พิพาท‘ไทย-กัมพูชา’ : เข้าใจบทบาท‘ล็อบบี้ยิสต์’ตัวแปรสำคัญในวัฒนธรรมการเมืองสหรัฐฯ

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ภาพที่ 1 : เอกสารอ้างรัฐบาลกัมพูชาจ้าง บริษัท National Consulting Services, Inc. เป็นตัวแทนในสหรัฐอเมริกา สื่อสารประเด็นความขัดแย้งและการสู้รบกับไทย
ที่มา : ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย

ย้อนไปในการปะทะกันทางทหารรอบ 2 ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะตกลงหยุดยิงในวันที่ 27 ธ.ค. 2568 นอกจากแนวรบในพื้นที่ชายแดนแล้ว สงครามข่าวสาร ก็ดุเดือดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อทั้งไทยและกัมพูชาต้องแสวงหาความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนในเวทีโลก ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ มีการไปพบเอกสารที่ระบุว่า กัมพูชาใช้ ล็อบบี้ยิสต์ เดินเกมโน้มน้าวหวังให้ สหรัฐอเมริกา เข้าข้าง โดยเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” ได้นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา 

เพจดังกล่าวอ้างว่าได้เอกสารมาจากเว็บไซต์ efile.fara.gov ซึ่งเป็นเอกสารที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) หรือกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนตัวแทนต่างชาติของสหรัฐฯ โดยเนื้อหาระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ว่าจ้างให้บริษัท National Consulting Services, Inc. เป็นตัวแทนสื่อสารมุมมองของกัมพูชาเรื่องความขัดแย้งกับไทยต่อสหรัฐฯ ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกองทัพไทย วันที่ 16 ธ.ค. 2568 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ล็อบบี้ยิสต์ โดยอ้างถึงการปรากฏตัวของชาวต่างชาติจากตะวันตก ที่ออกมาเรียกร้องผ่านภาพและวิดีโอในพื้นที่ต่างๆ ของกัมพูชา

ในวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพเรือ Royal Thai Navy” ของกองทัพเรือ ได้ออกมายืนยันว่าเอกสารนี้เป็นของจริง แต่ก็ย้ำด้วยว่าเป็นการสื่อสารของผู้ว่าจ้าง (กัมพูชา) ไม่ใช่คำตัดสินของศาลโลกหรือสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ รับรอง เช่นเดียวกับวันที่ 23 ธ.ค. 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมายอมรับว่า ในเวทีระหว่างประเทศไทยเสียเปรียบ เนื่องจากกัมพูชาใช้ล็อบบี้ยิสต์และนักวิจารณ์โจมตีไทยว่าเป็นประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็ก ทำให้หลายชาติแสดงท่าทีเป็นกลางแต่เอนเอียงไปทางกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตและอยากหยิบยกมานำเสนอผ่านช่องทางของ Cofact คือ “ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้รับสารชาวไทย” เพราะแม้โพสต์ต้นทางจากเพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” จะระบุว่า เอกสารนี้ไม่ใช่การรับรองจากสหรัฐฯ แต่คือการเปิดเผยว่าใครกำลังทำสงครามข้อมูลกับใคร” โดย National Consulting Services, Inc. เป็นผู้จัดทำและเผยแพร่ข้อมูลในฐานะตัวแทนรัฐบาลกัมพูชาแต่เมื่อเรื่องนี้ถูกแชร์ออกไปโดยสำนักข่าวต่างๆ ของไทย พบการแสดงความคิดเห็นที่เข้าใจว่าสหรัฐฯ ช่วยแหลือกัมพูชาในการสู้รบกับไทย

ภาพที่ 2 ความเห็นจากผู้รับสารที่เข้าใจไปว่าสหรัฐอเมริกาเข้าข้างกัมพูชา หลังเห็นข่าวรัฐบาลกัมพูชาจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ (รวบรวมจากเพจเฟซบุ๊ก เช่น “PPTV HD 36” , Spring News , ไทยรัฐ)

– ล็อบบี้ยิสต์” ตัวแปรสำคัญในวัฒนธรรมการเมืองสหรัฐอเมริกา : พจนานุกรมของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกกษ (Cambridge Dictionary) ให้นิยาม ล็อบบี้ยิสต์ (Lobbyist) ว่าหมายถึง บุคคลที่พยายามโน้มน้าวนักการเมืองหรือองค์กรของทางการให้ทำบางสิ่งบางอย่าง (someone who tries to persuade a politician or official group to do something)” พร้อมยกตัวอย่าง เช่น กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ของอุตสาหกรรมยาสูบแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการจำกัดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ (Lobbyists for the tobacco industry have expressed concerns about the restriction of smoking in public places.) เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน(National Museum of American History) หรือพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน บอกเล่าในบทความ “Lobbying” ว่า การล็อบบี้ (Lobby) เกี่ยวข้องกับการกระทำโดยตรงที่มุ่งหวังจะมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐบาล นับตั้งแต่สมัยที่นักการเมืองมักเผชิญหน้ากันในโถงของโรงแรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ซึ่งการล็อบบี้ได้กลายเป็นวิธีการสำคัญที่คนบางกลุ่มใช้เพื่อมีอิทธิพลและมีส่วนร่วมในรัฐบาล

บทความนี้ยกตัวอย่างทศวรรษที่ 1890 (ปี 2433 –2442) ซึ่งเป็นยุคที่สังคมอเมริกันกำลังมีประเด็นเรียกร้องสิทธิสตรี โดยบรรยายว่า ห้องหินอ่อนในปีกวุฒิสภาของอาคารรัฐสภาที่วอชิงตัน เป็นสถานที่ที่บรรดาสตรีซึ่งเป็นนักล็อบบี้มืออาชีพ (Professional Female Lobbyists) มักมารวมตัวกัน พวกเธอมีความสามารถรอบด้าน บุคลิกดูดีมีสง่า ดังนั้นเหล่าสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ยังอ่อนประสบการณ์จึงตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ จากคำพูดอันหวานหู หรือตัวอย่างสมัยใหม่คือ แจ็ค อบรามอฟฟ์ (Jack Abramoff) ชายผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในฐานะล็อบบี้ยิสต์ที่ถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงและเลี่ยงภาษี เขาเคยโด่งดังถึงขั้นขึ้นปกนิตยสาร Time Magazine ฉบับวางแผงวันที่ 16 ม.ค. 2549 

การล็อบบี้ได้ดำเนินการทั้งโดยบุคคลหรือกลุ่มที่ไม่เป็นทางการเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของตน และโดยมืออาชีพที่มีเงินทุนสนับสนุนอย่างดีซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทขนาดใหญ่และองค์กรที่จัดตั้งขึ้นซึ่งมีเงินจำนวนมากอยู่ในมือ และในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนนี้ เมื่อเงินและอำนาจมาบรรจบกัน ก็ย่อมมีความเป็นไปได้เสมอว่าไม่ใช่ทุกคนจะได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียมกัน บทความของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน ระบุ 

โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Law School) กล่าวถึงอาชีพล็อบบี้ยิสต์ไว้ว่า เป็นผู้ได้รับค่าจ้างจากองค์กรเพื่อส่งเสริมจุดยืนขององค์กรนั้นๆ ต่อสภานิติบัญญัติของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น และในบางครั้งก็รวมถึงหน่วยงานบริหารด้วย นอกจากนั้น ล็อบบี้ยิสต์อาจทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นของประชาชนผ่านแคมเปญโฆษณาหรือโดยการมีอิทธิพลต่อผู้นำทางความคิดหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ 

ล็อบบี้ยิสต์หลายคนเป็นทนายความที่เคยทำงานในรัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่น (โดยปกติในบทบาทด้านนิติบัญญัติ) เนื่องจากพวกเขาต้องอาศัยสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับสมาชิกสภานิติบัญญัติทีมงานของสมาชิกสภาฯ เหล่านั้น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ ประสบการณ์ในภาครัฐจึงมักเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับงานประเภทนี้บทความ “Lobbying” ของ Harvard Law School กล่าวถึงคุณสมบัติของคนเป็นล็อบบี้ยิสต์

ภาพที่ 3 (ซ้าย) แจ็ค อบรามอฟฟ์ ล็อบบี้ยิสต์ชาวอเมริกัน บนหน้าปกนิตยสาร Time Magazine ฉบับวันที่ 16 ม.ค. 2549 , (ขวา) แบบฟอร์มการลงทะเบียนกิจกรรมการล็อบบี้ที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎร ตามกฎหมาย Lobbying Disclosure Actของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ 
ที่มา : พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติอเมริกัน

ถึงกระนั้นก็ต้องบอกว่า ล็อบบี้ยิสต์เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกา” มีกฎหมายกำกับดูแลเป็นการเฉพาะของรัฐบาลกลางคือ “Lobbying Disclosure Act 1995” หรือกฎหมายเปิดเผยกจิกรรมการล็อบบี้ ออกมาในปี 2538 สาระสำคัญ เช่นล็อบบี้ยิสต์ทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติต้องลงทะเบียนกับสำนักงานเสมียนสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ภายใน 45 วัน นับตั้งแต่เริ่มกิจกรรมล็อบบี้ครั้งแรกหรือได้รับการว่าจ้างให้ดำเนินการล็อบบี้ และรายงานการดำเนินกิจกรรมทุกๆ ครึ่งปี ภายใน 45 วัน โดยนับจากวันที่ 1 มกราคม และวันที่ 1 กรกฎาคม 

ต่อมาในปี 2550 ยังมีการออกกฎหมายเพิ่มเติมคือ “Honest Leadership and Open Government Act 2007 หรือกฎหมายว่าด้วยความเป็นผู้นำที่ซื่อสัตย์และรัฐบาลที่เปิดเผย เพื่อควบคุมกิจกรรมการล็อบบี้ที่หมิ่นเหม่กับการทุจริตหรือประเด็นความมั่นคง เช่น ห้ามล็อบบี้ยิสต์ให้ของขวัญหรือสนับสนุนค่าเดินทางกับสมาชิกรัฐสภาหรือเจ้าหน้าที่รัฐสภา , มีระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และฐานข้อมูลสาธารณะสำหรับล็อบบี้ยิสต์ที่รับงานจากรัฐบาลต่างประเทศ การยื่นรายงานการเปิดเผยข้อมูลการล็อบบี้ทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น 

ส่วนกฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) หรือกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนตัวแทนต่างชาติของสหรัฐฯ เป็นกฎหมายเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1938 (หรือ 2481) กำหนดให้ผู้ทำหน้าที่ตัวแทนของต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ระบุไว้ในกฎหมาย ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์กับต่างชาติผู้ว่าจ้าง ตลอดจนกิจกรรม รวมถึงรายรับ – รายจ่ายที่สนับสนุนกิจกรรมเหล่านั้นต่อสาธารณะเป็นระยะๆ  

– National Consulting Services, Inc. คือใคร? : จากข้อมูลในเอกสารที่เปิดเผยตามกฎหมาย FARA พบว่า National Consulting Services, Inc.หรือ NCS เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย ดอน เบนตัน (Don Benton) อดีต สว. ของมลรัฐวอชิงตัน ซึ่งบริษัทอ้างว่ามีทีมงานที่พร้อมทั้งประสบการณ์และความสัมพันธ์ด้านภาครัฐรวมกันกว่า 45 ปี ทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยให้กัมพูชามีเครื่องมือที่จำเป็นในการสร้างความตระหนักรู้และการแนะนำตัวในเชิงบวกภายในฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) และฝ่ายบริหาร (รัฐบาลลาง) ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

เราจะช่วยในการพัฒนาและดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ การวางตำแหน่ง และโอกาสต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐตระหนักถึงความท้าทายที่กัมพูชาเผชิญอยู่ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ แผนนี้จะรวมถึงการเข้าถึงผู้มีอิทธิพลและผู้มีอำนาจตัดสินใจหลักภายในคณะกรรมการกิจการต่างประเทศและพาณิชย์ในรัฐสภา ทีมงานของเราพร้อมที่จะเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกัมพูชา โดยใช้ความสัมพันธ์ ความรู้ และอิทธิพลของเราเพื่อให้มั่นใจได้ถึงความสำเร็จ เอกสารดังกล่าวระบุ 

เว็บไซต์ Politico.com สำนักข่าวออนไลน์ในสหรัฐฯ ที่เน้นเสนอข่าวเฉพาะทางในด้านการเมือง เสนอรายงานเรื่อง “Who lobbies for each side of the conflict between Cambodia and Thailand” เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการสู้รบทางทหารเป็นเวลา 5 วันระหว่างไทยกับกัมพูชารอบแรก (24 – 28 ก.ค. 2568) ระบุว่า ตามเอกสารที่แผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ สถานทูตกัมพูชาประจำสหรัฐฯ ได้ลงนามเมื่อเดือน มี.ค. 2568 ว่าจ้างบริษัท NCS ของดอน เบนตัน เป็นเวลา 15 เดือน นอกจากนั้นยังมีชื่อของ แมทท์ คีเลน (Matt Keelen) จาก Vogel Group บริษัทที่ปรึกษาและดำเนินงานด้านกิจการรัฐบาลระหว่างประเทศ เข้ามาเป็นผู้รับงานอิสระ ทำงานร่วมกับเบนตันด้วยอีกคนหนึ่ง 

– รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐของไทยใช้บริการล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ บ้างหรือไม่? : ตามรายงานเดียวกันของ Politico.com ระบุว่า ไทยใช้บริการล็อบบี้ยิสต์เช่นกัน แต่น้อยกว่าที่กัมพูชาใช้ โดยบรรยายว่า จำนวนล็อบบี้ยิสต์ที่ทำงานให้กับรัฐบาลกัมพูชาในวอชิงตันนั้นมากกว่าตัวแทนของรัฐบาลไทยในสหรัฐฯ อย่างมาก ประเทศไทยมีสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนของไทยได้จดทะเบียนล็อบบี้ยิสต์สองคนเมื่อต้นปี 2568 เพื่อประสานงานกับสหรัฐฯ ในประเด็นต่างๆ เช่น การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2577

อย่างไรก็ตาม ในเดือน มิ.ย. 2568 มีการเปิดเผยจาก พิชัย ชุณหวชิร (Pichai Chunhavajira) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย (ในขณะนั้น) ว่ารัฐบาลไทยได้จ้างล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ เพื่อช่วยให้คำแนะนำแก่ประเทศไทยในการเจรจาการค้า ถึงกระนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวทีมงานของ Politico.com ยังไม่พบรายงานการลงทะเบียนกิจกรรมของล็อบบี้ยิสต์ และสถานทูตไทยในสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ตอบสนองต่อการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

เรื่องนี้สอดคล้องกับรายงานข่าวในประเทศไทยของ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2568 โดย พิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง  (ในขณะนั้น) ออกมายอมรับว่า มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือลอบบี้ยิสต์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาประเด็นภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับสหรัฐอเมริกาจริง โดยยืนยันถึงความจำเป็น ความโปร่งใส และความคุ้มค่า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า และการส่งออกของประเทศไทย

พิชัย ชี้แจงว่า โดยปกติอัตราการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาหรือลอบบี้ยิสต์ในสหรัฐ อยู่ที่ประมาณ 20,000 – 300,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือนสำหรับการให้บริการทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์พิเศษเกี่ยวกับ Reciprocal Tariff บริษัทที่ปรึกษาที่มีความสามารถเฉพาะทางสูง และมีความสัมพันธ์เชิงนโยบายกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเรียกราคาที่สูงขึ้นกว่าปกติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นงานที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แข่งขันกับประเทศอื่น และเกี่ยวพันกับมูลค่าการค้า และการส่งออกของไทยนับแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

“ผมก็ขอยืนยันความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะอเมริกามีกฎหมายการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาดังกล่าว ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมาย FARA (Foreign Agents Registration Act) ซึ่งกำหนดให้สัญญาว่าจ้างที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศทั้งหมดจะต้องมีการเปิดเผยรายละเอียดบนเว็บไซต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (U.S. Department of Justice) อย่างชัดเจน ถ้าเราไม่มีตัวช่วยที่ดี ไม่มีทีมที่เข้าใจสหรัฐฯไม่มีเครื่องมือที่แข็งแรง ประเทศไทยอาจต้องสูญเสียตลาด ส่งออกสะดุด เกษตรกร-ผู้ประกอบการเจ็บหนัก” พิชัย กล่าว 

รายงานของกรุงเทพธุรกิจ ยังกล่าวด้วยว่า การออกมาชี้แจงของพิชัย สืบเนื่องจากก่อนหน้านั้น ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตกรณีเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นค่าใช้จ่ายโครงการเจรจาภาษีต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ จำนวน 97.06 ล้านบาท 

โดย สศค. ได้แจ้งรายละเอียดว่า แบ่งเป็นค่าเดินทางไปต่างประเทศ 9.6 ล้านบาท และค่าจ้างบริษัทเอกชนให้บริการสนับสนุนโน้มน้าวการเจรจา และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์อย่างครบวงจร 87.4 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าเป็นการจ้างลอบบี้ยิสต์ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากงบประมาณ 87.4 ล้านบาท และสมมติว่าเป็นสัญญา 12 เดือน จะตกอยู่ที่ประมาณ 200,000 เหรียญสหรัฐต่อเดือน การจ้างล็อบบี้ยิสต์ครั้งนี้จะสูงกว่าอัตราปกติที่ควรจ่าย

– ดร.ฐิตินันท์แจง กรณีกัมพูชาใช้ล็อบบี้ยีสต์ในสหรัฐสร้างภาพเป็นเรื่องปกติ แนะไทยก็ใช้ได้ แต่โจทย์ต้องชัด

ภาพที่ 4 ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์
ที่มา : คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายเกี่ยวกับการจ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อเคลื่อนไหวประเด็นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ว่า ที่สหรัฐฯ การจ้างล็อบบี้ยิสต์ถือเป็นเรื่องธรรมดา หมายถึงเป็นกระบวนการนโยบายหรือกิจการระหว่างประเทศ แต่การเป็นล็อบบี้ยิสต์ต้องลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยคนทำงานเป็นล็อบบี้ยิสต์มีตั้งแต่อดีตข้าราชการอาวุโส อดีตนักการเมือง รวมไปถึงทนายความและนักวิชาการ 

คำว่าล็อบบี้ยิสต์ โดยปริยายโดยอัตโนมัติมันต้องเป็นคนที่มีอิทธิพลทางนโยบาย หมายความว่าต้องมีความคล่องแคล่วช่ำชองในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจการเมือง ในการจะมาให้คำแนะนำในการจะมาช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของลูกค้าต่างๆ ไม่ใช่ใครก็ได้ ไม่ใช่คนทั่วไป ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าว 

ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวต่อไปว่า ในประเทศอื่นๆ ก็มีเช่นกันไม่มากก็น้อยที่จะมีอดีตเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำปรึกษา หากใช้ภาษาไทยคือคำว่า วิ่งเต้นแต่การดำเนินการในประเทศไทยไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีบทลงโทษและการบังคับใช้กฏหมายเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ต่างจากในสหรัฐฯ ที่ใครจะรับเป็นตัวแทนให้กับต่างชาติต้องลงทะเบียน หากไม่ลงจะถือว่าผิดกฎหมาย เมื่อบวกกับกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะสามารถบังคับใช้ได้จริงจนเคยมีคนติดคุกมาแล้ว คนจึงกลัวและไม่กล้าฝ่าฝืน

ดังนั้นการใช้ล็อบบี้ยิสต์จึงไม่ใช่สิ่งเหนือความคาดหมาย แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาในนิเวศทางนโยบายการเมืองของสหรัฐอเมริกา ประเด็นคือล็อบบี้ยิสต์ของฝ่ายใดจะเก่งกว่ากัน โดยวัดจากการเข้าถึงกระบวนการทางนโยบาย ซึ่งการวิ่งเต้นแบบสหรัฐฯ ไม่เหมือนแบบไทย กล่าวคือ ไม่ใช่เรื่องสินบนใต้โต๊ะ แต่เป็นการต่อสายเข้าถึงบุคคลที่มีอิทธิพลต่อนโยบายและเป็นไปตามครรลองของกฎหมาย 

ส่วนเรื่องไทยกับกัมพูชา จริงๆ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็จ้างล็อบบี้ยิสต์ แต่โดยส่วนตัวมองว่าสิ่งที่กัมพูชาคล่องกว่าไทยไม่ใช่เฉพาะเรื่องล็อบบี้ยิสต์ แต่รวมถึงสายสัมพันธ์ของผู้นำด้วย อย่าง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของกัมพูชา ก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ของสหรัฐฯ ย่อมต้องมีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เมื่อเวลาผ่านไปก็เข้าไปเติบโตในภาคส่วนต่างๆ ของระบบราชการสหรัฐฯ ทำให้กัมพูชาในยุคของ ฮุน มาเนต กว้างขวางกว่ายุคของ ฮุน เซน อดีตนายกฯ ผู้เป็นบิดา 

ทั้งนี้ เหตุความขัดแย้งไทย – กัมพูชา มาเกี่ยวกับเรื่องล็อบบี้ยิสต์ เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยเพราะอยากมีผลงานในฐานะผู้สร้างสันติภาพ บวกกับแวดวงการเมืองสหรัฐฯ ก็ถือว่าล็อบบี้ยิสต์เป็นอาชีพหนึ่งและเป็นการเข้าหากระบวนการนโยบายแบบเปิดและโปร่งใสภายใต้กฎหมายบังคับ แต่หากเป็นประเทศอื่นๆ เช่น จีน ออสเตรเลีย ฯลฯ การเดินสายติดต่อก็จะเป็นรูปแบบอื่น 

“ถามว่าเวลาเราขัดแย้งกับกัมพูชาต้องมีล็อบบี้ยิสต์ไหม? วัตถุประสงค์โจทย์คือคุณจะทำอย่างไรให้ทรัมป์เขาเข้าข้างคุณ หรือคุณจะทำอย่างไร?อย่างน้อยๆ นะไม่ให้คุณเสียเปรียบ ไทยจะทำอย่างไรไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ ถ้าให้ดีคือไทยจะทำอย่างไรให้ตัวเองได้เปรียบ ดังนั้นคุณก็ต้องไปสร้างอิทธิพลหรือไปเดินสายกับกระบวนการนโยบายและหาพรรคพวกในฝั่งทรัมป์เขา ถ้าเกิดเขามาไกล่เกลี่ยเราก็ต้องไปชี้แจง บางครั้งการมีล็อบบี้ยิสต์มันไม่ได้อะไรมาก เราไมได้ไปกำหนด ไม่ได้ไปบังคับ แต่บางครั้งมันคือการชี้แจงให้รู้ข้อมูลเราให้ครบถ้วน ไปให้ข้อมูลเขาให้รู้จักมุมมองเราให้เต็มที่ เวลาเขาจะไปตัดสินใจอะไรเขาจะได้แฟร์กับเรา” ศ.ดร.ฐิตินันท์ ระบุ 

ส่วนประเด็นที่ประชาชนชาวไทยเห็นข่าวกัมพูชาใช้ล็อบบี้ยิสต์สร้างภาพลักษณ์ในสหรัฐฯ แล้วเกิดความไม่พอใจสหรัฐฯ ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจเป็นความเข้าใจว่าสหรัฐฯ ไม่เป็นธรรมกับไทย หรือไม่ก็คิดได้เช่นกันว่าไทยเรายังชี้แจงไม่เพียงพอหรือไม่ซึ่งก็อาจเกี่ยวกับล็อบบี้ยิสต์ส่วนหนึ่ง แต่อีกมุมหนึ่งตนมองว่าอารมณ์ของคนไทยเวลานี้แรงและมีความชาตินิยมสูงจากความพยายามยั่วยุของฝ่ายกัมพูชา กระทั่งถึงจุดหนึ่งเมื่อฝ่ายไทยทนไม่ไหวจึงลงมือจัดการ แต่การมอบหมายให้ทหารนำหน้าในการจัดการเขาก็ต้องลงมือหนัก ถล่มเต็มที่ ด้านหนึ่งไทยเราอาจสะใจแต่ในเวทีโลกเราเสียคะแนน เนื่องจากชาวโลกไม่ได้ดูรายละเอียดมาก เห็นแต่เครื่องบิน F16 ไปถล่มกัมพูชา 

ซึ่งจริงๆ แล้วควรให้รัฐบาลพลเรือนมีบทบาทนำและดำเนินการอื่นๆ ควบคู่ไปกับปฏิบัติการทางทหาร เช่นตอบโต้โจมตีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแต่สมน้ำสมเนื้อ เดินสายพบปะผู้นำประเทศเพือนบ้าน เน้นย้ำผลกระทบของสแกมเมอร์ในกัมพูชาที่คนทั่วโลกล้วนตกเป็นเหยื่อ ตลอดจนสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ถึงชาวกัมพูชา ชี้ให้เห็นว่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจเขา มาจากอุตสาหกรรมสแกมเมอร์และไปเข้ากระเป๋าชนชั้นนำ ซึ่งมีรายงานเผยแพร่ออกมามากมายอยู่แล้ว 

หรือชวนตั้งคำถามว่าเหตุใดกัมพูชาไม่มีกองทัพอากาศเพื่อป้องกันประเทศ ไม่มีงานการให้ชาวกัมพูชาทำจนต้องมาหางานทำในไทย กำจัดฝ่ายค้านและสื่ออิสระจนหมดและทำตัวเป็นเผด็จการตระกูลเดียวที่ไม่ดูแลประชาชนตัวเอง กระชับพื้นที่ระดับภูมิภาคและสร้างแรงกดดันต่อสถานการณ์ภายในประเทศเขาจนทำให้ตระกูลฮุนอยู่ลำบากขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://web.facebook.com/share/p/17iDPFrHDR/(เปิดเอกสารจริง : กลไก “ทุน–รัฐ–ล็อบบี้” ในสงครามข้อมูลข่าวสาร กรณีบริษัทอเมริกัน รับจ้างรัฐบาลกัมพูชา เมื่อ “ล็อบบี้ต่างชาติ” ถูกใช้เป็นอาวุธโจมตีประเทศไทย , ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย 14 ธ.ค. 2568)

https://efile.fara.gov/docs/7551-Exhibit-AB-20250228-2.pdf (Received by NSD/FARA Registration Unit 02/28/2025 6:24:30 PM , เอกสารการดำเนินการของ NCS ในฐานะตัวแทนรัฐบาลกัมพูชา , หน้า 10))

https://www.thairath.co.th/news/politic/2902219 (“กลาโหม” ย้ำจุดยืน “ไทย” แฉ กัมพูชา จ้างล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติ : ไทยรัฐ 16 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/share/p/1CPQSMsi7H/ (สรุปจบที่เดียว! กัมพูชาจ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ : กองทัพเรือ 16 ธ.ค. 2568)

https://thestandard.co/thai-defense-evidence-cambodia-landmines/ (กลาโหมกางหลักฐานกัมพูชาผลิตทุ่นระเบิด-ใช้โล่มนุษย์ ย้ำไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎบัตร UN : The Standard 23 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1411352944367742&set=a.646092957560415 (เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 68 “ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย” ได้เปิดเผยเอกสารกรณีบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งรับจ้างจากรัฐบาลกัมพูชาในการช่วยทำสงครามข้อมูลข่าวสาร หรือ “ล็อบบี้” ให้ต่างชาติเชื่อถือรัฐบาลกัมพูชามากกว่า : PPTV HD36 , 15 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1312518717576011&set=a.352652053562687 (เปิดหลักฐาน! กัมพูชาจ้างบริษัท “ล็อบบี้ยิสต์” ระดับโลก ทำสงครามข่าวสารสู้ไทย : Spring News 16 ธ.ค. 2568)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=1367783415387998&set=a.360119619487721 (รู้จัก “ล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ” ระดับหัวแถว ช่วยกัมพูชาสื่อสารชิงความได้เปรียบ ฝีมือ “ดอน เบนตัน” ที่ปรึกษาระดับสูง และผอ.หน่วยงานรัฐบาลกลางยุคทรัมป์ 1.0 : ไทยรัฐ 16 ธ.ค. 2568)

https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/lobbyist (lobbyist , Cambridge Dictionary)

https://americanhistory.si.edu/explore/exhibitions/american-democracy/online/beyond-ballot/lobbying (Lobbying : National Museum of American History)

https://hls.harvard.edu/bernard-koteen-office-of-public-interest-advising/about-opia/what-is-public-interest-law/public-interest-work-types/lobbying/ (Lobbying , Harvard Law School)

https://lobbyingdisclosure.house.gov/lda.html (Lobbying Disclosure Act , สำนักงานเสมียนสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา)

https://disclosures-clerk.house.gov/public_disc/PLAW-110publ81.txt (Honest Leadership and Open Government Act of 2007 , สำนักงานเสมียนสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา)

https://www.justice.gov/nsd-fara (Foreign Agents Registration Act , กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา)

https://www.politico.com/newsletters/politico-influence/2025/07/28/who-lobbies-for-each-side-of-the-conflict-between-cambodia-and-thailand-00480701 (Who lobbies for each side of the conflict between Cambodia and Thailand : Politico 28 ก.ค. 2568)

https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1186996 (‘พิชัย’ ยอมรับไทยใช้ ‘ลอบบี้ยิสต์’ ช่วยเจรจาสหรัฐ ยันใช้งบโปร่งใส : กรุงเทพธุรกิจ 27 มิ.ย. 2568)

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 10 มกราคม 2569

คลิปภาษากัมพูชาอ้างเขื่อนแตกทำให้เกิดน้ำท่วมที่ประเทศไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1w8refxarpbgs


หูฟังไร้สายทำลายสมอง เพราะปล่อยรังสีมากกว่า…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/6xyf03bqshae


ปปง. เปิดให้ ประชาชนลงทะเบียนรับเงินคืน ผ่าน TikTok…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2wkhzhg0ab6ze


น้ำท่วมหาดใหญ่รอบใหม่-เตือนภัยสึนามิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/6t70esuc9rjl


รัฐธรรมนูญ 2560 เข้มคดีทุจริตถึงขั้นประหาร ห้ามหนีคดี และห้ามนั่ง First Class จริงหรือไม่?…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2algny1m5iy0a


เลือกอนุทิน-ภูมิใจไทย กาเบอร์ 46…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2b2gxx9y288d9


เม็ดกลมๆ ขาวๆจำนวนมากอยู่ในปลากระป๋อง เป็นเชื้อโรคเชื้อรา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1pdhgndba6zk4


 เริ่ม 12 ม.ค. นี้ สิทธิบัตรทอง กรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย ใช้สิทธิ ‘คลินิกเอกชน’ ได้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3rhnhc4j4y6dx


วันเด็กแห่งชาติ เด็กนั่ง BTS ฟรีตลอดสาย 10 มกราคมนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2x0z5iy7lcwlp


ใช้เครื่องทำน้ำอุ่น/น้ำร้อน แบบใช้แก๊ส ต้องระมัดระวังมากๆ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1a2ufs4puxrf3

คลิปเหตุปะทะในเมียนมาเมื่อ ธ.ค. 2568 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพกองทัพเมียนมาบุกไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารเมียนมาบุกยึดดินแดนคืนจากไทย  

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปเหตุการณ์ในประเทศเมียนมาเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Sopha Tith” อินฟลูเอ็นเซอร์ชาวกัมพูชาที่มีผู้ติดตามกว่า 1.6 แสนบัญชี โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 56 วินาที เป็นภาพทหารพร้อมอาวุธเดินลาดตระเวน อ้างว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ม.ค. มีคำบรรยายภาษาเขมรแปลสรุปความได้ว่าทหารเมียนมากำลังบุกเข้าทวงคืนพื้นที่ที่เคยถูกสยามยึดไป คลิปนี้มียอดการชมเกือบ 4 แสนครั้ง และแชร์มากกว่า 5,000 ครั้ง ณ วันที่ 9 ม.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อตรวจสอบภาพในคลิปด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 โดยสำนักข่าวในเมียนมา 2 แห่งคือ Khit Thit Media และ Connect Burma เป็นคลิปความยาวประมาณ 7 นาที

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์ในเฟซบุ๊ก Sopha Tith เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569 กับภาพที่เผยแพร่โดย Khit Thit Media สื่อเมียนมาเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 จะเห็นว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์เดียวกัน

สื่อทั้งสองแห่งรายงานว่าเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่กองกำลัง PDF กลุ่มติดอาวุธในเมียนมาซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร ได้บุกโจมตีสถานที่ของรัฐทั้งค่ายทหาร สถานีตำรวจ สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในเมือง Ye Phyu ภูมิภาค Tanintharyi ทางตอนใต้ของเมียนมา การโจมตีครั้งนี้เป็นไปเพื่อต่อต้านการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ MITV ซึ่งเป็นสื่อภาคภาษาอังกฤษของรัฐบาลทหารเมียนมารายงานว่าในการโจมตีครั้งนี้ กองกำลังกลุ่ม PDF และ KNU ได้ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่และเผาทำลายสถานที่ราชการหลายแห่ง

การเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมาแบ่งเป็น 3 รอบ รอบแรกจัดในพื้นที่มีความปลอดภัยสูง 102 อำเภอ เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568 ส่วนรอบที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. 2569 จำนวน 100 อำเภอ ในพื้นที่กองทัพควบคุมได้ และรอบที่ 3 ในพื้นที่ 63 อำเภอ ในพื้นที่ห่างไกล หรือมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง

อินฟลูฯ กัมพูชานำคลิปน้ำท่วมภาคใต้เมื่อ พ.ย. 2568 มาอ้างเท็จว่าเกิดน้ำท่วมรอบใหม่-เตือนภัยสึนามิ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: น้ำท่วมหาดใหญ่รอบใหม่-เตือนภัยสึนามิ 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 ม.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กกัมพูชา 2 ราย โพสต์คลิปวิดีโอและข้อความอ้างว่าเกิดเหตุน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผู้ใช้รายหนึ่งอ้างด้วยว่ามีการเตือนภัยสึนามิ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ:

▪  บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Long Kunthea” อินฟลูเอนเซอร์ชาวกัมพูชามีผู้ติดตามเกือบ 3 แสนบัญชี โพสต์คลิปวิดีโอน้ำท่วม ฝังข้อความภาษาเขมรใช้เครื่องมือ Google Translate แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “สึนามิ ประเทศไทย” ข้อความในโพสต์ระบุว่าวันที่ 6-9 ม.ค. 2569 ประชาชนอพยพจากเหตุคลื่นสึนามิในอ่าวไทย คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 1.3 ล้านครั้ง และแชร์มากกว่า 7,700 ครั้ง ณ วันที่ 9 ม.ค. 

โคแฟคตรวจสอบภาพในคลิปพบว่ามีป้ายชื่อร้าน “สากลเทคนิคหาดใหญ่” เมื่อค้นหาใน Google Maps พบว่าตั้งอยู่บริเวณแยกหน้าสนามกีฬาจิระนคร อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงได้โทรศัพท์สอบถามทางร้านได้ข้อมูลว่าร้านประสบภัยน้ำท่วมเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว 

ทางด้านศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติยืนยันกับโคแฟคว่าระหว่างวันที่ 6-9 ม.ค. ไม่มีการแจ้งเตือนสึนามิในประเทศไทย

▪  บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ពូ ភ័ក្រ្ត” ผู้ติดตามกว่า 1 แสนบัญชี โพสต์คลิปน้ำท่วมโดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ในไทยเมื่อวันที่ 7 ม.ค. คลิปนี้มียอดรับชมเกือบ 3 แสนครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 3,000 ครั้ง ณ วันที่ 9 ม.ค.  

โคแฟคนำภาพจากคลิปไปค้นหาใน Google Lens พบว่าเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 ที่เคยเผยแพร่อย่างกว้างขวางทั้งในเฟซบุ๊ก ยูทูบและติ๊กตอกระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย. 2568 คลิปนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนั้นเนื่องจากสะท้อนความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ร้องเรียนกับอาสาสมัครกู้ภัยว่าไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือ และขอให้กู้ภัยช่วยนำอาหาร น้ำดื่ม และเทียนมาให้

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียแชร์เนื้อหาบิดเบือนข้อกฎหมาย สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ, จำเลยห้ามเดินทางออกนอกประเทศ, โกงกินมีโทษประหาร, บริหารประเทศเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี, เดินทางไปราชการห้ามนั่งเครื่องบิน First Class

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** เป็นการนำบทบัญญัติในกฎหมายอื่นมาทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ระหว่างวันที่ 4-8 ม.ค. 2569 มีการเผยแพร่ข้อความในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ว่ามีบทบัญญัติเรื่องการป้องกันปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มข้นและกล่าวหาผู้ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าต้องการปกป้องผลประโยชน์ของนักการเมือง

ข้อความที่เผยแพร่อ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้คดีทุจริตไม่มีวันหมดอายุ, ห้ามผู้ที่ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตเดินทางออกนอกประเทศ, การโกงกินมีโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต, ร่ำรวยผิดปกติและความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์, บริหารประเทศจนเกิดความเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี และห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการโดยสารเครื่องบินชั้น First Class  

เพจและบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่เผยแพร่เนื้อหานี้เช่น กลุ่มเฟซบุ๊ก “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” (ลิงก์บันทึก) เพจเฟซบุ๊ก “The Critics” และ “ข่าวเศรษฐกิจธุรกิจ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ไม่มีบทบัญญัติ บทกำหนดโทษหรือข้อห้ามตามข้อความที่กล่าวอ้าง แต่บทบัญญัติเหล่านี้ปรากฏอยู่ในกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อกฎหมายที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

คดีทุจริตไม่มีอายุความ: พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 7 ระบุว่าระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีระหว่างถูกดำเนินคดีไม่ให้นับรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และถ้าจำเลยหลบหนีระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ไม่ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ 

▪ ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกประเทศ: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ. อาญา) มาตรา 108 ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราว ซึ่งมีมาก่อนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุว่าเมื่อจำเลยร้องขอและศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่เพื่อป้องกันการหลบหนี รวมถึงการห้ามเดินทางออกนอกประเทศด้วย 

สำหรับคดีทุจริต พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 39 ระบุว่าให้นำ ป.วิ. อาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม คุมขังและการปล่อยชั่วคราวมาใช้บังคับ

▪ โกงกินมีโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต: ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148, 149, 201 และ 202 กำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 149 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภา จังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับ ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 201 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วย หน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

มาตรา 202 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ๆ ในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต 

 

ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่มีโทษประหารชีวิต ขณะที่โทษจำคุกตลอดชีวิตมีอยู่ใน 2 มาตรา คือ มาตรา 173 และ 174 ระบุว่าเจ้าพนักงานของรัฐเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ มีโทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 173 เจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การ ระหว่างประเทศ ผู้ใด เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท 

มาตรา 174 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ ขององค์การระหว่างประเทศ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท 

▪ ร่ำรวยผิดปกติและความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 15-30 ปีและยึดทรัพย์: รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234-236 ระบุอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการดำเนินการเกี่ยวกับพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ แต่ไม่มีบทลงโทษ 

ส่วนโทษจำคุกจะอาศัยความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดฐานปกปิดทรัพย์สินหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 167 มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน

สำหรับความผิดฐานฟอกเงิน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 60 ระบุว่าผู้ใดกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ข้อมูลเพิ่มเติม: พัฒนาการคดีร่ำรวยผิดปกติในระบบกฎหมายไทย

▪ บริหารประเทศเสียหายมีโทษจำคุก 15-30 ปี: บทกำหนดโทษจำคุกเจ้าพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติ ละเว้นหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560  แต่มีอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และอยู่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี 

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

กรณีนี้มีคดีตัวอย่าง เช่น คดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาวันที่ 27 ก.ย. 2560 ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เนื่องจากยิ่งลักษณ์ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและระงับยับยั้งจนทำให้เกิดการทุจริตขึ้น ลงโทษจำคุก 5 ปี (อ่านรายละเอียดจาก สำนักข่าวอิศรา และ บีบีซีไทย)

▪ ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการโดยสารเครื่องบินชั้น First Class: ข้อห้ามนี้ไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 แต่มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอยู่ใน พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2560 มาตรา 53 ที่กำหนดว่าผู้ที่สามารถโดยสารเครื่องบินชั้นหนึ่งในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ได้แก่ (1) หัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาล (2) ประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภา (3) ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา (4) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร (5) รัฐมนตรี (6) ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า สมุหราชองครักษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 

และมาตรา 53/1 ระบุว่าหากเป็นการเดินทางไปราชการต่างประเทศโดยเครื่องบินที่มีระยะเวลาในการเดินทางตั้งแต่ 9 ชั่วโมงขึ้นไป ผู้ที่สามารถโดยสารชั้นหนึ่ง ได้แก่ รองปลัดกระทรวง ผู้ตรวจราชการ อธิบดีหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด เอกอัครราชทูต ตำแหน่งวิชาการระดับทรงคุณวุฒิหรือเทียบเท่า ข้าราชการทหารยศพลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก พลโท พลเรือโท พลอากาศโท ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก พลตำรวจโท

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กลับมาแพร่หลายอีกครั้งในช่วงนับถอยหลังสู่การออกเสียงประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 8 ก.พ. 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้บทบัญญัติและบทลงโทษในคดีทุจริตหายไป ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่หลงเชื่อไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเกิดข้อกังขาต่อเจตนาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

กกต. ระบุ เผยแพร่เนื้อหาสร้างความสับสนเกี่ยวกับพรรคการเมืองและผู้สมัคร ผิดกฎหมายเลือกตั้งฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เลือกอนุทิน-ภูมิใจไทย กาเบอร์ 46

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: หลังการจับสลากหมายเลขพรรคการเมืองสำหรับการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือ “เบอร์พรรค” เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งได้เผยแพร่ภาพและข้อความในเชิงตลกขบขันและเสียดสีว่า ถ้าต้องการเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ให้กาหมายเลข 46 ในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เช่น ผู้ใชเฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “ใครอยากให้อนุทินเป็นนายก กาเบอร์ 46” พร้อมด้วยภาพประกอบเป็นรูปเสื้อยืดสกรีนเป็นรูปเลข 46 แฝงอยู่ในชื่อ “อนุทิน” ขณะที่ ผู้ใช้ X  อีกรายโพสต์รูปเดียวกันนี้พร้อมข้อความว่า “อนุทิน 46 เท่านั้นค่ะ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หมายเลขของบัญชีรายชื่อหรือเบอร์พรรคของภูมิใจไทยคือ 37 ขณะที่หมายเลข 46 เป็นเบอร์ของพรรคประชาชน

การเผยแพร่เนื้อหาเท็จนี้ ผู้โพสต์อาจมีเจตนาเพื่อล้อเล่นให้ตลกขบขันหรือเสียดสีพรรคประชาชนที่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แม้หลายโพสต์จะถูกลบไปแล้ว แต่ยังมีอีกหลายโพสต์ที่ยังคงเข้าถึงได้ในขณะนี้ทั้งในเฟซบุ๊ก ติ๊กตอกและ X  

ธัญเทพ ปาระมี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 1 สำนักกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. ซึ่งดูแลเกี่ยวกับการกระทำความผิดและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง ให้สัมภาษณ์โคแฟคว่าการเผยแพร่เนื้อหาลักษณะนี้เข้าข่ายเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายหรือจูงใจให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 73 (5) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา 73 (5) ระบุว่าห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการหลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ผอ.ฝ่ายกฎหมาย กกต. อธิบายเพิ่มเติมว่าผู้ที่พบเห็นการกระทำดังกล่าวสามารถแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบและสั่งให้ลบหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องได้ และหากผู้กระทำความผิดเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สส. หรือไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กกต. ก็สามารถดำเนินคดีได้เพราะกฎหมายระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการดังกล่าว

วันที่ 7 ม.ค. ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวว่าพรรคจะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จที่สร้างความสับสนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และจะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. ให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนเนื่องจากพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าเป็นพรรคที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเผยแพร่เนื้อหาที่จูงใจเข้าใจผิด แต่กลับไม่ได้ระงับยับยั้งการกระทำดังกล่าวซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 132 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.

มาตรา 132 ระบุว่า กกต. มีอำนาจสั่งให้พรรคการเมืองที่ได้รับประโยชน์จากการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ระงับหรือดำเนินการเพื่อแก้ไขการกระทำนั้น หากไม่ดำเนินการตามคำสั่งของ กกต. โดยไม่มีเหตุอันควร ให้สันนิษฐานว่าพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าพรรคไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทําดังกล่าว

ศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยแสดงภาพจากบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่สร้างความสับสนเกี่ยวกับเบอร์พรรค (ภาพ: The Reporter)

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวกัมพูชานำคลิปพนังกั้นน้ำพังมาให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนว่าเป็นเหตุ “เขื่อนแตก” ในไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปภาษากัมพูชาอ้างเขื่อนแตกทำน้ำท่วมที่ประเทศไทย 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อน** เป็นเหตุการณ์พนังกั้นน้ำพังใน จ.สิงห์บุรี เมื่อเดือน พ.ย. 2568 ไม่ใช่เขื่อนแตก 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ม.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Sothy Hov” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม พร้อมข้อความภาษาเขมรแปลเป็นภาษาไทยด้วยเครื่องมือ Google Translate ได้ความว่า “เขื่อนแตก ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในประเทศไทย” ซึ่ง ณ วันที่ 6 ม.ค. คลิปนี้มียอดการชมแล้วกว่า 1.3 แสนครั้ง และถูกแชร์มากกว่า 930 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์พนังกั้นน้ำแตกเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 12 พ.ย. 2568 ในพื้นที่ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี โดยสื่อมวลชนหลายสำนักรายงานตรงกันว่าเป็น “พนังกั้นน้ำ” ไม่ใช่เขื่อนแตก

นอกจากใช้คำว่า “เขื่อนแตก” ซึ่งทำให้เหตุการณ์ดูรุนแรงกว่าความเป็นจริงแล้ว การนำภาพเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 มาเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ให้ข้อมูลที่ชัดเจน อาจสร้างความเข้าใจผิดและตื่นตระหนกได้

คลิปเยาวชนคลุมผ้า-ประดับธงปาเลสไตน์ เป็นภาพกิจกรรมที่ รร.ตาดีกา บ้านบาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามจัดกิจกรรมสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ 

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 3 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กและบัญชี X “Army Military Force” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 30 วินาที เป็นภาพเยาวชนชายยืนเรียงแถว มีผ้าสีแดงคาดศีรษะ ระบายสีพลางใบหน้า ด้านหน้าเวทีมีชายราว 5 คนสวมชุดสีดำ คลุมศีรษะด้วยผ้าเคฟฟีเยห์ของชาวปาเลสไตน์ บางคนมีธงปาเลสไตน์ที่ทำจากกระดาษเหน็บไว้ด้านหลัง

ข้อความในโพสต์ระบุว่า “…โรงเรียนอิสลามแห่งหนึ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนแต่งกายเลียนแบบนักรบกลุ่มฮามาส พร้อมถือธงชาติปาเลสไตน์และธงสีดำที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม (IS) เป็นที่น่าสังเกตว่า ภายในงานดังกล่าวไม่มีการประดับธงชาติไทยหรือการบรรเลงเพลงชาติเหมือนกิจกรรมสถานศึกษาทั่วไป ขณะที่มีภาพปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารพรานขึ้นไปถ่ายภาพและเก็บข้อมูลอยู่บนเวทีเพื่อรายงานสถานการณ์ ซึ่งสร้างความฉงนสงสัยแก่ผู้พบเห็นว่ากิจกรรมในลักษณะนี้ได้รับอนุญาตให้จัดขึ้นได้อย่างไร”

โพสต์ในเฟซบุ๊กมียอดเข้าชมมากกว่า 2.6 ล้านครั้งและถูกแชร์มากกว่า 4,800 ครั้ง ส่วนโพสต์ใน X มียอดการเข้าชมมากกว่า 71,000 ครั้ง และถูกรีโพสต์มากกว่า 240 ครั้ง ในทั้งสองแพลตฟอร์มมีผู้เข้ามาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมลักษณะนี้โดยนำไปเชื่อมโยงกับการก่อเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบด้วย Google Lens พบภาพกิจกรรมเดียวกัน ทั้งภาพนิ่งและคลิปถูกเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “Persatuan Pemuda Pemudi Membalor กลุ่มเยาวชนบาโลยเพื่อการพัฒนา” เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2568 คำบรรยายในโพสต์เป็นภาษามลายูแปลสรุปความเป็นไทยได้ว่า “งานกีฬาสามัคคีที่ชุมชนบ้านบาโลย” ระหว่างวันที่ 19-22 ต.ค. มีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การแข่งขันของเด็กอนุบาล การบรรยายทางศาสนา วงเสวนาวิชาการ และการแสดงทางวัฒนธรรม (ลิงก์บันทึก)

โคแฟคติดต่อ “กลุ่มเยาวชนบาโลยเพื่อการพัฒนา” ตามเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้เพจ สมาชิกกลุ่มให้ข้อมูลว่า คลิปดังกล่าวเป็นภาพกิจกรรมประจำปี 2568 ของโรงเรียนตาดีกาประจำสุเหร่าบาโลย บ้านบาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วัน โดยในวันแรกมีการเดินพาเหรดและการแสดงเพื่อให้กำลังใจชาวมุสลิมในปาเลสไตน์ กิจกรรมนี้มีเจ้าหน้าที่ทหารพราน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและ สส.ปัตตานีเข้าร่วมด้วย 

ภาพกิจกรรม “กีฬาสามัคคีชุมชนบ้านบาโลย” ที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “Persatuan Pemuda Pemudi Membalor กลุ่มเยาวชนบาโลยเพื่อการพัฒนา” เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2568 ซึ่งเป็นภาพกิจกรรมเดียวกับที่ปรากฏในคลิปที่เพจเฟซบุ๊กและบัญชี X “Army Military Force” เผยแพร่เมื่อ 3 ม.ค. 2569

สุกรี เจ๊ะและ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบาโลยขณะที่มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์ว่า กิจกรรมนี้เป็นงานประจำปีของโรงเรียนตาดีกา นะห์ฎอตุลอิสลามียะห์ สุเหร่าบาโลย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชนและระดมทุนเพื่อการศึกษาสำหรับโรงเรียนตาดีกา ซึ่ง อบต. ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานด้วยแต่ไม่ทราบรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ 

สุกรีกล่าวว่าภายในงานมีการแต่งตัวและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้กำลังใจชาวมุสลิมในปาเลสไตน์จริง ภาพรวมของงานเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยและไม่ได้มีเนื้อหาส่งเสริมความรุนแรง 

ในฐานะผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สุกรียอมรับว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปาเลสไตน์นี้สร้างความไม่สบายใจให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งเขาได้ตักเตือนผู้นำชุมชนและผู้จัดกิจกรรมแล้วว่าหากมีกิจกรรมลักษณะนี้ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่และควรพิจารณาให้รอบคอบเพราะอาจถูกนำไปบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดได้

สาเหะมูหามัด อัลอิดรุส อดีต สส. ปัตตานี เขต 5 พรรคประชาชาติ เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมพิธีเปิดงาน ระบุตรงกันว่ามีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสนับสนุนชาวปาเลสไตน์จริง ซึ่งเขาไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน 

อดีต สส. ปัตตานีให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์ว่าเขาอยู่ร่วมงานไม่นานนัก แต่เท่าที่เห็นไม่พบว่ามีการปลุกระดมหรือสนับสนุนการใช้ความรุนแรง

นอกจากนี้ ทั้งสุกรีและสาเหะมูหามัดระบุว่าภายในงานมีการประดับธงชาติไทย และมีเจ้าหน้าที่ทหารพรานร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ข้อมูลที่ได้จากสมาชิกกลุ่มเยาวชนบ้านบาโลย อดีตนายก อบต. บาโลยและอดีต สส.ปัตตานี้ สรุปได้ว่า คลิปนี้เป็นภาพงานประจำปีของโรงเรียนตาดีกาประจำมัสยิดบาโลย หมู่บ้านบาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 ต.ค. ในวันแรกของงานมีกิจกรรมเดินพาเหรดและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้กำลังใจชาวมุสลิมในปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้เพจเฟซบุ๊กที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นำภาพกิจกรรมนี้มาเผยแพร่และโจมตีมาแล้วครั้งหนึ่งช่วงเดือน ต.ค. 2568 โดยอ้างว่าเป็นกิจกรรมที่บ่มเพาะความรุนแรงในกลุ่มเยาวชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่ “Army Military Force” จะนำคลิปนี้มาเผยแพร่อีกครั้งเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 3 มกราคม 2569

ห้ามกินวิตามินซีกับกุ้ง …จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3jp07tlrjx15b


กินไข่ต้ม ที่ไข่แดง มีขอบสีเขียวอมเทา เสี่ยงมีพิษ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zxzwmf9dwat9


“ผ่าตัดไส้เลื่อน” ทำให้เป็นหมัน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2jrl1v6w4idm7


กรมการปกครองเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ เปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26dwt57r1nng6


เกิดเหตุถังเก็บเศษอาหารระเบิดหลังตลาดใหม่ทุ่งครุ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2568

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2v7o00796gcik


หยุดปีใหม่นี้จอดรถฟรีที่ 5 สนามบิน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1jywfe6ajtevx


รถไฟฟ้าบีทีเอส – สายสีทอง ขยายเวลาให้บริการถึงตี 2 อำนวยความสะดวกให้ประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/31bcv7klt7811


ประกันสังคม ให้สิทธิผู้ประกันตน อ้วนรุนแรง เข้าเกณฑ์ทุพพลภาพ รักษา-ตัดกระเพาะฟรี

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2v7o00796gcik


พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายล้างหนี้ “เป็นหนี้ 200,000 จ่ายแค่ 20,000″…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2n4gmx5jl23c8


 แก้วสเตนเลส ต้องเปลี่ยนทุก 6 เดือน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2n4gmx5jl23c8


กฎหมายเลือกตั้งเขียนไว้อย่างไรเรื่องการ “ถอนตัว-เปลี่ยนแปลง” ผู้สมัคร สส.

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน –  สมชัย ศรีสุทธิยากร” ถึงกรณีที่พรรคประชาชนประกาศเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. กทม. ที่ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน โดยให้ความเห็นว่ามีโอกาสที่จะถูกร้องว่าเป็นการรับสมัครโดยมิชอบหากไม่ดำเนินการตามกฎหมาย

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากพรรคประชาชนแถลงข่าวเรื่องการเปลี่ยนตัวบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน เขตบางพลัด-บางกอกน้อย ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน ช่วงเช้าวันที่ 29 ธ.ค. 2568 อดีต กกต. โพสต์ข้อความว่า

“สมัครได้เบอร์แล้วถอนตัวไม่ได้  มีเหตุผลคือไม่งั้นจะมีการจ้างถอนตัวกัน ผู้สมัครหรือพรรคที่ส่งผู้สมัครแล้ว จะถอนการสมัครได้แค่ 3 กรณี คือ 1) ตาย 2) ขาดคุณสมบัติ และ 3) มีลักษณะต้องห้าม และต้องทำก่อนก่อนปิดรับสมัคร อ้างอิง: มาตรา 50 พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.” (ลิงก์บันทึก)

ต่อมาเขาได้โพสต์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “การถูกตำรวจจับกุม ยังไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม เพราะยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกของศาล  จึงไม่เป็นเหตุให้ถอนตัว ส่วนเรื่องคุณสมบัติ ที่นำมาใช้เป็นสาเหตุได้ คือ การขาดจากการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งอาจเกิดจากการถูกลงมติขับ หรือการลาออกก็ได้ ซึ่งต้องนำหลักฐานมาแสดง” (ลิงก์บันทึก)

“ทำให้ถูกต้อง สามารถเปลี่ยนผู้สมัครได้ แต่จะได้เบอร์เดิมหรือไม่ แล้วแต่ กกต. กทม. ที่จะมีความเห็น แต่หากทำผิดกฎหมายผู้สมัครรายอื่นในเขตเลือกตั้ง สามารถฟ้องว่า การรับสมัครเป็นไปโดยมิชอบได้” อดีต กกต. ระบุ

โคแฟคตรวจสอบ

มาตรา 50 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ระบุว่า 

“เมื่อผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งได้ออกหลักฐานการรับสมัครรับเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครตามมาตรา 46 แล้ว ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจะถอนการสมัครหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้เฉพาะกรณีผู้สมัครตายหรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทำก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด”

สมชัยให้ความเห็นกับโคแฟคว่า บุญฤทธิ์ไม่เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด 

มาตรา 42  ของ พ.ร.ป. การเลือกตั้ง สส. กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส. ไว้ทั้งหมด 21 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ “เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุด” ว่ากระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งคดีของบุญฤทธิ์อยู่ในขั้นถูกออกหมายจับของตำรวจเท่านั้น

ส่วนการเปลี่ยนแปลงผู้สมัครด้วยเหตุ “ขาดคุณสมบัติ” จากการลาออกหรือถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น สมชัยมองว่า แม้จะใช้เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้ แต่ก็อาจเกิดคำถามว่าการลาออกหรือถูกขับออกจากพรรคภายหลังจากที่การรับสมัครเสร็จสิ้นแล้ว เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 50 หรือไม่

“เรื่องนี้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) จะต้องวินิจฉัยว่าจะยอมให้เปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้หรือไม่ ซึ่งต้องระมัดระวังมากเพราะอาจมีผู้สมัครคนอื่นร้องเรียน กกต. ว่าดำเนินการรับสมัครโดยมิชอบได้” สมชัยกล่าว

ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์  แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม. เห็นตรงกับสมชัยว่าผู้สมัครคนดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามเนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เขาเห็นว่าหากลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนแล้วก็ถือว่าขาดคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. เรื่องการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่ง ผอ.กกต.กทม. เห็นว่าเป็นเหตุให้เปลี่ยนตัวผู้สมัครได้ตามมาตรา 50

ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 93 ระบุว่า ในกรณีที่พรรคการเมืองประสงค์จะถอนการสมัครรับเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัคร ผู้สมัครที่มาแทนจะต้องยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมด้วยเอกสาร หลักฐานและหนังสือขอถอนการสมัครรับเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้งต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตก่อนการปิดรับสมัคร คือ ภายในเวลา 16.30 น. ของวันที่ 31 ธ.ค. 

อย่างไรก็ตามว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์กล่าวว่า กกต. กทม. จะต้องพิจารณาเอกสารและหลักฐานจากพรรคประชาชนโดยละเอียดอีกครั้งว่าให้เหตุผลการขอเปลี่ยนตัวผู้สมัครว่าอย่างไร ขั้นตอนการส่งชื่อผู้สมัครคนใหม่มาแทนเป็นไปตาม พ.ร.ป. และระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. หรือไม่

เวลาประมาณ 17.00 น. เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่าสมาชิกพรรคประชาชน กทม. ได้จัดประชุมทำไพรมารีโหวตเพื่อคัดเลือกผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 เขตบางพลัด-บางกอกน้อย แทนที่ผู้สมัครเดิมที่โดนออกหมายจับคดีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและยาเสพติด โดยที่ประชุมมีมติรับรอง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีต สส. ให้เป็นว่าที่ผู้สมัครด้วยคะแนน 88-0

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย 

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

โฆษกภูมิใจไทยระบุ นโยบาย “รั้วของชาติ” รวมถึงการสร้างกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อนุทินประกาศนโยบายสร้างกำแพงชายแดน 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเป็นจริง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวเด็ดคลิปดัง” โพสต์ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ฝังข้อความว่า “อนุทินประกาศนโยบายสร้างกำแพงชายแดน เปิดรับทหารอาสา 1 แสนนาย รับราชการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท” และให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคอมเมนต์ว่า

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศนโยบายพรรคภูมิใจไทย สร้างกำแพงความมั่นคง ปกป้องคนไทยจากภัยคุกคาม สกัดลักลอบนำเข้า เปิดรับสมัครทหารอาสา 1 แสนนาย เปลี่ยนจากทหารเกณฑ์ เป็นทหารอาสา เพื่อให้ได้คนที่เต็มใจเข้ามาปกป้องประเทศ รับราชการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท พร้อมจะได้รับการฝึกทักษะ อาชีพ และมีโอกาสเติบโตในอาชีพทหารต่อไป ประเทศไทยจะมีกำลังพลและกองทัพที่เข้มแข็ง” (ลิงก์บันทึก)

เนื้อหาที่เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวเด็ดคลิปดัง” เผยแพร่เป็นข้อความเดียวกับรายงานข่าวที่เพจเฟซบุ๊ก “เนชั่นสุดสัปดาห์ Nation Weekend” โพสต์ก่อนหน้าราวหนึ่งชั่วโมง ซึ่งถูกแชร์ไปมากกว่า 1,300 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นเกือบ 5,000 ครั้ง ส่วนใหญ่สนับสนุนการสร้างกำแพงที่ชายแดนไทย-กัมพูชา (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 24 ธ.ค. พรรคภูมิใจไทยจัดงานแถลงนโยบายเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง ในส่วนของนโยบายด้านความมั่นคง อนุทินกล่าวถึงการสร้าง “รั้วของชาติ” ว่า

“เดินไปไหนคนไทยบอกว่าเมื่อไหร่จะสร้างรั้ว พรรคภูมิใจไทยสร้างรั้วแน่นอนครับ แต่เป็นรั้วของชาติ รั้วที่จะทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยให้กับชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคน เราจะสร้างรั้วของชาติที่เป็นรั้วที่ป้องกันภัยครบทุกด้าน ทั้งภัยด้านการทหาร ภัยสงคราม ภัยยาเสพติด ภัยจากการลักลอบขนของเถื่อน ภัยจากการแอบนำพืชผลการเกษตรที่ไม่ได้ปลูกในไทยเข้ามาแล้วทำให้ราคาพืชผลการเกษตรของเราตกต่ำ ภัยจากแรงงานเถื่อน นอกจากนี้เราจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศของเราที่เราจะป้องกันอาชญากรรมต่าง ๆ ทั้งเครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโนและทุนเทา…เราจะสร้างรั้วเพื่อปกป้องประเทศจากสิ่งเหล่านี้”

หากฟังเฉพาะถ้อยคำในการแถลงนโยบายจะเห็นได้ว่าอนุทินไม่ได้ใช้คำว่า “สร้างกำแพง” แต่ใช้คำว่า “รั้วของชาติ” ในเชิงเปรียบเปรยว่านโยบายด้านความมั่นคงของพรรคเสมือนการสร้างรั้วป้องกันประเทศและคนไทยจากภัยความมั่นคง โดยไม่ได้พูดเฉพาะเจาะจงถึงการสร้างกำแพงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม วันที่ 27 ธ.ค. เพจเฟซบุ๊กทางการของพรรคภูมิใจไทยได้เผยแพร่คลิปวิดีโอสั้นคำแถลงนโยบายด้านความมั่นคงของอนุทินพร้อมคำบรรยายว่า ภูมิใจไทยมีนโยบาย “สร้างกำแพงป้องกันภัยรุกราน แรงงานเถื่อน ยาเสพติด สินค้าเกษตรข้ามแดนผิดกฎหมาย”

โคแฟคสอบถามความชัดเจนจากแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทยว่านโยบายรั้วของชาติที่อนุทินกล่าวบนเวทีแถลงนโยบายนั้นหมายถึงการก่อสร้างกำแพงทางกายภาพบริเวณชายแดนด้วยหรือไม่

โฆษกภูมิใจไทยอธิบายว่าพรรคเลือกใช้คำว่า “รั้ว” และ “กำแพง” ในความหมายเดียวกันคือหมายถึงสิ่งที่ป้องกันประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการสร้างกำแพงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหรือจุดอื่น ๆ ที่มีปัญหา ซึ่งปัจจุบันก็มีการก่อสร้างแล้วในหลายพื้นที่ 

“เราพูดถึงกำแพงทั้งในเชิงกายภาพ และการใช้เทคโนโลยีทางการทหารและความมั่นคงในการตรวจจับภัยคุกคามตามแนวชายแดน” โฆษกภูมิใจไทยระบุ

📌 ข้อสรุปโคแฟค: อนุทินไม่ได้ระบุชัดในเวทีแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ว่าพรรคมีนโยบายสร้างกำแพงที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เปรียบนโยบายด้านความมั่นคงของภูมิใจไทยว่าเป็นการสร้าง “รั้วของชาติ”

ต่อมาทางพรรคได้สื่อสารนโยบายนี้โดยใช้คำว่า “สร้างกำแพงเพื่อป้องกันภัยรุกราน” ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของโฆษกพรรคว่า “รั้วของชาติ” และ “กำแพง” มีความหมายเดียวกันคือนโยบายปกป้องประเทศจากภัยคุกคามในทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการสร้างกำแพงตามแนวชายแดน การใช้เทคโนโลยีและมาตรการอื่น ๆ ด้วย

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 27 ธันวาคม 2568

สว.อังคณาระบุมีชาวกัมพูชา 750,000 คน ได้รับผลกระทบจากการสู้รบกับไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5w9dxp3iwcbl


ปธน. สี จิ้นผิง กล่าวว่าวิธีหยุดนักการเมืองทุจริตคือต้องประหารเท่านั้น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1klgeczh82ft


พบโดรนบินว่อน ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/6bhmwiz6b2sk


คลิปเครื่องบิน F-16 ของไทยบินผาดโผนหลังทิ้งระเบิดโจมตีกัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3hgj3f9o97hjg


กรมอุทยานฯ มอบของขวัญสุดพิเศษ ฟรีค่าบริการผ่านเข้าอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ต้อนรับปีใหม่ 2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1qz8osu3g9mn5


มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน – นครราชสีมา เปิดวิ่งฟรี 7 ด่าน เริ่ม 26 ธันวาคมนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/13tygvhzq2hqq


6 สายการบิน มอบของขวัญปีใหม่ ลดค่าตั๋วทันที 30% กว่า 200 เที่ยวบิน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/a2707mgf7f86


ตู้โชว์กระจกของชนิด “เทมเปอร์” แตกเอง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1eu6t6u08clnh


ขึ้นทางด่วนฟรี 7 วัน! ช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 30 ธ.ค. 2568 – วันที่ 5 ม.ค.2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fklgry34ja4j