โควทปลอมช่วงการสู้รบไทย-กัมพูชารอบแรก

ในช่วงที่มีการสู้รบระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชารอบแรกเมื่อ 24-28 ก.ค. 2568 โคแฟคพบเนื้อหาเท็จที่เป็นการปลอมคำพูดของบุคคลสาธารณะอย่างน้อย 2 กรณี ดังนี้

วันที่ 30 ก.ค. เพจเฟซบุ๊ก “HotNews – ข่าวประเทศไทย” โพสต์ภาพ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น พร้อมกับคำบรรยายว่า “รมช.กลาโหม ฟิวขาด หลังนักข่าวจี้คำถามแทงใจ ซัดกลับ เขมรมันไม่ใช่ญาติผม ถ้ามันจะตายก็ตาย ๆ ไปซะ อย่าได้หวังว่าผมจะช่วย” พร้อมกับฝังข้อความในภาพทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ พล.อ.ณัฐพล โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2.4 พันครั้ง ณ วันที่ตรวจสอบ และถูกนำไปเผยแพร่ต่อทั้งในอินสตาแกรมและติ๊กตอกอย่างกว้างขวาง

โคแฟคค้นหาคลิปและรายงานข่าวการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ณัฐพล หลังการประชุมสภากลาโหม เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่สื่อมวลชนรายงาน ไม่พบว่ามีคำพูดดังกล่าว มีเพียงการตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า “ไทยกับกัมพูชาจะกลับไปเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกันได้หรือไม่” ซึ่ง พล.อ.ณัฐพลตอบว่า “ได้ๆ แต่ตอนนี้ชะลอการช่วยเหลือทางการทหารไปก่อน” จนกว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศจะดีขึ้น

วันต่อมา (31 ก.ค.) สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กว่าโพสต์ดังกล่าวเป็นเนื้อหาเท็จ โดยระบุว่า “รมช.กห. ไม่เคยให้สัมภาษณ์อย่างที่ถูกกล่าวอ้างในโลกออนไลน์”

อีกกรณีหนึ่งคือการกุข้อความขึ้นมาแล้วอ้างว่าเป็นคำพูดของนายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชื่อดังกล่าวหานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และ พล.อ.ณัฐพลว่าเป็นผู้เสนอให้เปิดด่านไทย-กัมพูชาและต่อว่าทั้งสองคนด้วยถ้อยคำรุนแรง 

วันที่ 14-15 ก.ย. ผู้ใช้โซเชียลมีเดียแชร์ภาพนายเฉลิมชัย ฝังข้อความวิจารณ์เรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยโจมตีผู้ที่เสนอให้มีการเปิดด่านว่า “ไอ้พวกขายชาติ” ที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของคนไทยและไม่ตระหนักถึงความพยายามของทหารที่ไปรบเพื่อให้ได้แผ่นดินมา โดยมีภาพนายอนุทินและ พล.อ.ณัฐพลประกอบ ด้านล่างมีข้อความว่า “เห็นด้วยกับ อ.เฉลิมชัย” ทำให้เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวเป็นคำพูดของนายเฉลิมชัยที่วิจารณ์นายอนุทินและ พล.อ.ณัฐพล ด้วยถ้อยคำรุนแรง

ต่อมา นายเฉลิมชัยได้ปฏิเสธอย่างหนักแน่นผ่านคลิปวิดีโอว่าตนไม่ได้พูดเรื่องการเปิด-ปิดด่านอย่างที่ปรากฏในโพสต์นั้น นายเฉลิมชัยกล่าวด้วยว่าที่ผ่านมา เขาถูกนำไปอ้างเท็จว่าพูดวิจารณ์การเมืองหลายครั้งทั้งที่ย้ำมาตลอดว่าเขาไม่ยุ่งเรื่องการเมือง

โควทปลอมการเมือง

ล่าสุด โคแฟคตรวจสอบพบบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “พ่อจัสมิน หากินทั่วไป” ผู้ติดตามกว่า 9 หมื่นบัญชีโพสต์ภาพและข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) จำนวนหลายโพสต์ เช่น เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. มีการโพสต์ภาพณัฐพงษ์และฝังข้อความว่า “เท้งปลุกพลังด้อมส้ม ชี้หากชนะเลือกตั้งแล้วถูกขัดขวาง ถึงเวลาต้องสู้ พร้อมบุกสภา” (ลิงก์บันทึก)

ในวันเดียวกัน ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ เผยแพร่ภาพและข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของณัฐพงษ์อีกโพสต์หนึ่งว่า “เราจะไม่มีคำว่าแพ้ พร้อมสู้ ถ้าชนะเลือกตั้งแล้วถูกขวาง จูงมือประชาชนบุกสภา ใครจะไปด้วยเตรียมตัว” (ลิงก์บันทึก)

ทั้งนี้ โพสต์ที่อ้างว่าณัฐพงษ์เตรียมบุกสภาหากชนะการเลือกตั้งแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาลใช้ภาพประกอบจากกิจกรรม “พรรคประชาชนพบประชาชน ขอโทษจากใจ ขอไปต่อด้วยกัน” ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กทางการของ ปชน. 

โคแฟคตรวจสอบคำพูดของณัฐพงษ์ในกิจกรรมนี้พบว่า ช่วงหนึ่งณัฐพงษ์ได้ตอบคำถามผู้ร่วมงานที่ว่า หาก ปชน. ชนะการเลือกตั้งปี 2569 และได้ สส. เกินครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภาแล้วยังไม่ได้เป็นรัฐบาลจะทำอย่างไร

หัวหน้า ปชน. กล่าวว่า “ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าเราสามารถได้เสียงคนส่วนใหญ่ เราสามารถได้จำนวน สส. เกินครึ่งหนึ่งในสภา ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน จะมีอะไรที่จะมาฉุดรั้งไม่ให้พรรคประชาชนเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ มีคำถามจากเพื่อนบางคนว่าถ้าสมมติได้ [สส.] เกินครึ่งจริง ๆ แล้ว เรายังไม่ได้เป็นรัฐบาล มีอุปสรรคอะไรมาเตะพวกเราให้หกล้มอีก พวกผมเคยพูดกันและเอาจริงกันภายในพรรค ถึงสถานการณ์นั้นจริง ๆ เกี่ยวแขนกันแล้วไปอยู่หน้าสภา…ถ้าจะไปถึงขนาดนั้น มันไม่มีทางอื่น ถึงจุดนั้นจริง ๆ เราก็ต้องสู้”

เมื่อนำคำพูดของณัฐพงษ์มาเทียบกับข้อความทั้งสองโพสต์จากเพจเฟซบุ๊ก “พ่อจัสมิน หากินทั่วไป” พบว่าณัฐพงษ์พูดถึงฉากทัศน์ที่ ปชน. ไม่ได้เป็นรัฐบาลแม้จะได้เสียงส่วนใหญ่ในสภาจากการเลือกตั้ง 2569 จริง ซึ่งหากสถานการณ์ไปถึงจุดนั้น หัวหน้า ปชน. ระบุว่าเขามีความคิดที่จะเคลื่อนไหวหน้ารัฐสภา

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้นำมาเผยแพร่ไม่ตรงกับคำพูดของณัฐพงษ์ กล่าวคือมีการเปลี่ยนถ้อยคำให้ดูรุนแรงขึ้น เช่น “บุกสภา” และมีการเติมข้อความ เช่น “เราจะไม่มีคำว่าแพ้” “จูงมือประชาชนบุกสภา” “ใครจะไปด้วยเตรียมตัว”   

นอกจากนี้ โคแฟคยังพบว่าระหว่างวันที่ 11-15 ธ.ค. บัญชีเฟซบุ๊กนี้ยังนำภาพของณัฐพงษ์มาประกอบข้อความในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของหัวหน้า ปชน. อีกหลายโพสต์ เช่น

“มัวแต่สู้กันอยู่อย่างนี้ มีแต่ทำให้ประเทศเสียหาย สมัยหน้าผมได้เป็นรัฐบาลแล้วผมจะหาเงินจากที่ไหน” (ลิงก์บันทึก)

“ผมได้เป็นนายก สิ่งแรกที่จะทำจำคำผมไว้ให้ดี พร้อมพาประเทศไทยเข้าสู่โต๊ะสันติภาพ ไทย-กัมพูชาคือพี่น้องกัน เร่งแก้ค้าขายกับกัมพูชาให้เร็วที่สุด หากทำไมไ่ด้ ผมลงทันที” (ลิงก์บันทึก)

“ไม่ได้ดั่งใจ ผมจะไม่ให้ใครมีอำนาจ” (ลิงก์บันทึก)

จากการตรวจสอบรายงานข่าวจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ คลิปการอภิปรายในสภาและคำพูดที่เผยแพร่ทางออนไลน์ในช่วงเวลาดังกล่าว โคแฟคไม่พบหลักฐานว่าเป็นคำพูดของณัฐพงษ์ และได้ส่งเนื้อหาเหล่านี้ให้ ปชน. ตรวจสอบซึ่งได้รับคำยืนยันจากณัฐพงษ์ว่า “ผมไม่เคยพูดหรือสื่อสารในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด” พร้อมกับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาเท็จเหล่านี้

ข้อสังเกตโคแฟค

การบิดเบือนคำพูดหรือการสร้างข้อความขึ้นใหม่ทั้งหมดแล้วอ้างว่าเป็นคำพูดของนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะ เป็นหนึ่งในรูปแบบการสร้างเนื้อหาเท็จที่พบบ่อย เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือดึงดูดความสนใจของผู้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มยอดชม/เอ็นเกจเมนต์ 

โควทคำพูดปลอมมักใช้ถ้อยคำรุนแรง ปลุกเร้าอารมณ์โกรธเกลียดชัง เสนอแนวคิดสุดโต่ง และหากสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าข้อความนั้น “แปลก” เกินกว่าที่จะเป็นคำพูดของบุคคลสาธารณะ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือนักการเมือง 

คำพูดที่แต่งขึ้นหรือถูกปลอมแปลงมักเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือข่าวสารที่คนในสังคมกำลังให้ความสนใจ และมักใช้ภาพจากเหตุการณ์จริงมาประกอบ นอกจากนี้ยังมักนำภาพประกอบและโลโก้ของสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือมาใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะเนื้อหาเท็จที่สร้างจากบริบทจริงหรือภาพจริงมักทำให้คนหลงเชื่อได้ง่ายมากกว่าเนื้อหาเท็จที่มีแต่ความเท็จล้วน ๆ

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา การใช้ AI สร้างเนื้อหาเป็นไปอย่างแพร่หลายมาก โคแฟคพบว่าเริ่มมีการใช้ AI สร้างภาพและเสียงของบุคคล ซึ่งอาจทำให้การแยกแยะข้อเท็จจริงเป็นไปได้ยากขึ้น

แนวทางการตรวจสอบ “โควทปลอม”

วิธีการตรวจสอบว่าข้อความนั้นเป็นคำพูดของบุคคลดังกล่าวจริงหรือไม่ อาจเริ่มจากการนำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

หากเนื้อหาต้องสงสัยนั้นระบุวันที่-สถานที่ที่บุคคลนั้นพูด อาจตามไปฟังคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่

หากบุคคลที่ถูกอ้างเป็นบุคคลสาธารณะที่มีช่องทางสื่อสารโดยตรง เช่น บัญชีโซเชียลมีเดีย ก็สามารถส่งข้อความสอบถามไปโดยตรงได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นก่อนเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ



สำรวจ 5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ต่างด้าว” ในรอบปี 2568

ประเทศไทยมีคนต่างด้าวหลากหน้าหลายตา หลายคนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เขมร เวียดนาม และมากที่สุดคือคนจากประเทศเพื่อนบ้าน “เมียนมา” 

ปัญหาสงครามและความขัดแย้งยืดเยื้อ ทำให้คนเมียนมาจำนวนมากโยกย้ายมาอยู่ไทยช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งคนที่ข้ามฝั่งแม่น้ำ อพยพหนีการทิ้งระเบิดบริเวณชายแดนเป็นเวลาสั้น ๆ ก่อนกลับบ้านไป คนที่ย้ายมาอยู่ยาวเพื่อหางานทำหรือเรียนต่อ ทำให้สังคมไทยเริ่มมองเห็นคนกลุ่มนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลายคนกังวลว่าพวกเขาอาจจะมาแย่งงานและบริการพื้นฐานของคนไทย 

จริงอยู่ว่า ระบบกฎหมายของไทยนั้นซับซ้อน ไม่สมบูรณ์และเปิดช่องให้เกิดการทุจริตในขั้นตอนต่าง ๆ แต่ในเวลาเดียวกัน การคุยกันเรื่องสิทธิของคนต่างด้าวก็อาจเต็มไปด้วยอคติหรือความเข้าใจผิด ทำให้เกิดภาพจำเหมารวมว่า พวกเขาเรียกร้องเกินกว่าเหตุไปเสียหมด หรือเกิดการโจมตีพรรคการเมืองบางพรรคว่าปกป้องแรงงานต่างด้าวมากกว่าผลประโยชน์ของคนไทย ทั้งที่จริงแล้วหลายอย่างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาพึงได้รับ

ในโอกาสวันโยกย้ายถิ่นสากล (International Migrants Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ธ.ค. ของทุกปี ผู้เขียนชวนสำรวจและแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้อพยพที่เกิดขึ้นปี 2568 ซึ่งอาจทำให้คนไทยมีความรับรู้แบบผิด ๆ กับคนต่างด้าวในระยะยาว

วันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล (International Migrants Day)

องค์การสหประชาชาติได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ค.ศ. 1990 และประกาศให้ทุกวันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล (International Migrants Day) เพื่อให้ประชาคมโลกตระหนักถึงสถานการณ์และปัญหาเกี่ยวกับผู้อพยพที่เพิ่มขึ้นทุกปี และรณรงค์ให้ แรงงานข้ามชาติในประเทศต่าง ๆ ได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration: IOM) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้องค์การสหประชาชาติ ให้คำจำกัดความว่า ผู้ย้ายถิ่นฐานหมายถึงบุคคลที่ย้ายออกจากสถานที่ที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายในประเทศหรือออกนอกประเทศ การย้ายชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม ซึ่งผู้ย้ายถิ่นฐานนับรวมทั้งกลุ่มที่ย้ายแบบถูกกฎหมาย กลุ่มที่ลักลอบเข้าประเทศแบบผิดกฎหมาย และกลุ่มที่กฎหมายไม่ระบุสถานะของการย้ายไว้ว่าถูกหรือผิด เช่น นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

1. แรงงานพม่าเรียกร้องค่าแรง 700 บาท/วัน?

ช่วงต้นปี หลังจากไทยประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ได้ไม่นาน มีการเผยแพร่ข้อมูลว่าแรงงานพม่าเรียกร้องค่าแรง 700 บาท/วัน ซึ่งสร้างความโมโหเดือดดาลในชาวโซเชียลที่พากันด่าทอแรงงานพม่าว่าได้คืบเอาศอก 

นี่เป็นเรื่องบิดเบือน องค์กรที่ทำงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่าง Cofact และ AFP Fact Check พบว่าเป็นการนำคลิปเก่าของผู้นำแรงงานพม่าในไทยที่ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 4 ปีก่อนตอนที่ไทยยังไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาเผยแพร่ซ้ำทั้งในเฟซบุ๊กและติ๊กตอกโดยขาดบริบท แถมยังนำไปโยงกับภาพการรวมตัวของชาวพม่าในไทยครั้งอื่น ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องค่าแรง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและปลุกปั่นความเกลียดชังว่าแรงงานพม่าเรียกร้องมาก

นอกจากจะนำคลิปเก่ามาเผยแพร่ผิดบริบทเพื่อสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อแรงงานพม่าแล้ว ยังมีการตัดต่อโลโกของพรรคประชาชนฝังลงไปในคลิปเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าพรรคประชาชนหนุนหลังข้อเรียกร้องนี้ 

วันนี้ แรงงานไทยและต่างชาติได้รับค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันตามหลักกฎหมายไทย ข้อมูลที่ระบุว่าแรงงานพม่ารวมตัวประท้วงในไทยเพื่อเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรงเป็น 700 บาท/วัน จึงเป็นความเข้าใจผิด

2. ‘พ.ร.บ.ชาติพันธุ์’ เปิดช่องแจกที่ดินให้คนต่างด้าว 20 ไร่?

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 หรือ “พ.ร.บ.ชาติพันธุ์” ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา นับเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในไทยซึ่งมีอยู่มากกว่า 80 กลุ่ม เช่น ชาวกะเหรี่ยง ชาวเลทางใต้ ชาวกูยในอีสาน แต่กลับมีการเผยแพร่เนื้อหาบิดเบือนว่ากฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้มีการ “แจกที่ดินให้แรงงานต่างด้าว” 

พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ไม่มีข้อความใดเลยที่ระบุเรื่องการมอบที่ดิน 20 ไร่ แต่มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการเชื่อมโยงแบบผิด ๆ–ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม–กับพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ฯ” ที่ระบุถึงการจัดสรรที่ดินให้ “ผู้มีสัญชาติไทย” ที่พิสูจน์ได้ว่าทำกินอยู่บนที่ดินนี้มาอย่างต่อเนื่องครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ 

พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2567 มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านที่ซ้อนทับกับพื้นที่อุทยานและป่าอนุรักษ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกฎหมายกำหนดให้กระบวนการจัดสรรที่ดินเป็นไปอย่างรัดกุม ไม่เปิดช่องว่างให้สวมสิทธิได้ง่ายๆ 

ประเทศไทยมีคนเชื้อชาติหลากหลาย โดยกลุ่มชาติพันธุ์หลายคนเกิดในไทยและมีสิทธิในสัญชาติไทย บางคนมีบัตรประชาชนแล้ว บางคนยังไม่มี เนื่องจากอาศัยอยู่พื้นที่ห่างไกลบนดอย ทำให้ตกหล่นจากการสำรวจและกำลังรอกระบวนการราชการเพื่อทำทะเบียน คนกลุ่มนี้ ไม่เหมือนกับแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นคนโยกย้ายมาไทยเพื่อทำงานในยุคสมัยใหม่ และกฎหมายไทยมอบสิทธิคนละชุด จึงต้องระวังการเหมารวมว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน

3. แรงงานต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุม?

ข่าวการชุมนุมของพนักงานบริษัทไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ที่ จ.ชลบุรี ช่วงต้นเดือน ธ.ค. ทำให้เห็นว่าสิทธิในการรวมตัวของแรงงานมีความสำคัญในการต่อรองกับนายจ้าง ซึ่งท้ายที่สุด สหภาพแรงงานกับโรงงานก็บรรลุข้อตกลงตามข้อเรียกร้องของพนักงาน  

ประชาชนไทยมี “สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ” ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลและกฎหมายไทย โดยไม่มีกฎหมายใดที่สั่งห้ามโดยตรง แต่เมื่อแรงงานข้ามชาติชุมนุมในไทยมักจะถูกมองว่าเหิมเกริม เรียกร้องมากไป หรือหากเป็นการชุมนุมทางการเมือ เช่น การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของชาวพม่าในไทยก็มักถูกมองว่าจะเป็นชนวนเหตุที่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน คนไทยบางกลุ่มถึงกับเผยแพร่ข้อความที่สร้างความเข้าใจผิดว่า “ต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุม” 

ตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” ได้โพสต์ข้อความกล่าวหาผู้นำแรงงานพม่าในไทยว่า “โกหกแรงงานพม่าว่ามีสิทธิ์ที่จะชุมนุมทางการเมืองได้ ทั้งที่กระทรวงแรงงานยังไม่ได้เซ็นอนุสัญญาอนุญาตในเรื่องนี้”

เมื่อสำรวจกฎหมายเกี่ยวข้องกับการชุมนุม พบว่ากฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ  พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะและ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ รับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยไม่จำกัดเฉพาะพลเมืองไทย

ขณะที่พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวก็ไม่มีบทบัญญัติเรื่องห้ามชุมนุมโดยตรง แต่หากการชุมนุมนั้นนำไปสู่การหยุดงาน อาจถูกตีความว่าละเมิดใบอนุญาตทำงานหรือสัญญาจ้าง ซึ่งมีโทษปรับหรือส่งกลับประเทศ

แม้ไทยจะไม่มีกฎหมายห้ามการชุมนุมโดยตรง แต่ก็มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการรวมตัวของแรงงานซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดเงื่อนไขการทำงานหรือกฎหมายอื่น ดังนั้น การผลักดันของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการด้านแรงงานในไทยเพื่อให้ไทยรองรับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิต่อรองร่วมกัน จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของแรงงานทุกสัญชาติ รวมถึงแรงงานไทย ไม่ใช่เพียงเพื่อแรงงานต่างด้าวอย่างที่มีผู้พยายามสร้างความเข้าใจผิด

ปัจจุบัน กฎหมายแรงงานกำหนดให้ทั้งแรงงานไทยและต่างด้าวได้รับการปฏิบัติและสวัสดิการเท่าเทียมกันในมิติของแรงงาน เช่น ต้องได้รับค่าจ้างเท่ากันและไม่ถูกเลือกปฏิบัติรังแกในที่ทำงาน แต่ในความเป็นจริง พบว่าแรงงานต่างด้าวจำนวนมากยังคงถูกเลือกปฏิบัติ เช่น ได้ค่าแรงน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ดังนั้นการที่แรงงานต่างด้าวสามารถชุมนุมได้จึงเป็นหลักประกันสิทธิพื้นฐานว่าเมื่อถูกละเมิด แรงงานสามารถรวมตัวกันเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองได้

4. คนไทยแบกค่ารักษาพยาบาลของประชากรข้ามชาติ?

รัฐไทยใช้ภาษีคนไทยรักษาพยาบาลแรงงานต่างด้าวในไทย เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่ถูกเผยแพร่เป็นวงกว้างในปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา  

สำนักข่าว Today สัมภาษณ์สุรสักย์ ธไนศวรรยางกูร ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก พบว่าในปี 2567 แรงงานต่างด้าวเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐไทยและชำระเงินเอง 70% ส่วนที่เหลือเป็นการใช้สิทธิอื่น ๆ เช่น ประกันสังคมและประกันสุขภาพเอกชน​

ข้อมูลจากแผนงานสุขภาพประชากรข้ามชาติพบว่ามีแรงงานต่างด้าวที่ชำระเงินได้เพียงบางส่วน 1,111 ครั้ง (0.09%) และไม่สามารถชำระเงินได้ 4,351 ครั้ง (0.38%) ตัวเลขนี้อาจสอดคล้องกับข้อมูลจากบุคลากรสาธารณสุขที่แบ่งปันประสบการณ์ในโซเชียลมีเดียว่าเจอกรณีที่แรงงานต่างด้าวไม่สบายมาหาหมอแต่ไม่สามารถจ่ายเงินได้ ซึ่งแพทย์ก็ได้ให้การรักษาตามจรรยาบรรณแพทย์

จริงอยู่ว่า ในทางปฏิบัติหน้างานอาจมีช่องว่างและมีประชากรข้ามชาติที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ แต่อาจเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานต่างด้าวทั้งหมด สอดคล้องกับที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกมาแก้ไขตัวเลขในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2567 ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า ค่าใช้จ่ายที่ สธ. เรียกเก็บจากประชากรต่างด้าวไม่ได้นั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 2,500 ล้านบาทต่อปีใน 31 จังหวัด ไม่ใช่ 9.2 หมื่นล้านบาทตามที่ปรากฏในรายงานของสภาพัฒน์

ทางการไทยมีระบบประกันสุขภาพของประชากรต่างด้าว พวกเขาจึงมีสิทธิรักษาพยาบาลตามประกันสุขภาพที่มีอยู่หรือเลือกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง การหยิบปัญหาของแรงงานต่างด้าวกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองได้มาบิดเบือนหรือเหมารวม ทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งต่อแรงงานต่างด้าวและการบริหารจัดการของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง 

5. รัฐบาลไทยกำลังเปิดช่องให้ต่างด้าวได้สัญชาติไทย?

ช่วงที่ผ่านมา นโยบายของรัฐที่ส่งเสริมสิทธิคนไม่มีสัญชาติไทยและเด็กผู้ลี้ภัยถูกคนบางกลุ่มวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายสอดไส้ของนักการเมืองเพื่อเอื้อกลุ่มต่างด้าวสีเทา และสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรการหรือนโยบายของรัฐ เช่น มาตรการเหล่านี้จะนำไปสู่การมอบสัญชาติไทยให้คนต่างประเทศที่เข้ามาใหม่

นโยบายที่มักถูกนำมาบิดเบือนและสร้างสับสน คือ

1) มติคณะรัฐมนตรีเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ (มติ ครม. 29 ต.ค. 2567)

มติ ครม.ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติที่รัฐบาลไทยทำมาต่อเนื่องหลายสิบปี มติ ครม.นี้ให้ผู้ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสงครามเย็น สงครามอินโดจีนและความขัดแย้งในพม่าซึ่งมีทั้งหมดราว 340,000 คน ซึ่งมีสิทธิขอถิ่นที่อยู่ถาวรในไทยและหลังจากอยู่ในไทยครบ 5 ปีจะแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ และลูกของคนกลุ่มนี้ที่เกิดในไทยซึ่งมีอยู่ราว 140,000 คน ก็มีสิทธิได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนตามกฎหมาย คนกลุ่มนี้ได้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมและมีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจในไทยแล้ว 

ที่ผ่านมา มีมติ ครม.รับรองสิทธิในสัญชาติไทยหลายครั้ง แต่ด้วยกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ประกอบกับพยานหลักฐานของบุคคลที่เลือนหายไปตามกาลเวลา รัฐบาลจึงได้ออกมติ ครม. นี้ขึ้นมาเพื่อลดเวลาในการดำเนินการ 

ประเด็นสำคัญคือ มติ ครม.นี้ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติแก่แรงงานต่างด้าวหรือผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอยู่ใหม่  

 2) การถอนข้อสงวนของไทยต่อข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก 

วันที่ 30 ส.ค. 2567 นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยื่นตราสารถอนข้อสงวนของไทยต่อข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ต่อหัวหน้าฝ่ายสนธิสัญญา สำนักงานกฎหมายของสหประชาชาติ ซึ่งมีผลทันที

กระทรวงการต่างประเทศอธิบายว่า ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เมื่อปี 2535 โดยขณะนั้นได้ตั้งข้อสงวนบางประการ และต่อมาได้ทยอยถอนข้อสงวนเหล่านั้น สำหรับการถอนข้อสงวนข้อ 22 ซึ่งว่าด้วยการคุ้มครองเด็กที่ร้องขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยหรือที่ได้รับการพิจารณาเป็นผู้ลี้ภัยตามกฎหมายหรือกระบวนการภายในหรือระหว่างประเทศที่ใช้บังคับ เป็นการถอนข้อสงวนข้อสุดท้ายของไทยต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และเป็นการปฏิบัติตามคำมั่นที่ไทยประกาศไว้ในการประชุมผู้ลี้ภัยโลก ครั้งที่ 2 เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ณ นครเจนีวา

ขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชนชี้แจงว่า การยื่นถอนข้อสงวนของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กข้อ 22 จะทำให้เด็ก 2 กลุ่ม คือ เด็กผู้หนีภัยจากการสู้รบจากประเทศเมียนมากว่า 30,000 คน และเด็กที่ได้รับการคัดกรองตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาได้จำนวน 1,800 คน ได้รับการคุ้มครองจากการถูกละเมิด การแสวงหาประโยชน์รูปแบบต่าง ๆ และอำนวยความสะดวกให้เด็กได้รับการจดทะเบียนเกิด เพื่อให้มีเอกสารรองรับตัวตนและเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทย  

หลายคนอาจกังวลว่า ระบบราชการไทยนั้นมีช่องว่างคอร์รัปชัน เอื้อให้คนต่างประเทศเข้ามาใช้นโยบายเหล่านี้ยื่นขอสัญชาติไทย ในจุดนี้ กระทรวงมหาดไทยยืนยันว่ามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่รัดกุมรอบคอบ การอาศัยช่องว่างจึงทำได้ยาก นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดทุจริตนั้นเป็นสิ่งที่ไทยต้องทำเพิ่มผ่านการตรวจสอบและออกมาตราการป้องกัน เพื่อไม่ให้ความกังวลเรื่องการคอร์รัปชันปิดกั้นการมีนโยบายที่ดีขึ้น

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

คลิปเก่าที่โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กในเปรู ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพทหารเขมรทัพแตก-หนีตาย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชา “ทัพแตกหนีตาย” ขณะสู้รบกับทหารไทย

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นภาพเหตุการณ์ในลาตินอเมริกา**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 ธ.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Tawan Paisopa” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 10 วินาที เป็นภาพรถกระบะสีขาวและกลุ่มคนเคลื่อนที่ไปบนถนนเลียบเขาท่ามกลางเสียงปืน มีข้อความฝังในคลิปว่า “พวก เหม็น ทัพแตกหนีตาย” และเขียนคำบรรยายในโพสต์ว่า “พวกเหม็น ทัพแตก สู้ๆ ทหารไทย✌️🇹🇭” ทำให้เข้าใจว่าคลิปนี้เป็นเหตุการณ์สู้รบระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบภาพด้วย Google Lens พบว่าภาพและคลิปวิดีโอนี้เคยถูกเผยแพร่โดยเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในเปรูตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2568 ดังนี้

▪️ วันที่ 1 พ.ย. บัญชีเฟซบุ๊ก “Javier W. Rojas Cruces” ซึ่งให้ข้อมูลว่าเป็นผู้ที่อยู่ในเปรูระบุว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ในหุบเขาแม่น้ำอาปูรีมัค

สำนักข่าวและหน่วยงานหลายแห่งระบุตรงกันว่าบริเวณหุบเขาแม่น้ำอาปูรีมัคของเปรู หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อภาษาสเปนว่า VRAEM หรือ VRAE เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยเนื่องจากเต็มไปด้วยอาชญากรรมและการก่อการร้าย 

▪️ วันที่ 4 พ.ย. บัญชีเฟซบุ๊ก “Florian Sánchez La Voz Del Chimaycha” ซึ่งระบุว่าอาศัยอยู่ในเปรู โพสต์คลิปเดียวกันนี้พร้อมคำบรรยายภาษาสเปนว่า “เหตุการณ์ประจำวันที่ VRAE”

คลิปที่โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กในเปรูเมื่อวันที่ 1 และ 4 พ.ย. 2568

นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อวันที่ 17 พ.ย. มีบัญชีเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในเม็กซิโกนำคลิปนี้มาอ้างว่าเป็นภาพกองกำลังติดอาวุธใกล้เขตชุมชนบริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่งในรัฐเกร์เรโรของเม็กซิโก แต่ต่อมาโพสต์นี้ถูกหักล้างโดยสำนักข่าว ANews Acapulco ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการความปลอดภัยสาธารณะแห่งรัฐเกร์เรโรว่า เหตุการณ์ในคลิปไม่ได้เกิดขึ้นในเม็กซิโก แต่เกิดขึ้นที่ประเทศเปรู

โคแฟคยังไม่สามารถระบุต้นตอของคลิปนี้ได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด แต่หลักฐานจากการเผยแพร่คลิปในเฟซบุ๊กของผู้ใช้งานในเปรูอย่างน้อย 2 บัญชีที่โพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 1 และ 4 พ.ย. ยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดที่ทหารของทั้งสองฝ่ายสู้รบกันตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธ.ค.