‘บิดเบือน – คลาดเคลื่อน’ มีทุกยุคตั้งแต่โทรเลขถึงเอไอ! ‘ตั้งสติ-รู้เท่าทัน’ทักษะสำคัญรับมือข้อมูลลวง

20 ส.ค. 2568 รายการ Cofact Live Talk โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ทางเพจเฟซบุ๊ก Cofact โคแฟคและ Ubon connect ชวนพูดคุยกับ วิจิตรา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ในหัวข้อ จากยุคโทรเลขถึงเอไอ เทคโนโลยีการสื่อสารจะนำเราไปสู่จุดใด? เนื่องในเดือนวิทยาศาสตร์

คุณวิจิตรา ไล่เรียงประวัติศาสตร์นวัตกรรมการสื่อสารของมนุษยชาติ เริ่มจากการสนทนาปากเปล่าต่อหน้า แต่เมื่อมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมต้องการสื่อสารให้ได้ไกลมากขึ้น จึงมีการพัฒนานวัตกรรมมาตามลำดับ อาทิ ในศตวรรษที่ 19 (ปี 2343 – 2442) หรือยุคโทรเลข เกิดการพัฒนารหัสมอร์ส (Morse code) ที่เป็นการเข้ารหัสเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน เช่น ไฟดับ – ไฟสว่าง จะเรียกว่ายุคนี้เป็นยุคอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ 

แต่ก็มีเรื่องข้อมูลที่ถูกบิดเบือน หรือมองว่าบิดเบือนระหว่างส่งผ่านตัวกลาง ข้อมูลมีไม่มากแต่ก็ทำให้คนเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อน ตัวอย่างของความผิดพลาดในยุคโทรเลข เช่น เกิดจากความเข้าใจของคนกลางนำสาร (Messenger) ที่ไม่เชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ อย่างรหัสมอร์สที่มีทั้งตัวสั้นและตัวยาวก็ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ หรือจากคนกลางที่บิดเบือนโดยการตีความสารตามความเข้าใจของตนเอง ซึ่งการเกิดสถานการณ์บางอย่าง อาทิ สงคราม อาจทำให้เกิดความกลัวและกังวล นำไปสู่การบิดเบือนข้อมูลผิดพลาดขึ้นได้

ทีนี้พอมาถึงยุคที่เราเรียกว่าเป็นยุคดิจิทัล หรือยุคที่เราบอกว่าเรามีการแพร่ภาพส่งสัญญาทางอินเตอร์เน็ต เรามี Social Media (สื่อสังคมออนไลน์) เรามีความรวดเร็วในการแพร่ภาพกระจายสัญญาณ ข้อมูลหลากหลายแต่ขาดการกลั่นกรอง อันนี้ต้องบอกว่าการที่เรามีโซเชียลหลายๆ อัน ทุกคนสามารถทำตัวเหมือนเป็น อาจใช้คำว่าผู้ให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นมันมีมากมายมหาศาล คนก็เลยต้องกลับไปพิจารณากันใหม่ว่าข้อมูลอะไรที่จะทำให้เราแยกแยะความจริงกับความไม่จริงออกจากกันได้อย่างไรบ้าง

จากยุคโทรเลขสู่ยุคดิจิทัล ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 (ปี 2443  – 2542) มาจนถึงปัจจุบันที่พูดถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ – AI)ทุกอย่างแปลเป็นค่าทางคณิตศาสตร์แล้วสร้างภาพจำลองขึ้นมา อย่างที่เห็น AI สามารถสร้างคลิปวีดีโอเป็นใบหน้าเหมือนกับเราแล้วขยับปากพูดได้ทั้งที่ตัวเราไม่ได้พูดสิ่งนั้น ซึ่งแทบจะแยกไม่ออกระหว่างคนคนนั้นพูดจริงๆ หรือการใช้เครื่องมือสร้างภาพขึ้นมาแล้วพูดตามบทที่ใครบางคนเขียนไว้ อย่างที่เรียกกันว่า Deepfakr หรือการปลอมแปลงใบหน้าและเสียงของบุคคล เพื่อให้พูดอะไรแล้วคนฟังเชื่อ นำไปสู่การหลอกลวงให้เกิดความเสียหาย

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ รู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป โดยมีหลักคือ ตั้งสติ ค่อยๆ ดู เช่น ข้อมูลไหนมาจากใคร น่าเชื่อถือหรือไม่ แหล่งข้อมูลเป็นอย่างไร ซึ่งในปรัชญาทางวิทยาศาสตร์คือจะเชื่อก็ต่อเมื่อข้อมูลนั้นผ่านการพิสูจน์แล้วว่าจริงหรือไม่จริง แต่ในอนาคตจะเป็นเรื่องยากขึ้น ระหว่างความจริงกับสิ่งที่เราเชื่อว่าจริงจะมีเพียงเส้นบางๆ ที่เราอาจรู้เท่าทันไม่ได้ ต้องดึงสติกลับมาก่อน อย่าใช้อารมณ์ เช่น ความโกรธ ความกลัว  

ประการต่อมา ต้องมีทักษะในการตรวจสอบข่าว ไม่เชื่อไปเสียทั้งหมด เหลือพื้นในในการตรวจสอบไว้บ้าง ซึ่งต้องบอกว่าปัจจุบันก็มีทั้งเครือข่ายที่น่าเชื่อถือ เช่น โคแฟค และเครือข่ายที่เป็นสำนักข่าวต่างๆ ( อาทิ ชัวร์ก่อนแชร์) ตลอดจนมีเครื่องมือที่ให้คนทั่วไปใช้ตรวจสอบ (อาทิ Google Lens) หรือการสังเกต URL เว็บไซต์ อินเตอร์เน็ตมีทั้งประโยชน์และสิ่งที่คุกคาม แต่จะทำอย่างไรให้เราสร้างเกราะป้องกันตนเอง เข้าไปอยู่ในชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสามารถช่วยเหลือในยามที่ต้องการทางออกได้ 

เช่น ตรวจสอบข้อมูลจากตรงนี้เราใช้แพลตฟอร์มของโคแฟคที่มีข้อมูล เขาเคยมีเรื่องนี้อยู่ในฐานข้อมูลไหมนะ? เราลองเข้าไปดู เห็นหลายๆ ข้อมลเป็นประโยชน์มากๆ เลย ถ้าเรารู้ก่อน รู้ว่าจะมีความเสี่ยงแบบนี้ึ้นมา เราก็จะสามารถเป็นคนที่ช่วยป้องกันการแพร่ของ่าวปลอมได้ แล้วก็ช่วยป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากการถูกภัยคุกคามจากการหลอกลวงทางออนไลน์ได้

อีกส่วนหนึ่ง  ความรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล(Digital Literacy) เป็นเรื่องสำคัญ เช่น เข้าใจกลไกการตลาดของสื่อสังคมออนไลน์ ที่อาจมีความพยายามสร้างกระแสเพื่อนำไปสู่มูลค่าอะไรบางอย่าง หรือ รอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) ไปแสดงความคิดเห็น โพสต์หรือทำธุรกรรมใดๆ ไว้ จะทิ้งร่องรอยซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตในอนาคต เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทุกคนต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจแม้ไม่ได้อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ 

อนึ่ง อพวช. เป็นหน่วยงานภาครัฐ มีบทบาทส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงวิทยาศาสตร์และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี แต่ก็จะมี่หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ที่หากมี่ความร่วมมือ มีเครือข่ายแล้วสามารถสร้างสังคมให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ เกิดความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ซี่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน  อย่างโคแฟคก็มีภาคีที่เข้มแข็งและต่อยอดให้ผู้คนเกิดการรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัลและภัยคุกคามในอนาคต ยังไม่นับรวมว่าการมีนวัตกรรมใหม่ๆ อาจใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นก็ได้ 

การสื่อสารการผิดพลาด ข่าวปลอม มันเกิดขึ้นตลอดเวลา ในยุคแห่ง AI การเข้าใกล้ความจริงจะเป็นสิ่งที่เราอาจมองไม่เห็นเลยก็ได้ หรือว่าในอนาคตที่มีตัว VR (Virtual Reality – เทคโนโลยีสร้างสภาพแวดล้อมจำลองเสมือนจริง) , AR (Augmented Reality – นำข้อมูลเสมือนมาผสานกับโลกจริง) การมีอยู่ของความเป็นจริงหรือการที่เราเห็นกันตัวต่อตัว เราคิดว่าเป็นความจริงแล้ว บางทีอาจเป็นการสร้างบอทมาคุยแล้วเอารูปภาพใส่ อาจเป็นเรื่องหนึ่งที่อนาคตก็ทำได้ ซึ่งถามว่ามันก็อาจมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดบางอย่าง แต่เราก็ต้องมีความตระหนักรู้ว่าเทคโนโลยีมันทำได้นะ ก็รู้ให้เท่าทันแล้วก็ทำใจเอาไว้ว่าความจริงอาจไม่ใช่สิ่งที่เราเชื่อตลอดเวลาก็ได้ ให้มีพื้นที่ในการที่จะเรียนรู้ตลอดเวลาไว้ด้วย

หมายเหตุ : สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://web.facebook.com/CofactThailand/videos/1182382533912725/ (ในระยะเวลา 30 วัน นับจากวันที่แพร่ภาพสด ตามข้อกำหนดของ Facebook) 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ไขข้อข้องใจ เคี้ยวหมากฝรั่ง 8 นาที = กลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้นจริงหรือ?

ขอบคุณที่มา ubonconnect

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 รายการ “โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว” ออกอากาศเวลา 19.00-19.30 น. นำเสนอประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในโลกโซเชียลว่า “การเคี้ยวหมากฝรั่ง 8 นาที เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น” โดยมี รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมด้วย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และ “พี่หน่อย” คนเช็กข่าว ร่วมถกประเด็นนี้อย่างเข้มข้น ด้วยมุมมองทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยมี สุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ

ประเด็นนี้เริ่มต้นจากโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาทีอาจทำให้ร่างกายได้รับไมโครพลาสติกจำนวนมาก ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นประจำ รศ.ดร.เจษฎา อธิบายว่า ข้อมูลนี้มาจากงานวิจัยเบื้องต้นของทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (UCLA) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2568 โดยยังไม่ได้ตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในวารสารวิชาการ งานวิจัยนี้ทดลองโดยให้อาสาสมัครเพียงคนเดียวเคี้ยวหมากฝรั่ง 5 ยี่ห้อ ซึ่งแบ่งเป็นหมากฝรั่งสังเคราะห์ (ผลิตจากโพลิเมอร์ปิโตรเลียม) และหมากฝรั่งจากยางไม้ธรรมชาติ โดยเก็บตัวอย่างน้ำลายทุก 30 วินาทีจนครบ 4 นาที และบ้วนปากด้วยน้ำเพื่อตรวจหาไมโครพลาสติกด้วยกล้องจุลทรรศน์และเครื่องสเปกโทรสโกปี

ผลการวิจัยพบว่า หมากฝรั่ง 1 กรัมสามารถปล่อยไมโครพลาสติกได้ประมาณ 50-100 ชิ้น และหากเป็นหมากฝรั่งชิ้นใหญ่ (2-6 กรัม) อาจปล่อยไมโครพลาสติกได้สูงถึง 3,000 ชิ้นต่อชิ้น โดยปริมาณไมโครพลาสติกส่วนใหญ่จะถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ 2 นาทีแรกของการเคี้ยวและเพิ่มขึ้นจนเกือบครบ 94% เมื่อเคี้ยวถึง 8 นาที น่าสนใจว่า หมากฝรั่งทั้งแบบสังเคราะห์และแบบธรรมชาติล้วนปล่อยไมโครพลาสติกในปริมาณใกล้เคียงกัน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทีมวิจัย เนื่องจากหมากฝรั่งธรรมชาติควรมีส่วนประกอบจากยางไม้ที่คาดว่าจะปลอดภัยกว่า

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.เจษฎา ชี้ว่า งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดหลายประการเช่น การใช้เพียงอาสาสมัครคนเดียว ซึ่งอาจไม่สะท้อนผลลัพธ์ในวงกว้าง และยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าเหตุใดหมากฝรั่งธรรมชาติก็ปล่อยไมโครพลาสติกออกมาได้ นอกจากนี้ การวัดปริมาณไมโครพลาสติกที่เข้าสู่ร่างกายและผลกระทบต่อสุขภาพยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนจากงานวิจัยในวงกว้าง องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าไมโครพลาสติกที่เข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดอันตรายโดยตรงส่วนใหญ่จะถูกขับออกทางระบบย่อยอาหาร

เมื่อเปรียบเทียบปริมาณไมโครพลาสติกจากหมากฝรั่งกับแหล่งอื่น เช่นน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งอาจมีไมโครพลาสติกสูงถึง 10,000-200,000 ชิ้นต่อลิตร ปริมาณจากหมากฝรั่งถือว่าน้อยกว่ามาก รศ.ดร.เจษฎา จึงแนะนำว่า ผู้บริโภคไม่ควรกังวลเกินไป แต่หากกังวล สามารถลดความเสี่ยงได้โดยการเคี้ยวหมากฝรั่งชิ้นเดิมนานขึ้น แทนการเปลี่ยนชิ้นใหม่บ่อยๆ ซึ่งอาจเพิ่มปริมาณไมโครพลาสติกที่ร่างกายได้รับ

สุภิญญา กลางณรงค์ เสริมว่า ประเด็นนี้จัดอยู่ในหมวด “จริงบางส่วน” เนื่องจากมีงานวิจัยยืนยันการพบไมโครพลาสติกจริง แต่ผลกระทบต่อสุขภาพยังไม่ชัดเจน การบริโภคอย่างเหมาะสมและการตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ฉลากหมากฝรั่งมักไม่ระบุชัดเจนว่าเป็นแบบสังเคราะห์หรือธรรมชาติ ซึ่งอาจต้องผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดให้ผู้ผลิตระบุข้อมูลอย่างละเอียดมากขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

การเคี้ยวหมากฝรั่ง 8 นาทีอาจทำให้ร่างกายได้รับไมโครพลาสติกสูงสุดถึง 3,000 ชิ้นต่อชิ้นจริงตามงานวิจัยเบื้องต้น แต่ปริมาณนี้ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับแหล่งอื่น เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด และยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าไมโครพลาสติกเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ผู้บริโภคยังสามารถเคี้ยวหมากฝรั่งได้ตามปกติ แต่ควรบริโภคอย่างพอดีและเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากชัดเจน เพื่อลดความกังวลและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

รายการนี้แนะนำให้ผู้บริโภคใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารในโซเชียลมีเดียแพร่กระจายรวดเร็ว และควรเลือกบริโภคอาหารอย่างหลากหลายและสมดุล เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว


คลิปสร้างด้วย AI บิดเบือนท่าทีสหรัฐฯ-เกาหลีใต้-อาเซียน ต่อกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

กองบรรณาธิการโคแฟค

โคแฟคตรวจสอบโพสต์เฟซบุ๊กที่อ้างว่าสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และอาเซียนร่วมประณามกัมพูชาเรื่องการวางทุ่นระเบิดและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พบว่าเป็นเนื้อหาบิดเบือน แม้ว่าสหรัฐฯ เกาหลีใต้และอาเซียนจะออกแถลงการณ์ต่อกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่ไม่มีข้อความ “ประณามกัมพูชา” ตามที่โพสต์เฟซบุ๊กนี้กล่าวอ้าง

หนึ่งวันหลังจากที่ทางการไทยนำคณะทูต ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและสื่อต่างประเทศ ลงพื้นที่สังเกตการณ์ผลกระทบจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนโดยกองกำลังของกัมพูชาเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “JO SB” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1.30 นาที มีเสียงบรรยายประกอบภาพที่สร้างโดย AI และฝังข้อความว่า “ผลลัพธ์จากทัวร์ทูตทหาร” (ลิงก์บันทึก)

เสียงบรรยายในคลิปอ้างว่า หลังจากทูตทหารของประเทศต่าง ๆ ได้ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มี 3 ประเทศแรกที่เคลื่อนไหวประณามกัมพูชาและมีท่าที “เลือกข้าง” ไทย ได้แก่ 1) สหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาเรื่องการใช้กับระเบิดต่อต้านบุคคล และชื่นชมความโปร่งใสของไทยในการเปิดให้พิสูจน์ความจริง 2) เกาหลีใต้ เรียกร้องให้ยุติความรุนแรง ประณามการใช้กับระเบิดต่อต้านบุคคล และประกาศความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และ 3) อาเซียน มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเรียกร้องให้เปิดประชุมฉุกเฉินรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทันทีซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา คือวิกฤติเร่งด่วน

ตัวอย่างภาพประกอบจากวิดีโอที่อ้างว่าสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และอาเซียนประณามกัมพูชาหลังจากไทยพาทูตทหารลงพื้นที่
โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “JO SB” เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2568

คลิปถูกโพสต์เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2568 และยังคงเข้าถึงได้ในขณะนี้ (17 ส.ค. 2568) มียอดการรับชมเกือบ 7 แสนครั้ง และถูกแชร์เกือบ 700 ครั้ง

โคแฟคตรวจสอบ

ในกรณีที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ มีแถลงการณ์หรือท่าทีต่อสถานการณ์ในประเทศอื่น แถลงการณ์นั้นจะถูกเผยแพร่ทางช่องทางที่เป็นทางการ เช่น เว็บไซต์หรือบัญชีโซเชียลมีเดียที่เป็นทางการของรัฐบาลนั้น ๆกรณีนี้โคแฟคตรวจสอบจากเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ และเว็บไซต์อาเซียน  ไม่พบว่ามีแถลงการณ์ที่ระบุข้อความ “ประณามกัมพูชา” แต่มีแถลงการณ์ต่อกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

สหรัฐอเมริกา

จากการตรวจสอบบนเว็บไซต์ www.state.gov ซึ่งเป็นเว็บไซต์ทางการของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ซึ่งเป็นวันแรกที่เกิดการปะทะ จนถึงวันที่ 2 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่เฟซบุ๊ก “JO SB” โพสต์วิดีโอนี้ พบว่ามีการเผยแพร่แถลงการณ์หรือข่าวภารกิจของกระทรวงฯ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ดังนี้  

24 ก.ค. 2568

สำนักโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่แถลงการณ์กรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา (On the Thailand-Cambodia Border Conflict) ข้อความว่า “สหรัฐอเมริกามีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับรายงานการต่อสู้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรารู้สึกตกใจเป็นอย่างมากกับรายงานถึงอันตรายที่เกิดขึ้นกับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียชีวิต เราเรียกร้องอย่างจริงจังให้ยุติการโจมตีโดยทันที ปกป้องพลเรือน และระงับข้อพิพาทด้วยสันติวิธี”  

27 ก.ค. 2568

• โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แทมมี บรูซ เผยแพร่ถ้อยแถลงเกี่ยวกับการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ว่านายรูบิโอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยลดความตึงเครียดในทันที และตกลงหยุดยิงกับกัมพูชาในกรณีข้อพิพาทชายแดนที่กำลังดำเนินอยู่ พร้อมทั้งย้ำถึงความปรารถนาต่อสันติภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ ตลอดจนความสำคัญของการหยุดยิงโดยทันที สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการหารือในอนาคต เพื่อให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

• รัฐมนตรีรูบิโอออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการเจรจาระดับสูงระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยว่า “กัมพูชาและประเทศไทยมีกำหนดจะเริ่มการเจรจาระดับสูงที่ประเทศมาเลเซียในเร็ว ๆ นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุการหยุดยิงโดยทันที เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ในมาเลเซียเพื่อสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพครั้งนี้ ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และผมยังคงมีส่วนร่วมในการพูดคุยกับคู่เจรจาของแต่ละประเทศ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดยิ่ง เราต้องการให้ความขัดแย้งนี้ยุติโดยเร็ว”

28 ก.ค. 2568

รัฐมนตรีรูบิโอออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยว่า “สหรัฐอเมริกาชื่นชมการประกาศหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยในวันนี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประธานาธิบดีทรัมป์และผมมุ่งมั่นที่จะยุติความรุนแรงโดยทันที และคาดหวังว่ารัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทยจะปฏิบัติตามคำมั่นของตนอย่างเต็มที่ในการยุติความขัดแย้งนี้ เราขอขอบคุณ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สำหรับความเป็นผู้นำของท่าน และสำหรับการเป็นเจ้าภาพการเจรจาหยุดยิง เราเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามคำมั่นของตน สหรัฐฯ จะยังคงมุ่งมั่นต่อและมีส่วนร่วมในกระบวนการที่สหรัฐฯ และมาเลเซียจัดขึ้นนี้เพื่อยุติความขัดแย้งครั้งนี้”

วันที่ 30 ก.ค. 2568

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แทมมี บรูซ เผยแพร่ถ้อยแถลงว่ารัฐมนตรีรูบิโอได้โทรศัพท์ขอบคุณรัฐบาลมาเลเซียผ่านนายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย สำหรับบทบาทของรัฐบาลมาเลเซียในการลดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา และอำนวยความสะดวกในการพบปะกันของผู้นำทั้งสองประเทศเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 ซึ่งได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง สหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนการเจรจาหารือในอนาคตเกี่ยวกับการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงเพื่อนำมาซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของไทยและกัมพูชา  

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โค รูบิโอ ได้มีแถลงการณ์เกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและประเทศไทย ข้อความว่า “สหรัฐอเมริกายินดีต่อการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee) ในวันนี้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ อันเป็นก้าวสำคัญไปสู่การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการจัดให้มีกลไกการสังเกตการณ์จากประเทศอาเซียน ประธานาธิบดีทรัมป์และผมคาดหวังว่ารัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทยจะปฏิบัติตามคำมั่นของตนอย่างเต็มที่ในการยุติความขัดแย้งนี้ เราขอบคุณ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สำหรับความเป็นผู้นำของท่าน และสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดกระบวนการหยุดยิง ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดยตรงของความเต็มใจของท่านในการร่วมกับสหรัฐฯ จัดการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เพื่อแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว เราตั้งตารอที่จะได้สนับสนุนมาเลเซีย สมาชิกอาเซียน และประเทศทั้งสองในขณะที่กระบวนการนี้ดำเนินต่อไป”

เกาหลีใต้

จากการตรวจสอบเว็บไซต์ทางการของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ www.mofa.go.kr พบว่าระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 2 ส.ค. 2568 พบแถลงการณ์หรือถ้อยแถลงเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเพียง 1 ชิ้น ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 หัวข้อ “MOFA Spokesperson’s Statement on the Military Clash between Thailand and Cambodia” ระบุว่ารัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีมีความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ปะทะทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชา และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีขอเรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาลดความตึงเครียดและแก้ปัญหาโดยสันติผ่านการเจรจา

อาเซียน

จากการตรวจสอบบนเว็บไซต์ทางการของอาเซียน asean.org พบว่าระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 16 ส.ค. 2568 อาเซียนได้เผยแพร่แถลงการณ์กรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2 ฉบับ คือ

28 ก.ค. 2568 แถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Foreign Ministers’ Statement on Thailand-Cambodia Border Dispute ซึ่งสาระสำคัญ 3 ข้อ คือ 1-แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและทำให้ผู้คนจำนวนมากที่อยู่อาศัยตามแนวชายแดนต้องอพยพหนีภัย 2-เรียกร้องการหยุดยิง ขอให้ยุติปฏิบัติการสู้รบทั้งหมด และกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพ ยุติข้อพิพาทด้วยสันติวิธีโดยยึดหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) และ 3-สนับสนุนความพยายามของประธานอาเซียนในการอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาและยุติการสู้รบ  

31 ก.ค. 2568 แถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนต่อผลการหารือระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชาที่มาเลเซีย (ASEAN Foreign Ministers’ Statement on the Outcome of the Special Meeting Hosted by Malaysia to Address the Current Situation Between Cambodia and Thailand) มีสาระสำคัญ 4 ข้อ คือ 1-ยินดีกับผลการประชุมพิเศษเรื่องสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่มาเลเซียเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 2-ชื่นชมบทบาทของมาเลเซียและการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ และจีน ในการเจรจาทวิภาคีระหว่างไทย-กัมพูชาเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 3-สนับสนุนให้กัมพูชาและไทยแก้ปัญหาอย่างสันติตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และ 4-สนับสนุนความพร้อมของมาเลเซียในการประสานงานคณะผู้สังเกตการณ์ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

ข้อสรุปโคแฟค

  • นับตั้งแต่เกิดการปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 และหลังจากข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 จนถึงปัจจุบัน (17 ส.ค.2568) เว็บไซต์ทางการของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และอาเซียน ไม่มีแถลงการณ์ ถ้อยแถลงหรือข่าวแจกสื่อมวลชนฉบับใดทีมีเนื้อหาประณามกัมพูชาตามคลิปวิดีโอที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กนำมาเผยแพร่
  • การค้นหารายงานข่าวของสื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในช่วงเวลาหนึ่งเดือนย้อนหลัง ก็ไม่พบรายงานข่าวที่มีเนื้อหาตามที่คลิปวิดีโอนี้กล่าวอ้าง
  • นับตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา โคแฟคพบว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งไทยและกัมพูชาได้เผยแพร่เนื้อหาเท็จจำนวนมากที่อ้างว่ารัฐบาลประเทศต่าง ๆ สนับสนุนประเทศของตน จนบางประเทศต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เนื้อหาเท็จเหล่านี้สร้างความสับสนต่อสถานการณ์และยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจึงควรตรวจสอบความถูกต้องให้ดีก่อนเชื่อหรือแชร์

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568

คลิปพระสงฆ์กัมพูชาเดินขบวนประท้วงฮุน เซน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1l32u4fw1fpym


คลิปสร้างถนนสู่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/200yicvz008wh


คลิปวิดีโอชาวกัมพูชาก่อเหตุเผาตึกคอลเซ็นเตอร์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/n0w8h9gvchzd


พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เปิดช่องแจกที่ดินให้ต่างด้าวครอบครัวละ 20 ไร่…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3dp1llxenbg9a


เปลือกกล้วยบำรุงผิว ดีเท่า botox…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2wsiu9krs60tn


ทานอาหารตามหมู่เลือด ดีจริงหรือ ?…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/x6y72fmxznv1


“หัวเชื้อกลิ่นแมงดา” เป็นอันตรายต่อร่างกาย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/17ry6arxvu09m


แกนนำกลุ่ม “ไทยไม่ทน” โพสต์บิดเบือน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ อ้างเปิดช่องแจกที่ดินให้คนต่างด้าว 20 ไร่

กองบรรณาธิการโคแฟค

แกนนำกลุ่ม “ไทยไม่ทน” ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านแรงข้ามชาติ โพสต์ข้อความบิดเบือนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (พ.ร.บ. ชาติพันธุ์) สร้างความเข้าใจผิดว่ากฎหมายฉบับนี้เปิดช่องแจกที่ดินทำกินให้คนต่างด้าวครอบครัวละ 20 ไร่

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2568 นายอัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ “เต้ อาชีวะ” แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 2.4 แสนบัญชีว่า กฎหมายฉบับนี้ “อาจมีแอบแฝงแจกที่ทำกินให้ครอบครัวละ 20 ไร่ สุดท้ายแล้วคนไทยแท้ไม่มีที่ทำกิน แต่กลุ่มต่างด้าวที่แฝงเป็นชาติติพันธุ์อาจได้ที่ทำกิน” โพสต์นี้ถูกแชร์ไปเกือบ 500 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

นายอัครวุธซึ่งตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “มือปราบต่างด้าว” ระบุว่า พ.ร.บ. ชาติพันธุ์อาจเปิดช่องให้คนเมียนมาหรือกลุ่มจีนเทามาสวมสิทธิ์เป็น “กลุ่มชาติพันธุ์” เพื่อรับสิทธิครอบครองที่ดิน   

โคแฟคตรวจสอบ

เมื่อตรวจสอบเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2568 โดยละเอียด พบว่าไม่มีข้อความใดที่ระบุถึงการแจกที่ดินทำกิน 20 ไร่ให้กลุ่มคนต่างด้าวตามที่นายอัครวุธอ้างในโพสต์เฟซบุ๊ก

ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ ซึ่งอยู่ระหว่างนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้กำหนดหลักการโดยกว้างเพื่อคุ้มครองสิทธิพลเมืองพื้นฐานและการเข้าถึงที่ดินให้ชาวไทยชาติพันธุ์ โดยระบุถึงสิทธิที่ดินทำกินในมาตรา 9 ว่า “กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามความจำเป็นต่อการดำรงชีพหรือกิจกรรมสาธารณะของชุมชน”

มาตรา 9 (4) กำหนดให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการคุ้มครองจากการถูกพรากจากที่ดินและที่อยู่อาศัยของตนโดยปราศจากการรับรู้และยินยอมล่วงหน้า และมีสิทธิโต้แย้งทางกฎหมาย สิทธิในการได้รับการแก้ไขและเยียวยาอย่างเป็นธรรม โดยจัดให้อยู่ในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตและมีการรับรองสถานะของที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม

ข้อความในมาตรา 9 ของร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ ฉบับที่ผ่านการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 6 ส.ค. 2568

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่มีข้อความใดในร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ระบุเรื่องการมอบที่ดินทำกินให้ครอบครัวละ 20 ไร่ อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าว แต่ระบุถึงการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวกะเหรี่ยง ปกากะญอ ชาวม้ง อาข่า ชาวเล ฯลฯ ซึ่งในประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่มากกว่า 60 กลุ่ม คิดเป็นประชากรราว 6 ล้านคน หรือ 4.3% ของประชากรไทย

“แจกที่ดินครอบครัวละ 20 ไร่” มีที่มาจากไหน?

โคแฟคตรวจสอบกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องพบว่าตัวเลข “20 ไร่” อาจนำมาจาก พระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ฯ” ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2567

พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ฯ เป็นความพยายามของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการแก้ปัญหาเขตป่าอนุรักษ์ทับซ้อนที่ดินทำกินของชาวบ้าน ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นชาวไทยชาติพันธุ์บนพื้นที่ห่างไกล โดยมาตรา 10 และ 11 ระบุแนวทางแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบด้วยการจัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้มีสัญชาติไทยที่พิสูจน์ได้ว่าทำกินอยู่บนที่ดินนี้มาอย่างต่อเนื่องครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ ตามอายุโครงการคราวละ 20 ปี พร้อมกับกำหนดคุณสมบัติและข้อต้องห้ามของผู้ที่จะได้สิทธินี้ไว้อย่างชัดเจน

มีความเป็นไปได้ว่า เนื้อหาของ พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ฯ ที่ระบุถึงการจัดสรรที่ดิน 20 ไร่เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน ถูกนำมาบิดเบือนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่า พ.ร.บ.ชาติพันธุ์จะจัดสรรที่ดิน 20 ไร่ให้แรงงานต่างด้าว

สำหรับข้อกังวลว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปิดช่องให้แรงงานต่างด้าวสวมสิทธิในที่ดินทำกินนั้น นายอภินันท์ ธรรมเสนา นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งเป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับของกระทรวงวัฒนธรรมที่ได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่าเป็นไปได้ยากมากที่กฎหมายจะเปิดช่องให้เกิดการสวมสิทธิ

“ความกังวลว่า พ.ร.บ. ชาติพันธุ์จะให้ที่ดินคนต่างด้าวนั้นเป็นไม่ได้เลย เพราะรัฐมีกระบวนการกลั่นกรองก่อนจัดสรร กฎหมายกำหนดว่าผู้มีสิทธิเข้าโครงการ พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ต้องมีสัญชาติไทยและต้องพิสูจน์สิทธิว่าเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นั้นมานาน ซึ่งต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์” นายอภินันท์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่างกฎหมายชาติพันธุ์ในรัฐสภาให้สัมภาษณ์โคแฟค และย้ำว่า “การขอที่ดินไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”

การพิสูจน์สิทธิว่าเป็น “ผู้ตั้งถิ่นฐาน” นั้นต้องผ่านการสำรวจตรวจสอบโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และจะต้องเป็นผู้มีรายชื่อตามผลสำรวจการถือครองที่ดินของรัฐ

เป็นที่น่าสังเกตว่า มีการนำเนื้อหา พ.ร.ฎ.อนุรักษ์ฯ มาบิดเบือนว่าเป็นการ “แจกป่าให้ต่างด้าว” มาอย่างต่อเนื่อง เช่น ในช่วงที่นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.ชาติพันธุ์ม้งจากพรรคประชาชน อภิปรายเกี่ยวกับ พ.ร.ฎ. อนุรักษ์ว่าควรครอบคลุมกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในขั้นตอนการขอสัญชาติไทยด้วย ผู้ใช้ติ๊กตอกรายหนึ่งโพสต์คลิปเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2568 พร้อมข้อความว่า “จับตาพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย แจกป่าครอบครัวละ 20 ไร่ให้ต่างด้าว” ซึ่งไม่ตรงกับเนื้อหาของ พ.ร.ฎ. ฉบับนี้ที่กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการไว้อย่างชัดเจน

ผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์เนื้อหาบิดเบือนการอภิปรายของ สส. พรรคประชาชน และสาระสำคัญของ พ.ร.ฎ.อนุรักษ์ฯ และร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ (ลิงก์บันทึก)

ข้อสรุปโคแฟค

  1. ข้อความที่แกนนำกลุ่มไทยไม่ทนโพสต์ในเฟซบุ๊กว่า พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ เปิดให้มีการแจกที่ดินทำกินให้คนต่างด้าวครอบครัวละ 20 ไร่ เป็นข้อความที่บิดเบือน โดยอาจนำข้อความจาก พ.ร.ฎ.อนุรักษ์ฯ มาเชื่อมโยงแบบผิด ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและปลุกปั่นให้คนในสังคมเกิดความไม่ไว้วางใจแรงงานต่างด้าว
  2. ร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ มีสาระสำคัญอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่เฟซบุ๊ก “เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์” นำมาเชื่อมโยงกับกลุ่มคนต่างด้าว ทำให้เกิดความสับสนระหว่าง “กลุ่มชาติพันธุ์” ที่เป็นพลเมืองดั้งเดิมในประเทศไทยกับ “คนต่างด้าว” ซึ่งหมายถึง คนต่างชาติที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในไทย โดยอาจจะเป็นแรงงานข้ามชาติ ผู้อพยพและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ
  3. ช่วงที่ผ่านมา กลุ่มไทยไม่ทนมักสื่อสารในลักษณะที่สร้างความเกลียดชังและความไม่ไว้วางใจแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ด้วยเนื้อหาบิดเบือนและประทุษวาจา (hate speech) ประชาชนจึงควรตรวจสอบความถูกต้องและใช้วิจารณญาณก่อนจะเชื่อหรือแชร์เนื้อหาเหล่านี้

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 1 สัปดาห์หลังตกลงหยุดยิง

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : เป็นการรวบรวมครั้งที่ 2 โดยนับจากวันที่ 29 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันแรกตามข้อตกลงหยุดยิงไทย – กัมพูชา จนถึงวันที่ 16 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee – GBC) ที่ประเทศมาเลเซีย สำหรับรายงานสรุปครั้งแรก สามารถอ่านได้ที่นี่ https://blog.cofact.org/report68-68/

ศุนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย) 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

– วันที่ 29 ก.ค. 2568 : พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 8 ข่าว ประกอบด้วย 

1.เสียงปืนสงบแล้ว หลังกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับไทย (อ้างอิง กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters)

2.นอร์เวย์มอบ F-16 ให้ประเทศไทย 14 ลำ หลังเกิดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม)

3.ไทยจู่โจม ฮุนเซน ส่งบินรบพุ่งเป้าคฤหาสน์หรูกรุงพนมเปญ (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

4.จีนเตรียมส่งมอบปืน C-RAM ให้กัมพูชา เพื่อใช้ต่อต้านเครื่องบินรบ F-16 ของไทย (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

5.กองทัพอากาศไทย ใช้ F-16 ทิ้งระเบิดใส่กัมพูชา เป็นการละเมิดข้อตกลง EUA กับสหรัฐฯ(อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

6.ประเทศไทย ยอมเจรจากับกัมพูชาแล้ว หลังถูกยิงเครื่องบิน F-16 ตก 2 ลำ (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

7.ทหารไทยทำร้ายและตัดหัวทหารกัมพูชา (อ้างอิง เพจทีมโฆษกกองทัพบก)

8.กองทัพไทยใช้อาวุธชีวภาพโจมตีกัมพูชา(อ้างอิง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธหนักและเครื่องบินรบ F-16 ทิ้งระเบิด ทำปราสาทพระวิหารเสียหาย โดยชี้แจงว่า มีการใช้เครื่องบินรบ F-16 ทิ้งระเบิดจริง แต่ไม่ใช่โบราณสถานทางวัฒนธรรม ซึ่งผิดตามหลักบัตรสหประชาชาติ โดยมุ่งเป้าหมายแค่ส่วนคลังอาวุธของกัมพูชาเท่านั้น (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

– วันที่ 30 ก.ค. 2568 : พบทั้งหมด 3 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.กองบิน 21 ถูกฝูงโดรน 30 ลำ โจมตี โดยชี้แจงว่า ความเสียหายที่อ้างถึงนั้นเกิดจากพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

2.รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ งดให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยกัมพูชา (อ้างอิง สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหม)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ กองทัพขอความร่วมมือ หากพบเห็นโดรนที่น่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

– วันที่ 31 ก.ค. 2568 : พบทั้งหมด 8 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 7 ข่าว ประกอบด้วย 

1.กองทัพไทยโจมตีพื้นที่พลเรือนของกัมพูชาโดยชี้แจงว่า ภาพความเสียหายที่ปรากฏในพื้นที่ปฏิบัติการนั้น เป็นผลจากการใช้กำลังรบของทั้งสองฝ่ายในพื้นที่แนวปะทะ (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารไทย ลักพาตัวทหารกัมพูชา 20 คน ขณะเข้าไปจับมือหลังมีข้อตกลงหยุดยิง (อ้างอิง เพจศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา)

3.ไทยเสียปราสาทตาควายให้ทหารกัมพูชา(ปัจจุบันทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายังไม่มีฝ่ายใดยึดครองปราสาทตาควายได้ เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลอยู่ในขณะนี้ ทำให้ทหารของทั้งสองฝ่ายต่างควบคุมพื้นที่คนละด้านของโบราณสถาน : อ้างอิง ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา) 

4.กองทัพอากาศไทยทิ้งระเบิด MK-84 หนัก 1 ตัน ลงหมู่บ้านในกัมพูชา ปฏิบัติการทางอากาศของไทยดำเนินการอย่างแม่นยำ มุ่งเป้าหมายทางทหารที่ได้รับการยืนยันแล้ว ไม่มีการโจมตีพื้นที่พลเรือน และเป็นไปตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ , ระเบิดที่พบในฝั่งกัมพูชามีสภาพเก่า สนิมขึ้นชัดเจน ลักษณะคล้ายถูกขุดขึ้นจากใต้ดินมากกว่าการตกจากอากาศ ทั้งความลึกของหลุมและทิศทางไม่สอดคล้องกับแรงปะทะจากอากาศยาน , การทิ้งระเบิดของฝูงบิน F-16 และ Gripen เกิดขึ้นก่อนข้อตกลงหยุดยิง โดยลูกระเบิดทำงานสมบูรณ์ ตรวจสอบซากได้ครบถ้วน : อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

5.ไทยส่งนกพิราบติด GPS ไปกัมพูชา (อ้างอิง กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม) 

6.ตำรวจนครราชสีมา ตั้งรางวัลนำจับโดรนสายลับ 1 แสนบาท (สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยัน ไม่เคยมีการประกาศหรือดำเนินการในลักษณะดังกล่าว : อ้างอิง เพจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)

7.ผ่อนผันการปิดด่านจันทบุรี – ตราด เตรียมขนเสบียงส่งให้กัมพูชา (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ สระแก้ว ผ่อนปรนด่านชายแดน-จุดผ่อนปรนการค้า รถขนส่งสินค้าสามารถเดินทางเข้า-ออกได้ โดยชี้จงว่า ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2568 ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วยังคงดำเนินมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนเพื่อการค้าฯ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยยังคง งดการผ่านเข้า–ออกของยานพาหนะทุกประเภท อย่างไรก็ตาม ได้มีการพิจารณาผ่อนผันเป็นกรณีเฉพาะ สำหรับยานพาหนะที่มีวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการประสานจากฝ่ายกัมพูชาในการขอผ่าน โดยจะพิจารณาอนุญาตภายใต้ กรอบของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งของผู้บังคับบัญชา และ มาตรการควบคุมฯ ตามที่กองกำลังบูรพากำหนด อย่างเคร่งครัด (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

– วันที่ 1 ส.ค. 2568 : พบ 1 ข่าว เป็นข่าวบิดเบือน สวีเดนระงับการขาย Gripen ให้กับกองทัพอากาศไทย โดยมีคำชี้แจงว่า เนื่องจากโครงการจัดหาเครื่องบินรบ Gripen เพิ่มเติมของกองทัพอากาศ ยังคงอยู่ในระหว่างกระบวนการจัดซื้อ ไม่ได้ถูกระงับแต่อย่างใด (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 2 ส.ค. 2568 พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ทหารกัมพูชาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เนื่องจากได้รับควันพิษจากการโจมตีทางอากาศของไทย (เพจทีมโฆษกกองทัพบก)

ข่าวจริง1 ข่าว คือ บินโดรนในพื้นที่ห้าม เข้าข่ายภัยต่อแผ่นดิน โทษถึงประหารชีวิต โดยการใช้โดรนในลักษณะสอดแนมหรือโจรกรรมข้อมูลลับ เช่น บินเหนือพื้นที่ทหาร พรมแดน หน่วยงานราชการ บันทึกภาพ เสียง สัญญาณ เพื่อส่งให้ต่างชาติ หรือดัดแปลงติดอุปกรณ์พิเศษ เช่น กล้องอินฟราเรด เครื่องดักฟัง เข้าข่ายความผิดฐานจารกรรม / สายลับ กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร บทลงโทษตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 122 (3) , พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร , พระราชบัญญัติการเดินอากาศ โทษหนัก จำคุกตลอดชีวิตหรือถึงขั้นประหารชีวิต หากมีเจตนาและพฤติการณ์ร้ายแรง (อ้างอิง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 3 ส.ค. 2568 : พบ 6 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 4 ข่าว ประกอบด้วย 

1.รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้ทหารถอนกำลังจากพื้นที่ที่ยึดได้ ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดน (มีการนำคลิปรองนายกรัฐมนตรีมาตัดต่อ บอกว่า เป็นคำสั่งในเวลาปัจจุบัน ให้ทหารถอนกำลังจากพื้นที่ที่ยึดได้ : อ้างอิง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี) 

2.แจ้งเตือนประชาชนให้อพยพออกจากพื้นที่ อำเภอพนมดงรัก (ไม่มีการปะทะ ไม่มีคำสั่งอพยพ : อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

3.ทหารไทยได้ทำร้ายร่างกายเชลยศึกก่อนการส่งตัวกลับประเทศ (กองทัพบกได้ดำเนินการทุกขั้นตอนภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด : อ้างอิง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาร้องขอไทยให้ยุติการบินโดรนเหนือดินแดน (ประเทศไทยดำเนินมาตรการควบคุมการใช้โดรนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน และไม่มีนโยบายใช้โดรนเพื่อรุกล้ำอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด : อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวจริง 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.คลัง-พาณิชย์ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา(อ้างอิง : เพจไทยคู่ฟ้า) 

2.ธ.ก.ส. ประกาศยกหนี้ ให้ครอบครัวทหารและ ตชด. ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ (อ้างอิง : ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง)

– วันที่ 4 ส.ค. 2568 : พบ 7 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 3 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ทหารไทยสั่งอพยพประชาชน เตรียมเปิดฉากบุกก่อนประชุม GBC (ไม่มีการสั่งอพยพ : อ้างอิง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.ไทยส่งโดรนล้ำน่านฟ้ากัมพูชา (กองทัพอากาศ ยืนยัน ฝ่ายไทยไม่ได้ส่งโดรนบินล้ำอธิไตยเหนือดินแดนกัมพูชา : เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force) 

3.จับสายลับกัมพูชา ลอบเข้าชายทะเลโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมโดรนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าโจมตีกองบิน 5 (อ้างอิง : กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม)

ข่าวจริง 4 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ไทยจะปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย เมื่อความไม่สงบสิ้นสุดลง ไม่ใช่เพียงหยุดยิง (อ้างอิง เพจกองทัพบก ทันกระแส)

2.ศรีสะเกษ ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนา (เนื่องจากยังมีการออกปฏิบัติการเก็บกู้ระเบิดและมีการทำลายระเบิดที่ยังมีหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ : อ้างอิง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ)

3.กองทัพภาคที่ 2 ร่วมมือ 20 จังหวัดภาคอีสาน ลาดตระเวนเข้มรับมือโดรน (อ้างอิง กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับ 20 จังหวัดภาคอีสาน เร่งจัดหาเครื่องแอนตี้โดรน มาป้องกันจังหวัดของตัวเอง , มีการสั่งจัดตั้งชุดลาดตระเวนตรวจตราเข้ม โดยเฉพาะการพิสูจน์บุคคลแปลกหน้า : อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ (เพจ NBT Connext))

4.กัมพูชาปล่อยทิ้งร่างทหารเน่าคาพื้นที่การรบ(โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ประณามการกระทำของรัฐบาลกัมพูชาและกองทัพกัมพูชา ที่ปล่อยร่างทหารของตนเองไว้ในพื้นที่การรบโดยไม่มีการจัดการใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง : เพจกองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters)

สรุปรวมระหว่างวันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค. 2568 ศุนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการตรวจสอบไปทั้งสิ้น 36 ข่าว แบ่งเป็นข่าวปลอม 25 ข่าว ข่าวจริง 8 ข่าว และข่าวบิดเบือน 3 ข่าว โดยมีข้อสังเกตว่า ในส่วนของข่าวปลอมและข่าวจริง พบการอธิบายอย่างละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ที่จะเน้นอธิบายไปที่ข่าวบิดเบือนเป็นหลัก

ThaiPBS Verify 

– วันที่ 29 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ กัมพูชาอ้างไทย ใช้เครื่องบินรบปล่อยควันพิษ พบแท้จริงเป็นภาพที่สร้างจาก AI” สืบเนื่องจากบัญชี Facebook ชื่อ Meas Soksensan แชร์ภาพเครื่องบินรบบินผ่านป่า โดยเครื่องบินนั้นมีการปล่อยควันออกมา ซึ่งมีการแสดงความรู้สึก 3,100 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 17 ข้อความ และมีการแชร์ไปกว่าหมื่นครั้ง โดยโพสต์ดังกล่าวมีข้อความและคำอธิบายภาพระบุว่า “It’s a CRIME! Shame on you! From now on you are part of the dark history! Your action will be judged!”  “Thai aircraft released toxic smoke in the disputed area on July 27 according to the Cambodia’s Ministry of Nation Defense.” 

นำมาแปลความหมายได้ว่า “การกระทำนี้เป็นอาชญากรรม มันจะถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อันดำมืด และจะต้องมีการพิจารณาโทษ” “เครื่องบินของไทยปล่อยควันพิษในพื้นที่พิพาทเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา” อย่างไรก็ตาม ด้วยเครื่องมือ wasitai ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI พบว่า ภาพดังกล่าวถูกสร้างขึ้นจาก AI นอกจากนั้นเมื่อสอบถามไปยังแหล่งข่าวในกองทัพอากาศ ก็ได้รับคำยืนยันว่าไม่ใช่เครื่องบินของกองทัพอากาศไทย และเครื่องบินรบของไทยก็ไม่สามารถปล่อยควันพิษจากตัวเครื่องได้ รวมถึงยังไม่เคยทำการบินโดยใช้อาวุธเคมีแต่อย่างใใด ทั้งนี้ปัจจุบันกองทัพอากาศไทย มีการส่งเครื่องบินรบ 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องบิน F- 16 และเครื่องบินกรินเพน (Gripen) เข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ของกัมพูชาเพียง 2 ประเภทเพียงเท่านั้น

– วันที่ 30 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ กัมพูชาอ้าง! สื่อไทยปล่อยข่าวปลอม “ไทยคุม 11 พื้นที่ชายแดน” ด้าน ศบ.ทก. ยืนยัน ควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมดจริง” โดยเเพจเฟซบุ๊ก PR Cambodian Government โพสต์ภาพข่าวของ TOP News ที่รายงานข่าว “เปิด 11 พื้นที่ทหารไทยปักธง ปกป้องอธิปไตยชาติจากทหารเขมรผู้รุกราน” พร้อมข้อความกล่าวว่า “ការបង្ហោះរបស់បណ្ដាញផ្សព្វផ្សាយថៃនេះគឺជាព័ត៌មានក្លែងក្លាយ! គិតត្រឹមពេលនេះ កងទ័ពកម្ពុជាកំពុងឈរជើងគ្រប់គ្រងយ៉ាងពេញលេញនៅតំបន់ចំនួន ៨ ដែលស្ថិតនៅក្នុងដែនអធិបតេយ្យរបស់កម្ពុជា​។ដូចនេះសូមប្រជាពលរដ្ឋកុំយល់ច្រឡំ សូមឈប់ផ្សព្វផ្សាយនិងកុំចែករំលែកព័ត៌មាននេះ!”

ทั้งนี้แปลความหมายได้ว่า “การเผยแพร่ของสื่อไทยนี้เป็นข้อมูลเท็จ! จนถึงขณะนี้ กองทัพกัมพูชายังคงยืนหยัดควบคุมพื้นที่ทั้ง 8 แห่งได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าเข้าใจผิด ขอให้หยุดเผยแพร่และอย่าแชร์ข้อมูลนี้!” ซึ่งเมื่อใช้เครื่องมือ Google Lens ค้นหาภาพที่ถูกอ้าง ก็พบว่า เป็นภาพที่อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ข่าว ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568

ซึ่งในวันที่ 29 ก.ค. 2568 ทางสำนักข่าว ThaiPBS ได้รายงานข่าวเดียวกัน โดยอ้างการเปิดเผยของ พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่า ประเทศไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมด 11 แห่ง ภายในเวลา 06.00 น.  ได้แก่ ภูมะเขือ, ช่องอานม้า, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย,แนวเขตแดนช่องบก, โดนตวล, สัตตาโสม, ช่องจอม, ช่องสายตะกู บ้านกรวด, พระวิหารและพลาญยาว

– วันที่ 31 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว ประกอบด้วย 

1.เพจอ้าง “บิ๊กเล็ก” ใช้คำแรง ปัดความช่วยเหลือกัมพูชาด้านการแพทย์ในไทย กลาโหมยืนยันไม่เป็นความจริง : มีเพจเฟซบุ๊ก (ThaiPBS ยกตัวอย่างเพจ “HotNews -ข่าวประเทศไทย” โพสต์ภาพของ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) พร้อมข้อความที่อ้างว่าได้กล่าวกับสื่อ ดังนี้ 

“เดือดทะลุปรอท! รมช.กลาโหม ฟิวขาด หลังนักข่าวจี้คำถามแทงใจ ซัดกลับ เขมรมันไม่ใช่ญาติผม ถ้ามันจะตายก็ตายๆ ไปซะ อย่าได้หวังว่าผมจะช่วย ​, นี่คือประเทศไทย จะมาเรียกร้องอะไรมากมาย รักษาไม่ได้ก็ให้มัน”ตาย”ตรงนั้นเเหล ยิงใส่ลูกน้องผมบาดเจ็บล้มตายหลายราย บางคนก็ได้กลับไปหาครอบครัว บางคนก็ไม่ได้กลับ มันยังมีหน้าทำหนังสือมาขออนุญาตขอความช่วยเหลืออีกเหรอ , สำหรับผม ใครจะช่วยก็ช่วย แต่ผมไม่ช่วยเด็ดขาด และหน่วยงานในสังกัดผมก็จะไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ ทั้งสิ้นเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก ยืนยันว่า พล.อ.ณัฐพล ไม่เคยให้สัมภาษณ์อย่างที่ถูกกล่าวอ้างในโลกออนไลน์! อีกทั้งเมื่อนำภาพของ พล.อ.ณัฐพล ที่ถูกนำมาใช้ประกอบโพสต์ดังกล่าวไปค้นหาด้วย Google Lens ก็พบว่า เป็นภาพเก่าเมื่อปี 2561สมัยที่ พล.อ.ณัฐพล ยังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก 

2. KHMER TIME” อ้างไทยทิ้งบอมบ์หมู่บ้านกัมพูชา ศบ.ทก. โต้ “ระเบิดเก่า” ยันไม่ใช่ฝีมือเครื่องบินไทย สืบเนื่องจากสำนักข่าว KHMER TIME โพสต์ข่าว “ CMAC shows 1 tonne bomb, dropped by Thailand on Cambodia “ แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “CMAC (ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา) แสดงหลักฐานระเบิดหนัก 1 ตัน ที่ทิ้งโดยประเทศไทยในกัมพูชา”

นอกจากนั้นยังมีบัญชีเฟซบุ๊ก HENG Ratana โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า เช้าวันที่ 30 ก.ค. 2568 หน่วยงาน CMAC (Cambodian Mine Action Centre) เข้าตรวจสอบพบระเบิดชนิด MK-84 ซึ่งเป็นระเบิดทางอากาศขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูล MK (MK-81, MK-82, MK-83 และ MK-84) โดยมีน้ำหนักรวมเกือบ 1,000 กิโลกรัม และมีขนาดยาวประมาณ 3.5 เมตร ภายในบรรจุวัตถุระเบิดกว่า 500 กิโลกรัม เบื้องต้น ระบุว่าระเบิดลูกนี้ ตกลงจากกองทัพอากาศของประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ และถือเป็นอาวุธที่ไม่ค่อยถูกใช้งานนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามอินโดจีน

อย่างไรก็ตาม ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ชี้แจงว่า ระเบิด MK-84 ที่ถูกกล่าวอ้างนั้น อยู่ในสภาพเก่า และมีลักษณะคล้ายถูกขุดขึ้นมาจากใต้ที่พักอาศัยของประชาชน หากดูจากเส้นรอบวงและความยาวของลูกระเบิด มีลักษณะเป็นลูกระเบิดอากาศขนาด 2,000 ปอนด์แบบตะวันตกที่มีใช้ทั่วไป อีกจุดสังเกตหนึ่งคือ มีสภาพที่วางขนานกับพื้น ไม่เหมือนทิ้งจากเครื่องบิน ทั้งหมดเป็นข้อมูลบ่งชี้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ลูกระเบิดนี้จะเกิดจากการปฏิบัติการทางอากาศของไทยในช่วงเวลานี้ พร้อมกับยืนยันว่าปฏิบัติการทางอากาศของไทยนั้นพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหารทั้งหมด และเป็นไปตามหลักการป้องกันตนเองและปกป้องอธิปไตย

3.คลิปอ้างจีนส่งขีปนาวุธ DF-26 ช่วยกัมพูชา ตรวจสอบแล้วเป็นคลิปเก่า ถูกนำมาบิดเบือน บัญชี TikTok ชื่อ The Secret Area โพสต์คลิปอ้างจีนขนยุทโธปกรณ์เป็น ขีปนาวุธพิสัยกลางชนิด IRBM Dongfeng ลำเลียงไปที่ชายแดนกัมพูชา แต่เมื่อใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพ ผลปรากฏว่าภาพดังกล่าวตรงกับคลิปวิดีโออื่นที่เคยเผยแพร่ใน Rumble แพลตฟอร์มวิดีโอจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2566อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มาหรือเนื้อหาของคลิปต้นฉบับจากเว็บไซต์นี้ ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัด (ถึงกระนั้นก็ชัดเจนเป็นเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นในบริบทอื่น ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในกัมพูชา หรือเหตุการณ์ปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด)

– วันที่ 2 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ “มาลี โสเจียตา” โฆษกกลาโหมกัมพูชา พูดภาษาไทย ตัดพ้อ รพ.ชายแดนไม่รักษาทหารกัมพูชา แท้จริงสร้างจาก AI สืบเนื่องจากบัญชีแพลตฟอร์ม X ชื่อ IamTHAI โพสต์คลิปวิดีโอ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหมกัมพูชา ระบุว่า “อิหยังวะ….สุวรรณมาลี มึงด่าไทยทุกวัน  วันนี้มีงอน เสียมไม่มีน้ำใจ ไม่รับทหารกัมพูชาบาดเจ็บมารักษาที่ไทย” และมีข้อความประกอบในคลิปว่า โรงพยาบาลไทยตอนนี้รวมใจไม่รับเขมรรักษาแล้วจ้า , กองทัพเขมรขอส่ง

ซึ่งเมื่อทำการตรวจสอบคลิปดังกล่าว ผ่านเครื่องมือตรวจสอบวิดีโอ deepware.ai พบว่าเสียงในคลิปใช้เทคโนโลยี AI ในการบิดเบือนข้อเท็จจริงระหว่างภาพ เสียงและเนื้อหา เข้าข่ายการใช้โมเดล AI-Deepfake ดังนี้ เข้าข่ายการใช้โมเดล Deepware ในระดับ 65% , เข้าข่ายการใช้โมเดล Seferbekov ในระดับ 51% , เข้าข่ายการใช้โมเดล Ensemble ในระดับ 58% พบความผิดปกติการเคลื่อนไหวของท่าทาง รูปปากขณะกำลังพูด ที่ไม่เป็นธรรมชาติ

ด้าน สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ชี้แจงกรณีมีข่าวว่าโรงพยาบาลของไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ปฏิเสธการรักษาทหารกัมพูชา ว่า ไม่มีข้อเท็จจริง ยังคงมีการรักษาคนไข้ชาวกัมพูชาอยู่ ไม่มีการไล่ให้ออกจากโรงพยาบาล และดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนกรณีการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่คือ กรณีที่ชาวกัมพูชามาทำงานในโรงพยาบาล หรือบุคคลที่ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาไทยกับกัมพูชา ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เหตุเพราะมีโดรน มาบินอยู่บริเวณโรงพยาบาล จึงต้องมีการป้องกันและระมัดระวัง และยอมรับว่า ป้องกันเรื่องการเป็นสายลับ และรอผลการเจรจาสองประเทศในวันที่ 4 ส.ค. 2568 ที่ต้องฟังกระทรวงกลาโหมเป็นหลัก

– วันที่ 3 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ คลิปไวรัล ร.31 รอ. ปะทะช่วง 5 นาทีสุดท้าย ที่แท้คลิปเก่า สืบเนื่องจาก ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมข้อความระบุว่า “นาที ร.31 ยืนแลก 🪖🇹🇭🫡 #ร31 #รบพิเศษ #ทหาร” โดยภายในคลิปเป็นภาพการใช้อาวุธของทหารในเวลากลางคืน ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 อย่างไรก็ตาม ตรวจสอบด้วยการค้นหาคำสำคัญ “ยิงปืนเวลากลางคืน” เพื่อค้นหาว่าคลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์มาก่อนหรือไม่ 

ทำให้พบคลิปของผู้ใช้บัญชี TikTok ที่ชื่อ “cetoz282” ได้โพสต์คลิปลักษณะเดียวกัน โดยระบุข้อความว่า “You can hide but you cant run!!🤫🤫 LF22 ฝึกยิงปืนในเวลากลางคืน AN/PVS-14 และ Wilcox Raid X #ไทยนี้รักสงบเเต่ถึงรบไม่ขลาด #ทหารไทย #กัมพูชา #thailand #RTA #specialforces” ซึ่งเมื่อนำคลิปดังกล่าวมาตรวจสอบด้วยเครื่องมือ InVID-WeVerify ในการแยก Keyframe และนำภาพที่ได้ไปตรวจสอบกับคลิปต้องสงสัยพบว่า ภาพในคลิปดังกล่าวมีจุดที่ตรงกัน

โดยบัญชี TikTok “cetoz282” ได้โพสต์คลิปดีงกล่าวไว้เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 อีกทั้งในเวลาต่อมา เจ้าตัวยังโพสต์ข้อความเพิ่มเติมในช่องแสดงความคิดเห็นด้วยว่า “คลิปนี้ยืนยันว่าเป็นการฝึกของทหารราบนะครับ LF22 Lightning Forge ฝึกใช้อุปกรณ์ยิงประกอบในเวลากลางคืน มิใช่เหตุการณ์ล่าสุด จากวันที่ลงคลิปนี้นานแล้ว วันที่ 6-6 ที่ผ่านมา” เพื่อยืนยันว่า เหตุการณ์ในคลิปดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนสถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา

– วันที่ 4 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ ข่าวปลอม ! สื่อกัมพูชาอ้างสวีเดนระงับขาย เครื่องบินขับไล่ Gripen ให้ไทย หลังจากกองทัพอากาศไทยโจมตีกัมพูชา สืบเนื่องจาก เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ The Phnom Penh Post รายงานว่า สวีเดนระงับการขาย Saab JAS-39 Gripen ล็อตใหม่ให้ไทย หลังไทยใช้เครื่องบิน Gripen โจมตีทางอากาศในกัมพูชา โดยพบการโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก Embassy of Sweden in Bangkokว่า ตามที่ปรากฏข่าวที่แพร่หลายไปในขณะนี้เกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริปเปนโดยกองทัพอากาศไทย  ขอเรียนว่ายังไม่มีการตัดสินใจใด ๆ เพื่อระงับการจำหน่ายเครื่องบินขับไล่ให้แก่ประเทศไทย

สรุปรวมระหว่างวันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค. 2568 ThaiPBS Verify ซึ่งตรวจสอบเฉพาะข่าวปลอม ดำเนินการไปทั้งสิ้น 8 ข่าว โดยจุดเด่นของ ThaiPBS Verify นอกจากจะอธิบายกระบวนการตรวจสอบแล้ว ยังให้ข้อมูลเป็นเกร็ดความรู้เพิ่มเติมด้วย เช่น กรณีจีนส่งขีปนาวุธ DF-26 หรือขีปนาวุธพิสัยกลางชนิด IRBM Dongfeng ช่วยกัมพูชายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขีปนาวุธรุ่น DF‑26 (Dongfeng‑26) เป็นขีปนาวุธชนิดพิสัยกลาง (IRBM – Intermediate-Range Ballistic Missile) มีพิสัยยิงได้ประมาณ 3,000 – 5,000 กิโลเมตร ถือเป็นขีปนาวุธที่มีคุณสมบัติทำลายล้างสูง ปัจจุบันอยู่ในความควบคุมของ PLA Rocket Force สาธารณรัฐประชาชนจีน และโดยทั่วไป ขีปนาวุธที่มีพิสัยยิงไกลและขีดความสามารถสูง มักจะไม่ถูกส่งออกไปให้ประเทศอื่น ๆ เนื่องจากถือเป็นข้อมูลด้านความมั่นคงระดับสูง เป็นต้น

AFP Fact Check

– วันที่ 29 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict โดยมีการแชร์ภาพเครื่องบินกำลังพ่นควันสีชมพู แล้วบรรยายเป็นภาษาเขมรว่า “ไทยใช้อาวุธควันพิษโจมตีกัมพูชา” ภาพดังกล่าวถูกโพสต์เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 แต่เมื่อใช้เครื่องมือของ Google ตรวจสอบภาพย้อนกลับ ก็พบว่าเป็นภาพเก่าในเหตุการณ์ไฟป่าที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อาทิ สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2568 ว่า มีความพยายามในการดับไฟป่าพาลิเซดส์ ซึ่งเป็นเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงไฟป่าลอสแอนเจลิส และบรรยายภาพนี้ว่า เครื่องบินบรรทุกน้ำมันทิ้งสารหน่วงไฟที่ไฟป่าพาลิเซดส์ ภาพจากวูดแลนด์ฮิลส์ เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2568 

– วันที่ 31 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.Video edited with motion graphics software falsely linked to Thailand-Cambodia conflict ว่าด้วยคลิปวีดีโออ้างเป็นเหตุการณ์ไทยส่งเครื่องบินรบ F-16 ไปโจมตีกัมพูชา เพื่อตอบโต้กรณีกัมพูชาโจมตีใส่เป้าหมายพลเรือนของไทย โดยเครื่องบิน F-16 ใช้เวลาปฏิบัติการ 20 นาที ก่อนกลับฐานอย่างปลอดภัย ซึ่งถูกแชร์ในพื้นที่ออนไลน์ที่ใช้ภาษาจีนตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 2568 ซี่งแม้ไทยจะส่งเครื่องบินรบ F-16 ร่วมปฏิบัติการสู้รบกับกัมพูชา แต่ตลิปดังกล่าวเมื่อตรวจสอบภาพย้อนกลับ พบเป็นคลิปเก่าที่เคยถูกนำมาอ้างในการสู้รบระหว่างอินเดียกับปากีสถาน เมื่อเดือน พ.ค. 2568 

AFP ยังตามต่อไปจนพบว่าต้นทางของคลิปนี้มาจากช่องยูทูบ “Unreal vfx” เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2566 โดยผู้โพสต์ได้บรรยายไว้ใต้ใต้คลิปว่า คลิปนี้ถูกสร้างขึ้นด้วย Adobe After Effects ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์กราฟิกเคลื่อนไหวและเอฟเฟกต์ภาพ และเมื่อทาง AFP ได้สอบถามไปว่า วิดีโอนี้แสดงภาพจริงหรือไม่ ผู้โพสต์คลิปดังกล่าวตอบว่าเป็นกราฟิกเคลื่อนไหวนอกจากนั้น ในช่อง Unreal vfx ยังมีคลิปวีดีโอที่มีฉากหลัง (อาคารสถานที่) แบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากการถูกเครื่องบินรบโจมตีเป็นถูกอุกกาบาตพุ่งชนแทน 

2.Old video of Cambodian homes gutted by fire falsely linked to border clashes มีการแชร์คลิปวีดีโอใน TikTok ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 เป็นภาพบ้านเรือนได้รับความเสียหาย พร้อมคำบรรยายว่า ความยุติธรรมสำหรับกัมพูชา #ประเทศไทยเริ่มต้นสงคราม แต่เมื่อนำภาพไปสืบค้นย้อนกลับด้วย Google ก็พบว่า คลิปนี้เคยถูกโพสต์ในวันที่ 10 ก.ค. 2568 หรือ 2 สัปดาห์ก่อนการปะทะกันทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา 

และเมื่อตามต่อจากความเห็นในคลิปนั้นที่ระบุว่าน่าจะเป็นเหตุเพลิงไหม้ในจังหวัดกำปงชนัง เมื่อปี 2566 ก็ยังค้นพบภาพที่คล้ายกันจากสื่อท้องถิ่น Khmernote รวมถึงเพจเฟซบุ๊กของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งแสดงรูปภาพเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้

– วันที่ 4 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ Clip shows Thai shop hit by rocket strike, not ‘Cambodian military positions’ สืบเนื่องจากในวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้โพสต์คลิป Reel ในเฟซบุ๊ก ระบุว่า กองทัพอากาศของไทยโจมตีเป้าหมายทางทหาร 2 จุดที่กัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบภาพประกอบในคลิป พบว่าเป็นร้านสะเดวกซื้อและปั๊มน้ำมันในประเทศไทยซึ่งถูกกัมพูชาโจมตี ซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกัน 

เพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ของไทย บรรยายภาพนี้ว่า จรวด BM-21 จากฝ่ายกัมพูชาโจมตีปั๊มน้ำมันปตท. ที่บ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีนักเรียนและประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ยังมีชาวบ้านในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ที่โพสต์คลิปลักษณะเดียวกัน บรรยายว่า ตนกำลังจะเลี้ยวรถเข้าปั๊ม จู่ๆ ร้านสะดวกซื้อก็ถุกโจมตี นอกจากนั้น ภาพของร้านสะดวกซื้อและปั้มน้ำมันที่ถูกนำไปอ้างว่าอยู่ในกัมพูชา ยังตรงกับภาพ Google Street View ที่เคยถ่ายไว้ก่อนหน้านี้ด้วย รวมถึงในวันที่ 25 ก.ค. 2568 ยังมีช่างภาพของ AFP ลงพื้นที่ไปเก็บภาพความเสียหาย 

สรุปรวมระหว่างวันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค. 2568 AFP Fact Check ซึ่งตรวจสอบเฉพาะข่าวปลอม ดำเนินการไปทั้งสิ้น 4 ข่าว แม้จะมีปริมาณไม่มาก แต่จุดเด่นสำคัญคือนอกจากจะยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมพร้อมอธิเบายกระบวนการตรวจสอบแล้วยังพยายามไปให้ถึงต้นตอของภาพหรือคลิปวีดีโอนั้นด้วย

ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 29 ก.ค. – 4 ส.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบพบทั้งข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน  รวมจำนวน 9ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 29 ก.ค. 2568 คลิปทหารไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา (ข่าวบิดเบือน) : สืบเนื่องจาก วันที่  28-29 ก.ค. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและกลุ่มเทเลแกรมของชาวกัมพูชาเผยแพร่คลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นภาพทหารไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา คลิปนี้มีความยาวประมาณ 2 นาที ถ่ายจากบนรถขณะพลขับซึ่งเป็นชาวต่างชาติขับไปรับทหารไทย 3 นาย จากจุดที่มีควันสีแดงพวยพุ่ง ทหารทั้งหมดสวมเครื่องแบบติดธงชาติไทย เมื่อขึ้นมาบนรถมีเสียงพูดเป็นภาษาไทยว่า “ปลอดภัย ปลอดภัย”  

โคแฟคตรวจสอบภาพในคลิปอย่างละเอียดพบว่าหนึ่งในทหารที่อยู่ในคลิปสวมหมวกที่มีอักษรย่อ LRRP ซึ่งย่อมาจาก long-range reconnaissance patrol หรือหน่วยลาดตระเวนระยะไกล จึงได้สอบถามไปที่เจ้าหน้าที่กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 1 ให้ช่วยตรวจสอบภาพในคลิป เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเป็นคลิปการฝึกทางทหารของหน่วยลาดตระเวนระยะไกล แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการฝึกเมื่อไหร่ สถานที่ใด

โดยมีจุดสังเกต 1.สัญลักษณ์ LRRP บนหมวกของทหารลาดตระเวนระยะไกล ซึ่งมีการฝึกร่วมกับต่างประเทศบ่อยครั้ง 2.ควันสีแดงเป็นควันที่ใช้เป็นปกติในการฝึก เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของฝ่ายหรือเพื่อบอกตำแหน่ง 3.ปลายกระบอกปืนติดอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการฝึกหรือซ้อมรบ 4.หากควันในภาพเป็นสารเคมีมีพิษจริง ทหารที่อยู่ในคลิปก็ต้องใส่หน้ากากกันสารพิษด้วย แต่ในคลิปไม่มีการใส่หน้ากากป้องกัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 ทั้งกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกไทยได้แถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาของโฆษกกลาโหมกัมพูชา โดยยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี ขณะที่โคแฟคและสื่อมวลชนหลายสำนักตรวจสอบพบว่าเพจสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียได้นำภาพเครื่องบินปล่อยสารเคมีดับไฟป่าในลอสแอนเจลิสของสำนักข่าวรอยเตอร์สมาบิดเบือนว่าเป็นการใช้อาวุธเคมีของไทย ซึ่งต่อมาทางเพจได้นำภาพออกไปจากโพสต์

– วันที่ 30 ก.ค. 2568 ภาพธงชาติไทยบนภูมะเขือ (ใช้ภาพที่ทำให้เข้าใจผิด) : สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ วันที่ 29 ก.ค. 2568 พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ด้านความมั่นคงแถลงข่าวว่าฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่ 11 จุด ซึ่งมีภูมะเขืออยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม ในสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพที่อ้างว่าเป็นภาพของธงชาติไทยและทหารไทยยืนประจำการ ณ ภูมะเขือ อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี

แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นภาพ “เขาหน่อ” สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังใน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ มาใส่คำบรรยายเท็จว่าเป็นภูมะเขือ บางโพสต์ยังนำภาพไปตัดต่อหรือใช้เอไอเติมภาพทหารถือปืนยืนประจำการอยู่ด้วย โดยภาพต้นฉบับมาจากเพจเฟซบุ๊ก “ที่นี่ปากน้ำโพ” ซึ่งเมื่อสอบถามไปก็ที่เพจดังกล่าวก็ได้ความว่า เป็นภาพที่โพสต์ไว้ในเพจตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 

– วันที่ 31 ก.ค. 2568 ภาพรัฐมนตรีช่วยกลาโหมกับข้อความ เขมรไม่ใช่ญาติ- ตัดความช่วยเหลือ (ข่าวปลอม) : วันที่ 30 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “HotNews – ข่าวประเทศไทย” โพสต์ภาพ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมกับคำบรรยายว่า “รมช.กลาโหม ฟิวขาด หลังนักข่าวจี้คำถามแทงใจ ซัดกลับ เขมรมันไม่ใช่ญาติผม ถ้ามันจะตาeก็ตาeๆ ไปซะ อย่าได้หวังว่าผมจะช่วย” พร้อมกับฝังข้อความในภาพทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ พล.อ.ณัฐพล โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 2.4 พันครั้ง และถูกนำไปเผยแพร่ต่อทั้งในอินสตาแกรมและติ๊กตอกอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม โคแฟคตรวจสอบคลิปการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ณัฐพล หลังการประชุมสภากลาโหม เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 ที่สื่อมวลชนรายงาน ไม่พบว่ามีคำพูดดังกล่าว ในการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถามว่าไทยกับกัมพูชาจะกลับไปเป็นเพื่อนบ้านที่ดีกันได้หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลตอบว่า “ได้ๆ แต่ตอนนี้ชะลอการช่วยเหลือทางการทหารไปก่อน” จนกว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศจะดีขึ้น นอกจากนั้น สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กว่าโพสต์ดังกล่าวเป็น #เนื้อหาเท็จ โดยระบุว่า “รมช.กห. ไม่เคยให้สัมภาษณ์อย่างที่ถูกกล่าวอ้างในโลกออนไลน์”

– วันที่ 1 ส.ค2568 พบการตรวจสอบ 3 ข่าว ดังนี้ 

1.หนังสือพิมพ์ภาษาเยอรมันในสวิตเซอร์แลนด์พาดหัวข่าวไทย-กัมพูชาผิด เรียกไทยเป็นไต้หวัน(เนื้อหาจริง แต่ข่าวที่เผยแพร่ในเวอร์ชันออนไลน์พาดหัวข่าวถูกต้องแล้ว) : สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยเผยแพร่ภาพพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ The Neue Zürcher Zeitung (NZZ) สื่อภาษาเยอรมันในสวิตเซอร์แลนด์ รายงานข่าวการตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา แต่เขียนชื่อประเทศไทยในพาดหัวข่าวผิดเป็น “ไต้หวัน-กัมพูชา บรรลุข้อตกลงหยุดยิง”  (ใช้คำว่า Taiwan แทนที่จะเป็น Thailand)

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก “Taiwan in München” ได้เผยแพร่ภาพหนังสือพิมพ์ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (e-paper) ของ NZZ ฉบับวันที่ 29 ก.ค. 2568 ที่พาดหัวข่าวผิดเช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อสอบถามไปก็ได้รับการตอบกลับทางอีเมลจาก NZZ ว่า ทางกองบรรณาธิการเสียใจกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เราได้ดำเนินการตรวจสอบภายใน และได้พิมพ์ข้อความแก้ไขในหนังสือพิมพ์ฉบับวันรุ่งขึ้นแล้วขณะที่พาดหัวข่าวในเวอร์ชั่นออนไลน์ ระบุว่า Thailand und Kambodscha einigen sich auf Waffenstillstand ซึ่งเป็นพาดหัวที่ถูกต้อง 

2.ภาพ “4 นักบินสาว F-16 แห่งกองทัพไทย”(ภาพปลอม ถูกทำขึ้นด้วย AI) : สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กหลายบัญชีเริ่มแชร์ภาพของผู้หญิงในเครื่องแบบนักบินโดยอ้างว่าเป็นภาพของ “4 นักบินสาว F-16 แห่งกองทัพไทย” ชื่อปลายฟ้า อิงดาว น้ำฝน และมณฑา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทหารแนวหน้าที่ต่อสู้กับกัมพูชาในความขัดแย้งครั้งล่าสุด โพสต์ลักษณะนี้ได้รับการกดถูกใจรวมกันหลายพันครั้งและถูกแชร์ต่ออีกหลายร้อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม ภาพทั้ง 4 มีลักษณะผิดปกติ เช่น ใบหน้าของทั้ง 4 ภาพมีลักษณะดวงตาและคิ้วเหมือนกัน เส้นผมมีลักษณะเป็นแผ่น ไม่เป็นเส้นตามธรรมชาติ แสงและเงาบนใบหน้าไม่สอดคล้องกัน รวมถึงป้ายบนเครื่องแบบของพวกเธอซึ่งแตกต่างกันออกไปแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของหน่วยงานใดหรือประเทศไหน 

และเมื่อเปรียบเทียบชุดเครื่องแบบในภาพ ก็พบว่าไม่สอดคล้องกับเครื่องแบบนักบินของกองทัพอากาศไทยที่มีป้ายระบุสังกัดกองบิน ป้ายชื่อของนักบิน หรือป้ายกำกับที่มีสัญลักษณ์ของธงชาติไทยเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ การตรวจสอบภาพกับเครื่องมือตรวจจับภาพจาก AI ชื่อ Hive Moderation ก็ให้ผลสอดคล้องกัน โดยระบุว่ามีแนวโน้มว่าภาพทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์สูงถึงร้อยละ 99

3.คลิปปะทะเดือดที่ปราสาทตาควาย (คลิปเก่าก่อนเหตุการณ์สู้รบไทย  กัมพูชา ครั้งล่าสุด) :สืบเนื่องจากหลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชามีผลบังคับในเวลาเที่ยงคืนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเริ่มมีการแชร์คลิปเป็นภาพการยิงในเวลากลางคืน มีเสียงปืนดังและเสียงทหารตะโกนสื่อสารกัน ต่อมาสื่อมวลชนหลายสำนักได้นำคลิปนี้ไปเผยแพร่ต่อโดยบรรยายว่าเป็นภาพเหตุการณ์ “ปะทะเดือดที่ปราสาทตาควาย” ผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าคลิปนี้เป็นคลิปเดียวกับที่มีผู้เผยแพร่ในติ๊กตอกตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2568

โคแฟคตรวจสอบในติ๊กตอกพบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์โดยผู้ใช้งานรายหนึ่งเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568พร้อมคำบรรยายว่าเป็นคลิป “การฝึกยิงในเวลากลางคืน” เมื่อนำมาเปรียบเทียบอย่างละเอียดพบว่าทั้งเสียงและภาพตรงกันกับคลิปที่อ้างว่าเป็นเหตุปะทะที่ปราสาทตาควาย ความยาวก็ใกล้เคียงกันคือประมาณ 1 นาทีกว่าๆ และในวันที่ 30 ก.ค. 2568 ผู้โพสต์คลิปดังกล่าวได้โพสต์ข้อความชี้แจงเพิ่มเติมว่า คลิปนี้ยืนยันว่าเป็นการฝึกของทหารราบฝึกใช้อุปกรณ์ยิงประกอบในเวลากลางคืน มิใช่เหตุการณ์ล่าสุด จากวันที่ลงคลิปนี้นานแล้ววันที่ 6-6 ที่ผ่านมา

– วันที่ 2 ส.ค. 2568 คลิปวิดีโอการชุมนุมของชาวกัมพูชาตามหาญาติที่ไปเป็นทหารแล้วสูญหายในการรบกับไทย (เนื้อหาปลอม  นำคลิปอื่นมาอางให้เข้าใจผิด) : ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กชาวไทยแชร์คลิปวิดีโอการชุมนุมของชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่ง บางคนถือรูปและธงสัญลักษณ์พรรคประชาชนกัมพูชา ข้อความในโพสต์อ้างว่าเป็นครอบครัวของทหารกัมพูชาที่เรียกร้องให้นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตามหาทหารที่สูญหายหลังการสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา   

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าคลิปดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 2568 โดยเพจเฟซบุ๊ก CJ News ของกลุ่มนักข่าวพลเมืองกัมพูชา รายงานว่าเหตุการณ์การชุมนุมของพ่อค้า – แม่ค้าชาวกัมพูชาในตลาดชนกตรุ จังหวัดกัมปงชนัง โดยผู้ชุมนุมต้องการให้นายกฯ กัมพูชาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยุติการรื้อแผงขายของเพื่อจัดระเบียบตลาด

– วันที่ 3 ส.ค. 2568 ข่าวหัวหน้าพรรคประชาชนประณาม รพ. ที่ปฏิเสธรักษาคนเขมร (ข่าวปลอม) :สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ออกหนังสือแจ้งเวียนภายในโรงพยาบาลเรื่อง “ขอยกเลิกการปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้ช่วยสื่อสารชาวกัมพูชา และการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชา” ได้แก่ 1) ยกเลิกการปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้ช่วยสื่อสารชาวกัมพูชา 2) ปิดการให้บริการ SMC Premium ชั่วคราว 3) ยกเลิกการรับยาแทน และงดรับเคสใหม่ผู้ป่วยชาวกัมพูชา 4) ผู้ป่วยชาวกัมพูชาที่ยังนอนรักษาอยู่ในโรงพยาบาล ให้จำกัดพื้นที่ให้ชัดเจน  มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.- 10 ส.ค. 2568  

ซึ่งในวันที่ 31 ก.ค. 2568 เวลา 11.16 น. พรรคประชาชนโพสต์ข้อความทางเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับหนังสือเวียนฉบับนี้ โดยแสดงความกังวลว่าการเลือกปฏิบัติของโรงพยาบาลในการรักษาผู้ป่วย ถือว่าขัดต่อหลัก International Humanitarian Law จะทำให้ประเทศไทยเสียหายมากในเวทีโลก และเสี่ยงต่อการถูกกัมพูชานำไปขยายผลในเวทีระหว่างประเทศ 

ในวันเดียวกัน เวลา 12.25 น. นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แถลงชี้แจงว่าบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นหนังสือแจ้งเวียนภายใน แต่เมื่อถูกนำไปเผยแพร่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน แท้จริงแล้วเป็นการปรับระบบบริการและภารกิจในช่วงสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อระดมทรัพยากรมาดูแลผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากชายแดน โดยการปรับลดงานที่ไม่จำเป็นลง หนึ่งในนั้นคือบริการผู้ป่วยนอกพรีเมียม ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ใช้บริการเป็นชาวกัมพูชาที่ลดจำนวนลงมากในตอนนี้ และยืนยันในหลักมนุษยธรรมว่าทางโรงพยาบาลยังรับผู้ป่วยถ้าหากมีความจำเป็นหรือฉุกเฉิน รวมถึงชาวกัมพูชาที่อยู่ในพื้นที่หรือมาจากพื้นที่อื่นๆ  

อย่างไรก็ตาม พบผู้ใช้แพลตฟอร์ม X และเฟซบุ๊กหลายรายเผยแพร่ภาพนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ฝังข้อความที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของนายณัฐพงษ์ว่า “ในฐานะผมอยู่พรรคประชาชน ขอประณามโรงพยาบาลอุบลที่คิดปฏิเสธรักษาคนเขมร เป็นคนไทยที่ทำตัวแย่มาก” ขณะที่ทางพรรคประชาชนได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน – People’s Party” ว่า “ข้อความและคำพูดในภาพดังกล่าวเป็นเท็จ เพราะไม่เคยปรากฏว่าณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เคยสื่อสารถ้อยคำดังกล่าว”

นอกจากนั้นยังไม่พบรายงานจากสื่อมวลชน รวมทั้งช่องทางโซเชียลมีเดียของนายณัฐพงษ์และพรรคประชาชน ก็ไม่พบคลิปหรือข้อความตามที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียนำมาอ้างเท็จว่าเป็นคำพูดของนายณัฐพงษ์ที่ประณามโรงพยาบาลด้วยถ้อยคำรุนแรงแต่อย่างใด 

– วันที่ 4 ส.ค. 2568 คลิปฝูงแร้งและอีกาบินว่อน คาดมากินซากศพทหารกัมพูชา (เนื้อหาเท็จ) : สืบเนื่องจากเมื่อ วันที่ 1 ส.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกจำนวนมากเผยแพร่คลิปที่อ้างว่าเป็นภาพฝูงแร้งและอีกาบินอยู่บนท้องฟ้าเหนือภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ และปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ คาดว่าบินมากินซากศพทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งอยู่บริเวณที่มีการปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาระหว่างวันที่ 24-28 ก.ค. 2568   

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำคลิปดังกล่าวไปสอบถามกับ ดร.เพชร มโนปวิตร นายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ได้รับคำอธิบายว่า 1) แม้ในกัมพูชายังคงมีประชากรแร้งในธรรมชาติอยู่ก็จริง แต่ทั้ง 3 ชนิดคือ พญาแร้ง (Red-headed Vulture) แร้งเทาหลังขาว (White-rumors Vulture) และแร้งสีน้ำตาล (Slender-billed Vulture) ต่างมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically-endangered) โอกาสที่จะเห็นแร้งรวมฝูงอย่างในภาพแทบจะเป็นไปไม่ได้ 

ซึ่งในปี 2567 ข้อมูลจากการสำรวจทั่วประเทศนับจำนวนแร้งเทาหลังขาวได้ 78 ตัว และแร้งสีน้ำตาล 48 ตัว ส่วนพญาแร้ง (Sarcogyps calvus) ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยมีการบันทึกพบเพียง 14 ตัวในปีที่ผ่านมา 2) ลักษณะของแร้งในภาพไม่เหมือนแร้งทั้งสามชนิดที่พบได้ในกัมพูชา 

และ 3) แร้งและอีกามีพฤติกรรมการกินซาก (Scavenging Behavior) แร้งเป็นสัตว์ที่พึ่งพิงซากสัตว์เป็นอาหารหลักเกือบทั้งหมด ไม่ล่าสัตว์มีชีวิตเป็นอาหาร ส่วนอีกาเป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่ง กินได้ทั้งซากสัตว์และอาหารหลากหลายชนิด แต่จำนวนแร้งที่ลงกินซากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเป็นกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น เพราะประชากรมีค่อนข้างน้อย แต่เนื่องจากคุณภาพของภาพในคลิปไม่ชัด จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นนกอะไร ถ่ายในพื้นที่ไหน

หมายเหตุ เป็นการรวบรวมครั้งที่ 3 โดยนับจากวันที่ 5 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee – GBC) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย /ถึงวันที่ 16 ส.ค. 2568 ซึ่งทั้ง 2 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC)ที่ประเทศไทย

ศุนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย) 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

– วันที่ 5 ส.ค. 2568 : พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 4 ข่าว ประกอบด้วย 

1.สั่งเปิดด่านสระแก้ว ให้ส่งสินค้าไปขายได้ ณ วันที่ 5 ส.ค. 2568 ยังไม่มีคำสั่งให้เปิดด่านศุลกากรอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วแต่อย่างใด (อ้างอิง กรมศุลกากร) 

2.กรมศิลปากร พร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะโบราณสถานคือมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของมนุษยชาติ แม้จะมีความสามารถในการบูรณะก็ไม่อาจทดแทนของจริงได้ (อ้างอิง กรมศิลปากร)อ

3.ลูกระเบิด MK-84 ที่พบในกัมพูชา เป็นของที่ไทยจัดซื้อจากอิสราเอล กองทัพอากาศ ไม่ได้จัดซื้อระเบิดจากแหล่งที่กล่าวอ้าง (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

4.ไทยวางแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชา กองทัพอากาศ ยึดมั่นในหลักคุณธรรมและกฎหมายสากล ทุกปฏิบัติการทางอากาศดำเนินการภายใต้สิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 และเป็นไปตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักความชอบธรรมในการป้องกันตนเองเป็นสำคัญ (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

ข่าวจริง ข่าว ประกอบด้วย 

1.เปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก ชายแดนสระแก้ว ให้ประชาชนกลับภูมิลำเนาได้  อำนวยความสะดวกการเดินทากลับภูมิลำเนาของทั้งชาวไทยและกัมพูชา (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

2.ช่องอานม้า อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย เจ้าหน้าที่มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและใช้เครื่องจักรเข้าจัดการพื้นที่ (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

– วันที่ 6 ส.ค. 2568 : พบทั้งหมด 3 ข่าว โดยเป็นข่าวจริง ประกอบด้วย 

1.เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 ทหารกัมพูชาเข้ารื้อรั้วลวดหนาม บริเวณช่องอานม้าที่ทหารไทยล้อมไว้ เกิดขึ้นเวลา 16.30 น. บริเวณตลาดช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้วางแนวลวดไว้จำนวน 2 แถว เพื่อแสดงแนวเขตชัดเจน โดยเมื่อฝ่ายไทยเข้าไประงับเหตุ ทางฝ่ายกัมพูชาก็ได้ปฏิบัติตามและออกจากพื้นที่โดยสงบ (อ้างอิง เพจกองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters)

2.กยศ. ยกหนี้ให้ทหารที่เสียชีวิตจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา โดยขอให้ญาติของผู้กู้ยืมจัดส่งเอกสารหลักฐานแจ้งการถึงแก่กรรมมายังสำนักงาน กยศ. (อ้างอิง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงการคลัง)

3.ครม. เพิ่มเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา สูงสุด 10 ล้านบาท (อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี)

– วันที่ 7 ส.ค. 2568 : พบทั้งหมด 3 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว (บนหน้าเว็บไซต์มี 2 ข่าว แต่เป็นเรื่องเดียวกัน) คือ ทหารกัมพูชาป่วยเป็นไข้มาลาเรีย โดยอ้างว่าเนื่องจากสารเคมีของไทยอาการป่วยของทหารกัมพูชามีลักษณะคล้ายอาการไข้มาลาเลีย แต่ยังไม่สามารถยืนยันโรคที่ชัดเจนได้และไม่เกี่ยวกับสารเคมีของไทย (อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวจริง 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ยกเว้นเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุทุกประเภท ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เรียกเก็บค่าเช่าหรือค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เป็นเวลา 2 เดือน (กำหนดร้อยละ 0) สำหรับผู้เช่าที่ราชพัสดุทุกประเภทสัญญาเช่าที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามประกาศกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหรือประกาศจังหวัด แล้วแต่กรณี (อ้างอิง กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง)

2.กรมการปกครอง สั่ง X-Ray เฝ้าระวังโดรนในพื้นที่ กองทัพอากาศ ขอความร่วมมือประชาชน ให้ความร่วมมือและเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ในการปฏิบัติภารกิจสอดส่องออกลาดตระเวนในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน) (อ้างอืง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 8 ส.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว สั่งจับแรงงานกัมพูชาส่งกลับประเทศ ไม่ให้ประกอบอาชีพในไทย มีการดำเนินการจับกุมแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย หรือลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต โดยไม่ได้มุ่งเน้นปราบปราม ผลักดันเฉพาะสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง แต่เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2568 พบชาวกัมพูชา 100 คนที่ไม่สามารถแสดงเอกสารหนังสือเดินทางต่อเจ้าหน้าที่ได้ (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

ข่าวจริง ข่าว ประชาชนในจังหวัดสุรินทร์เริ่มทยอยกลับบ้านแล้ว (อ้างอิง เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์)

– วันที่ 9 ส.ค. 2568 พบ 4 ข่าว เป็นข่าวจริงทั้งหมด ประกอบด้วย 

1.ไทยเตรียมเสนอข้อตกลง “เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบแก๊งคอลเซนเตอร์” เข้าการประชุม GBC ครั้งถัดไป (อ้างอิง เพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

2.กำลังพลร้อย.ร.111 เหยียบทุ่นระเบิดระหว่างลาดตระเวน ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

3.จับกุมแรงงานกัมพูชา ลักลอบกลับเข้าไทยจำนวน 17 คน โดยเดินเท้ามาจากไร่อ้อยแนวชายแดน มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่สวนปาล์มในเขตบ้านผ่านศึก ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 (อ้างอืง เพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.กัมพูชาฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา โดยใช้อาวุธในลักษณะซ่อนรูป อ้างถึงรายงานเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2568 ที่ตรวจสอบพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 18 ทุ่น โดย 16 ทุ่น บรรจุในกระสอบ ยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมระเบิด และ 2 ทุ่น วางแบบเร่งด่วนโดยไม่ฝังกลบ อยู่ในสภาพพร้อมระเบิด และยังตรวจพบลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิดและลูกจรวด RPG จำนวนมาก (อ้างอิง เพจทีมโฆษกกองทัพบก)

– วันที่ 10 ส.ค. 2568 : พบ 4 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ กัมพูชายังนำเข้าสินค้าไทยได้ตามปกติ ยกเว้นผัก ผลไม้ และน้ำมันเชื้อเพลิง ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.)ได้ยกระดับมาตรการปิดด่านทุกด่านตลอดแนวชายแดน เนื่องจากเหตุการณ์ปะทะ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 กรมศุลกากร ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง งดการผ่านเข้า-ออก ของบุคคลและยานพาหนะทุกประเภท รวมถึงงดการสัญจรทางทะเลในเขตน่านน้ำประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ (10 ส.ค. 2568) ยังไม่มีคำสั่งให้เปิดด่าน ทำให้ปัจจุบันไม่มีการนำเข้า – ส่งออก ทางด่านศุลกากรทุกด่านแต่อย่างใด (อ้างอิง กรมศุลกากร)

ข่าวจริง 3 ข่าว ประกอบด้วย 

1.CAAT ผ่อนปรนอนุญาตการบินโดรนเพื่อการเกษตร สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ผ่อนปรนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด (อ้างอิง เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

2.คปภ. เร่งสำรวจความเสียหายเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ออกแนวทางพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ในเบื้องต้น คปภ. เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่เข้าข่าย “สงคราม” ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ หากบริษัทประกันภัยเห็นว่าเข้าข้อยกเว้นอื่นที่จะไม่คุ้มครอง จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป และถึงแม้จะเข้าข้อยกเว้น บริษัทก็สามารถจ่าย “ค่าสินไหมทดแทนกรุณา” เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ ซึ่งสำนักงาน คปภ. พร้อมจะเป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม (อ้างอิง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย – คปภ.)

3.กรมปศุสัตว์ชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน หลังพบการระบาดไข้หวัดนก H5N1 สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2568 องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health : WOAH) ได้มีการรายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง ชนิด H5N1 ในกัมพูชา กรมปศุสัตว์จึงออกประกาศดังกล่าว มีผล 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 2568 (อ้างอิง กรมปศุสัตว์)

– วันที่ 11 ส.ค. 2568 : พบ 7 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 4 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ทหารเขมรมากกว่า 40,000 คน รวมตัวกันที่ช่องอานม้า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ ตามภารกิจติดตามความมั่นคงชายแดน และได้ตรวจสอบกับหน่วยที่เกี่ยวข้องแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ตามที่เป็นข่าวลือ (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ไทยควบคุมตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ผิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นไปตามหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมสากล มีการเปิดให้องค์กรสากลที่เกี่ยวข้องเข้าเยี่ยม (อ้างอิงเพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

3.ทหารไทยใช้หนังสติ๊กยิงก่อกวนตามแนวชายแดน มีการอ้างภาพบุคคลแต่งกายคล้ายทหารยิงหนังสติ๊ก อย่างไรก็ตาม บุคคลในภาพนั้นไม่ใช่ทหาร แต่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สังกัดอุทยานแห่งชาติทับลาน และเป็นภาพจากงาน “เทศกาลปลูกป่าลอยฟ้า ครั้งที่ 4” ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 ณ ผาเก็บตะวัน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา กิจกรรมนี้เป็นการรวมตัวของหลายหน่วยงานเพื่อปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจทางทหารใดๆ (อ้างอิง เพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)

4.กองทัพไทยทิ้งระเบิด MK-84 และยิงถล่มใส่บ้านเรือน โรงเรียน และสถานีอนามัยของกัมพูชาสำหรับบริเวณวัดตาเมือนแซนเจย ต.โคกมอน อ.บันเตียอำปึล จ.อุดรมีชัย ที่มีปรากฏร่องรอยความเสียหายตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงนั้น บริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เป้าหมายทางทหาร ซึ่งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีระยะห่างจากแนวชายแดนเพียง 1.8 กิโลเมตร ไม่ใช่ลึกเข้าไปยังพื้นที่ตอนในไกลถึง 20-30 กิโลเมตร อีกทั้งในห้วงที่มีการสู้รบพื้นที่ดังกล่าวไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ มีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชา ใช้เป็นพื้นที่รวมพลเพื่อเตรียมการนำกำลังเข้าตีฝ่ายทหารไทย รวมถึงใช้เป็นที่ตั้งในการควบคุมบังคับบัญชาการรบ (อ้างอิง เพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

ข่าวจริง 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.ออมสินมอบเงินและทุนอาชีพช่วยเหลือทหารบาดเจ็บ–ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ออกมาตรการช่วยเหลือทหารทุกรายที่บาดเจ็บและยังพักรักษาตัวอยู่ เป็นเงินรายละ 50,000 บาท มอบทุนอาชีพเสริมแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต/ทุพพลภาพ ทั้งทหารและพลเรือน ด้วยการฝึกอาชีพให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมอบเงินทุนตั้งต้นให้รายละ 30,000 บาท(อ้างอิง เพจ GSB Society ธนาคารออมสิน)

2.กัมพูชาส่งตัวคนไทย 27 คน กลับประเทศ หลังกวาดล้างขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วได้รับตัวคนไทยจำนวน 27 ราย เป็นชาย 14 ราย และหญิง 13 ราย กลับเข้าประเทศไทย โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเสียมราฐ เป็นหน่วยประสานให้รับตัว ภายหลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลบุคคลในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง ไม่พบข้อมูลการเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร จึงได้ทำการเปรียบเทียบปรับตาม ม.11 พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และตรวจสอบจากข้อมูลในระบบฯ พบว่ามี 4 รายที่เป็นบุคคลตามหมายจับ จึงได้ดำเนินการจับกุมและส่งตัวไปยัง สภ.คลองลึก เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งเคลื่อนย้ายกำลัง เข้ารุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา โดยมีคำชี้แจงจากกองทัพบก ยืนยัน เนื้อหาที่แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ ไม่ได้พูดเรื่องการเคลื่อนย้ายกำลัง เพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา สิ่งที่ได้กล่าว คือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย ซึ่งในช่วงที่มีการปะทะที่ผ่านมา พยายามเข้าไปยึดด้วยการวางกำลัง แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้ทำการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาท 30 เมตร และในอนาคตจะต้องพยายามนำกลับมาภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ตามขั้นตอนที่เหมาะสม 

พร้อมกล่าวว่าจะเตรียมการนำเรื่องต่าง ๆ ไปพูดคุยเจรจาในวงเจรจาในกรอบการประชุม RBC ที่จะเกิดขึ้นใน 2 สัปดาห์ และย้ำถึงจุดยืนว่าไทยจะไม่ถอยจากแนวการวางกำลังเดิม ดังนั้น จึงไม่ใช่ความพยายามที่มีการยั่วยุ และมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย ในห้วงเวลาปัจจุบันอย่างที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด (อ้างอิง กรมประชาสัมพันธ์ เพจ NBT Connext)

– วันที่ 12 ส.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ 12 ส.ค. 68 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดอีกครั้ง บริเวณปราสาทตาเมือนธมเหตุเกิดเวลาประมาณ 09.10 น. ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาแล้ว (อ้างอิง กองทัพบก กระทรวงกลาโหม)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ ไทยเตรียมฟ้องศาลโลก เรียกค่าเสียหายจากกัมพูชา ไทยประกาศไม่ยอมรับในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) หรือ ศาลโลก มาตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบัน แต่ไทยจะยื่นหลักฐานต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เอาผิดกัมพูชา เป็นอาชญากรสงคราม มีการทำร้ายพลเรือนอย่างชัดเจน

เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

– วันที่ 13 ส.ค. 2568 : พบ 4 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 3 ข่าว ประกอบด้วย

1.สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ขอให้อพยพออกจากพื้นที่ กองทัพบก ยืนยัน ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน สถานการณ์ชายแดนตลอดแนว กองกำลังสุรนารี อยู่ในภาวะปกติ มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ยังไม่มีการปะทะหรือสู้รบแต่อย่างใด (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทุ่นระเบิดที่พบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นของเก่าและฝังอยู่ในเขตกัมพูชา อ้างถึงเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2568 โดยทหารนายดังกล่าวอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย บนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งกองทัพบก ยืนยัน เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย(อ้างอิง ทีมโฆษกกองทัพบก)

3.กองทัพไทยเตรียมเปิดการโจมตีกัมพูชา ในคืนวันที่ 13 และเช้าวันที่ 14 สิงหาคม สืบเนื่องจากที่ฝั่งกัมพูชาอ้างว่า ฝ่ายไทยมีคำสั่งปิดโรงเรียน อพยพประชาชนในพื้นที่บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกองทัพบก ตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่า ไม่มีการสั่งอพยพหรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน โรงเรียนบ้านด่านยังเปิดตามปกติ ส่วนโรงเรียนบางแห่งในตำบลด่านฯ เพียงเลื่อนการเปิดเรียน On-site ออกไปจนกว่าจะเตรียมการสอนได้ตามจะปกติ (อ้างอิง ทีมโฆษกกองทัพบก)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ กองทัพ ปิดรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงแล้ว โดยกองทัพภาคที่ 2 ขอแจ้งว่า ขณะนี้ได้รับลวดหนามหีบเพลงเพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการรับเกินความจำเป็น (อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

– วันที่ 14 ส.ค. 2568 : พบ 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.สั่งอพยพประชาชนบ้านด่าน จ.สุรินทร์ ออกจากพื้นที่เสี่ยงชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพบก ยืนยัน (ณ วันที่ 14 ส.ค. 2568) ยังไม่มีการสั่งอพยพหรือปิดโรงเรียนในพื้นที่บ้านด่าน โรงเรียนบ้านด่านยังเปิดตามปกติ ส่วนโรงเรียนบางแห่งในตำบลด่าน เพียงเลื่อนการเปิดเรียน On-site ออกไปจนกว่าจะเตรียมการสอนได้ตามปกติ (อ้างอิง เพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.รัฐบาลเตรียมยุบ ศบ.ทก. เพื่อแสดงความจริงใจต่อกัมพูชา สภาความมั่นคงแห่งชาติ ยืนยัน ยังไม่มีคำสั่งให้ยุบ ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย- กัมพูชา (ศบ.ทก.)(อ้างอิง เพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

ข่าวจริง 1 ข่าว วันที่ 13 ส.ค. 2568 พบโดรนกว่า 20 ลำ บินข้ามมาฝั่งไทยทางเขาสัตตะโสม เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 19.56 น. หน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่รายงานการตรวจพบ โดรน 20 ลำ บินจาก เขาพนมประสิทธิโส ฝั่งกัมพูชา มุ่งหน้า สัตตะโสม ฝั่งไทย ซึ่งมีการถ่ายภาพวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน (อ้างอิง เพจสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม)

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว ประกอบด้วย 

1.แรงงานกัมพูชาในไทยแห่กลับบ้านกว่า 8 แสนคน ในส่วนของชาวกัมพูชาในไทยที่ประสงค์จะเดินทางข้ามกลับไปยังกัมพูชามีจำนวนมาก แต่มิได้เฉียด 8 แสนคน ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด (อ้างอิง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)

2.งบจัดคอนเสิร์ต EDM ของกระทรวงวัฒนธรรม สูงกว่างบเยียวยาทหาร โดยเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ชี้แจงว่า เป็นข่าวที่มีการบิดเบือนความจริง และมีความพยายามปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด โดยมุ่งโจมตีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมท่ามกลางสถานการณ์ของประเทศที่มีความอ่อนไหว 

และยืนยันว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานดังกล่าว ไม่ใช่กระทรวงวัฒนธรรมแต่อย่างใด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เผยแพร่เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยต่อชาวโลก สำหรับส่วนที่มีการเปรียบเทียบการจัดงานกับงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยากับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ทางรัฐบาลได้มีการเตรียมงบประมาณที่จะนำมาเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างสมเกียรติ โดยรัฐบาลจะพิจารณาถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณอย่างดีที่สุด (อ้างอิง สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม)

– วันที่ 15 ส.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ทหารกัมพูชารื้อถอนลวดหนามในเขตแดนไทย จากคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นการรื้อถอนลวดหนาม ในพื้นที่จุ๊บตะโมก บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ หลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ประจำปราสาทตาเมือนธม ได้รับการยืนยันว่า ไม่ปรากฏเหตุการณ์หรือการปฏิบัติใด ๆ ของทหารกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง (เพจศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand)

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว หลักหมุด RF80 เป็นหลักฐานสำคัญ ชี้ชัดเขตแดนไทยกัมพูชา โดยหลักหมุด RF80 หมายเลข 10 , 8 และ 2 ที่พบในคลิปวิดีโอตามภาพข่าว เป็นหลักหมุดที่ใช้ในการกำหนดเขตแนวป่าคุ้มครองของจังหวัดสุรินทร์ ใช้กำหนดหลักเขตการปกครองและการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ภายในประเทศ ตั้งอยู่ในแนวเส้นทางปราสาทตาควายไปจนถึงปราสาทตาเมือนธม

แม้หลักหมุดดังกล่าวจะเป็นหลักฐานสำคัญที่ระบุว่า ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควาย อยู่ในเขตแดนประเทศไทย โดยอยู่ลึกเข้ามาในเขตแดนประเทศไทย และไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชาแต่อย่างใด แต่หลักหมุด RF80 “ไม่มีผล” ต่อการกำหนดเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ การแบ่งเขตแดนต้องดำเนินการผ่าน JBC เท่านั้น ไม่สามารถอ้างหมุด RF80 เพื่อ “ขีดเส้นพรมแดนรัฐต่อรัฐ” ได้

สำหรับการแบ่งเขตแดนบริเวณเขาพระวิหารนั้น ได้อ้างอิงตามคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ที่ตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา โดยอ้างอิงจาก “แผนที่ภาคผนวก 1” (Annex I Map) ซึ่งเป็นแผนที่ที่จัดทำโดยฝรั่งเศสในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 (อ้างอิง กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)

– วันที่ 16 ส.ค. 2568 : พบ 1 ข่าว เป็นข่างปลอม ทหารกัมพูชา 18 นาย ถูกกองทัพไทยลักพาตัวไปหลังการหยุดยิง และถูกทรมานอย่างโหดร้าย(อ้างอิง เพจกองทัพภาคที่ 2)

สรุปรวมระหว่างวันที่ 5 – 16 ส.ค. 2568 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการตรวจสอบไปทั้งสิ้น 43 ข่าว แบ่งเป็นข่าวปลอม 16 ข่าว ข่าวจริง 20ข่าว และข่าวบิดเบือน 7 ข่าว โดยมีข้อสังเกตว่า ในส่วนของข่าวปลอมและข่าวจริง พบการอธิบายอย่างละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ที่จะเน้นอธิบายไปที่ข่าวบิดเบือนเป็นหลัก

ThaiPBS Verify 

– วันที่ 7 ส.ค. 2568 ดำเนินการ 2 ข่าว คือ 

1.โพสต์อ้างคลิปคนไทย “จัดฉากหลบภัย” แท้จริงเป็นคลิปเก่าไม่เกี่ยวข้องเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา มีผู้ใช้แอปพลิเคชัน X ชาวต่างชาติรายหนึ่งโพสต์ข้อความพร้อมคลิป อ้างว่า ประเทศไทยมีการจัดฉากถ่ายทำภาพประชาชนที่หลบในหลุมหลบภัย จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ว่า Thailand people are skilled in storytelling and entertaining the world  just observe them playing the role of the victim #ThailandCambodiaWar #ThailandOpenedFire #ThailandStartedTheWar (คนไทยมีความสามารถในการเล่าเรื่องและสร้างความบันเทิงให้กับโลก สังเกตได้จากรับบทเป็นเหยื่อ ที่กำลังแสดงอยู่ในขณะนี้)

จากการตรวจสอบคลิปวิดีโอที่แนบมาด้วยคำสำคัญ จากชื่อเจ้าของบัญชีที่อยู่ในคลิปดังกล่าว พบว่า ตรงกับวิดีโอที่เคยถูกโพสต์ผ่านเพจ Facebook ของแรปเปอร์ชาวชนเผ่าพื้นเมืองกะเหรี่ยง เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 และเจ้าของโพสต์ได้แชร์คลิปดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2568  ภาษาที่ใช้สนทนาในคลิปวิดีโอดังกล่าวคือภาษากะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง

ซึ่งเป็นการโพสต์ไว้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เริ่มมีรายงานการยกระดับสถานการณ์ของความรุนแรง จนประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับความเสียหาย เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568จากนั้น ชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ จึงได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ได้มีการยิงปะทะกันที่ปราสาทตาเมือนธม ขอให้ประชาชนใน อ.พนมดงรัก หลบอยู่ในหลุมหลบภัยใกล้บ้าน และเตรียมอพยพไปศูนย์พักพิงชั่วคราว

2.คลิป-กราฟิก หัวหน้าพรรคประชาชน ประฌาม รพ. ไม่รักษาคนกัมพูชา ที่แท้ถูกบิดเบือนจากแถลงการณ ตรวจสอบพบคลิป Reel บน Facebook ชื่อบัญชี สมาคมหวยในประเทศไทย แชร์คลิปที่มีการใช้ภาพกราฟฟิกใบหน้าของนาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และภาพผู้ป่วย พร้อมข้อความ ระบุว่า “ในฐานะผมอยู่พรรคประชาชนขอประฌามโรงพยาบาลอุบลคิดปฏิเสธรักษาคนเขมรเป็นคนไทยที่ทำตัวแย่มาก”  โดยมีความยาวคลิป 0.13 วินาที ใช้เสียงในคลิปกล่าวว่า “หัวหน้าพรรคประชาชน ขอประฌามโรงพยาบาลสรรพสิทธิที่ปฏิเสธไม่รักษาคนเขมร แย่มากเลยโรงพยาบาลนี้ ว่าอย่างนั้นใช่ไหมเท้ง” โพสต์เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2568

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบพว่า ในวันที่ 31 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน – People’s Party ได้โพสต์ แถลงการณ์ กรณีที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ออกหนังสือประกาศเรื่องการยกเลิกปฏิบัติงานชั่วคราวของผู้สื่อสารชาวกัมพูชา และการให้บริการผู้ป่วยชาวกัมพูชา โดยมองว่า การเลือกปฏิบัติของโรงพยาบาลในการรักษาผู้ป่วย ถือว่าขัดต่อหลัก International Humanitarian Law จะทำให้ประเทศไทยเสียหายมากในเวทีโลก และเสี่ยงต่อการถูกกัมพูชานำไปขยายผลในเวทีระหว่างประเทศ

จากนั้นในวันที่ 2 ส.ค. 2568 พรรคประชาชนได้กล่าวปฏิเสธข้อความและคำพูดในภาพดังกล่าวเป็นเท็จ สำหรับความเห็นของพรรคประชาชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงในโพสต์ของพรรค ซึ่งไม่ได้มีการใช้ถ้อยคำหรือความหมายที่ใกล้เคียงกับที่ปรากฏในภาพแต่อย่างใด โดยเป็นเพียงการแสดงความเห็นเรื่องข้อควรระวังในการทำให้ประเทศไทยไม่เสียเปรียบกัมพูชาในเวทีโลก ด้วยการยึดหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาเจนีวา ที่ประเทศไทยได้เป็นภาคี เน้นย้ำว่าแนวทางการสื่อสารของพรรคสอดคล้องกับที่ทางโรงพยาบาลดังกล่าวเองได้ดำเนินการสื่อสารในเวลาต่อมา รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียงสื่อสารยืนยันด้วย

– วันที่ 13 ส.ค. 2568 : ดำเนินการ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพปราสาทอ้างเป็น ‘ภูมะเขือ’ ศรีสะเกษ แท้จริงสร้างจาก AI พบโพสต์ในเฟซบุ๊กชื่อบัญชี ออมสินฟาร์ม โพสต์ภาพมีลักษณะเป็นปราสาทตั้งอยู่บนหน้าผา พร้อมข้อความระบุว่า “ที่นี่ภูมะเขือ สถานที่ที่เหล่านางฟ้าและคุรุเทวดาตลอดทั้งบรรพบุรุษวีรชนผู้กล้ารักษาไว้ให้กับเราคนไทยทุกคนครับ” แต่เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบผ่าน  Google Lens พบว่าภาพดังกล่าวมีการแชร์ในไปในช่องทางโซเชียลมีเดียในลักษณะดียวกันจำนวนมาก จึงได้ทำการตรวจสอบภาพผ่านเว็บไซต์ wasitai พบว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI

อีกทั้งเมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Earth พบภูมะเขือเป็นพื้นที่ป่า ไม่ได้มีลักษณะเป็นปราสาทตามโพสต์ดังกล่าว นอกจากนั้น สอบถามไปยัง พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ในพื้นที่ภูมะเขือไม่มีปราสาท เหมือนกับภาพที่มีการนำมากล่าวอ้างแต่อย่างใด แม้กระทั่งโพสต์บนเฟซบุ๊ก Wanchana Sawasdee ของ พล.ต.วันชนะ สวัสดี  รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2568 ที่โพสต์คลิปเกี่ยวกับภูมะเขือ ที่ไทยสามารถสถาปนาความมั่นคงด้วยการปังธงประเทศไทยในพื้นที่ได้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าไม่มีปราสาทตามโพสต์เช่นกัน

2.ชาวกัมพูชาโพสต์คลิปอ้างครอบครัวทหารไทยประท้วงให้นำร่างกลับ แท้จริงเป็นคลิปม็อบที่ดินสวนยางใน จ.นครศรีฯ ตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กชื่อ “បោយ រើយ” ซึ่งเป็นบัญชีของชาวกัมพูชา ที่มีผู้ติดตามราว 13,000 คน เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โพสต์คลิปของม็อบจำนวนมาก พร้อมข้อความระบุว่า “គ្រួសារពលរដ្ឋ ថៃ ដែលទាហានបាត់ខ្លួន ដែលបាញ់គ្នាជាមួយ កម្ពុជា 5 យប់ 6ថ្ងៃ នាំគ្នាតវ៉ា អោយរដ្ឋាភិបាល និង មេទាហាន បង្ហាញសាកសព បើស្លាប់យកសពអោយ កុំទុកអោយត្មាតស៊ី បើនៅរស់ បង្ហាញមុខ !” ทั้งนี้เมื่อแปลด้วยเครื่องมือ Google Translate แปลข้อความดังกล่าวได้ว่า “ครอบครัวของคนไทยที่ทหารสูญหายหลังการสู้รบกับกัมพูชาเป็นเวลา 5 คืน 6 วัน กำลังประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้นำทหารนำศพมาแสดง หากพวกเขาเสียชีวิต ให้เก็บศพไว้และอย่าปล่อยให้เป็นสาธารณะ” ซึ่งคลิปดังกล่าวถูกโพสต์ไปเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 

แต่เมื่อนำภาพนิ่งจากคลิปดังกล่าวมาตรวจสอบผ่าน Google Lens ก็พบข่าวจากเพจเฟซบุ๊ก สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช มีการโพสต์ภาพนิ่งการประท้วงข้อพิพาทที่ดินทำกินสวนยางพาราใน ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งภาพดังกล่าวมีสภาพทางกายภาพใกล้เคียงกับในคลิป และเมื่อนำคลิปดังกล่าวมาทำการค้นหาภาพย้อนหลังด้วยคีย์เฟรมจากเครื่องมือตรวจสอบภาพดิจิทัล InVid-WeVerify ก็พบว่า ชายที่อยู่ในคลิปดังกล่าว ตรงกับภาพจากโพสต์ของเพจ สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ที่ได้โพสต์เอาไว้เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2568 อีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักข่าว Thai PBS ได้รายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องที่ดินทำกินในพื้นที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีการปะทะกันจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 14 คน แต่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด

สรุปรวมระหว่างวันที่ 5 – 16 ส.ค. 2568 ThaiPBS Verify ซึ่งตรวจสอบเฉพาะข่าวปลอม ดำเนินการไปทั้งสิ้น 4 ข่าว โดยจุดเด่นของ ThaiPBS Verify ด้วยความที่ต่อยอดมาจากสำนักข่าว ThaiPBS ทำให้นอกจากจะตรวจสอบข่าวปลอมด้วยเครื่องมือดิจิทัลแล้ว ยังสามารถใช้ความเป็นสื่อมวลชน เข้าถึงแหล่งข่าวเพื่อสอบถามเพิ่มเจิมได้ด้วย 

AFP Fact Check

– วันที่ 6 ส.ค. 2568 พบ 3 ข่าว ประกอบด้วย 

1.Video from Myanmar conflict falsely shared as Thailand-Cambodia dispute โดยเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568 พบบัญชีเฟซบุ๊ก Ketua Miya โพสต์คลิปวิดีโอประกอบภาพชายกลุ่มหนึ่งบรรทุกรถบรรทุกยิงใส่ผู้คนหลายคนบนถนน พร้อมคำบรรยายว่า #สงครามกัมพูชาปะทะไทยสุดสยอง” “#สงครามกัมพูชา-ไทยอันน่าสะพรึงกลัว”

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา โดยสามารถเห็นคน2 คนบนรถบรรทุกสวมหมวกที่มีตราสัญลักษณ์เป็นธงสีแดงมีดาวสีขาวอยู่ที่มุมบนซ้าย ซึ่งตรงกับธงของกลุ่ม PDF อันเป็นกองกำลังติดอาวุธฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารที่ทำรัฐประหารในเมียนมา นอกจากนั้น นักข่าว AFP ที่พูดภาษาพม่าได้ก็ยืนยันว่าบุคคลในวิดีโอพูดภาษาพม่าตลอดทั้งคลิป ขณะที่หน้าร้านหลายแห่งก็มีป้ายโฆษณาที่เขียนเป็นภาษาพม่า

AFP ยังสืบค้นต่อไปจนพบกลุ่มที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม PDF ซึ่งกลุ่มดังกล่าวได้โพสต์วิดีโอที่คล้ายกันในวันก่อนหน้า พร้อมคำบรรยายภาพภาษาพม่าว่า กลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารโจมตีทหาร 5 นายจากสถานีทหารใน Zigon ขณะที่พวกเขากำลังเดินทางกลับจากการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2568 โพสต์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่าทหาร 4 นายเสียชีวิตในการสู้รบ ซึ่งสามารถเห็นชายคนเดียวกันที่สวมใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกันในวิดีโอทั้งสอง

AFP ยืนยันได้ว่าวิดีโอดังกล่าวถ่ายทำในเมืองโดยใช้ชื่อร้านทองที่เห็นในวิดีโอเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2568 ซึ่งสอดคล้องกับภาพภายนอกร้านที่โพสต์บนเพจ Facebook เมื่อเดือน ม.ค. 2564 ภาพหน้าจอจากวิดีโอนี้ยังใช้ในรายงานข่าวเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2568 เกี่ยวกับการโจมตีโดยสำนักข่าวท้องถิ่น Democratic Voice of Burma

2.Old blast videos falsely linked to Southeast Asia conflict มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอการโจมตีทางอากาศและเครื่องบินตก เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยอ้างถึงสถานการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา อย่างไรก็ตาม พบว่าเป็นคลิปที่เคยถูกโพสต์มาก่อนสถานการณ์ดังกล่าวจะเริ่มขึ้น อาทิ คลิปวีดีโอเครื่องบินสูญเสียระดับความสูงและตกกระแทกพื้น ทำให้เกิดลูกไฟขนาดใหญ่ มีคำบรรยายเป็นภาษาพม่าว่าเครื่องบิน F-16 ของไทยถูกกัมพูชายิงตก เมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าว Pravda ของรัสเซีย เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 

โดยพาดหัวข่าวระบุว่า โดรนเจอเรเนียมโจมตีเป้าหมายในคาร์คิฟ โดยใช้การสะกดอีกแบบหนึ่งสำหรับเมืองคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน นอกจากนั้น การค้นหาคำสำคัญเพิ่มเติมพบวิดีโอในช่อง Telegram ชื่อ “voenacher” ซึ่งได้แชร์ตำแหน่งการโจมตีในโพสต์อื่นลงวันที่ 26 เม.ย. 2568 โดยปล่องไฟที่มองเห็นได้ในวิดีโอ ซึ่งอยู่ในพื้นที่สีเขียวข้างลานจอดรถในเมืองคาร์คิฟ สามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมของ Google Maps 

ขณะที่คลิปวิดีโอการโจมตีทางอากาศ มีคำบรรยายว่า การปะทะระหว่างไทย-กัมพูชากำลังทวีความรุนแรงขึ้น ฐานทัพกัมพูชาจะถูกโจมตีและทำลายพบว่าเคยมีการโพสต์ไว้ตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. 2568 สำนักข่าว Newsflare ได้เผยแพร่วิดีโอดังกล่าวพร้อมคำบรรยายบางส่วนว่า “เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 ที่เมืองลุตสค์ ประเทศยูเครน วิดีโอบันทึกภาพการระเบิดหลายครั้งที่เกิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธสี่ลูกในเขตอุตสาหกรรมของเมือง”

3.Cambodia rally image falsely linked to Thailand conflict มีโพสต์บน TikTok เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2568 เป๋นภาพกลุ่มชาวกัมพูชา พร้อมคำบรรยายภาษาไทย ระบุว่า ชาวกัมพูชาประท้วง ฮุน เซน ประธานวุฒิสถา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้ค้นหาทหารแนวหน้าที่ไม่สามารถติดต่อได้ เสียสละชีวิตเพื่อชาติแต่ถูกทิ้งไว้ราวกับศพไร้ญาติ แต่เมื่อใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพย้อนกลับของ Google พบว่า เป็นภาพการชุมนุมประท้วงของชาวกัมพูชา เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2568 หรือ 2 สัปดาห์ก่อนการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น 

ซึ่งการประท้วงในภาพดังกล่าว ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าวกัมพูชา CJ News เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2568 ระบุว่า พ่อค้าแม่ค้าในตลาด Chhnuk Trou เมืองกำปงชนัง ได้รวมตัวกันเรียกร้องให้ ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา เข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของเมืองกำปงชนังใช้กำลังไล่รื้อแผงค้า

– วันที่ 11 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ AI-generated visuals depicting daughters of Thai soldiers killed in border clash spread online มีเฟซบุ๊กโพสต์ภาพและข้อความเป็นถาษาไทย ระบุว่า “อย่าเลื่อนผ่านตรงนี้ไป เว้นแต่คุณจะใจร้าย โปรดส่งกำลังใจให้นักเรียนและลูกสาวของทหารกล้าที่ปกป้องแผ่นดิน” เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568โพสต์ดังกล่าวประกอบด้วยภาพ 2 ภาพของเด็กผู้หญิงในชุดนักเรียนถือกรอบรูปทหาร และภาพฉากงานศพที่มีโลงศพคลุมด้วยธง อีกทั้งมีคำบรรยายภาพว่า “จุฬาฯ มอบทุนการศึกษาเต็มจำนวน แก่บุตรและคู่สมรสของวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศไทย”

โพสต์เหล่านี้ปรากฏขึ้นหลังจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของไทยประกาศเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2568 ว่าจะมอบทุนการศึกษาฟรีให้กับบุตรและคู่สมรสของทหารไทย ตำรวจตระเวนชายแดน และพลเรือนที่เสียชีวิตระหว่างการเผชิญหน้าทางทหารกับกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถในการตรวจจับภาพที่สร้างโดย AI ซึ่งใช้เทคโนโลยี SynthID ของ Google ซึ่งเปิดตัวโดยห้องปฏิบัติการ AI ของ DeepMind ในปี 2566 โดยฟีจอร์ About this image บ่งชี้ว่า ระบุว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างด้วย AI

นอกจากนั้น ยังพบความผิดปกติทางภาพที่เห็นได้ชัดเจนของภาพที่สร้างโดย AI ซึ่งรวมถึงป้ายชื่อที่อ่านไม่ออกบนเครื่องแบบนักเรียนและธงที่ไม่ตรงกัน โดยเครื่องแบบนักเรียนมีป้ายชื่อที่ผิดรูป ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในภาพที่สร้างโดย AI โดยภาษาที่ควรจะอ่านได้ถูกแทนที่ด้วยข้อความที่อ่านไม่ออก และธงที่แสดงในภาพถ่ายงานศพไม่ตรงกับธงชาติไทย แต่กลับมีลักษณะคล้ายธงชาติคอสตาริกา ซึ่งมีสีคล้ายกันแต่มีการจัดเรียงแถบสีที่ต่างกัน

วันที่ 12 ส.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.Video shows hornbills in southern Thailand, not ‘vultures feeding on soldiers’ bodies’ มีการโพสต์คลิปวีดีโอเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 เป็นภาพนกเกาะต้นไม้อย่างหนาแน่น โดยมีคำบรรยายเป็นภาษาเขมรว่า “แร้งและอีกาจำนวนมากกำลังจิกกินศพทหาร (ไทย)” , “ทหารไทย โปรดมารับศพไปเสียที หยุดทำร้ายประชาชนของตนเองเสียที พวกเขามีครอบครัวที่ต้องดูแล!” แต่จากการตรวจสอบย้อนกลับ ก็ไปพบคลิปวีดีโอเดียวกันถูกโพสต์ไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2568 ในบัญชีเฟซบุ๊ก Somchai Choosiri คำบรรยายใต้ภาพระบุว่า“นกเงือกปากกว้างฝูงใหญ่กำลังรวมฝูงและนอนใกล้ชิดกัน” และระบุสถานที่คือ จ.พัทลุง ทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาหลายร้อยกิโลเมตร

2.Video from Malaysian airshow in 2023 falsely linked to Cambodia-Thailand clash มีการโพสต์คลิปวิดีโอบน TikTok เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 แสดงให้เห็นเครื่องบินสามลำปล่อยควันสีแดงและสีน้ำเงินระหว่างบิน พร้อมบรรยายว่า “ประเทศไทยใช้ควันพิษในดินแดนของตน กัมพูชาส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของประชาชนชาวกัมพูชา นี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษยชาติและเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม การค้นหาภาพย้อนกลับบน Google โดยใช้คีย์เฟรมจากโพสต์ปลอม พบวิดีโอเวอร์ชันที่ยาวกว่าและไม่ผ่านการครอบตัดบน TikTok เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568 พร้อมคำบรรยายภาพว่า “#limalangkawi” โดยผู้โพสต์ที่ใช้ชื่อว่า @zainalabidinhassanal ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2568 ว่า วิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายในช่วงงานนิทรรศการทางทะเลและอวกาศนานาชาติลังกาวี (LIMA) ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยถ่ายไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2566 งานนี้จัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติมะห์สุรี ซึ่งอยู่ติดกับสนามบินนานาชาติลังกาวี ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของมาเลเซีย

วันที่ 14 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ Old clip of casino fire falsely shared as ‘arson targeting Thai workers in Cambodian scam centre’สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 มีการแชร์คลิปวีดีโอบน TikTok เป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้ พร้อมคำบรรยายภาษาไทย แปลได้ว่า ชาวกัมพูชาเผาอาคารศูนย์หลอกลวง (ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์) ซึ่งมีคนไทยติดอยู่ภายในจำนวนมาก คนไทยถูกขอให้อพยพ เนื่องจากเพลิงอาจลุกลามไปยังอาคารอื่นๆ ในปอยเปตได้

แต่เมื่อค้นหาภาพย้อนกลับโดยใช้คีย์เฟรมของวิดีโอบน Google พบวิดีโอ TikTok ที่เหมือนกัน ซึ่งเผยแพร่ไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2565 คำบรรยายภาษาไทยระบุว่า ช่วงเวลาที่ผู้คนคลานออกมาเพื่อหนี #ไฟไหม้ปอยเปต ขณะที่ AFP เองก็เคยรายงานข่าวว่า เมื่อต่ำวันที่ 28 ธ.ค. 2565 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่กาสิโนและโรงแรมแกรนด์ไดมอนด์ซิตี้ ในปอยเปต เมืองชายแดนกัมพูชาติดกับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย เบื้องต้นพบเป็นชาวไทย 17 รายชาวมาเลเซีย 1 ราย และชาวเนปาล 1 ราย ต่อมาทางการกัมพูชาได้ยืนยันว่าเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร และภาพถ่ายจาก Google Street View ในเดือน ก.พ. 2566 ยืนยันว่าองค์ประกอบในวิดีโอตรงกับอาคารแกรนด์ไดมอนด์ซิตี้และบริเวณโดยรอบ

สรุปรวมระหว่างวันที่ 5 – 16 ส.ค. 2568 AFP Fact Check ซึ่งตรวจสอบเฉพาะข่าวปลอม ดำเนินการไปทั้งสิ้น 7 ข่าว แม้จะมีปริมาณไม่มาก แต่จุดเด่นสำคัญคือนอกจากจะยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมพร้อมอธิเบายกระบวนการตรวจสอบแล้วยังพยายามไปให้ถึงต้นตอของภาพหรือคลิปวีดีโอนั้นด้วย

ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 5 – 16 ส.ค. 2568 ตรวจสอบรวม  9ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 5 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ กรมศิลปากรระบุ “แผ่นดินสำคัญกว่าตัวปราสาท ต่อให้ปราสาทพัง ก็บูรณะใหม่ได้” (ข่าวบิดเบือนสืบเนื่องจากผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กเผยแพร่ข้อความที่อ้างว่ากรมศิลปากรพร้อมให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้ เช่น ผู้ใช้ติ๊กตอกรายหนึ่งโพสต์ภาพปราสาทหินและฝังข้อความว่า “กรมศิลป์พูดแทนคนไทย ปราสาทเป็นผงเราก็ซ่อมได้ แต่แผ่นดินหาย อาจไม่ได้กลับมา”  

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 ส.ค. 2568 กรมศิลปากรชี้แจงผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลฯ ว่า กรมศิลปากรไม่เคยมีนโยบายหรือแสดงท่าทีว่าพร้อมให้ทำลายโบราณสถานใด ๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร 

“ความเข้าใจที่ว่าสามารถบูรณะได้จึงทำลายได้ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน” กรมศิลปากรระบุ “เพราะโบราณสถานคือมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของมนุษยชาติ แม้จะมีความสามารถในการบูรณะก็ไม่อาจทดแทนของจริงได้…ดังนั้น แม้จะสามารถบูรณะได้ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอหรือชอบธรรมที่จะยอมให้เกิดความเสียหายขึ้นตั้งแต่แรก”

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ข้อความเท็จนี้เป็นการบิดเบือนเนื้อหารายการโหนกระแสประจำวันที่ 30 ก.ค. 68 ซึ่งได้เชิญ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบูรณะกลุ่มปราสาทหินตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชี้ให้เห็นว่านักโบราณคดีของกรมศิลปากรมีความรู้ความสามารถที่จะบูรณะปราสาทหินที่เสียหายจากการสู้รบในอดีตให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงของเดิมได้ 

ดร.ทนงศักดิ์กล่าวกับโคแฟคว่า มีผู้นำเนื้อหาในรายการไปบิดเบือนว่านักบูรณะโบราณสถานและกรมศิลปากรพร้อมให้ทำลายปราสาทหินเพื่อรักษาดินแดน เพราะมีความสามารถที่จะบูรณะซ่อมแซมได้

“กรมศิลปากรมีความสามารถที่จะบูรณะโบราณสถานได้ตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากลจริง แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่นักโบราณคดีหรือกรมศิลปากรจะสนับสนุนให้ทำลายปราสาท คนบูรณะโบราณสถาน ไม่มีใครต้องการให้โบราณสถานถูกทำลาย” ดร.ทนงศักดิ์กล่าว

– วันที่ 6 ส.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.คลิปแร้งและอีการุมทึ้งศพทหารไทย (ข่าวปลอม) สืบเนื่องจากวันที่ 5 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กชื่อ Army Media ของกัมพูชาซึ่งมีผู้ติดตามเกือบ 1 แสนบัญชี โพสต์คลิปวิดีโอฝูงนกในป่าแห่งหนึ่ง คำบรรยายอ้างว่าเป็นภาพฝูงแร้งและอีกากำลังรุมทึ้งร่างทหารไทย ขอให้ทางการไทยมานำร่างทหารกลับไปเสีย (แปลโดยเครื่องมือแปลภาษาของเฟซบุ๊กและ Google Translate)

ในโพสต์ดังกล่าวมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียไทยจำนวนมากให้ข้อมูลว่าเป็นนกเงือกกรามช้างปากเรียบใน จ.พัทลุง โคแฟคจึงได้ติดต่อไปที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จ.พัทลุง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคลิปดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่าเป็นนกเงือกกรามช้างปากเรียบในพื้นที่พัทลุง และให้ข้อมูลว่าผู้ถ่ายคลิปนี้คือนายสมชาย ชูศิริ ช่างภาพอิสระใน จ.พัทลุง

นอกจากนั้น ในวันที่ 6 ส.ค. 2568 นายสมชายให้สัมภาษณ์โคแฟคทางโทรศัพท์โดยยืนยันว่าเขาเป็นผู้ถ่ายคลิปนกเงือกกรามช้างปากเรียบที่เพจเฟซบุ๊ก Army Media ของกัมพูชานำไปอ้างเท็จ จุดที่ถ่ายคลิปคือบ้านตะแพน อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง ช่วงพลบค่ำวันที่ 21 ก.ค. 68 และได้เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กในวันเดียวกัน ขณะนี้คลิปที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กของนายสมชายมียอดชมกว่า 3.5 ล้านครั้ง จากการเปรียบเทียบภาพในคลิปที่ถ่ายโดยนายสมชายและคลิปที่เพจ Army Media นำไปอ้างเท็จ พบว่ามีความตรงกันหลายจุด รวมทั้งลายน้ำที่เป็นชื่อของเจ้าของคลิปด้วย

2.คลิปพลทหารกัมพูชาวัย 87 ปี รอร่ำลาลูกสาวก่อนไปรบที่ชายแดน (ข่าวบิดเบือนสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” โพสต์คลิปชายชราสวมเครื่องแบบทหารกัมพูชา เขียนคำบรรยายว่า “พลทหารกัมพูชาวัย 87 ปีกำลังรอเพื่อลาลูกสาว (ลูกสาวเป็นเภสัชชุมชน) เพื่อไปเสริมกำลังที่แนวหน้าชายแดน”

โคแฟคตรวจสอบโดยใช้ Google Reverse Image Search พบว่าผู้ใช้ติ๊กตอกชาวกัมพูชาที่ใช้ชื่อว่า “Nun No Heart” โพสต์คลิปนี้ในช่วงเที่ยงของวันที่ 4 ส.ค. 2568 โดยไม่ได้มีคำบรรยายใด ๆ ที่ระบุว่าชายชราคนนี้มาร่ำลาลูกสาวเพื่อเตรียมตัวออกไปสู้รบ แต่ผู้โพสต์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคอมเมนต์ว่าคุณตาไม่สบายและมาซื้อยาในจังหวัดมณฑลคีรี เธอพบเห็นโดยบังเอิญและรู้สึกสงสารจึงถ่ายคลิปไว้ โพสต์นี้มีคนไทยจำนวนมากเข้าไปแสดงความสงสารและเห็นใจ 

ต่อมาในวันที่ 6 ส.ค. 68 เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าของบัญชีติ๊กตอกดังกล่าได้โพสต์คลิปเป็นภาษาเขมรและภาษาไทยชี้แจงว่า ชายชราในคลิปที่เธอถ่ายและโพสต์ไม่ได้ถูกสั่งให้ออกไปสู้รบ “สวัสดีพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ขอบคุณมาก ๆ ที่เป็นห่วงคุณตา จริง ๆ คุณตาไม่ได้ออกไปสู้รบ เขาไม่สบาย แล้ววันนั้นมาหาหมอ บังเอิญเจอแกก็เลยถ่ายคลิปไว้…อยากบอกให้ทุกคนเข้าใจ และขอขอบคุณที่เป็นห่วง เชื่อว่าคนไทยใจดี แล้วก็เชื่อว่าทุกคนไม่อยากให้มีสงคราม แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้ ขอให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายปลอดภัย”

โคแฟคติดต่อสอบถามเจ้าของบัญชีติ๊กตอก “Nun No Heart” โดยตรง เธอให้ข้อมูลโดยส่งเป็นคลิปเสียงภาษาไทยตอบกลับมาว่า “จริง ๆ แล้วคุณตาไม่ได้ออกไปสู้รบ แกเป็นทหารเก่าก็เลยใส่ชุดทหารออกมาแค่นั้น คุณตาอายุเยอะแล้ว ข่าวลือที่บอกว่าแกถูกส่งออกไปสู้รบไม่ใช่เรื่องจริง ทุกวันนี้แกก็อยู่บ้านกับลูกกับเมีย”

– วันที่ 7 ส.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.คลิปญาติหามศพทหารกัมพูชาไปเผา (ข่าวปลอมช่วงวันที่ 5 – 6 ส.ค. 2568 ผู้ใช้ยูทูบและอินสตาแกรมแชร์คลิปวิดีโอเป็นภาพชายสองคนถือแคร่ที่มีร่างคนนอนอยู่ คลิปในยูทูปมีข้อความบรรยายว่า “ศพตัวบวมเป่ง #ไทยกัมพูชา #ทหารเขมร” ส่วนคลิปในอินสตาแกรมฝังข้อความว่า “ญาติ ๆ ไปเก็บมาเผากันเองหลังจากถูกทิ้ง น่าสงสาร”

อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้ Google Lens ตรวจสอบภาพพบว่าคลิปนี้เคยถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “makeupthupn” เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 พร้อมคำบรรยายภาษาเวียดนาม แปลความได้ว่า “เบื้องหลังการถ่ายทำ ผลงานของฉัน” และเมื่อนำคำที่สกรีนบนเสื้อชายในคลิปไปสืบค้นพบว่าเป็นชื่อภาพยนตร์เวียดนาม และเมื่อโคแฟคติดต่อไปยังเจ้าของบัญชีติ๊กตอกรายนี้ ก็ได้รับคำยืนยันว่า คลิปดังกล่าวเป็นภาพเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์เวียดนามเรื่อง Kien Detective ซึ่งเธอรับหน้าที่เป็นช่างแต่งหน้าเอฟเฟกต์พิเศษ

2.คลิปปลดป้ายภาษาเขมรที่ห้องคลอด รพ.สุรินทร์ และอ้างว่าโรงพยาบาลใน จ.สุรินทร์ไม่รับรักษาคนกัมพูชา (ข่าวบิดเบือน มีความจริงเพียงบางส่วน) สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกเผยแพร่คลิปบันทึกภาพคนงานกำลังรื้อตัวหนังสือภาษาเขมรที่ห้องคลอดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่อซูมดูสัญลักษณ์ที่ติดอยู่หน้าประตูห้องเห็นได้ชัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ 

คลิปนี้ถูกนำไปแชร์ต่ออย่างแพร่หลายในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งติ๊กตอก X เฟซบุ๊ก และยูทูบ ซึ่งหลายคลิปยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 7 ส.ค. 2568นอกจากนั้นยังมีคำบรรยายว่า “โรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่รับคนกัมพูชามารักษาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลบตัวอักษรภาษาเขมรออกจากป้ายโรงพยาบาลทั้งหมด”

เรื่องนี้โคแฟคได้ตรวจสอบใน 2 ส่วนคือ 2.1 การปลดป้ายภาษาเขมรที่ห้องคลอด รพ.สุรินทร์ ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นในภาคอีสานซึ่งเดินทางไปที่โรงพยาบาลสุรินทร์เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 รายงานว่า“ป้ายห้องคลอดไม่มีภาษาเขมร แต่ส่วนงานอื่นๆ ในโรงพยาบาลยังมีป้ายสามภาษาอยู่ครบ คือ ภาษาไทย อังกฤษ​และเขมร” เช่น เวชศาสตร์ฟื้นฟู สูติ-นรีเวชกรรม และป้ายชื่อโรงพยาบาล

2.2 นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (โฆษก สธ.) ให้สัมภาษณ์โคแฟคเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 ยืนยันว่า สธ. ไม่มีนโยบายและไม่มีการสั่งการให้โรงพยายาบาลในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชารื้อภาษาเขมรออกจากป้ายต่างๆ ที่ให้ข้อมูลผู้มาใช้บริการ “สำหรับข้อความที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายแชร์คลิปนี้พร้อมกับเขียนข้อความว่าโรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่รับรักษาคนกัมพูชานั้น โฆษก สธ. ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง .สถานพยาบาลของไทยยังคงให้บริการทางการแพทย์ตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์ และย้ำว่าบุคลากรทางการแพทย์ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยในทุกกรณี”

นอกจากนั้น เว็บไซต์ นสพ.ข่าวสดรายงานคำให้สัมภาษณ์ของ นพ. ชวมัย สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 ยืนยันว่า “โรงพยาบาลทุกแห่งในสุรินทร์ยังรับผู้ป่วยชาวกัมพูชา เพราะเป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่หมอทุกคนต้องมีอยู่ประจำใจ” ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนที่อาศัยอยู่ใน จ.สุรินทร์ เมื่อมาโรงพยาบาลหมอจะรักษาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม 

– วันที่ 8 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ คลิปชายแต่งกายคล้ายทหารประกอบระเบิดพลาดใส่ตัวเอง(ข่าวปลอม) วันที่ 6 ส.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อภาษาเขมรโพสต์คลิปวิดีโอความยาว 6 วินาทีเป็นภาพชายสองคนถือวัตถุคล้ายระเบิดก่อนจะตกลงบนพื้นและเกิดระเบิดขึ้น มุมบนขวาของคลิปมีธงชาติไทยและข้อความ “Made in Thailand” ผู้โพสต์เขียนคำบรรยายเป็นภาษาเขมรและภาษาสวีเดนว่า “ทหารไทยกำลังทำระเบิดเพื่อโจมตีทหารกัมพูชาแต่เกิดความผิดพลาด” (แปลโดยเครื่องมือแปลภาษาของเฟซบุ๊ก) และก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทยได้โพสต์คลิปวิดีโอเดียวกันนี้พร้อมใส่ข้อความและอิโมจิธงชาติกัมพูชาที่ทำให้เข้าใจว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิต 2 นายจากการทำระเบิดตกใส่ตัวเอง  

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพจากคลิปดังกล่าวมาค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยถูกเผยแพร่มาแล้วหลายครั้งในเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค. 2568 โดยมีการอ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ กันไปมากมาย เช่น โพสต์ภาษารัสเซียอ้างว่าเป็นภาพของทหารรัสเซียใกล้หมู่บ้านโทโปลีในยูเครน, ภาพนักรบกองโจรในเมียนมาทดลองปล่อยวัตถุระเบิดจากโดรนแต่ล้มเหลว, 

ภาพกองโจรในโคลอมเบียเตรียมโดรนพร้อมระเบิดมือ นอกจากนี้ยังมีผู้โพสต์คลิปพร้อมคำบรรยายภาษาเมียนมาอ้างว่าเป็นภาพผู้ก่อการร้ายกำลังเตรียมใช้โดรนทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพทหาร ซึ่งแม้โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใดและถ่ายเมื่อไหร่ แต่เนื่องจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่มานานหลายเดือนก่อนหน้านี้ จึงสรุปได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาเมื่อ 24-28 ก.ค. 2568 แต่ถูกนำมาอ้างเท็จทั้งโดยผู้ใช้เฟซบุ๊กไทยและกัมพูชา

– วันที่ 12 ส.ค. 2568  พบ 1 ข่าว คือ คลิปวิดีโอชาวกัมพูชาก่อเหตุเผาตึกคอลเซ็นเตอร์ (ข่าวปลอม)ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กในไทยจำนวนมากแชร์คลิปภาพเหตุการณ์ไฟไหม้โดยฝังข้อความในวิดีโอและเขียนคำบรรยายว่า “ชาวกัมพูชาก่อเหตุวางเพลิงตึกคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีคนไทยจำนวนมากอยู่ภายในตึก เตือนคนไทยให้รีบอพยพกลับบ้านด่วน…” คลิปนี้ถูกแชร์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชามีผลบังคับใช้เมื่อ 29 ก.ค. 2568 เป็นต้นมา

โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากคลิปดังกล่าวไปสืบค้นในกูเกิล พบวิดีโอที่ตรงกันทุกประการทั้งภาพและเสียงซึ่งเผยแพร่โดยผู้ใช้ติ๊กตอกเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2565 โดยผู้โพสต์ระบุว่าเป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้กาสิโนที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายหลังเหตุไฟไหม้กาสิโนปอยเปตที่เผยแพร่ใน Google Maps พบว่าเป็นสถานที่เดียวกัน 

จึงสรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุไฟไหม้กาสิโนที่ปอยเปตเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์สู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่กาสิโนในปอยเปตเกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันที่ 28 ธ.ค. 2565 เจ้าหน้าที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงได้ในช่วงสายของวันที่ 29 ธ.ค. 2565 เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย ในจำนวนนี้มีคนไทยรวมอยู่ด้วย

– วันที่ 13 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ คลิปสร้างถนนสู่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (ข่าวบิดเบือน) โคแฟคตรวจสอบ 2 คลิปที่อ้างว่าเป็นการทำถนนสู่ช่องอานม้าซึ่งมีการแชร์อย่างกว้างขวาง จากการตรวจสอบด้วยการค้นหาภาพย้อนหลังและติดต่อเจ้าของคลิปต้นฉบับซึ่งเป็นบริษัทรับก่อสร้างถนนพบว่าเป็นภาพการก่อสร้างถนนในจังหวัดอื่นที่เคยเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียมาก่อนหน้าเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 มีรายละเอียดดังนี้

1.1 คลิปรถเกลี่ยดินและรถบด: คลิปนี้ถูกนำมาจากบัญชีติ๊กตอกของห้างหุ้นส่วนจำกัด หนูเพียรส่งเสริการโยธา จ.กระบี่ ที่โพสต์เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 แอดมินบัญชีติ๊กตอกให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าคลิปนี้เป็นภาพไซต์งานก่อสร้างถนนที่ จ.กระบี่ ช่วงเดือน พ.ค. 2568 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

1.2 คลิปรถเกลี่ยดินวิ่งมาตามทางโค้งบนถนนลูกรัง: คลิปนี้เป็นภาพการทำงานปรับเส้นทางใน อ.รัตนะบุรี จ.สุรินทร์ ของบริษัท ท่าทรายรุ่งอรุณ จำกัด วิศวกรของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ใน จ.ศรีสะเกษ ยืนยันกับโคแฟคว่าไม่ใช่พื้นที่ช่องอานม้า คลิปนี้ถ่ายและเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. 2568

หมายเหตุ : สำหรับการตรวจสอบกรณีนี้ โคแฟคตรวจสอบเฉพาะคลิปที่นำมาอ้างเท็จว่าเป็นการสร้างถนนบริเวณช่องอานม้าหลังเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เราไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันได้ว่าขณะนี้มีการสร้างเส้นทางยุทธวิธีบริเวณช่องอานม้าหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อมูลทางการทหารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง 

โดยเส้นทางไปช่องอานม้าในปัจจุบันเป็นถนนลาดยาง เว็บไซต์สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานีให้ข้อมูลไว้ว่า การเดินทางไปช่องอานม้าใช้เส้นทางจากอำเภอนาจะหลวยไปอำเภอน้ำยืนมุ่งหน้าไปทางเขาพระวิหาร เมื่อเลยตัวอำเภอน้ำยืนไปได้ประมาณ 3 กม. จะมีป้ายบอกทางแยกซ้ายมือไปช่องอานม้า ขับไปจนสุดทางลาดยางจะมีลานจอดรถและตลาดแผงค้าขาย  

– วันที่ 14 ส.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ คลิปพระสงฆ์กัมพูชาเดินขบวนประท้วงฮุน เซน (ข่าวบิดเบือนโดยเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 68 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เต๋า พากินพาแซ่บ” โพสต์คลิปพระสงฆ์กลุ่มใหญ่ถือธงและป้ายผ้าเดินไปบนถนน ฝังคำบรรยายว่าเป็นภาพพระสงฆ์เขมรเดินขบวนประท้วงสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เพื่อร้องเรียนปัญหาศพทหารล้นวัดจนเผาไม่ทัน คลิปนี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 4,500 ครั้ง

เมื่อนำภาพจากคลิปมาค้นหาด้วย Google Lens พบคลิปวิดีโอและภาพเหตุการณ์เดียวกันที่เผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่อหลายสำนักทั้งสื่อไทย สื่อกัมพูชา และสำนักข่าวต่างประเทศ โดยระบุว่าเป็นภาพพระสงฆ์กว่า 2,500 รูป เดินเรียกร้องสันติภาพในกรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568   อาทิ ไทยพีบีเอสรายงานว่าเมื่อวันที่ 10 ส.ค. พระสงฆ์ 2,569 รูป เดินขบวนจากวัดพนมไปยังวิมานเอกราชในกรุงพนมเปญเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตรเพื่อเรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัว 18 นายพร้อมทั้งแสดงความขอบคุณโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ริเริ่มการเจรจาหยุดยิง

นอกจากนั้น เมื่อนำสถานที่ในคลิปมาระบุตำแหน่งด้วย Google Maps พบว่าจุดที่พระสงฆ์เดินขบวนเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างวัดพนมและวิมานเอกราชสอดคล้องกับรายงานข่าวที่ระบุเส้นทางการเดินสันติภาพของพระสงฆ์กัมพูชา รวมถึงเพจเฟซบุ๊กพุทธสมาคมแห่งกัมพูชา (Buddhist Association of Cambodia) โพสต์ภาพและข้อความภาษาเขมรแปลเป็นไทยได้ว่า วันที่ 10 ส.ค. พระสงฆ์จัดกิจกรรมเดินเพื่อสันติภาพโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อคือ ขอบิณฑบาตให้มีการหยุดยิงถาวร, ขอให้ฝ่ายไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย และขอให้รัฐบาลไทยและกัมพูชารักษาสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพของประชาชนทั้งสองประเทศตลอดไป

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/verify/content/4691 (คลิปอ้างจีนส่งขีปนาวุธ DF-26 ช่วยกัมพูชา ตรวจสอบแล้วเป็นคลิปเก่า ถูกนำมาบิดเบือน : ThaiPBS Verify 31 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 9 สิงหาคม 2568

หัวหน้าพรรคประชาชนประณาม รพ. ที่ปฏิเสธรักษาคนเขมร…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2nyo5qvd07j4f


คลิปพลทหารกัมพูชาวัย 87 ปี รอร่ำลาลูกสาวก่อนไปรบที่ชายแดน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2sq5v0cbasvx9


คลิปแร้งและอีการุมทึ้งศพทหารไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2hdn0wxipfbek


คลิปญาติหามศพทหารกัมพูชาไปเผา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1zyesejq75zrw


จับสายลับกัมพูชา ลอบเข้าชายทะเลโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมโดรนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชี้เป้าโจมตีกองบิน 5…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/30zvbbobe82ng


ภาพปลอม AI ความสัมพันธ์ระหว่างฮุนเซน-ภรรยา-โฆษกกลาโหมกัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2qnbs01hsurca


กินทุเรียนหมอนทองสุก เพื่อช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1spn7b797fy6w


กยศ. ยกหนี้ให้ทหารที่เสียชีวิตจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3pmieca8gklpk


กรมการปกครอง สั่ง X-Ray เฝ้าระวังโดรนในพื้นที่

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2mpqqgs1ui029


อาหารมีส่วนกระตุ้นไมเกรน สัญญาณจากร่างกายถึงการทานอาหารที่ไม่เหมาะสม

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/nkgec4wlavos


ใช้ยาลดความดันเกินขนาด อันตรายถึงชีวิต

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/33n6wm53gydsg


แสงสีเขียวที่เห็นบนท้องฟ้าเมื่อคืนวันที่ 3 ส.ค. 2568 ไม่ใช่โดรน แต่คือ “ดาวตกชนิดระเบิด”

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/p43iy9b5b9bv


องุ่นไซมัสคัท มีสารตกค้าง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/opiwemd6cniy


เมื่อ‘เครื่องบินรบ’ยุทโธปกรณ์เด่นสมรภูมิ‘ไทย – กัมพูชา’ มาพร้อมการระบาดของ‘ข่าวลวง’ในสื่อออนไลน์

By: Zhang Taehun

ในการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาตลอด 5 วัน นับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 เมื่อกัมพูชาเปิดฉากโจมตีข้ามพรมแดนเข้ามายังฝั่งไทยและทำให้พลเรือนเสียชีวิตหลายราย นำไปสู่การตอบโต้จากฝ่ายไทย กระทั่งในวันที่ 28 ก.ค. 2568 ทั้ง 2 ฝ่ายได้เจรจากันที่มาเลเซีย และได้ข้อสรุปว่าจะหยุดยิงเมื่อล่วงเข้าสู่วันที่ 29 ก.ค. 2568 ในเวลา 00.00 น. เครื่องบินรบ” โดยเฉพาะ F-16” เป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์หลักในปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ถูกจับตามองผ่านสื่อต่างๆ พร้อมๆ กับการกระจายของ ข่าวลวง” ในรูปแบบ คลิปวีดีโอ อย่างต่อเนื่อง ในหมู่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งโคแฟคได้รวบรวมมานำเสนอเป็นตัวอย่าง ดังนี้ 

ภาพ 01 คลิปวีดีโออ้างว่าเครื่องบิน F-16 ไทย โจมตีกองบัญชาการกัมพูชา 

ภาพ 02 ตัวอย่างคลิปเดียวกันที่เคยถูกอ้างในบริบทต่างๆ เช่น การสู้รบระหว่างอินเดียกับปากีสถาน (ซ้าย) การทิ้งระเบิดในซูดาน (ขวา)

ในวันที่ 24 ก.ค. 2568 ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทย ข่าวการออกปฏิบัติการของเครื่องบิน F-16 ก็เริ่มปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ ดังตัวอย่างบัญชีเฟซบุ๊ก ธวัชชัย สามัญชน โพสต์ลิปชื่อ ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย ขณะรุกรบจบเร็ว เพียง 20 นาที F-16กลับฐานปลอดภัยทุกลำ

เบื้องต้นโคแฟคได้ตรวจสอบในวันเดียวกับที่คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ ด้วยวิธีนำภาพไปสืบค้นย้อนกลับด้วย Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบว่า เคยมีการโพสต์คลิปเดียวกันมาแล้วหลายครั้งในบริบทอื่นๆ ก่อนหน้าความขัดแย้งไทย – กัมพูชา ระลอกล่าสุด เช่น วันที่ 10 พ.ค. 2568 ถูกโพสต์โดยบัญชี TikTok ชื่อ rehanuddinfaiziofficial ในชื่อคลิปว่า “Pakistan Attck on India” อ้างว่าเป็นคลิปเครื่องบินปากีสถานโจมตีอินเดีย เนื่องจากในห้วงเวลาดังกล่าวกำลังมีการสู้รบกันระหว่างอินเดียกับปากีสถาน 

หรือในวันที่ 18 พ.ค. 2566 เว็บไซต์ africa-press.net ใช้ภาพดังกล่าวรายงานข่าวเป็นภาษาอาหรับ ว่า السودان.. الطيران الحربي يستخدم صواريخ عالية الدقة وشديدة الانفجار وتدمير عشرات السياراتซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Sudan: Warplanes use high-precision, high-explosive missiles, destroying dozens of vehicles” และภาษาไทยว่า ซูดาน: เครื่องบินรบใช้ขีปนาวุธระเบิดแรงสูงที่มีความแม่นยำสูง ทำลายยานพาหนะได้หลายสิบคัน ซึ่งขณะนั้นซูดานกำลังมีสงครามกลางเมือง แต่ยังไม่สามารถระบุต้นทางได้

นอกจากนั้นยังพบการโพสต์ภาพจากคลิปดังกล่าวเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568 ในเว็บไซต์ indtoday.com บรรยายว่า “Indian Armed Forces Thwart Pakistani Drone And Missile Attacks, Destroy Air Defence System In Lahore” อ้างว่าเป็นการโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศของปากีสถาน ในเมืองลาฮอร์ แต่ทาง The Current สำนักข่าวออนไลน์ในปากีสถาน ได้ตรวจสอบแล้วระบุว่า คลิปนี้เคยถูกโพสต์มาแล้วก่อนหน้านั้น ซึ่งเมื่อโคแฟคลองค้นหาต่อ ก็ไปพบคลิปวิดีโอภาษารัสเซีย ชื่อ Харьков —момент прилетаодной из “Гераней” во время обработкиобъектов укровермахта # 2025” แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Kharkov – the moment of arrival of one of the “Geraniums” during the processing of the objects of the Ukrainian Wehrmacht # 2025” และภาษาไทยคือ คาร์คิฟ ช่วงเวลาแห่งการมาถึงของ (โดรน“เจอเรเนียม” ในระหว่างการประมวลผลวัตถุของกองกำลังยูเครน # 2025” ทางช่องยูทูบ ระบุเวลาโพสต์คือวันที่ 30 เม.ย. 2568 สอดคล้องกับที่ทาง TFC ไต้หวันตรวจสอบพบจากเทเลแกรม

ในเวลาต่อมา สำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส เผยแพร่รายงานการตรวจสอบเพิ่มเติมในวันที่ 31 ก.ค. 2568 ระบุว่า คลิปดังกล่าวมีต้นทางมาจากช่องยูทูบ “Unreal vfx” เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2566 โดยผู้โพสต์ได้บรรยายไว้ใต้ใต้คลิปว่า คลิปนี้ถูกสร้างขึ้นด้วย Adobe After Effects ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์กราฟิกเคลื่อนไหวและเอฟเฟกต์ภาพ และเมื่อทาง AFP ได้สอบถามไปว่า วิดีโอนี้แสดงภาพจริงหรือไม่ ผู้โพสต์คลิปดังกล่าวตอบว่าเป็นกราฟิกเคลื่อนไหวนอกจากนั้น ในช่อง Unreal vfx ยังมีคลิปวีดีโอที่มีฉากหลัง (อาคารสถานที่) แบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากการถูกเครื่องบินรบโจมตีเป็นถูกอุกกาบาตพุ่งชนแทน

ภาพ 03 ภาพเดียวในเรื่องเล่าที่แตกต่าง (ซ้าย)ชาวกัมพูชาอ้างว่ายิง F-16 ไทยตก (ขวา) ชาวไทยอ้างว่าส่งโดรนไปโจมตีกัมพูชา

ในวันที่ 4 ส.ค. 2568 เว็บไซต์ tfc-taiwan.org.twของ Taiwan Fact Checker รายงานการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 บรรยายเป็นภาษาจีน อ้างว่าเป็นเหตุการณ์เครื่องบิน F-16 ถูกยิงตกในเหตุสู้รบไทย – กัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบก็พบว่า เป็นคลิปเก่าที่เคยมีผู้เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ทางเทเลแกรม โดยเป็นคลิปภาษารัสเซียที่ถอดความได้ว่า “มันกำลังตกจากที่สูง” ส่วนข้อความอธิบายวีดิโอ ระบุว่า ในการบุกโจมตีเมื่อเร็วๆ นี้ โดรน ‘เจอเรเนียม’ บินลงมาด้วยความเร็วสูงไปยังเป้าหมายที่ไหนสักแห่งในยูเครน”และเมื่อตรวจสอบกับ Google Map ก็พบว่าสถานที่ที่ปรากฏในคลิปวีดีโออยู่ในหมู่บ้านชนบทซาลิซนิชนา ในเขตคาร์คิฟ ประเทศยูเครน

โคแฟคลองนำภาพในคลิปดังกล่าวไปต้นหาด้วย Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบว่า ชาวเน็ตไทยและกัมพูชาต่างใช้คลิปนี้เพื่ออ้างผลงานของทหารฝ่ายตน อาทิ ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 บัญชียูทูบชื่อ កសិករជនបទ ៚ Rural farmerโพสต์คลิปวิดีโอตั้งชื่อเป็นภาษาเขมรว่า “F16ត្រូវបានបាញ់នៅទឹកដីកម្ពុជា 24/07/2025 (F-16 ถูกยิงตกในกัมพูชา 24 ก.ค. 2568)

ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 เช่นกัน เพจเฟซบุ๊ก ฟ้าให้ ทีวี ได้โพสต์ภาพนิ่งจากคลิปนี้พร้อมกับบรรยายเป็นภาษาไทยว่า เวลา 09.40 น. โดรน zero ทำลายคลัง สป.5 แห่งที่ 2 ของเขมร บริเวณ ด้านหลังภูมะเขือ

ภาพ 04 ภาพจากคลิปเดียวกัน เคยถูกอ้างถึงในช่วงการสู้รบระหว่างอินเดีย – ปากีสถาน (ซ้าย  8 พ.ค. 2568) และรัสเซีย – ยูเครน (ขวา 30 เม.ย. 2568)

ภาพ 05 คลิปวีดีโอถูกโพสต๋ในเฟซบุ๊กวันที่ 24 ก.ค. 2568 อ้างว่าเป็นเครื่องบิน F-16 ไทยโจมตีกัมพูชา (แต่จริงๆ แล้วคือเครื่องบิน Mig-29)

ภาพ 06 คลิปจากมุมเดียวกันที่ถูกโพสต์ก่อนหน้าใน TikTok (ซึ่งบรรยายว่าเป็นเครื่องบิน Mig-29 – ซ้ายและยูทูบ (ที่ไม่ได้บอกว่าเป็นเหตุการณ์หรือสถานที่ใด – ขวา)

ในวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันแรกของการสู้รบระหว่างไทย – กัมพูชา บัญชีเฟซบุ๊ก “Nakarince Sawaengsuk” โพสต์คลิปวิดีโอชื่อ สองลูกนี้ส่งมอบให้โดยตรง และใส่ตัวอักษรบรรยายในคลิปว่า “สองลูกนี้มอบให้กัมพูชา” อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) ก็ไปพบคลิปเดียวกันถูกโพสต์ก่อนหน้านั้น 

เช่น ในวันที่ 2 มิ.ย. 2568 บัญชี TikTok ชื่อ “militarylandd” โพสต์ คลิปวิดีโอบรรยายเป็นภาษารัสเซีย ว่า Истребитель МиГ-29 Fulcrum ВВС Украины выполняет боевуюзадачусбрасывая две управляемыеавиабомбы AASM-250.” แปลได้ว่า เครื่องบินขับไล่ MiG-29 Fulcrum ของกองทัพอากาศยูเครนปฏิบัติภารกิจการรบโดยทิ้งระเบิดนำวิถี AASM-250 จำนวน 2 ลูก

อย่างไรก็ตาม โคแฟคไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นคลิปเครื่องบินรบของยูเครนจริงตามที่กล่าวอ้างในคลิป TikTok หรือไม่ โดยยืนยันได้เพียงว่าไม่ใช่คลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การสู้รบไทย –กัมพูชาเท่านั้น อนึ่ง ในวันที่ 4 มิ.ย. 2568 ยังพบช่องยูทูบ “OP Info” โพสต์ คลิปShorts ในชื่อ “lansare” ภาพในคลิปเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด

ภาพ 07 เมื่อภาพจากวีดีโอเกมถูกนำไปใช้อ้างว่าเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิดในหลายเหตุการณ์สู้รบ 

มีการแชร์คลิปเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่กองทหารและรถบรรทุกในทุ่งกว้าง อาทิ วันที่ 27 ก.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก “Sokkheang Hen” คลิปReelsบรรยายภาษาเขมรว่า “#ថៃជាអ្នកផ្តើមសង្គ្រាម#កម្ពុជាប្រើសិទ្ធការពារខ្លួន #ប្រទេសថៃបាញ់កម្ពុជាមុន“ (#ไทยเริ่มสงคราม #กัมพูชาใช้สิทธิ์ป้องกันตัวเอง #ไทยยิงกัมพูชาก่อน)

แต่เมื่อลองใช้ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) ค้นหาภาพ กลับพบว่าคลิปแบบเดียวกันถูกกล่าวอ้างมาก่อนในหลายบริบท เช่น วันที่ 30 ก.ค. 2568 บัญชีเฟซบุ๊ก ลุงกบพาแซ่บโพสต์คลิปReels บรรยายภาษาไทยว่า นาทีถล่มฐานเขมร” และ ขยันถ่ายขยันโพสต์เนาะทหารเขมร แต่ก็ขอบคุณทำให้มีคลิปสวยๆ มาลง

วันที่ 28 ม.ค.2568 บัญชีเฟซบุ๊ก 𝐺𝑎𝑠𝑝𝑎𝑟𝑑 𝑀𝑖𝑒𝑙𝐺𝑘 คลิปวีดีโอ บรรยายเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า  “Wow regardez Ce que les fardc ont fait aux militaires rwandais 🇨🇩 #Goma #Congo #Rwanda (ว้าว ดูสิว่า FARDC ทำอะไรกับกองทัพรวันดา 🇨🇩 #โกมา #คองโก #รวันดา)

หรือคลิปReels ที่ถูกโพสต์โดยบัญชีเฟซบ๊กชื่อAbasi Mtangi ซึ่งเมื่อดูจากช่วงเวลาของผู้แสดงความเห็นแล้วอย่างน้อยที่สุดน่าจะถูกโพสต์เมื่อ 26 สัปดาห์ก่อน (นับย้อนไปจากวันที่ 5 ส.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันเขียนบทความนี้ ซึ่งย่อมต้องอยู่ประมาณต้นปี 2568 ก่อนเหตุสู้รบไทย – กัมพูชาแน่นอน) บรรยายด้วยภาษาสวาฮิลี ว่า “Leo waasi  wamekutana na kitu kizitoo  fanaleki #abasimtangi #africa  pray for Congo 🇨🇩 🇨🇩 ” (วันนี้พวกกบฏต้องเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างที่จะล้มพวกเขาลง #abasimtangi #แอฟริกา โปรดอธิษฐานเพื่อคองโก 🇨🇩 🇨🇩)

รวมถึงบัญชีเฟซบุ๊ก 李東昇 โพสต์ คลิปวีดีโอพร้อมคำบรรยายภาษาจีน ระบุว่า 俄國士兵被烏克蘭一發海馬斯集束彈殲滅 (ทหารรัสเซียเสียชีวิตจากระเบิดลูกปราย HIMARS ของยูเครน) ถูกโพสต์ในวันที่ 20 ต.ค. 2567 เป็นต้น 

ซึ่งสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส เคยเผยแพร่รายงานการตรวจสอบคลิปนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2567 โดยในเวลานั้น ระบุว่า ในวันที่ 2 พ.ย. 2567 พบการแชร์ภาพดังกล่าวด้วยภาษาเกาหลี อ้างว่ามีทหารกว่า 400 นายเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 12 วินาทีหลังการทิ้งระเบิด โดยก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2567 มีรายงานจากหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ อ้างว่าเกาหลีเหนือได้ส่งทหารไปสนับสนุนรัสเซียทำสงครามกับยูเครน แต่ทางเกาหลีเหนือได้ปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม คลิปดังกล่าวทำให้ชาวเกาหลีใต้บางส่วนเชื่อว่าเกาหลีเหนือส่งทหารไปช่วยรัสเซียจริง 

แต่เมื่อทาง AFP ได้ทดลองสืบค้นด้วยวิธี Google Reverse Image ก็ไปพบคลิปในช่องยูทูบ ชื่อคลิปว่า “Amerika A-10C2 Savaş Uçağı Kanada Askerlerine Saldırdı! | DCS (เครื่องบินขับไล่ A-10C2 ของอเมริกาโจมตีทหารแคนาดา! | DCS) ซึ่ง DCS นั้นย่อมาจาก Digital Combat Simulator เป็นวีดีโอเกมที่นำเสนอการจำลองสถานการณ์ทางทหาร รถถัง ยานพาหนะภาคพื้นดิน และเรือรบที่สมจริง และเมื่อสอบถามไปยัง Cagri Karip ผู้โพสต์คลิปดังกล่าว ก็ได้รับคำยืนยันว่าคลิปนี้ตนสร้างขึ้นด้วยเกม DCS และไม่ได้นำเสนอเหตุการณ์จริงใดๆ

จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่า ในช่วงที่เกิดสถานการณ์สู้รบ โดยเฉพาะในช่วงวันแรกๆ ของเหตุการณ์ สิ่งที่มักตามมาเสมอคือ “ข่าวลวง” ซึ่งทำให้นึกถึงงานชิ้นแรกๆ ของโคแฟคอย่าง ตรวจสอบข่าวลวง-ข่าวเท็จ สถานการณ์ในยูเครน COFACT Special Report #18” ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2565 หรือราว 1 สัปดาห์ หลังรัสเซียกกองทัพบุกโจมตียูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565 ในเวลานั้นสถานการณ์ของข่าวลวงก็ไม่ต่างกับในปัจจุบัน ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ในหลากหลายที่มา ทั้งจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่ดำเนินการเป็นระบบ การโพสต์ของปัจเจกบุคคลเพื่อเอาใจช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไปจนถึงโพสต์เพื่อต้องการยอดติดตามและแชร์ต่อ (ซี่งอาจหมายถึงรายได้ของผู้โพสต์)

และยิ่งผู้รับสารกำลัง อิน มีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์นั้นมากเท่าใดก็จะยิ่งมีโอกาสแชร์ต่อมากเท่านั้น ตั้งสติก่อนเชื่อและแชร์” จึงยังคงเป็นคำเตือนสำคัญที่ต้องย้ำกันอยู่เสมอ!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1045839897752529&set=pb.100069795866839.-2207520000&type=3 (เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : Cofact 24 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682D7KF (Video edited with motion graphics software falsely linked to Thailand-Cambodia conflict : AFP 31 ก.ค. 2568)

https://tfc-taiwan.org.tw/fact-check-reports/false-claim-thai-cambodia-conflict-russian-drone-footage (網傳影片「泰國F16被柬埔寨打下來」?: Taiwan Fact Checker 4 ส.ค. 2568)

https://thecurrent.pk/fact-check-india-hit-lahore-with-a-kamikaze-drone (FACT CHECK: India hit Lahore with a Kamikaze drone? : The Current 8พ.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.36LM9QJ (Video game footage misrepresented as ‘massacred North Korean troops’ : AFP 11 พ.ย. 2568)


รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง “คลิปปลดป้ายภาษาเขมร” ที่ห้องคลอด รพ.สุรินทร์

กองบรรณาธิการโคแฟค

โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผู้ใช้โซเชียลมีเดียเผยแพร่คลิปคนงานรื้อตัวอักษรภาษาเขมรออกจากป้ายห้องคลอดที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พบว่าปัจจุบันไม่มีป้ายภาษาเขมรที่ห้องคลอดโรงพยาบาลสุรินทร์จริง แต่ข้อความที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนระบุว่า “โรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่รับรักษาคนกัมพูชา” นั้นไม่เป็นความจริง โดยโฆษกกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าบุคลากรทางการแพทย์ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย

เนื้อหาที่ตรวจสอบ

วันที่ 26 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกเผยแพร่คลิปบันทึกภาพคนงานกำลังรื้อตัวหนังสือภาษาเขมรที่ห้องคลอดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่อซูมดูสัญลักษณ์ที่ติดอยู่หน้าประตูห้องเห็นได้ชัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลสุรินทร์ คลิปนี้ถูกนำไปแชร์ต่ออย่างแพร่หลายในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งติ๊กตอก X เฟซบุ๊ก และยูทูบ ซึ่งหลายคลิปยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 7 ส.ค. 2568 (ลิงก์บันทึก 1, 2, 3)

ผู้ใช้ติ๊กตอกรายหนึ่งโพสต์คลิปนี้พร้อมคำบรรยายว่า “โรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่รับคนกัมพูชามารักษาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลบตัวอักษรภาษาเขมรออกจากป้ายโรงพยาบาลทั้งหมด”

คลิปนี้ยังถูกนำไปเผยแพร่ต่อโดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวกัมพูชา โดยเขียนข้อความประกอบในลักษณะที่สร้างความเกลียดชังประเทศไทยและคนไทย

โคแฟคตรวจสอบ

โคแฟคตรวจสอบเนื้อหานี้ด้วยการสอบถามข้อมูลจากโรงพยาบาลสุรินทร์, เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ (สสจ. สุรินทร์), นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (โฆษก สธ.) และผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่เดินทางไปสังเกตการณ์ที่โรงพยาบาล ได้ข้อมูลดังนี้

  1. นพ. วรตม์ โฆษก สธ. ให้สัมภาษณ์โคแฟคเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2568 ว่า สธ. ตรวจสอบคลิปนี้ตั้งแต่วันแรก ๆ ที่มีการเผยแพร่ และได้รับรายงานจาก สสจ. สุรินทร์ว่าไม่ทราบที่มาของคลิป ผู้ที่กำลังปลดป้ายในคลิปไม่ใช่บุคลากรของโรงพยาบาลสุรินทร์ จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าคลิปนี้ถ่ายเมื่อไหร่ ใครเป็นผู้ถ่ายและนำไปเผยแพร่คนแรก 

นพ.วรตม์กล่าวเพิ่มเติมว่า สธ. ไม่มีนโยบายและไม่มีการสั่งการให้โรงพยายาบาลในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชารื้อภาษาเขมรออกจากป้ายต่าง ๆ ที่ให้ข้อมูลผู้มาใช้บริการ

  1. ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นในภาคอีสานซึ่งเดินทางไปที่โรงพยาบาลสุรินทร์เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 รายงานว่าป้ายห้องคลอดไม่มีภาษาเขมร แต่ส่วนงานอื่น ๆ ในโรงพยาบาลยังมีป้ายสามภาษาอยู่ครบ คือ ภาษาไทย อังกฤษ​และเขมร เช่น เวชศาสตร์ฟื้นฟู สูติ-นรีเวชกรรม และป้ายชื่อโรงพยาบาล
ภาพป้ายหน้าห้องคลอด โรงพยาบาลสุรินทร์ เดิมมีภาษาเขมร แต่ขณะนี้ไม่มีแล้ว (ถ่ายเมื่อ 1 ส.ค. 2568)
ป้ายส่วนงานอื่น ๆ ในโรงพยาบาลสุรินทร์ยังคงมีป้ายภาษาเขมร (ถ่ายเมื่อ 1 ส.ค. 2568)
  1. โคแฟคส่งข้อความสอบถามโรงพยาบาลสุรินทร์ทางเพจเฟซบุ๊กและทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2568 และ 7 ส.ค. 2568 แต่ได้รับแจ้งว่าโรงพยาบาลไม่มีนโยบายให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หรือตอบข้อความกลับทางออนไลน์ ขณะนี้โคแฟคจึงยังไม่มีข้อมูลจากทางโรงพยาบาลโดยตรง 

โรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่รับรักษาคนกัมพูชา?

สำหรับข้อความที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางรายแชร์คลิปนี้พร้อมกับเขียนข้อความว่าโรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่รับรักษาคนกัมพูชานั้น โฆษก สธ. ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง สถานพยาบาลของไทยยังคงให้บริการทางการแพทย์ตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์ และย้ำว่าบุคลากรทางการแพทย์ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยในทุกกรณี 

ขณะที่เว็บไซต์ข่าวสดรายงานคำให้สัมภาษณ์ของ นพ. ชวมัย สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 ยืนยันว่าโรงพยาบาลทุกแห่งในสุรินทร์ยังรับผู้ป่วยชาวกัมพูชา เพราะเป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่หมอทุกคนต้องมีอยู่ประจำใจ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนที่อาศัยอยู่ใน จ.สุรินทร์ เมื่อมาโรงพยาบาลหมอจะรักษาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม อย่างไรก็ตามขณะนี้จำนวนชาวกัมพูชาที่อยู่ใ่นจังหวัดมาเข้ารับการรักษาน้อยลงมาก

ข้อสรุปโคแฟค

  • โคแฟคยังไม่สามารถยืนยันที่มาและวัน-เวลาที่ถ่ายคลิป “ปลดป้ายภาษาเขมร” จากห้องคลอดโรงพยาบาลสุรินทร์ได้ แต่จากการตรวจสอบในสถานที่จริงเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 ป้ายห้องคลอดมีเพียงภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่มีภาษาเขมร 
  • ข้อความประกอบในบางคลิปที่ระบุว่า “โรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ไม่รับรักษาคนกัมพูชา” นั้นไม่เป็นความจริง โฆษก สธ. และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ยืนยันตรงกันว่า สถานพยาบาลของไทยยังคงให้บริการทางการแพทย์โดยไม่เลือกปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์
  • หลังจากเหตุปะทะระหว่างทหารไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีการเผยแพร่คลิปปลดป้ายภาษาเขมรออกจากโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาในโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ซึ่งโฆษก สธ. ชี้แจงว่า กระทรวงฯ ไม่มีนโยบายและไม่มีการสั่งการให้โรงพยาบาลนำป้ายภาษาเขมรออก 

เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง

สยบข่าวลวง! Fact-Checkers เปิดข้อมูลเท็จท่ามกลางวิกฤตไทย-กัมพูชา สู่กุญแจแห่งสันติภาพ

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเดินทางเร็วกว่าเหตุการณ์จริง และคลิปปลอมเพียงคลิปเดียวสามารถจุดชนวนความเกลียดชังระหว่างประเทศ—ภารกิจของ Fact-checkers จึงสำคัญยิ่งกว่าที่เคย

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 ในรายการ โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว ดำเนินรายการโดย สุชัย เจริญมุขยนันท สื่อมวลชนอาวุโสและผู้ร่วมขับเคลื่อนการรู้เท่าทันสื่อ ได้เปิดเวทีเจาะลึกภารกิจของนักตรวจสอบข่าวมืออาชีพจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาพร้อมแขกรับเชิญจากองค์กรสื่อและแพลตฟอร์มระดับนานาชาติ ในหัวข้อ “เจาะเบื้องหลัง Fact-checkers จากความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในวันที่ข้อมูลคืออาวุธหรือกุญแจสู่สันติภาพ” โดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT , ชญานิศ อิทธิพงศ์เมธี Digital Verification Journalist Agence France-Presse (AFP) , ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS  และ กุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการ Fact-checker โคแฟค

เรื่องจริงจากเบื้องหลัง: ข่าวอะไรที่ถูกตรวจสอบ?

กุลธิดา สามะพุทธิ – บรรณาธิการ Fact-checker โคแฟค

ข่าวแรก:
มีภาพนกฝูงหนึ่งบินเหนือพื้นที่ชายแดน โดยกล่าวอ้างว่าเป็น “แร้ง” ที่ลงมารอกินศพทหารกัมพูชา
—ฟังดูสยอง และสร้างภาพจำรุนแรง
กุลธิดาใช้กระบวนการตรวจสอบร่วมกับ สมาคมอนุรักษ์นกแห่งประเทศไทย ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า ไม่ใช่แร้ง และ ไม่ใช่ภาพจากชายแดนไทยกัมพูชา ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าจำนวนแร้งในพื้นที่กัมพูชานั้นน้อยมากจนไม่มีทางจะเป็นภาพนี้ได้

ข่าวที่สอง:
อินโฟกราฟิกเกี่ยวกับ “แสงไฟจากโดรนเปรียบเทียบแสงไฟจากเครื่องบิน” ที่แพร่กระจายบนโซเชียล

กุลธิดาใช้วิธีติดต่อ สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทยเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งสมาคมระบุว่า “สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงเบื้องต้นได้” โดยระบุความสูง ความเข้มของแสงและรายละเอียดทางเทคนิคของทั้งโดรนและเครื่องบิน”

ณัฐพล ทุมมา – เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS

ข่าวแรก:
คลิปทหารไทย “ปักธงชาติ” บนยอดเขาพระวิหารอย่างภาคภูมิพร้อมข้อความอ้างว่าทหารไทยยึดฐานได้สำเร็จ

ทีม Thai PBS ตรวจสอบพบว่า เป็นคลิปจากเขาอกทะลุ .พัทลุงไม่ใช่เขาพระวิหาร และยืนยันได้ด้วยการใช้ Google Lens ร่วมกับแผนที่ดาวเทียมและภาพถ่ายย้อนหลังจากนักท่องเที่ยว

ข่าวที่สอง:
ข่าวจากสื่อกัมพูชาที่อ้างว่า กองทัพไทยหนี ทิ้งอาวุธ-ศพ ที่ปราสาทตาควาย

หลังตรวจสอบ ทีมงานพบว่าภาพนั้นเป็นของชายสติไม่ดีในจ.ศรีสะเกษ ที่ชอบแต่งกายเหมือนทหาร และ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชายแดนแต่อย่างใด ตำรวจเป็นผู้ยืนยันเอง

ชญานิศ อิทธิพงศ์เมธี – Digital Verification Journalist, AFP

ข่าวแรก:
คลิปเสียงระเบิดและเปลวไฟจาก “ปั๊มน้ำมัน” ที่สื่อกัมพูชาอ้างว่าเป็นกองทัพไทยยิงถล่มตำแหน่งทางทหารของกัมพูชา

ทีม AFP ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ด้วยตัวเอง พร้อมตรวจสอบต้นตอพบว่า เป็นวิดีโอระเบิดลงที่ร้านสะดวกซื้อติดกับปั๊มน้ํามันในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ใกล้กับชายแดนกับกัมพูชา

ข่าวที่สอง:
ภาพเครื่องบินพ่นสารสีชมพูบนท้องฟ้า ที่อ้างว่าเป็น “เครื่องบินกองทัพไทยโปรยสารเคมีใส่กัมพูชา”

ชญานิศตรวจสอบย้อนกลับผ่าน Google Image พบว่าภาพนั้นเป็นของ “Ten Tanker” เครื่องบินดับไฟป่าที่ใช้ใน ไฟป่าลอสแองเจลิสต้นปี 2025 ไม่เกี่ยวข้องกับไทยหรือกัมพูชาแต่อย่างใด

กุลธิดา ฝากเตือน: อย่าประเมินข่าวปลอมต่ำเกินไป เพราะอาจกระทบถึงชีวิตของผู้คน และความมั่นคงของชาติ

ณัฐพล แนะว่า ทุกคนสามารถช่วยกันหยุดข่าวปลอมได้ทันทีด้วยการ“กดรายงานโพสต์” และหยุดแชร์โดยไม่ตรวจสอบ

ชญานิศ ฝากถึงทุกคนว่า “ทุกคนคือเช็คเกอร์” ขอเพียงมีสติ และอย่าหลงเชื่อในสิ่งที่ตอบสนองอารมณ์มากเกินไป

สุภิญญา ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ทิ้งท้ายว่า ข้อมูลข่าวสารไม่ควรถูกใช้เป็นอาวุธ แต่ควรเป็น “กุญแจ” ที่นำพาไปสู่ความเข้าใจ และสันติภาพ

อย่าปล่อยให้ข้อมูลลวงเป็นเครื่องมือของผู้ที่หวังผลประโยชน์ แต่จงเป็นผู้ใช้ข้อมูลอย่างมีปัญญา”—รวมพลังชาวเน็ตไทย ก้าวข้ามสงครามข่าวปลอม สู่อนาคตที่ชัดเจนและเท่าทัน


คลิปชายชราชาวกัมพูชาใส่ชุดทหาร ถูกนำมาบิดเบือนว่าเป็นพลทหารวัย 87 ปีที่ถูกส่งไปรบกับไทย

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปพลทหารกัมพูชาวัย 87 ปี รอร่ำลาลูกสาวก่อนไปรบที่ชายแดน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน**

📍 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ส.ค. 68 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force” โพสต์คลิปชายชราสวมเครื่องแบบทหารกัมพูชา เขียนคำบรรยายว่า “พลทหารกัมพูชาวัย 87 ปีกำลังรอเพื่อลาลูกสาว (ลูกสาวเป็นเภสัชชุมชน) เพื่อไปเสริมกำลังที่แนวหน้าชายแดน” มียอดชมกว่า 2.9 ล้านครั้ง (ลิงก์บันทึก) ต่อมาวันที่ 6 ส.ค.68 เพจเฟซบุ๊ก “ไทยรัฐนิวส์โชว์” ได้นำมาเผยแพร่ต่อโดยพาดหัวว่า “พลทหารกัมพูชา วัย 87 บอกลาลูก เตรียมตัวไปเสริมกำลังที่แนวหน้า”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคตรวจสอบโดยใช้ Google Reverse Image Search พบว่าผู้ใช้ติ๊กตอกชาวกัมพูชาที่ใช้ชื่อว่า “Nun No Heart” โพสต์คลิปนี้ในช่วงเที่ยงของวันที่ 4 ส.ค. 68 โดยไม่ได้มีคำบรรยายใด ๆ ที่ระบุว่าชายชราคนนี้มาร่ำลาลูกสาวเพื่อเตรียมตัวออกไปสู้รบ แต่ผู้โพสต์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคอมเมนต์ว่าคุณตาไม่สบายและมาซื้อยาในจังหวัดมณฑลคีรี เธอพบเห็นโดยบังเอิญและรู้สึกสงสารจึงถ่ายคลิปไว้ โพสต์นี้มีคนไทยจำนวนมากเข้าไปแสดงความสงสารและเห็นใจ 

วันที่ 6 ส.ค. 68 เวลาประมาณ 17.00 น. เจ้าของบัญชีติ๊กตอกได้โพสต์คลิปเป็นภาษาเขมรและภาษาไทยชี้แจงว่า ชายชราในคลิปที่เธอถ่ายและโพสต์ไม่ได้ถูกสั่งให้ออกไปสู้รบ

“สวัสดีพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ขอบคุณมาก ๆ ที่เป็นห่วงคุณตา จริง ๆ คุณตาไม่ได้ออกไปสู้รบ เขาไม่สบาย แล้ววันนั้นมาหาหมอ บังเอิญเจอแกก็เลยถ่ายคลิปไว้…อยากบอกให้ทุกคนเข้าใจ และขอขอบคุณที่เป็นห่วง เชื่อว่าคนไทยใจดี แล้วก็เชื่อว่าทุกคนไม่อยากให้มีสงคราม แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้ ขอให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายปลอดภัย”

โคแฟคติดต่อสอบถามเจ้าของบัญชีติ๊กตอก “Nun No Heart” โดยตรง เธอให้ข้อมูลโดยส่งเป็นคลิปเสียงภาษาไทยตอบกลับมาว่า “จริง ๆ แล้วคุณตาไม่ได้ออกไปสู้รบ แกเป็นทหารเก่าก็เลยใส่ชุดทหารออกมาแค่นั้น คุณตาอายุเยอะแล้ว ข่าวลือที่บอกว่าแกถูกส่งออกไปสู้รบไม่ใช่เรื่องจริง ทุกวันนี้แกก็อยู่บ้านกับลูกกับเมีย”

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check