ภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพการสู้รบในตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิหร่านจมเรือรบสหรัฐอเมริกา

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปจากเกม War Thunder 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 2 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “แก่ พาเพลิน” โพสต์คลิปวิดีโอเรือรบยิงต่อสู้กัน ฝังข้อความว่า “ด่วน อิหร่านทำลายเรือรบสหรัฐจมแล้ว” คลิปนี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 16 มี.ค.และมียอดรับชมมากถึง 6 แสนครั้ง และยอดแชร์ราว 250 ครั้ง  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 ในช่องยูทูบ “Creator Comparison 3” ตั้งชื่อคลิปว่า USS Alaska Exchanges Massive Sea Firepower โดยระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นคลิปจากวิดีโอเกม War Thunder ที่นำมาเผยแพร่เพื่อความบันเทิงเท่านั้น และจากการตรวจสอบสื่อต่างประเทศก็ไม่พบรายงานข่าวว่าอิหร่านจมเรือรบของสหรัฐฯ

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยอ้างเท็จว่าอิหร่านทำลายเรือรบสหรัฐฯ (ซ้าย) กับภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบของ “Creator Comparison 3”

ℹ️ข้อสังเกตโคแฟค: ตั้งแต่อิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มสู้รบกันเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งมักนำภาพจากวิดีโอเกมที่เผยแพร่โดยเกมเมอร์ เช่น War Thunder และ Arma 3 มาประกอบข้อความและแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นภาพเหตุการณ์จริงในวิกฤตตะวันออกกลาง 

คลิปที่โคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ได้แก่

▪️ 4 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จ่าตี้ ขี้ไก่ซิ่ง” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 17 วินาที เป็นคลิปเรือรบระดมยิงใส่เครื่องบินรบจนเกิดไฟลุกท่วมและร่วงตกสู่ทะเล มีข้อความฝังในคลิปว่า “เก่งแค่ไหนก็ไปไม่รอด” และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นภาพจากการสู้รบในตะวันออกกลางปัจจุบัน ประกอบรูปธงชาติอิสราเอล สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ณ วันที่ 16 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 3.8 แสนครั้ง และแชร์ต่อ 40 ครั้ง 

จากการตรวจสอบพบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 โดยเพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” ซึ่งเป็นช่องที่ทำคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการเล่นวิดีโอเกม ตั้งชื่อคลิปว่า US Navy Auto-Defense vs Incoming Jet! โดยระบุชัดเจนว่าเป็นคลิปจากเกม War Thunder

▪️6 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จ่าตี้ ขี้ไก่ซิ่ง” และอินสตาแกรม “beer_jankaljang” โพสต์คลิปวิดีโอฝูงโดรนพลีชีพพุ่งโจมตีอาคารบ้านเรือนจนเกิดระเบิดและไฟไหม้ลุกท่วม โดยใส่ข้อความและติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ในสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เคยเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569  

เปรียบเทียบภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” โพสต์เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 (ซ้าย) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในไทยนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการโจมตีในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง

ภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นฝูงโดรนพลีชีพในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปฝูงโดรนพลีชีพโจมตีบ้านเรือนในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปวิดีโอจากเกม War Thunder 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงเดือน มี.ค. 2569 มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งในไทยและต่างประเทศ โพสต์คลิปวิดีโอฝูงโดรนพลีชีพพุ่งโจมตีอาคารบ้านเรือนจนเกิดระเบิดและไฟไหม้ลุกท่วม โดยใส่ข้อความและติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ในสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล 

🔎โคแฟคตรวจสอบ: คลิปนี้เป็นภาพจากวิดีโอเกมที่เคยเผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 พร้อมคำบรรยายว่า “โดรนหลายร้อยลำรุมโจมตีเป้าหมาย”

เพจเฟซบุ๊กนี้เป็นของเกมเมอร์ชาวบังกลาเทศที่มีผู้ติดตามกว่า 6.5 ล้านบัญชีที่มักโพสต์คลิปจากวิดีโอเกม โดยเจ้าของบัญชีระบุชัดว่าคลิปนี้มาจากเกม War Thunder

เปรียบเทียบภาพจากวิดีโอเกม War Thunder ที่เพจเฟซบุ๊ก “MissKitty Gametube” โพสต์เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 (ซ้าย) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในไทยนำมาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการโจมตีในการสู้รบที่ตะวันออกกลาง

‘Fact – Check’แล้วไงต่อ? ย้อนดูตัวอย่าง5ข่าวเท็จ-บิดเบือน ตรวจสอบแล้วแต่แพลตฟอร์มยังไม่ลบ-แจ้งเตือน

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ บทความนี้สืบค้นข้อมูลและเขียนขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. 2569 ซึ่งหลังจากนี้รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่ Link ของโพสต์ที่ระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนซึ่งนำมาอ้างอิง ผู้เขียนมิได้มีเจตนาจะทำให้มีการเข้าไปกดติดตามมากขึ้น แต่ต้องการแจ้งให้ผู้ดูแลแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทราบและดำเนินการนำออกจากระบบหรือติดข้อความแจ้งเตือนให้ชัดเจน รวมถึงคาดหวังให้ผู้โพสต์ภาพหรือคลิปวิดีโอเท็จหรือบิดเบือนเหล่านี้อาจนำออกจากระบบด้วยตนเองโดยสมัครใจ

ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จนถึงต้นปี 2569 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนจนกลายเป็นการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาถึง 2 ระลอก (24 – 28 ก.ค. และ 7 – 27 ธ.ค. 2568) , ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่สร้างความเสียหายรุนแรงคือเหตุการณ์ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา , การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นต้น 

ในช่วงสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ ย่อมมีผู้ไม่ประสงค์ดีฉกฉวยสถานการณ์สร้างข่าวปลอม ข้อมูลบิด เป็นจำนวนมหาศาล และเป็นที่น่าสังเกตว่า หลายเรื่องแม้จะตรวจสอบแล้วว่าเท็จแต่ก็ยังอยู่ในระบบของแพลตฟอร์ม ทั้งโพสต์ดั้งเดิมที่เคยหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ โพสต์ๆ อื่นๆ ที่แชร์ข้อความ ภาพหรือคลิปวิดีโอเนื้อหาเดียวกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ตลอดจนเนื้อหาปลอมที่ตรวจสอบไปแล้วแต่ก็ยังคงถูกนำมาแชร์วนซ้ำ โดยผู้เขียนจะขอหยิบยกบางตัวอย่างมานำเสนอในที่นี้

ภาพที่ 1 : คลิปวิดีโออ้างเท็จว่าเป็นคลิปสร้างกำแพงชายแดนไทย – กัมพูชา , (บน) คลิปอ้างเท็จโดยบัญชีเฟซบุ๊ก “Ornrapim PNi Kongcharond”โพสต์เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 แต่ ณวันที่ 7 มี.ค. 2569 ยังสามารถเข้าถึงได้ , (ล่างซ้าย) คลิปต้นฉบับจากเพจเฟซบุ๊ก “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” โพสต์วันที่ 22 ก.ย. 2569 ซึ่งโคแฟคสอบถามได้ความว่าเป็นงานรับจ้างลูกค้าใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา , (ขวาล่าง) เพจ “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” ได้แชร์โพสต์จากเพจเฟซบุ๊กของโคแฟค พร้อมยืนยันว่าคลิปของตนถูกนำไปอ้างในลักษณะเป็นข่าวปลอม
Link คลิปอ้างเท็จ :https://web.facebook.com/watch/?v=817342991010274
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-30092025/

– คลิปอ้างเท็จเรื่องสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย – กัมพูชา : ในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมากคือ “การสร้างรั้วหรือกำแพงตลอดแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ” และที่ผ่านมาก็มีภาพหรือคลิปวิดีโอจากเหตุการณ์อื่นๆ ที่ถูกนำมาอ้างว่าทางการไทยเริ่มสร้างกำแพงแล้ว ดังตัวอย่างนี้ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปรับงานสร้างกำแพงคันดินให้ลูกค้าในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โพสต์เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2568 ถูกนำไปโพสต์ซ้ำโดยบัญชีเฟซบุ๊ก “Ornrapim PNi Kongcharond” เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568 อ้างว่าเป็นการสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชา 

ซึ่งแม้จะมีการตรวจสอบและเผยแพร่รายงานไปแล้ว รวมถึงเพจเฟซบุ๊ก “เซฟ คมพิศิษฐ์ พี.เอส.ที. เอ็นจิเนียริ่ง” ที่เป็นเจ้าของคลิปต้นฉบับยังช่วยแชร์โพสต์ของโคแฟคเพื่อยืนยันว่าคลิปของตนถูกนำไปโพสต์ใหม่เป็นข่าวปลอม แต่ ณ วันที่ 7 มี.ค. 2569 คลิปอ้างเท็จเรื่องสร้างรั้วไทย – กัมพูชา ที่โพสต์โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “Ornrapim PNi Kongcharond” ก็ยังคงเข้าถึงได้และมียอดการรับชมแล้วกว่า 2.3 ล้านครั้ง โดยไม่ถูกนำออกจากระบบหรือติดข้อความแจ้งเตือนข้อเท็จจริง 

ภาพที่ 2 : (ซ้าย) คลิปอ้างเท็จในเฟซบุ๊กว่าเกิดน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันที่ 18 ธ.ค. 2568 , (ขวา) คลิปต้นฉบับถูกโพสต์ใน TikTok วันที่ 22 พ.ย. 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดน้ำท่วมขึ้นจริงในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ 
Link คลิปอ้างเท็จ :https://web.facebook.com/reel/1562203138439990
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ : https://blog.cofact.org/th/fact-check-southern-flood-22122025/

– คลิปอ้างเท็จว่าเกิดน้ำท่วมที่หาดใหญ่ วันที่ 18 ธ.ค. 256: ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นช่วงที่เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รายงาน เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ วันที่ 21 – 28 พ.ย. 2568 ว่า ได้ประเมินผลกระทบน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจภาคใต้ ทำให้สูญเสียรายได้ราว 15,700 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP) ของประเทศ ซึ่งผลเสียหายนี้จะหนักสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 จนถึงไตรมาส 1 ปี 2569

ซึ่งในเวลาต่อมา บัญชีเฟซบุ๊ก “ช่างอัทนาปด อู่กาย ออโต้เซอร์วิส ตรัง” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วม แล้วฝังข้อความในคลิปอ้างว่าน้ำมาอีกแล้วที่หาดใหญ่ ในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 แต่เมื่อโคแฟคตรวจสอบก็พบว่า คลิปเดียวกันกูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 โดยบัญชี TikTok “daina.05” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หาดใหญ่กำลังเผชิญกับน้ำท่วม และเมื่อตรวจสอบด้วย Google Street View ก็ยืนยันได้ว่าคลิปนี้ถ่ายในพื้นที่ อ.หาดใหญ่จริงๆ 

อีกทั้งเมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ก็ได้รับคำยืนยันว่าในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 ไม่ได้มีเหตุน้ำท่วมอย่างที่ปรากฏในคลิปวิดีโอที่ถูกนำมากล่าวอ้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านมากว่า 2 เดือนแล้ว คลิปอ้างเท็จที่โพสต์โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “ช่างอัทนาปด อู่กาย ออโต้เซอร์วิส ตรัง” ก็ยังไม่ถูกนำออกจากระบบหรือติดเครื่องหมายแจ้งเตือน

ภาพที่ 3 (4 ภาพเล็กด้านซ้าย) คลิปวิดีโอบิดเบือนข้อมูล อ้าง สว.อังคณา นีละไพจิตร ออกมาแสดงความเห็นว่า ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ส่งผลให้ครอบครัวชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องกลายเป็นหม้ายและมีประชาชนชาวกัมพูชาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นกว่า 750,000 คน , (ภาพใหญ่ด้านขวา) โพสต์จากบัญชีเฟซบุ๊กของ สว.อังคณา แชร์ข่าวของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่ระบุว่า ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ประชาชนประมาณ 750,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในพื้นที่ชายแดน โดยเป็นการกล่าวรวมๆ ไม่ได้เน้นว่าเป็นประชาชนสัญชาติใด 
Link คลิปอ้างบิดเบือน :https://web.facebook.com/share/r/1CBjuwQhHX/
อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-24122025/

– คลิปอ้างอย่างบิดเบือนว่า สว.อังคณา กล่าวถึงชาวกัมพูชา 750,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นจากความขัดแย้งชายแดนกับไทย : วันที่ 21 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยกับกัมพูชากำลังสู้รบทางทหาร (วันที่7 – 27 ธ.ค. 2568) เพจเฟซบุ๊ก “ของดีน่าซื้อ” โพสต์คลิปวิดีโอระบุว่า อังคณา นีละไพจิตรสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ทำให้ให้ครอบครัวชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องกลายเป็นหม้ายและมีประชาชนชาวกัมพูชาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นกว่า 750,000 คน

แต่หากไล่ดูโพสต์จากบัญชีเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” จะพบว่า ในวันที่ 18 ธ.ค. 2568 สว.อังคณา ได้แชร์ข่าวจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่ทาง OHCHR ได้ประเมินว่า ความขัดแย้งนี้ทำให้ประชาชนประมาณ 750,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในพื้นที่ชายแดน โดยไม่ได้ระบุเป็นการเฉพาะว่าหมายถึงประชาขนสัญชาติใด ซึ่ง ณ วันที่ 7 มี.ค. 2569 คลิปบิดเบือนนี้ยังสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีการแจ้งเตือนจากแพลตฟอร์ม โดยมียอดการรับชมมากกว่า 5.2 แสนครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 670 ครั้ง

ภาพที่ (ซ้ายบนและซ้ายล่าง) คลิปวิดีโออ้างบิดเบือน รังสิมันต์ โรม เสนอให้บัตรประชาชนพิเศษกับคนต่างด้าวเพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง เผยแพร่ช่วงเดือน ม.ค.  ก.พ. 2569 , (ขวา) คลิปเต็มการแถลงข่าว วันที่ 25 เม.ย. 2567 ซึ่ง รังสิมันต์ โรมอธิบายเรื่องการออกบัตรประชาชนพิเศษว่าไม่ใช่การให้สถานะความเป็นคนไทย แต่เพื่อนำบุคคลที่หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมาเข้ามาสู่ระบบติดตามตรวจสอบของไทย 

Link คลิปอ้างบิดเบือน 

https://web.facebook.com/watch/?v=1406383164432227

https://www.instagram.com/reel/DUM39ZlDBT1

https://www.tiktok.com/@thailove2566/video/7601761663515217173

https://web.facebook.com/share/p/1ZvTQmXkAk

อ่านรายงานการตรวจสอบได้ที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/political-fact-check-24022026/

– คลิปอ้างบิดเบือน รังสิมันต์ โรม เสนอออกบัตรประชาชนพิเศษให้ต่างด้าวเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะเป็นฐานเสียงทางการเมือง : ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์2569 ซึ่งเป็นช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พบคลิปวิดีโอสั้นถูกเผยแพร่บนเฟซบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์อีกหลายแพลตฟอร์ม เป็นคลิปที่ รังสิมันต์ โรม นักการเมืองจากพรรคประชาชน เสนอว่าการออกบัตรประชาชนรหัสพิเศษเป็นหนึ่งในมาตรการที่ควรนำมาใช้ในการติดตามตรวจสอบผู้หนีภัยความไม่สงบในเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย ฝังข้อความในคลิปว่า “จะให้พม่าตั้งชื่อนามสกุลวันเดือนปีเกิดเองแล้วให้บัตรประชาชนพิเศษเลยเพื่อให้ต่างด้าวเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องขออนุญาต” 

ซึ่งคลิปเก่าที่สุดเท่าที่สืบค้นได้ ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 โดยบัญชีเฟซบุ๊ก “ชุ๊น อัพเดท’ มีการติด “#พรรคเพื่อพม่าและเขมร #ฐานเสียงชั้นดี”แม้ในคลิปจะได้ยินเสียงรังสิมันต์กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ไม่ใช่การให้สถานะเป็นประชาชนชาวไทย”ก็ตาม โดยโคแฟคตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 ขณะนั้น รังสิมันต์ โรม เป็น สส. พรรคก้าวไกล และเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวเรื่องข้อเสนอในการรับมือสถานการณ์การสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมียนมา  


ภาพที่ 5 : (ภาพซ้ายสุด) เพจ “ศธ.360 องศา” ของกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงโพสต์อ้าง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ กล่าวว่า “สะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน ถูกเผยแพร่และแชร์จำนวนมาก” เป็นข่าวปลอม เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 แต่หลังจากนั้นก็ยังคงพบโพสต์บิดเบือนด้วยข้อความเดียวกันปรากฏทั้งในเฟซบุ๊กและแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ (3 ภาพนับจากขวามาซ้าย)
Link โพสต์อ้างบิดเบือน : 
https://www.youtube.com/shorts/YUwbx9h4y6Y 
https://web.facebook.com/share/p/176et3n6ui/ 
https://x.com/chanuttharu/status/2026844940912021608
อ่านรายงานการตรวจสอบที่นี่ :https://blog.cofact.org/th/fact-check-thai-cambodia-01032026/

– โพสต์อ้าง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ ระบุสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน ถูกเผยแพร่และแชร์จำนวนมาก หลังกระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 : ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผู้เขียนพบการแชร์ภาพของ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับข้อความบรรยายว่า “สะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ พวกเขาน่าสงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน” เผยแพร่ในหลายแพลตฟอร์มทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบและ X 

ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวถูกเผยแพร่ช่วงเดียวกับที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียน ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาวว่าด้วยสิทธิเด็กที่รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ

เบื้องต้นผู้เขียนตรวจสอบจากข้อความข้างต้น พบว่าเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ซึ่งขณะนั้นเกิดกรณีนักเรียนชาวกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และกำลังจะถูกส่งกลับ โดยเว็บไซต์ ศธ. 360 องศา ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานความเห็นของนฤมลต่อกรณีดังกล่าวว่า ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปี ซึ่งถือเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกันที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก 

หากตอบในฐานะ รมว.ศธ. ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้ด้วย รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

นฤมลยังกล่าวด้วยว่า จากรายงานของ กพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าวพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย โดยจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ต้นว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้หากจะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายใหม่ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็พร้อมจะดูแลเด็ก ทั้งนี้ อยากจะขอให้คนไทยทุกคนแยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรมด้วย ซึ่งจะเห็นว่า ไม่ใช่ข้อความลักษณะเดียวกับที่โพสต์บิดเบือนกล่าวอ้าง

ทีมงานโคแฟคยังได้สอบถามไปยังว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ได้รับคำยืนยันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อตามข้อความที่ถูกนำไปอ้างอย่างบิดเบือนข้างต้นแต่อย่างใด อีกทั้งก่อนหน้านั้น ในวันที่ 24 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” ได้นำภาพของ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมข้อความที่โคแฟคนำมาตรวจสอบนี้ ติดสัญลักษณ์ “ข่าวปลอม” แต่จนถึงวันที่ 7 มี.ค. 2569 ที่ผู้เขียนลงมือเขียนบทความนี้ ก็ยังสามารถพบเห็นภาพและข้อความบิดเบือนที่อ้างว่า รมว.ศธ. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นผู้กล่าว อยู่ในระบบของหลายแพลตฟอร์มโดยไม่มีการติดสัญลักษณ์แจ้งเตือนหรือนำออก

ทั้ง 5 เรื่องนี้เป็นตัวอย่างข่าวลวง  ข้อมูลบิดเบือนที่ผู้เขียนเลือกย้อนกลับไปตรวจสอบว่าเมื่อมีการเผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วมีการตอบสนองจากผู้โพสต์หรือแชร์ ตลอดจนแพลตฟอร์มหรือไม่ (เช่น นำออกจากระบบหรือติดสัญลักษณ์คำเตือน) แต่ในความเป็นจริงยังพบอีกเป็นจำนวนมากที่แม้จะตรวจสอบแล้วแต่ก็ไมได้มีการลบหรือแก้ไขใดๆ ดังนั้นก็ต้องฝากไปถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ทุกเจ้า ขอให้เอาจริงเอาจังกับการ ลดมลภาวะจากข้อมูลเท็จ – บิดเบือน” เพื่อให้ผู้รับสารได้อยู่ใน ภาพแวดล้อมของข้อมูลข่าวสารที่มีสุขภาวะ” ไม่ถูกยั่วยุหรือหลอกลวงจากข้อมูลเหล่านี้ให้เกิดความครียด กังวล ตื่นตระหนก หรือเกลียดชังแตกแยกกันในสังคม!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/business-voices/business-voices-2025-12.html (เสียงจากหาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วม : ธนาคารแห่งประเทศไทย 23 ธ.ค. 2568)https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/business-voices/business-voices-2025-12.html

คลิปอิสราเอลโจมตีเลบานอนเมื่อปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพโจมตีอิหร่านในสงครามตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอาคารในอิหร่านถูกโจมตีในสงครามตะวันออกกลาง  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีเลบานอนเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “อาเซ็นฟาร์ม” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 11 วินาที เป็นภาพสถานที่แห่งหนึ่งถูกโจมตี มีแรงระเบิดและกลุ่มควัน โดยระบุว่าอิหร่านถูกโจมตีอีกแล้ว ซึ่ง ณ วันที่ 12 มี.ค. 2569 คลิปดังกล่าวยังสามารถเข้าถึงได้ มียอดรับชมกว่า 9.5 หมื่นครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 โดยช่องยูทูบของสถานีโทรทัศน์ Al Mayadeen ของเลบานอน ซึ่งในรายงานข่าวระบุว่า อิสราเอลได้โจมตีเมือง Mahrouna และ Jbaa ทางภาคใต้ของเลบานอน ขณะที่บัญชี X ของสำนักข่าว Anadolu Agency (AA) ของตุรกี ซึ่งโพสต์คลิปดังกล่าวเช่นกันระบุว่า อิสราเอลโจมตี 2 หมู่บ้านในเลบานอน

รายงานบนเว็บไซต์ของสื่อตุรกีระบุว่าโฆษกกองทัพอิสราเอลแจ้งเตือนผู้อยู่อาศัยใน 4 เมืองของเลบานอน คือ Jbaa, Mahrouneh, Mjadel และ Baraachit อพยพก่อนการโจมตีในวันที่ 4 ธ.ค. 2568 จะเริ่มขึ้น โดยอิสราเอลอ้างว่าการโจมตีครั้งนี้เพื่อขัดขวางความพยายามของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในการกลับมาเคลื่อนไหวทางภาคใต้ของเลบานอน 

นอกจากผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยจะนำคลิปนี้มาอ้างเท็จว่าเป็นภาพอิหร่านถูกโจมตี ยังมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศอื่น ๆ นำไปอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์ในสงครามตะวันออกกลางด้วย เช่น ผู้ใช้ยูทูบรายหนึ่งอ้างว่าสถานที่ในคลิปเป็นอาคารที่ถูกอิหร่านโจมตี

โคแฟคเตือนภัย “FIMI” สงครามข้อมูลข้ามชาติ ปั่นหัวคนไทยให้รักให้แคลงใจในยุค AI ครองเมือง

10 มีนาคม 2569 รายการ โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าวEP.32” เจาะลึกประเด็นร้อน “สงครามข้อมูลตะวันออกกลาง” ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในสนามรบและในโลกดิจิทัลโดยผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า FIMI (Foreign Information Manipulation and Interference) หรือการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อครอบงำและแทรกแซงจากต่างชาติซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของประชาชนทั่วโลก

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดประเด็นว่า ในยุคที่ใครก็เป็นสื่อได้เพียงมีโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต สงครามข้อมูลได้ขยับจากการโฆษณาชวนเชื่อแบบเดิม เช่น ใบปลิว หรือวิทยุคลื่นสั้น เข้าสู่ยุคอัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถชี้นำและสร้างความปั่นป่วนในระดับสากล ปัจจุบันเสรีภาพสื่อในระดับโลกเริ่มสั่นคลอน แม้แต่ในประเทศตะวันตก ข้อมูลมักถูกกำหนดโดยกลุ่มผู้ถือครองแพลตฟอร์มและโมเดลภาษาขนาดใหญ่(LLM) ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่เป็นธรรมของข้อมูลหนักข้อขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือยูเครน ประชาชนจะเริ่มมึนงงว่าคลิปไหนจริงหรือเท็จ ซึ่งอาจนำไปสู่ความกังวลเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ง่ายขึ้น

กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาโคแฟค อธิบายความหมายของ FIMI หรือ “ฟีมี่” ให้เข้าใจง่ายว่า คือความพยายามของต่างชาติที่เข้ามาแทรกแซงผ่านช่องทางข้อมูลรูปแบบต่างๆ ทั้งเนื้อหาบิดเบือนหรือจริงบางส่วน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง โดยมีเจตนาทำให้กลุ่มเป้าหมายชอบหรือเกลียดประเทศใดประเทศหนึ่ง โจมตีนโยบาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม สิ่งที่ทำให้ FIMI ต่างจากข้อมูลเท็จทั่วไปคือ “กระบวนการที่มีการวางแผน” มีการประสานงานกันผ่านเครือข่ายบัญชีปลอมหรือบอต (Bot) จำนวนมากเพื่อปั่นข้อความให้กระจายไปสู่คนหมู่มากในเวลาอันรวดเร็ว

กุลชาดายกตัวอย่างความแนบเนียนในปัจจุบันว่า มีการใช้ AI สร้างภาพเหตุการณ์ถล่มพื้นที่ในอิสราเอล หรือภาพเด็กที่เป็นเหยื่อสงครามเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความกลัว รวมถึงการใช้ AI สร้างข่าวลือเรื่องการลอบสังหารผู้นำ เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับในประเทศไทยFIMI เคยเกิดขึ้นชัดเจนในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการสร้างเพจปลอมเลียนแบบสำนักข่าวหลักของไทย เพื่อปล่อยข่าวเท็จเรื่องการอพยพประชาชน 7 จังหวัด สร้างความตื่นตระหนกซึ่งภายหลังพบว่าบัญชีเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจากนอกประเทศ

สำหรับวิธีสังเกตเบื้องต้น กุลชาดายอมรับว่าทำได้ยากสำหรับประชาชนทั่วไป แต่ขอให้สังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น เพจที่ส่งข้อความแปลกๆ ดูไม่สมจริง หรือสร้างความตื่นตระหนกเกินเหตุหากพบข้อมูลที่น่าสงสัย สิ่งสำคัญคือ “ไม่ควรแชร์” และควรตรวจสอบกับสำนักข่าวหลักที่มีความน่าเชื่อถือ ขณะที่นางสาวสุภิญญาเสริมว่า ประชาชนต้องพยายามฝืนอัลกอริทึม ไม่ติดตามแต่เพจที่นำเสนอข้อมูลด้านเดียวที่ตรงกับความเชื่อตนเอง (Echo Chamber) เพื่อป้องกันคติยืนยัน (Confirmation Bias) และควรใช้เครื่องมือเช็กข้อจริงอย่าง COFACT หรือ Thai PBS Fact Check รวมถึงการกดรายงาน (Report) ต่อแพลตฟอร์มเมื่อพบข้อมูลที่ใช้ AI สร้างความเกลียดชัง

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมรายการเน้นย้ำว่าประชาชนไม่ควรฝากความหวังไว้ที่สื่อภาครัฐเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลจากทุกแหล่งต้องผ่านการตรวจสอบทั้งหมด การรับข้อมูลข่าวสารในยุคนี้จึงเหมือนกับการดูฉลากอาหารที่ต้องเช็กส่วนผสมและผู้ผลิตอย่างถี่ถ้วน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มลงทุนในการกลั่นกรองข้อมูลมากขึ้น และขอให้รัฐบาลเจาะลึกถึงการจัดการเนื้อหาที่ถูกจัดตั้งขึ้น (Coordinated Inauthentic Behavior) เพื่อไม่ให้ระบบนิเวศการสื่อสารของไทยถูกครอบงำโดยมหาอำนาจทางเทคโนโลยีหรือกลุ่มผลประโยชน์ข้ามชาติ

ภาพเรือบรรทุกน้ำมันชนกันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อปี 68 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุโจมตีเรือสหรัฐฯ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ ถูกโจมตี  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมันชนกันเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในตะวันออกกลางขณะนี้ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Ridwan Munoh” โพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเรือขนาดใหญ่เกิดเพลิงไหม้ ฝังข้อความในคลิปว่า “ก็บอกแล้วว่าอย่าผ่านมาแถวนี้” และมีข้อความบรรยายว่าเรือบรรทุกน้ำมันสหรัฐโดนโจมตี ณ วันที่ 11 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดการรับชมกว่า 32,000 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปวิดีโอรวมถึงภาพนิ่งที่ถูกอ้างถึงข้างต้น เคยถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2568 โดยสื่อ Daily Mirror ของอังกฤษซึ่งรายงานว่าเป็นอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ คือ MV Adalynn และ MV Front Eagle ชนกันที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะกำลังแล่นผ่านจุดพักเรือ Fakkan ใกล้กับเมือง Fujairah ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้  

มีการตั้งสมมติฐานว่าเรือที่เกิดอุบัติเหตุอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือมืด (Dark Fleets)” ที่ลักลอบขนส่งและซื้อขายน้ำมันกับประเทศที่ถูกคว่ำบาตร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลางระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งในเวลานั้นอิหร่านขู่ว่าอาจปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้เรือสินค้าแล่นผ่าน 

ยังมีสื่ออื่นๆ ที่รายงานข่าวเรือบรรทุกน้ำมันชนกันในครั้งนี้ โดยใช้คลิปวิดีโอหรือภาพประกอบจากคลิปเดียวกับ Daily Mirror เช่น Ukrainian Shipping Magazine สำนักข่าวของยูเครนที่นำเสนอเนื้อหาแวดวงการเดินเรือทั่วโลก และสำนักข่าว VTV ของเวียดนาม 

คลิปปล่อยจรวดของ SpaceX เมื่อปี 66 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์สู้รบในสงครามตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิหร่านปล่อยจรวดในสงครามตะวันออกกลาง 2026

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปการปล่อยจรวดของบริษัท SpaceX บริเวณชายแดนสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกเมื่อเดือน พ.ย. 2566 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Joexsalader” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวเกือบ 1 นาที เป็นภาพการปล่อยจรวดขนาดใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้า ฝังข้อความในคลิปว่า “อิหร่านเล่นของใหญ่” และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “เสี่ย แพท บาร์เบอร์” โพสต์คลิปเดียวกันนี้แต่ความยาว 16 วินาที ฝังข้อความในคลิปและติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน

🔎โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีผู้ใช้ X “Jona C.” เคยโพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2566 ความยาวกว่า 2 นาที ระบุว่าเป็นการปล่อยจรวดของยาน Starship ของบริษัท SpaceX โดยถ่ายจากเมือง Bagdad ในรัฐ Tamaulipas ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเม็กซิโก ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นทะเลทราย และอยู่ติดกับรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Starbase ฐานปล่อยจรวดของ SpaceX

SpaceX ซึ่งพัฒนาและทดสอบจรวดสำหรับเดินทางไปยังดวงจันทร์และดาวอังคาร เผยแพร่คลิปการปล่อยจรวด Starship ทางช่องยูทูบเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2566 โดยระบุว่าเป็นการทดสอบการปล่อยครั้งที่ 2 เพื่อเก็บข้อมูลเพื่อการพัฒนาขั้นต่อไป 

สื่อมวลชนหลายสำนัก เช่น Reuters และ CNN รายงานตรงกันว่า การปล่อยจรวดเกิดขึ้นในวันที่ 18 พ.ย. 2566 แม้ว่าการทดสอบครั้งนี้ จรวดจะขึ้นไปได้ไกลกว่าการทดสอบครั้งแรก แต่สุดท้ายก็เกิดระเบิดเหนืออ่าวเม็กซิโก ทำให้การทดสอบครั้งนี้ล้มเหลวและยุติลง

จากโลกจริงถึงออนไลน์ หลายสิ่งยังต้องปรับเพื่อให้ผู้หญิงเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมp

8 มี.ค. 2569 ที่ SCBX NEXT STAGE @NEXT TECH ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิฟรีดริช เนามัน ประเทศไทย (FNF Thailand) มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ (สกพ. หรือ IBHAP)และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)   ร่วมกันจัดเสวนาวิชาการวันสตรีสากล เรื่อง “Mrs.& Miss Information เรื่องเล่าที่หญิงเราควรรู้”

Screenshot

ดร.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องของผู้หญิงเป็นเรื่องของทุกคน แม้สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประมาณการว่าจะต้องใช้เวลาถึง 130 ปี ชายและหญิงจึงจะเท่าเทียมกันในทุกมิติ เราจึงไม่อาจปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นช้าๆ อย่างที่เป็นอยู่ได้  หากต้องการส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงให้มีบทบาทในการดูแลบ้านเมืองอย่างเต็มที่ สังคมต้องมีพื้นที่ปลอดภัย โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ครอบครัว ขณะนี้กำลังพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว จากเดิมที่เน้นการไกล่เกลี่ย แต่ต้องปรับการจัดการให้ผู้หญิงรอดพ้นจากสถานการณ์รุนแรงนั้นก่อน  เพื่อให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัย 2.สถานศึกษาและสถานที่ทำงาน  ที่มีความคิดว่าผู้หญิงยังไม่เติบโตอย่างเท่าเทียม นายจ้างบางรายอาจไม่ให้เกียรติหรือเหยียดเพศในบางตำแหน่ง แม้จะมีกฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมแต่ยังไม่เกิดผลในความเป็นจริงเนื่องจากอยู่ที่ทัศนคติ 3.โลกออนไลน์ ปัญหาการหลอกลวง เช่น มิจฉาชีพประเภทหลอกให้รัก (Romance Scam) หรือแม้กระทั่งปัญญาประดิษฐ์ที่พูดคุยโต้ตอบได้เหมือนมนุษย์ (AI Chatbot) ที่ถูกพัฒนาขึ้นจนทำให้ผู้หญิงตกหลุมรัก AI แล้วไม่อยากมีคนรักเป็นมนุษย์จริงๆ เป็นต้น 

สิ่งเหล่านี้เป็นภัยคุกคามผู้หญิงที่เราจะต้องช่วยกัน กฎหมายต้องออกมาคุ้มครองสวัสดิภาพ เพื่อให้ผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่บ้าน อยู่ที่ทำงาน อยู่โรงเรียน หรืออยู่ในโลกออนไลน์ ทุกคนต้องปลอดภัยมีความสุข และสามารถนำศักยภาพของเขามาใช้อย่างเต็มที่ดร.รัชดา กล่าว 

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เล่าย้อนไปในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งใน กสทช. ว่า ยุคนั้นมีประเด็นละครโทรทัศน์ที่ผลิตซ้ำความเชื่อที่มีผู้หญิงถูกกระทำ คือฉากที่พระเอกขืนใจนางเอกแล้วทำให้ทั้งสองคนรักกัน ซึ่งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนมาเรียกร้องให้ กสทช. กำกับดูแล เพราะในชีวิตจริงไม่มีทางที่ผู้หญิงจะรักผู้ชายที่ขืนใจตนเองได้ 

การเรียกร้องครั้งนั้นนำไปสู่การจัดวงพูดคุยกับผู้จัดละครและมีข้อถกเถียงกลับมาเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นเรื่องของความแตกต่างระหว่างช่วงวัย เช่น คนรุ่นก่อนตั้งคำถามว่าคิดมากเกินไปหรือไม่กับละครที่สร้างมาจากนิยายแนวประโลมโลก แต่คนรุ่นถัดมารับไม่ได้กับประเด็นดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ทำให้โฉมหน้าของละครไทยเปลี่ยนไปโดยละครที่มีเนื้อหาแบบนั้นคงไม่ได้รับความนิยมอีกแล้วในปัจจุบัน แต่ก็อาจมีเรื่องเล่าใหม่ๆ ที่สร้างอคติให้ต้องรื้อถอนกันต่อไป เช่น เสียงโต้แย้งที่ว่าผู้หญิงเรียกร้องสิทธิมากเกินไป ได้คืบจะเอาศอก เป็นต้น หรือในปัจจุบันที่โลกออนไลน์เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร มิติด้านเพศ (Gender Base) แทรกอยู่ในทุกมิติของการสื่อสาร ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมายเพราะอยู่ในระดับของวัฒนธรรม แต่สุดท้ายก็ต้องมีทางออกในเชิงระบบ เพราะถึงจุดหนึ่งเมื่อพยายามหักล้างข้อมูลลวงหรือมายาคติ แต่เนื้อหาที่ทำให้ผู้หญิงถูกด้อยค่าหรือทำให้ถูกกระทำความรุนแรงยังคงไหลเวียนในแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อินเตอร์เน็ตยังมีมุมมืดที่ผู้หญิงถูกคุกคามไม่ว่าด้วยเหตุผลด้านธุรกิจหรือความพึงพอใจ เช่น ภาพโป๊เปลือย เป็นต้น

จุดสมดุลระหว่างการที่เรายังให้ผู้หญิงและทุกเพศสภาพได้แสดงออกอย่างเต็มที่  แต่ขณะเดียวกันยังคงเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ละเมิดกันและกันจะอยู่ตรงไหน สุดท้ายบทบาทองแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหลายต้องเคารพหลักการนี้อย่างจริงจังและช่วยกันสร้างระบบนิเวศของโลกออนไลน์ที่ทำให้เรื่องเล่าเพื่องเสริมศักยภาพผู้หญิงให้เกิดขึ้นได้อย่างสมดุล ซึ่งต้องลงมือทำร่วมกัน สุภิญญากล่าว 

ชมพูนุท เฉลียวบุญ ผู้จัดการโครงการภูมิภาค Westminster Foundation For Democracy(WFD) กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่ให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งและลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรก ในปี 2476 มีผู้หญิงลงสมัคร 2 คน จากนั้นในปี 2492 จึงมีผู้หญิงคนแรกได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ สส. ในสภาฯ ขณะที่ในปัจจุบัน แม้จำนวน สส. หญิงจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 19 ของจำนวน สส. ทั้งหมดในสภาฯ แต่ก็ยังน้อยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่เรียกร้องกันว่าอย่างน้อยควรจะมีสัดส่วนที่ 1 ใน 3 ของสภาฯ สวนทางกับภาคธุรกิจที่มีผู้หญิงเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรอยู่เป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 42  

สาเหตุที่มี สส.หญิงเข้ามาในแวดวงการเมืองน้อย  เนื่องจากปัจจัยด้านสถาบันทางการเมืองตลอดจนสังคมและวัฒนธรรม เช่น ผู้ชายเป็นผู้นำได้ดีกว่าผู้หญิง ต้นทุนการลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้นทุนการดำรงตำแหน่ง พรรคการเมืองสนับสนุนนักการเมืองชายมากกว่า หรือมอบหมายให้ สส. หญิงในพรรคทำงานขับเคลื่อนประเด็นอื่นๆ มากกว่าประเด็นที่เกี่ยวกับผู้หญิง อีกทั้งผู้หญิงยังคงถูกคาดหวังว่าต้องมีบทบาทในการดูแลบ้านและครอบครัว รวมไปถึงมีปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์ 

จะเห็นว่าผู้หญิงที่เป็นผู้นำทางการเมืองหลายคนเมื่อออกมาเคลื่อนไหวประเด็นที่อ่อนไหว ประเด็นท้าทายต่อสังคม หรือตรวจสอบองค์กรสำคัญๆ มักจะโดนโจมตี หลายครั้งเป็นการโจมตีในเรื่องภาพลักษณ์ โจมตีโดยขุดเอาเรื่องส่วนตัวมาเปิดเผยในที่สาธารณะ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย โจมตีโดยการใช้ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือการใช้เทคนิคปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ต่างๆ ทำให้ต้องมาแก้ต่างเรื่องเหล่านี้แทนที่จะมุ่งเน้นประเด็นที่เรียกร้องหรือคลื่อนไหวชมพูนุท กล่าว

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาต กล่าวถึงประเด็นความรุนแรงในครอบครัว ว่า หากดูข้อมูลของศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข มีผู้เข้ารับบริการกว่าหมื่นรายต่อปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 90 เป็นผู้หญิง ขณะที่ตัวเลขของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีเป็นพันราย และตัวเลขการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเพียงหลักสิบหรือร้อยเท่านั้น ปัจจัยที่เห็นได้ชัด คือจำนวนพนักงานสอบสวนประจำมีตำรวจผู้หญิงน้อย และยังขาดห้องสอบสวนที่เป็นสัดส่วนที่ความคุ้มครองเรื่องความเป็นส่วนตัว และสำคัญที่สุดกฎหมายต้องถูกปรับเปลี่ยน 

Screenshot

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร และอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ความรุนแรงไม่ใช่เพียงการใช้กำลังทำร้ายหรือใช้คำพูดด่าทอกันเท่านั้น แม้กระทั่งความเงียบก็เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง เช่น ครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกันแต่ต่างฝ่ายเงียบใส่กัน นับเป็นความรุนแรงสำหรับเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวแบบนี้ หรือแม้กระทั่งคนทั่วไปที่เห็นคู่รักทะเลาะกันแล้วเพิกเฉย มองว่าเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในการเข้าไประงับเหตุ ก็เป็นความรุนแรงเช่นกัน 

ส่วนเรื่องที่สถิติความรุนแรงในครอบครัวมีน้อย มาจากความคิดเรื่องการรักษาหน้าตาทางสังคมหรือคิดว่าต้องอยู่ไปแบบทนเพื่อลูก โดยเฉพาะในคนรุ่นก่อนๆ ที่แม้ในความเป็นจริงจะไม่สามารถอยู่กับคู่สมรสได้แล้วก็ตามแต่ก็ไม่หย่าร้างเพราะกลัวอาย ทั้งที่ความเป็นครอบครัวไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่เริ่มมีการใช้ความรุนแรงแล้ว 

สำหรับเพศหญิงที่ไม่ได้ทำงาน ดูแลครอบครัวอย่างเดียว  โดยได้เงินจากสามีเท่านั้น นับว่าผู้หญิงสูญเสียอำนาจทางการเงิน (Financial Authority) จะขาดอำนาจการต่อรอง  ังนั้นอยากให้เพศหญิงระลึกไว้ว่าบางทีการตกเป็นเหยื่อเป็นทาง (Choice) ที่เราเลือกเอง เป็นมายาคติที่ทำให้ผู้หญิงเชื่อว่าต้องทนอยู่ไป เลิกไม่ได้ อาจารย์ตฤณห์ กล่าว 

วาเนสซา สไตน์เม็ทซ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฟรีดริชเนามัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันสตรีสากลไม่ใช่เพียงวันเฉลิมฉลอง แต่เป็นช่วงเวลาที่ควรระลึกถึง สิทธิเสรีภาพของผู้หญิงในทุกวันนี้ล้วนเกิดจากความพยายามของผู้หญิงในอดีต ที่ทำให้ผู้หญิงมีอิสรภาพมากขึ้น คือ 1.สิทธิในการเลือกตั้ง 2.การเข้าถึงยาคุมกำเนิด และ 3.การขับรถซึ่งหมายถึงอิสระในการเดินทาง ขณะที่ในปัจจุบัน การต่อสู้ของผู้หญิงอาจเปลี่ยนไปบ้าง เช่น การเรียกร้องความเท่าเทียมทางโอกาส ค่าจ้างและการสนับสนุนของครอบครัว แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในสังคมและการเมือง 

ผู้หญิงทุกคนควรที่จะยืนเคียงข้างกันและสนับสนุนกัน สร้างเครือข่ายและช่วยกันเปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วย เพราะความสำเร็จของผู้หญิงคนเดียวไม่เพียงพอ แต่ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการเข้าถึงโอกาสอย่างแท้จริง วาเนสซา กล่าว 

ผลิน เทพทัตต์ ผู้อำนวยการศูนย์การมีส่วนร่วมเยาวชน สกพ. ซึ่งมาเป็นตัวแทนของ Hnin Oo Wai (Research and communication intern at IBHAP foundation) กล่าวว่า คุณ Hnin Oo Wai เป็นชาวเมียนมา ปัจจุบันศึกษาระดับ ปริญญาโท ที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เติบโตมาในพื้นที่เล็กๆ ในเขตมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เล่าว่า การเป็นผู้หญิงทำให้ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดต้องเรียนหนังสือสูงๆ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ไม่สามารถช่วยงานที่บ้านได้  ผู้หญิงต้องแต่งงานและมีสามีคอยดูแล และแม้บางคนจะบอกว่าปัจจุบันผู้หญิงได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอหากผู้หญิงยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงโอกาส

Nann Legal and Human Rights Research, Assistant Intern at IBHAP Foundation กล่าวว่า ตนเองมาจากประเทศเมียนมา โดยขอเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เงิน ชื่อเสียง ความสำเร็จ อำนาจ หรือบ้านที่หรูหรา แต่สำหรับตนแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือความเมตตากรุณาและปัญญา 

ผู้หญิงถือครองบางอย่างที่ทรงพลังไม่แพ้กันคือความเมตตากรุณาและปัญญา ดิฉันนึกถึงคุณย่า ท่านไม่ได้สอนผ่านคำปราศรัยแต่สอนผ่านการเสียสละอย่างเงียบๆ ผ่านการอดทนและการดูแลเอาใจใส่ ท่านคือผู้รักษาสันติในครอบครัว ผู้เจรจาอย่างเงียบงัน ผู้พิทักษ์ความกลมเกลียว แม่ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ พวกเธอปกป้องดูแล อดทน พวกเธอมอบแสงสว่างโดยไม่เรียกร้องการยอมรับ หากผู้ชายมักได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในยามวิกฤติ ผู้หญิงก็คือรากฐานที่ทำให้สังคมไม่พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง Nann กล่าว 

Thu Zar Win Digital Peacebuilding & Conflict Analysis Intern Institute of Buddhist Management for Happiness and Peace Foundation ตัวแทนผู้หญิงชาวเมียนมาอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า ตนเติบโตในรัฐฉานเหนือ ประเทศเมียนมา ซึ่งต้องเผชิญกับการปกครองของทหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนมานานหลายปีโดยเฉพาะในชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งและการพลัดถิ่นต่อผู้หญิงในเมียนมา 

เนื่องในวันสตรีสากลขอยกย่องผู้หญิงชาวเมียนมาทุกคนที่ยังคงลุกขึ้นดูแลผู้อื่นและยืนหยัดต่อสู้แม้หลายครั้งจะเกิดขึ้นอย่างเงียบงันและมองไม่เห็น ขอส่งเสียงไม่ใช่เฉพาะเพื่อตนเองแต่เพื่อผู้หญิงอีกนับไม่ถ้วนที่เรื่องราวของพวกเธอถูกฝังอยู่ใต้เงาของความขัดแย้ง ความหวาดกลัวและการพลัดถิ่น เรื่องราวที่สมควรได้ยิน สมควรถูกจดจำและได้รับความเคารพ ความขัดแย้งได้พรากหลายสิ่งไปไม่ว่าจะเป็นบ้าน ความปลอดภัย ความมั่นคงในชีวิต อนาคตที่เคยจินตนาการไว้ 

วศินี พบูประภาพ ผู้สื่อข่าว BBC Thai และผู้แปลหนังสือ The Feminist City กล่าวถึงสิ่งที่ผู้เขียนหนังสือ The Feminist City ตั้งคำถามว่า ในเมืองที่มีประชากรครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิงและสาธารณูปโภคต่างๆ ก็มีผู้หญิงใช้บริการด้วย แต่ผู้หญิงกลับรู้สึกไม่สะดวกสบาย เพราะการออกแบบไม่ได้ผ่านสายตาหรือประสบการณ์ของผู้หญิง หรือหากมองในโลกออนไลน์ เช่น ค้นว่าใครคือนักกีฬาฟุตบอลที่ทำประตูในนามทีมชาติมากที่สุด ผลการค้นหาเบื้องต้นมักออกมาเป็นนักฟุคบอลเพศชายคือ คริสเตียโน โรนัลโด ที่ทำได้ 143 ประตูในนามทีมชาติโปรตุเกสในขณะที่นักฟุตบอลเพศหญิงอย่าง คริสติน ซินแคลร์ ที่ทำได้ 190 ประตูในนามทีมชาติแคนาดา มักไม่ค่อยปรากฏผลการค้นหาขึ้นมาเป็นลำดับแรกๆ ทั้งที่ทำสถิติได้สูงกว่า เว้นแต่จะต้องใส่คำค้นหาที่เจาะจงเพศสภาพด้วยว่าเป็นนักกีฬาฟุตบอลเพศหญิง

รวมถึงการมาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พบว่า เมื่อทดลองให้ AI สร้างรปภาพด้วยคำสั่ง “Housekeeper (พนักงานทำความสะอาด)” พบว่ามักได้เป็นภาพของผู้หญิง ซึ่งการทำงานของ AI นั้นอยู่บนฐานของข้อมูล (Data) ที่ถูกผลิตโดยผู้ใช้งานที่เป็นบุคคลหรือสถาบันใดๆ ก็ตามที่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง จึงเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่าข้อมูลที่คำนึงถึงมิติของผู้หญิง (Data Feminism)”มีกลุ่ม Correct the Internet ที่เฝ้าดูว่า AI ตอบเรื่องไหนเกี่ยวกับเรื่องเพศผิดบ้างแล้วรณรงค์ว่าหากค้นหาอะไรแล้วรู้ว่าคำตอบไม่ถูกต้องก็ให้รายงานเพื่อให้เกิดการแก้ไข”วศินีกล่าว

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

การคลอดลูกโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: การคลอดบุตรโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **สูตินรีแพทย์กล่าวว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่เป็นไปได้ยากที่จะไม่รู้ตัวเลยจนกว่าจะคลอดบุตร**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 13 ก.พ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Catdumb” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่าสองล้านบัญชี โพสต์ภาพและข่าวจากสำนักข่าวออนไลน์ในออสเตรเลียและอินเดียที่ระบุว่าหญิงชาวอังกฤษวัย 21 ปี รู้สึกปวดท้องรุนแรงจึงเดินทางไปโรงพยาบาลและพบว่าอาการดังกล่าวเป็นการเจ็บท้องคลอด ก่อนที่เธอจะให้กำเนิดลูกสาวน้ำหนักตัว 2.9 กก. ในเวลา 10 ชม. ต่อมา โดยที่เธอไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่ากำลังตั้งครรภ์ เนื้อหาข่าวระบุเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมาเธอใช้ยาคุมกำเนิดมาโดยตลอด และใช้ชีวิตปกติรวมทั้งเดินทางท่องเที่ยว ทำกิจกรรมผาดโผนรวมถึงดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ผศ.พญ. สุภาเพ็ญ เลิศวุฒิวิวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่ากรณีการคลอดบุตรโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตั้งครรภ์อย่างเช่นในกรณีนี้ “เป็นไปได้ยากมาก” เนื่องจากมารดาจะรู้สึกว่าลูกดิ้นเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ หรือถึงแม้จะเป็นการตั้งครรภ์แรกก็จะเริ่มรู้สึกได้ในช่วง 20-22 สัปดาห์ ในช่วงแรกอาจจะมีบางกรณีที่มารดาไม่รับรู้ถึงการดิ้น แต่เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีโอกาสต่ำมากที่มารดาจะไม่สามารถรับรู้ถึงการดิ้นของลูกในท้องได้เลย

งานวิจัยที่ศึกษาภาวะตั้งครรภ์ซ่อนเร้นหรือภาวะปฏิเสธการตั้งครรภ์ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2545 ระบุว่ามีโอกาส 1 ใน 500 ที่มารดาจะไม่รู้ตัวในช่วง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ และโอกาสจะลดต่ำลงเหลือ 1 ใน 2,500 ที่จะไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งครรภ์จนกว่าจะคลอดบุตร ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับความเห็นของผศ.พญ. สุภาเพ็ญ จึงสามารถสรุปได้ว่าการตั้งครรภ์โดยที่ไม่รู้ตัวนั้นเป็นไปได้ แต่การคลอดบุตรโดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตั้งครรภ์เลยนั้นมีโอกาสน้อยมาก

สว.อังคณาถูกปลอมประวัติในวิกิพีเดีย ใส่ข้อมูลเท็จว่าเกิดที่กัมพูชา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ประวัติ สว.อังคณา นีละไพจิตร ในเว็บไซต์วิกิพีเดียระบุว่าเกิดที่พนมเปญ ประเทศกัมพูชา

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จที่เกิดจากการเข้าไปแก้ไขข้อมูลในวิกิพีเดีย**   

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 9 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “หัวใจเดียวกัน หนึ่งเดียว” โพสต์ภาพอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นภาพที่ถูกดัดแปลงจากภาพจริง และภาพหน้าจอเว็บไซต์วิกิพีเดียที่ระบุว่าอังคณาเกิดที่จังหวัดพนมเปญ กัมพูชา ฝังข้อความว่า “อึ้งทั้งประเทศ ขุดประวัติ สว.อังคณา เกิดที่พนมเปญ เป็นเขมรโดยกำเนิด แล้วใครรองรับให้มาเป็น สว.ไทย” (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 2,700 ครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกว่า 13,000 ข้อความ ณ วันที่ 10 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ประวัติของ สว.อังคณาในวิกิพีเดียถูกปลอมแปลงให้เป็นเท็จมาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเมื่อเดือน พ.ค. 2568 เป็นต้นมา ข้อมูลที่แก้ไขให้เป็นเท็จมีทั้งสถานที่เกิด ประวัติการศึกษา คู่สมรส ประวัติการทำงาน รวมทั้งใส่ข้อความหยาบคายและดูหมิ่นศาสนา 

จากการตรวจสอบประวัติคำขอแก้ไขในวิกิพีเดียพบว่า ตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. 2569 มีการส่งคำขอแก้ไขประวัติอังคณาหลายครั้ง เช่น แก้ไขสถานที่เกิดเป็นจังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา  

แม้ภายหลังจะมีผู้เข้าไปแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากเว็บไซต์วิกิพีเดียสามารถเข้าไปดูประวัติการแก้ไขย้อนหลังได้ จึงมีผู้บันทึกภาพหน้าจอที่มีข้อมูลเท็จไปเผยแพร่ต่อในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทั้งติ๊กตอกและ X ทำให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ สว. อังคณาในวิกิพีเดียถูกเผยแพร่ไปในวงกว้างและยังคงเข้าถึงได้ในปัจจุบัน

วันที่ 8 มี.ค. 2569 อังคณาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” เกี่ยวกับการใส่ข้อมูลเท็จในวิกิพีเดียระลอกล่าสุดว่าเธอจะใช้สิทธิทางศาลดำเนินคดีหากผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาเท็จเพื่อสร้างความเกลียดชังยังไม่หยุดการกระทำนี้  

ก่อนหน้านี้โคแฟคเคยสัมภาษณ์ สว.อังคณาและสืบค้นประวัติชีวิตและการทำงานที่เผยแพร่โดยทั่วไปซึ่งยืนยันได้ว่า อังคณาเกิดที่เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ได้รับการศึกษาชั้นประถมและมัธยมจากโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ ธนบุรี ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และรับราชการเป็นพยาบาลวิชาชีพที่โรงพยาบาลศิริราช ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลังจากทนายสมชายผู้เป็นสามีถูกลักพาตัวและถูกบังคับสูญหาย 

อังคณาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งระเบียบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องล้วนกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

คลิปงานรำลึกวันประกาศอิสรภาพซีเรียเมื่อปี 68 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการเตรียมรบเต็มรูปแบบในสงครามโลกครั้งที่ 3

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารซีเรียเตรียมความพร้อมในการรบเต็มรูปแบบ สัญญาณสงครามโลกครั้งที่ 3

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปรำลึกวันประกาศอิสรภาพของซีเรียเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Nat Natty” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 34 วินาที เป็นภาพขบวนทัพของทหารซีเรียพร้อมอาวุธ มีชาวซีเรียยืนโบกธงชาติริมทาง ฝังข้อความในคลิปว่า “มันได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ เริ่มแล้วสงครามโลกครั้งที่ 3 ทางทหารซีเรียเตรียมความพร้อมในการรบเต็มรูปแบบ” ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 คลิปดังกล่าวมียอดรับชมกว่า 5.7 หมื่นครั้ง และแชร์มากกว่า 50 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเดียวกันเคยถูกโพสต์ในช่องยูทูบ “Syrianarabnewsagency” ของสำนักข่าว SANA สื่อของทางการซีเรีย เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 โดยเป็นคลิปความยาว 50 วินาที บรรยายใต้คลิปเป็นภาษาอาหรับแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ภาพบรรยากาศจากขบวนพาเหรดทางทหารที่จัดโดยกระทรวงกลาโหมในเมืองอเลปโป เพื่อรำลึกถึงวันครบรอบการประกาศอิสรภาพ 

สำนักข่าว SANA รายงานเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 ว่า งานรำลึกถึงวันครบรอบการประกาศอิสรภาพจัดขึ้นทั่วประเทศซีเรียเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2568

คลิปวิดีโอเกม ARMA 3 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการสู้รบระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓  เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเครื่องบินรบบินหลบกระสุนปืนต่อสู้อากาศยานในการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปจากวิดีโอเกม ARMA 3 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Olukas021” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1 นาที เป็นคลิปเครื่องบินรบพยายามบินหลบกระสุนจากปืนต่อสู้อากาศยาน ฝังข้อความ “Israel vs Iran” พร้อมอิโมจิธงชาติของสองประเทศ  คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 2.7 ล้านครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 560 ครั้ง ณ วันที่ 9 มี.ค. 2569 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเดียวกันเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 ในช่องยูทูบ “Compared Comparison” โดยตั้งชื่อคลิปว่า “F-16 Fighter Jet ALMOST SHOT DOWN! – Military Simulation – ArmA 3” ซึ่ง ArmA 3 นั้นเป็นวิดีโอเกมแนวจำลองการทำสงครามแบบเสมือนจริง (Military Simulation)