ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


ภาพเมืองหลวงเลบานอนถูกอิสราเอลโจมตี ถูกนำมาอ้างเท็จว่าอิสราเอลถูกถล่มด้วยขีปนาวุธอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิสราเอลได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพความเสียหายในกรุงเบรุตของเลบานอนจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อ 14 มี.ค. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Mantanakorn Boonkrong” โพสต์คลิปวิดีโอซากอาคารและความเสียหายในเมืองแห่งหนึ่ง พร้อมข้อความบรรยายว่าที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเป็นเมืองในอิสราเอลหลังถูกขีปนาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงของอิหร่านโจมตี คลิปนี้มียอดการรับชมราว 5,100 ครั้ง ณ วันที่ 20 มี.ค. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเดียวกันนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569 โดยสื่อเลบานอน เช่น MTV Lebanon และ Lebanon24 รายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่อิสราเอลโจมตีย่าน Haret Hreik ซึ่งเป็นชานเมืองทางใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน

สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น AFP, Al Jazeera และ Arab News ของซาอุดิอาระเบียเผยแพร่ภาพซากอาคารที่ถ่ายจากมุมเดียวกับในคลิป โดยรายงานตรงกันว่าเป็นภาพความเสียหายของอาคารที่อยู่อาศัยทางตอนใต้กรุงเบรุตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันที่ 14 มี.ค.

ภาพผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์ในสหรัฐฯ ถูกอ้างเท็จว่าอิหร่านโจมตีเครื่องบินอิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปเครื่องบินอิสราเอลถูกอิหร่านโจมตี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินในสหรัฐฯ จากเหตุไฟไหม้ที่ฐานล้อเมื่อเดือน ก.ค. 2568

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “จอน เพชร” โพสต์คลิปวิดีโอเครื่องบินจอด มีกลุ่มควันและคนวิ่งหนีออกมา ฝังข้อความว่า “เครื่องบินอิสราเอลถูกโจมตีจากอิหร่าน” ด้านล่างมีคำบรรยายภาษาอาหรับ ใช้เครื่องมือแปลสรุปใจความได้ว่า เครื่องบินของอิสราเอลถูกโจมตีที่สนามบินเบน กูเรียนในอิสราเอล เพื่อล้างแค้นให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล 

ณ วันที่ 20 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมกว่า 75,000 ครั้ง  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เกิดไฟไหม้ที่สนามบินเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ทำให้ต้องอพยพผู้โดยสารออกจากเครื่องเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568  สื่อมวลชนสหรัฐฯ หลายสำนัก เช่น NBC, CNN และ New York Times รายงานว่าผู้โดยสาย 173  คนบนเครื่องบินโบอิง 737 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ที่กำลังจะออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติเดนเวอร์ไปยังไมอามีต้องอพยพออกจากเครื่องบินลงมาที่รันเวย์หลังจากระบบฐานล้อมีปัญหาทำให้เกิดไฟลุกไหม้

คลิปประกอบรายงานข่าว CNN เรื่องผู้โดยสารอพยพจากเครื่องบินสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ที่สนามบินเดนเวอร์เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568

ร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว. ถูกเสนอในสมัยรัฐบาลทักษิณจริง แต่ไม่เคยผ่านออกมาบังคับใช้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓  เนื้อหาที่ตรวจสอบ: บำนาญ สส. เริ่มต้นสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เคยเสนอร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว. แต่ไม่ผ่านออกมาบังคับใช้จริง

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “สิทธิพล มหิธา” โพสต์ภาพทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฝังข้อความว่า “ต้นเหตุผลาญภาษี…บำนาญ สส. ออกโดยรัฐบาลทักษิณ มติ ครม. 23 พ.ย. 2547” (ลิงก์บันทึก) โพสต์นี้ถูกแชร์เกือบ 100 ครั้งและมีผู้นำไปโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Fc ” เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ประเด็นเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นข่าวลวงวนซ้ำที่เผยแพร่มาหลายปี ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลออกมาชี้แจงหลายครั้งว่าเป็นข้อมูลเท็จโดยอ้างอิงจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

โคแฟคเคยเผยแพร่รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้เมื่อเดือน ก.ย. 2566 พบว่าในสมัยรัฐบาลทักษิณได้มีการยกร่างได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) “เงินประจำตำแหน่งของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ….” เมื่อปี 2548 ที่กำหนดให้ สส. และ สว. มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพหรือพ้นจากตำแหน่งโดยคำนวณเงินบำเหน็จหรือบำนาญตามระยะเวลาที่เป็น สส. หรือ สว. แต่ร่างกฎหมายนี้ถูกวิจารณ์คัดค้านอย่างหนักและสุดท้ายก็ไม่มีการบังคับใช้ นับจากนั้นก็มีการสร้างความเข้าใจผิดว่า สส. และ สว. ได้รับบำเหน็จบำนาญมาอย่างต่อเนื่องโดยอ้างถึงมติ ครม.และร่าง พ.ร.ฎ. ที่เสนอในช่วงปี 2547-2548  

ที่มา-ที่ไปยกร่างกฎหมายบำเหน็จบำนาญ สส.-สว.

ปี 2542 

ข้อเสนอเรื่องการสร้างความมั่นคงทางการเงินแก่สมาชิกรัฐสภาที่พ้นตำแหน่งเกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เช่น ในปี 2542 วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาและนายกสโมสรรัฐสภาในขณะนั้นได้จัดงานจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2542 วัตถุประสงค์หนึ่งคือเพื่อหาทุนจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาที่ประสบปัญหา   

ปี 2543

มีการออกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2543 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาด้านต่าง ๆ เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษาของบุตร และสงเคราะห์ครอบครัว ซึ่งไม่ใช่การจ่ายเงินในลักษณะบำเหน็จบำนาญ โดยเริ่มจากเงินจำนวน 5.8 ล้านบาทที่ได้จากการจัดงานสโมสรสันนิบาตสมาชิกรัฐสภาเมื่อปี 2542  

ปี 2547

23 พ.ย. 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการคำนวณบำเหน็จบำนาญ และหลักการพิจารณากำหนดเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม รวมทั้งอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)

เสนอ และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณายกร่างพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

ซึ่งต่อมาหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรโดยความเห็นชอบของประธานรัฐสภา กระทรวงการคลัง และสำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติและร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการรวมหลายฉบับ โดยมีอัตราเงินเพิ่ม เงินประจำตำแหน่ง และสูตรการคิดบำเหน็จ บำนาญย้อนหลังแตกต่างกัน 

ปี 2548 

คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่าง พ.ร.ฎ. บำเหน็จบำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง พ.ศ. … แล้วเสร็จและส่งถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 4 เม.ย. 2548 

โดยในบันทึกประกอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอสูตรคำนวณบำเหน็จบำนาญสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ดังนี้ 

  • ดำรงตำแหน่ง 2-3 ปี มีบำเหน็จหรือนำนาญ 20%
  • ดำรงตำแหน่ง 3-7 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 30%
  • ดำรงตำแหน่ง 7-11 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 40%
  • ดำรงตำแหน่ง 11-15 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 50%
  • ดำรงตำแหน่ง 15-20 ปี มีบำเหน็จหรือบำนาญ 60%
  • ดำรงตำแหน่ง 20 ปีขึ้นไป มีบำเหน็จหรือบำนาญ 70%

21 มิ.ย. 2548 ครม. ที่มีทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาบำเหน็จบำนาญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐมนตรี พ.ศ. ….  อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่เคยได้ออกมาเป็นกฎหมายจริงเพราะถูกคัดค้านอย่างหนักจากกระแสสังคมในเวลานั้น 

ปี 2556

พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กฎหมายระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนดังนี้  (1) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ (2) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล (3) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ (4) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม (5) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร (6) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด 

ที่มาของเงินกองทุน ได้แก่ (1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (3) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด (4) เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543 (5) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน (6) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค (7) ดอกผลของเงินกองทุน 

17 ก.ย. 2556 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 ซึ่งกำหนดให้สมาชิกรัฐสภาส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือน โดยการหักเงินประจำตำแหน่งในอัตราตามที่คณะกรรมการกำหนด แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ของเงินประจำตำแหน่ง ทั้งนี้ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจะได้รับ “เงินทุนเลี้ยงชีพ” เป็นรายเดือนจำนวนเงินขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นสมาชิกรัฐสภา โดยจะได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ไม่ได้รับตลอดชีพ ทั้งนี้เงินที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบนี้เป็น “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ไม่ใช่ “บำเหน็จบำนาญ” 

ปี 2558

สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ลงนามโดย ศ.(พิเศษ) พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา สาระสำคัญคือการกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ 9,000 – 35,600 บาทต่อเดือน ตามห้วงเวลาที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ว่าวาระในการดำรงตำแหน่งนั้นจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม  

ปี 2560

มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 ลงนามโดย ศ.(พิเศษ) พรเพชร ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาทําหน้าที่ประธานรัฐสภาและประธานกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยระเบียบนี้มีการแก้ไขนิยาม “สถานพยาบาลของเอกชน” จากฉบับที่ 2 และปรับปรุงขั้นตอนการขอรับเงินช่วยเหลือการรักษาพยาบาลจากกองทุน

ปี 2567

สมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีการออกระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่าด้วยการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2567 ลงนามโดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา โดยได้ปรับการกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา จากที่ระบุเป็นจำนวนเงินเปลี่ยนเป็นร้อยละของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย ตั้งแต่ร้อยละ 30 – 60 และเปลี่ยนจากการให้ได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าเป็น 4 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ 

ข้อสรุปโคแฟค

แม้ร่าง พ.ร.ฎ.บำเหน็จบำนาญของ สส. และ สว. จะเคยถูกเสนอในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร แต่ถูกวิจารณ์และคัดค้านอย่างหนักจนไม่สามารถออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ นับจากนั้นก็มีการสร้างความเข้าใจผิดว่า สส. และ สว. ได้รับบำเหน็จบำนาญมาอย่างต่อเนื่องโดยอ้างถึงมติ ครม.และร่าง พ.ร.ฎ. ที่เสนอในช่วงปี 2547-2548  

นอกจากนี้ยังมีการนำ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาและระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนนี้มาสร้างความสับสนว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

คลิป “สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่ฐานทัพอิหร่าน” สร้างด้วย AI โดยใช้ภาพเหตุโจมตีในเยเมนปี 58

สุทธิมนัส ชินอัครพงศ์ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “สหรัฐทิ้งระเบิดหนักกว่า 14,000 กิโลกรัม ใส่ฐานทัพอิหร่าน” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปที่สร้างจาก AI โดยใช้ภาพต้นฉบับจากเหตุระเบิดในกรุงซานา ประเทศเยเมน เมื่อเดือน เม.ย.2558 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 มี.ค. 2569 บัญชีติ๊กตอก “webmaster.enginee” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวเกือบ 1 นาที เป็นภาพการระเบิดรุนแรงมีกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ฝังข้อความว่า “ข่าวด่วนที่สุด สหรัฐทิ้งระเบิดหนักสุดกว่า 14,000 กิโลกรัมใส่ฐานทัพอิหร่าน” เสียงบรรยายระบุว่าสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่โรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมฟอร์โดวและนาตันซ์ใต้ภูเขาทางตอนเหนือของอิหร่าน ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน 3 ริกเตอร์ในรัศมี 20 กิโลเมตร และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน (ลิงก์บันทึก)

วันเดียวกัน บัญชีเฟซบุ๊ก “Army Armed Forces ยุทโธปกรณ์กองทัพ” โพสต์ภาพระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งเป็นภาพเดียวกับที่ปรากฏในคลิป บรรยายด้วยข้อความเดียวกันว่าสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดขนาด 14,000 กก. ถล่มบังเกอร์อิหร่านที่อยู่ใต้ภูเขา โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 1,000 ครั้ง ณ วันที่ 18 มี.ค.

🔎โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาภาพด้วย Google Lens พบว่าสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น Al Jazeera, CNN, และ The Guardian เคยเผยแพร่ภาพเหตุระเบิดครั้งนี้เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2558 โดยรายงานว่าซาอุดิอาระเบียปฏิบัติการโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏฮูตีในเขต Faj Attan ทางตะวันออกของกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน

โคแฟคตรวจสอบสถานที่ในภาพด้วย Google Map และ Google Earth ยืนยันได้ว่าสถานที่ในภาพอยู่ในเยเมน ไม่ใช่อิหร่านอย่างที่คลิปกล่าวอ้าง

เมื่อตรวจสอบรายละเอียดของภาพ พบว่าคลิปดังกล่าวนำภาพเหตุโจมตีที่เยเมนเมื่อปี 2558 มาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวด้วย AI โดยมีจุดสังเกตดังนี้

▪️สะเก็ดหรือวัตถุจากการระเบิดมีความคมชัดมากกว่าภาพด้านหลัง ซึ่งขัดแย้งกับระดับความคมชัดของคลิปโดยรวม

▪️เมื่อสะเก็ดระเบิดตกลงมาจนถึงบริเวณสันภูเขาก็ได้หายไปทันที ซึ่งเป็นความไม่สมจริงที่อาจเกิดจาก AI ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ผิดธรรมชาติหรือที่เรียกว่าอาการผิดเพี้ยนของฟิสิกส์ (Glitchy Physics) หรือเกิดจากปัญหาการหลอนของ AI (AI Hallucination) ที่สร้างผลลัพธ์แปลกประหลาด ไม่ตรงกับความจริง 

▪️เมื่อนำเสียงบรรยายของคลิปไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Hive Moderation ได้ผลวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 99.3% ที่เสียงบรรยายเป็นเสียงที่สร้างจาก AI หรือ Clone Vioce  

แม้ติ๊กตอกจะแจ้งเตือนว่าคลิปนี้สร้างด้วย AI แต่คำบรรยายประกอบคลิปยังคงสร้างความเข้าใจผิดได้ เนื่องจากปฏิบัติการที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่านนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2568 ไม่ใช่เหตุการณ์ปัจจุบัน

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่าสหรัฐฯ โจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน 3 แห่งรวมถึงฟอร์โดและนาตันซ์ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2568 โดยใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ GBU-57 ซึ่งมีน้ำหนัก 13,000 กก. ที่สามารถเจาะลึกลงไปใต้ดินหลายสิบเมตรก่อนระเบิด 

คลิปไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบปี 68 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีอิสราเอลในการสู้รบตะวันออกกลาง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิสราเอลและดูไบถูกโจมตีในสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเหตุไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อเดือน พ.ค. 2568  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 7 มี.ค. 2569 บัญชี X “มณีแดง” โพสต์คลิปวิดีโอผู้คนกำลังแตกตื่นวิ่งหนีออกมาจากอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ และบรรยายว่า “ดูไบในตอนนี้” (ลิงก์บันทึก)

จากนั้นในวันที่ 16 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Ridwan Munoh” โพสต์คลิปเดียวกัน ฝังข้อความ” อิสราเอล อัพเดทสถานการณ์วันนี้ โดนลูกยาวอีกแล้ว” และบรรยายว่า “อัพเดทสถานการณ์อิสราเอลอิหร่าน” ซึ่งมียอดรับชมกว่า 1.2 แสนครั้ง ณ วันที่ 18 มี.ค. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าบัญชีอินสตาแกรม “adeelrajpoot47” โพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 โดยบรรยายว่าเป็นภาพเหตุไฟไหม้ที่ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ยังพบคลิปเหตุการณ์เดียวกันแต่ถ่ายจากคนละมุมเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกันอีกหลายคลิป 

เปรียบเทียบภาพที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กและติ๊กตอกชาวไทยอ้างว่าเป็นเหตุโจมตีอิสราเอลและดูไบในสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง (ซ้ายและกลาง) กับภาพที่ผู้ใช้อินสตาแกรมในดูไบโพสต์เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 โดยระบุว่าเป็นเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหาร Pearl View ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เมื่อใช้ Google Street View ตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของร้านอาหารแห่งนี้พบว่าตั้งอยู่บนถนน Halim ย่าน Al Barsha 1 ในนครดูไบ  

สื่อมวลชนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เช่น Khaleej Times และ Gulf News รายงานว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงค่ำของวันที่ 13 พ.ค. 2568 สาเหตุจากแก๊สรั่ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 

สรุปว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านอาหารในดูไบเมื่อปี 2568 ไม่ใช่เหตุโจมตีดูไบหรืออิสราเอลในการสู้รบที่ตะวันออกกลางตามที่ผู้ใช้ X และเฟซบุ๊กในไทยกล่าวอ้าง

คลิปเก่าที่โพสต์โดยผู้ใช้ติ๊กตอกในเนปาล ถูกอ้างเท็จว่าเป็นภาพชาวอิสราเอลหนีการโจมตีของอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปชาวอิสราเอลแห่หลบหนีออกนอกประเทศ 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** คลิปเก่าปี 68 คาดว่าเป็นภาพการขุดหาถั่งเช่าในเนปาล

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Midnight Unsolved” โพสต์คลิปวิดีโอผู้คนจำนวนมากบนภูเขา ฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ตอนนี้ที่อิสราเอล ผู้คนพากันอพยพออกจากบ้าน” พร้อมกับติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นสถานการณ์ล่าสุดของการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน 

ณ วันที่ 17 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดรับชมมากกว่า 1.5 แสนครั้ง และแชร์มากกว่า 370 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เคยเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในเนปาลทั้งเฟซบุ๊ก, ติ๊กตอก, อินสตาแกรม และ  X ช่วงปลายเดือน พ.ค. ถึงต้นเดือน มิ.ย. 2568 มีข้อความบรรยายในภาษาเนปาลและอังกฤษว่าชาวเนปาลกำลังค้นหาถั่งเช่า (caterpillar fungus) ในเขตโดลปาในเนปาล

คลิปที่คาดว่าเป็นต้นฉบับโพสต์เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 โดยบัญชีผู้ใช้ติ๊กตอก “Nedo Yatri” อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวธรรมชาติชาวเนปาลซึ่งโพสต์คลิปบันทึกภาพการเดินทางของชาวบ้านในฤดูกาลขุดหาถั่งเช่าบนภูเขาของเนปาล

ช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย. ชาวเนปาลจำนวนมากโดยเฉพาะชุมชนบนเทือกเขาสูงจะออกขุดหาถั่งเช่าซึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณเป็นยาครอบจักรวาล และมีราคาแพงมาก จึงเป็นแหล่งรายได้ของชาวบ้านในฤดูกาลนี้ 

คลิปนี้ถูกนำไปอ้างเท็จโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในหลายประเทศ มีทั้งที่อ้างว่าเป็นชาวอิสราเอลอพยพหนีจรวดอิหร่าน และชาวอิหร่านหนีการโจมตีของอิสราเอล 

องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายแห่งตรวจสอบแล้วได้ข้อสรุปตรงกันว่าวิดีโอนี้เป็นคลิปเก่าที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2568 และไม่มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน

“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ไม่เคยประกาศว่าสนิทกับอิหร่านและไม่เคยเสนอตัวเป็นผู้แทนไทยเจรจากับอิหร่าน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: “พิธา” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอตัวเป็นผู้แทนไทยเจรจากับอิหร่าน

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักข่าวสยามจริง” โพสต์รูปพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝังข้อความ “พิธาประกาศชัด ขอเสนอตัวเป็นตัวแทนคนไทยในการเจรจากับประเทศอิหร่าน เนื่องจากสนิทกัน” และเขียนคำบรรยายที่อ้างว่าเป็นคำพูดของพิธาว่า “ผมขอทางรัฐบาลพิจารณา ให้ผมช่วยเหลือประเทศไทยในยามวิกฤตครั้งนี้ โดยผมมีความสนิทสนมกับทางอิหร่าน ซึ่งคุณสมบัตินี้ ผมสามารถเป็นตัวแทนของประเทศไทยได้อย่างดี”

ภาพและข้อความเดียวกันนี้ยังถูกเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ “พรรคภูมิใจไทย” (ลิงก์บันทึก) “รวมไทยสร้างชาติ” (ลิงก์บันทึก) และ “แฟนข่าว TOP NEWS THAILAND” โดยบางโพสต์เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกสินค้าของไทยบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันที่ 11 มี.ค. แต่ละโพสต์มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นข้อความด่าทอและโจมตีพิธา

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคส่งภาพและข้อความนี้ให้พิธาตรวจสอบผ่านทีมงานของเขา และได้รับคำยืนยันว่าเป็นเนื้อหาเท็จอย่างสิ้นเชิง ข้อความดังกล่าวไม่ใช่คำพูดของพิธาแต่เป็นข้อความที่กุขึ้นมาและแอบอ้างชื่ออดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล

สื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ก็ไม่มีการรายงานเรื่องนี้ และจากการตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของพิธานับตั้งแต่วิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 ไม่พบโพสต์ที่แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้

ℹ️ แนวทางการตรวจสอบโควทคำพูดปลอม

📌 โควทปลอม มักใช้ข้อความที่หวือหวา รุนแรง เร้าอารมณ์โกรธ-เกลียดชัง ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเป็นคำพูดของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือบุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอมหรือไม่ 

📌 นำข้อความบางส่วนหรือทั้งหมดไปค้นในกูเกิล เพื่อดูว่าข้อความเดียวกันนี้ปรากฏที่ไหนบ้าง หากมีสำนักข่าวที่เชื่อถือได้อย่างน้อย 2 แหล่งรายงานตรงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าข้อความนั้นเป็นจริง  

📌 เนื้อหาที่เชื่อถือได้ควรระบุวันที่และอ้างอิงแหล่งที่มาของคำพูดนั้น เช่น ให้สัมภาษณ์สื่อ กล่าวในเวทีเสวนา หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดีย เพื่อความแน่ใจควรตามไปดูคลิปบันทึกภาพและเสียงเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลนั้นพูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ เนื้อหาที่เขียนขึ้นมาลอย ๆ โดยไม่อ้างอิงที่มา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นโควทปลอม 

📌 ตรวจสอบกับช่องทางการสื่อสารของหน่วยงานต้นสังกัดของบุคคลนั้นหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของบุคคลสาธารณะที่ถูกแอบอ้างคำพูด  

📌 ถ้าไม่มีเวลาตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของบุคคลนั้นจริงหรือไม่ ควรงดแชร์เนื้อหาต้องสงสัยนั้นเพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาเท็จโดยไม่ตั้งใจ

เปิดแฟ้ม “Epstein Files” จากข่าวลือสู่ความจริงสุดอื้อฉาว: เมื่อคนดังระดับโลกถูกกระชากหน้ากากในคดีค้ามนุษย์

COFACT สนทนาเจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ “Epstein Files” ที่เปลี่ยนจากข่าวลือยาวนานหลายปีสู่หลักฐานจริงในชั้นศาล เผยความท้าทายในการกรองข้อมูลท่ามกลางรายชื่อบุคคลผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก พร้อมสะท้อนบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับอคติทางเพศและการตกเป็นเหยื่อซ้ำของสตรีและเด็ก

ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.33” สุภิญญากลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และพรวษา ภักตร์ดวงจันทร์(แตงไทย) ผู้สื่อข่าว TNN Online ได้ร่วมกันวิเคราะห์ประเด็น”Epstein Files” ที่กลายเป็นข่าวใหญ่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก สุชัย เจริญมุขยนันท เป็นผู้ดำเนินรายการ

พรวษาได้ขยายความว่า เอกสารเหล่านี้คือชุดข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีของ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” นักการเงินชาวอเมริกัน ผู้ถูกกล่าวหาว่าสร้างเครือข่ายค้ามนุษย์ทางเพศ โดยเฉพาะกับเยาวชนหญิงอายุเพียง 14-16 ปี สาเหตุที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นระดับโลกเนื่องจากในเอกสารกว่า 3.5 ล้านหน้านั้น ปรากฏรายชื่อบุคคลระดับชนชั้นนำ(Elite) มากมาย อาทิ โดนัลด์ ทรัมป์, บิล คลินตัน และเจ้าชายแอนดรูว์ อย่างไรก็ตาม พรวษาเน้นย้ำว่าการมีชื่อปรากฏไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นผู้กระทำผิดเสมอไป บางกรณีอาจเป็นเพียงการกล่าวถึงในอีเมล์หรือการติดต่อในบริบทอื่น

พรวษายังชี้ให้เห็นถึงความน่าสงสัยในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา โดยระบุว่า เอปสตีน เคยถูกจับในปี 2005 และรับสารภาพในปี2008 แต่กลับได้รับโทษเบาผิดปกติเพียง 18 เดือนและได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย ซึ่งอัยการในคดีนั้นต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีแรงงานในรัฐบาลทรัมป์ ยิ่งไปกว่านั้น การเสียชีวิตของเอปสตีนในเรือนจำเมื่อปี 2019 ที่ระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ยังคงเป็นปริศนาที่สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการฆาตกรรมเพื่อปิดปากหรือไม่ ในด้านความสำคัญของเอกสารชุดนี้ คุณพรวษามองว่าเป็นหลักฐานชั้นต้น (Primary Source) ที่ทำให้เห็นโครงสร้างการทำงานของเครือข่ายนี้อย่างชัดเจน และช่วยให้เสียงของเหยื่อที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวลือได้รับการรับฟังและเห็นใจมากขึ้น

ในแง่ของการคัดกรองข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนและประชาชนพรวษาแนะวิธีการแยกแยะว่าต้องตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียดว่ามาจากเอกสารกฎหมายจริงหรือเป็นเพียงการแชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งต้องอ่านข้อมูลในบริบทให้รอบด้าน เช่น กรณีของ”อีลอน มัสก์” ที่มีชื่อปรากฏแต่พบว่าเป็นเพียงการตอบโต้ทางอีเมลทั่วไป ไม่ใช่การร่วมวงซื้อบริการทางเพศตามที่บางสื่อพาดหัว 

สุภิญญาเสริมว่า การทำงานของสื่อในยุคนี้ยากขึ้นเพราะต้องรักษาความสมดุลระหว่างการนำเสนอความจริงกับการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกพาดพิง ซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ผิดพลาดอาจกลายเป็นภาพจำที่ทำลายชีวิตคนได้

ประเด็นที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็ก โดยพรวษาระบุว่ากลุ่มนี้เป้าหมายที่เปราะบางที่สุด และสังคมมักมีอคติด้วยการ “โทษเหยื่อ” (Victim Blaming) เช่น การตั้งคำถามว่าทำไมไม่หนี หรือทำไมเพิ่งออกมาพูดหลังจากผ่านไปหลายสิบปี ซึ่งในความเป็นจริงเหยื่อต้องเผชิญกับอิทธิพลมืดและความบอบช้ำทางใจอย่างรุนแรง ทั้งนี้เธอยังเสนอแนะว่าควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น พ.ร.บ. การคุกคามทางเพศ และสื่อควรเลิกผลิตซ้ำความรุนแรงหรือการนำเสนอที่ทำให้การล่วงละเมิดดูเป็นเรื่องโรแมนติก

ในช่วงท้าย พรวษาได้ให้คำแนะนำในการติดตามข่าวต่างประเทศว่า ประชาชนควรดูแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อสร้างความสมดุล(Balance) ไม่ควรอ่านเพียงมุมมองจากสำนักข่าวตะวันตกเพียงอย่างเดียว และต้องระวังคลิปวิดีโอเก่าหรือภาพที่สร้างจาก AI ที่มักถูกนำมาแชร์ซ้ำในช่วงวิกฤต ด้านสุภิญญาสรุปปิดท้ายว่า ผู้บริโภคข่าวยุคนี้ต้องทำงานหนักขึ้น ทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการชั่งใจว่าข้อมูลนั้นแฝงไปด้วยอคติหรือมายาคติที่นำไปสู่ความเกลียดชังหรือไม่ เพื่อรักษาพื้นที่การสื่อสารให้ปลอดภัยและมีคุณภาพต่อไป

ภาพเหตุระเบิด-ไฟไหม้บ้านในสหรัฐฯ เมื่อปี 66 ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปกลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีบ้านหลังหนึ่งในอิสราเอล  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บ้านในสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน ธ.ค. 2566

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 14 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” โพสต์คลิปวิดีโอบ้านหลังหนึ่งเกิดระเบิดและมีไฟลุกท่วม ฝังข้อความว่า “เกิดเหตุรุนแรงจากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” และบรรยายว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอาคารในเมืองกาลิลี ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล คาดว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 58 คน (ลิงก์บันทึก) 

ณ วันที่ 17 มี.ค. 2569 คลิปนี้มียอดการชมถึง 3.2 แสนครั้ง และแชร์ต่อมากกว่า 250 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นเหตุระเบิดและเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่งในอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา โดยมีสื่อมวลชนหลายสำนักในสหรัฐฯ เช่น NBC, FOX 5 DC, NPR เผยแพร่คลิปนี้พร้อมรายงานข่าวว่าช่วงค่ำวันที่ 4 ธ.ค. 2566 เกิดเหตุชายคนหนึ่งยิงปืนและจุดพลุภายในบ้านพักจนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้ช่วงเวลาสองทุ่มเศษ เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการควบคุมเพลิง มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในบ้าน 

เปรียบเทียบภาพที่บัญชีเฟซบุ๊ก “นาย ช่าง” อ้างเท็จว่าเป็นเหตุการณ์กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีอิสราเอล (ซ้าย) กับภาพที่สื่อสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ประกอบรายงานข่าวชายคนหนึ่งยิงปืนและจุดพลุในบ้านที่รัฐเวอร์จิเนีย ก่อนเกิดระเบิดและเพลิงไหม้

ถึงเวลาไทยต้องมีฐานข้อมูลกลาง‘Caller ID’ยืนยันตัวตนเบอร์โทรศัพท์ สกัดมิจฉาชีพ-สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

16 มี.ค. 2569 ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สถาบัน ChangeFusion และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย จัดงานเสวนานักคิดดิจิทัล Digital Thinker Forum #34 “ยกระดับกลไกการยืนยันตัวตน (Caller ID/ID Verifications) พันธกิจร่วมสู่ความปลอดภัยดิจิทัล” ณ ห้องประชุมอารีย์ โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ อารีย์ กรุงเทพฯ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโตแฟค (ประเทศไทย) และกรรมการนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยและโลกเผชิญปัญหามิจฉาชีพหลอกลวงทางออนไลน์หรือทางโครงข่ายโทรคมนาคมในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไปอีกทั้งยังมีรูปแบบซับซ้อนแนบเนียน ทำให้ผู้บริโภคไม่เท่าทันมากขึ้น ที่ผ่านมาคาดหวังว่าทุกคนจะต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี  ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่ท้ายที่สุดอาจยังไม่เพียงพอ ดังนั้นกลไกนโยบายต้องเข้ามายกระดับเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้วย

อยากมุ่งเน้นประเด็นการพัฒนาส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคหรือเพื่อสังคมให้มากขึ้น วิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไป แน่นอนจำเป็นสำหรับประเทศชาติและสังคมในการพัฒนาประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกการออกแบบเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ใช้งานให้มากที่สุด สุภิญญากล่าว 

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีระบบCaller ID เพียงแต่อยู่ในลักษณะแยกกันทำระหว่างผู้ให้บริการหรือหน่วยงานต่างๆ จึงยังเป็นปัญหาของผู้บริโภค ในขณะที่มิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ถือเป็นปัญหาสำคัญเพราะมีผู้ตกเป็นเหยื่อเสียเงินไปมากมาย เช่น มิจฉาชีพโทรศัพท์แอบอ้างเป็นตำรวจ การไฟฟ้า สำนักงานที่ดิน ฯลฯ ยังเป็นเรื่องที่พบเห็นได้อยู่  หรือแม้กระทั่งแอบอ้างว่าเป็นญาติสนิทมิตรสหายแต่ไม่บอกว่าเป็นใคร ทุกวันนี้การหลอกลวงแบบนี้ยังคงมีคนเชื่ออยู่

หลายคนอาจเก็บเบอร์โทร ตำรวจเก็บเบอร์โจร ธนาคารเก็บเลขที่บัญชีม้า คือต่างคนต่างมี หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (Operator) เก็บข้อมูลของตัวเอง ทุกหน่วยงานต่างเก็บข้อมูล ฉะนั้นเราจะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นระบบและเป็นฐานข้อมูลของประเทศอย่างไร เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว 

พ.ต.อ.ศราวุธ จันต๊ะวงศ์ ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ ศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า 3 อันดับแรกของพฤติกรรมการหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อันดับ 1 ข่มขู่ให้กลัว เช่น หลอกว่าพัวพันคดีฟอกเงิน ต้องโอนเงินในบัญชีให้ตรวจสอบ อันดับ 2 หลอกว่าโชคดีได้รับรางวัล เช่น มิจฉาชีพบอกเหยื่อว่าถูกรางวัลแต่ต้องโอนเงินมาก่อนเพื่อรับรางวัลนั้น และอันดับ 3 สวมรอยเป็นบุคคลอื่น เช่น มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นญาติสนิทมิตรสหายเพื่อขอยืมเงินเหยื่อ 

นอกจากนั้นยังพบว่า หากคัดแยกหมายเลขโทรศัพท์ที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ จะพบว่าส่วนหนึ่งอยู่ในกลุ่มที่ไม่ระบุว่ามาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใดมากที่สุด ทั้งที่จริงๆ แล้วหมายเลขโทรศัพท์ทุกหมายเลขที่ใช้งานในประเทศไทย ต้องสามารถระบุได้ แต่เมื่อไม่พบว่ามาจากผู้ให้บริการรายใดการสืบสวนจึงไม่สามารถจัดการปัญหาต่อได้  ทั้งนี้ ในช่วงเดือน พ.ค. 2568 – ม.ค. 2569 ระยะเวลา 5 เดือนมีผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 17,771 ราย มูลค่าความเสียหายมากกว่า 9,200 ล้านบาท

สิ่งที่มากกว่ามูลค่าความเสียหาย จำนวนผู้เสียหายหนึ่งหมื่นกว่าคน มูลค่าความเสียหายเก้าพันกว่าล้าาทที่เกี่ยวกับโทรศัพท์   ซึ่งผู้เสียหาย เท่ากับ 1 ครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูก สามี ภรรยา ต้องรับผลกระทบไปด้วย ผู้เสียหายที่มาแจ้งความเป็นเงินเก็บทั้งชีวิต  เรียกได้ว่าหมดตัวทั้งครอบครัว พ.ต.อ.ศราวุธ กล่าว 

Screenshot

อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า แม้รัฐจะออกมาตรการมากมาย เช่น การลงทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ การยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านแบบใช้ได้เพียงครั้งเดียว (One Time Password : OTP) การลงทะเบียนและคัดกรองผู้ส่งข้อความสั้น (SMS Sender) และการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้เรื่องภัยออนไลน์ แต่ก็ยังพบปัญหาการถูกหลอกทุกวัน  ตนเคยได้รับ SMS แจ้งว่าให้จ่ายค่าทางด่วนผ่านระบบ M – Flow เมื่อกด Link ที่แนบมากับ SMS พบว่าถูกนำเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ปลอมที่ทำเลียนแบบเว็บไซต์ของ M – Flow ซึ่งลักษณะนี้เป็นการหลอกลวงแบบหว่านแหไม่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Mass Phishing) ตนรอดพราะไม่ได้ใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล แต่หากเป็นคนที่ขับรถยนต์ส่วนตัวและใช้ทางด่วนก็อาจตกเป็นเหยื่อได้ 

เหตุใดจึงเกิดการปลอมชื่อผู้ส่ง SMS คำถามก็คือผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือตรวจสอบไม่เข้มข้นเพียงพอ หรือระบบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือทั่วโลกมันมีช่องโหว่อยู่เยอะ อันนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าวันนี้ได้รับเกียรติจากทั้งผู้ให้บริการ ผู้กำกับดูแล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย น่าจะได้หาคำตอบร่วมกันว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะเหตุใด หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบาย สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว 

ในเวทีเสวนามีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่มียืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์และแจ้งเตือนหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกใช้โดยมิจฉาชีพ หรือ CallerID มานำเสนอ ทั้งภาครัฐ เช่น ตำรวจไซเบอร์ ที่มีแอปพลิเคชั่น Cyber Check , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีแอปพลิเคชั่น DE – Fence และภาคเอกชนคือ Gogolook Thailand ที่มีแอปพลิเคชั่น Whoscall และ ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่มีระบบ Truecaller  และในเวทีมีการสะท้อนประเด็นที่เป็นความท้าทาย เช่น หมายเลขโทรศัพท์ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีข้อจำกัดในการแบ่งปันหรือเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานหรือผู้ให้บริการ , ผู้ให้บริการที่เป็นภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกระบุในทางคดีความแล้วว่าถูกใช้โดยมิจฉาชีพเพื่อนำมาเข้าฐานข้อมูลแจ้งเตือนประชาชน ,ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนที่ต้องใช้โทรศัพท์ประกอบสัมมาชีพ เช่น พนักงานขายทางโทรศัพท์ (Telesales) อาจถูกเหมารวมเป็นมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปด้วย , หมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกระบุในฐานข้อมูลว่าถูกใช้โดยมิจฉาชีพ เมื่อเวลาผ่านไปหมายเลขนั้นถูกนำกลับมาวนใช้กับซิมการ์ดใหม่แล้วไม่มีการปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันก็อาจส่งผลกระทบกับผู้บริโภคที่ซื้อหมายเลขนั้นไปใช้งานต่อ , เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถปลอมแปลงใบหน้าเคลื่อนไหวและเสียงของบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงอย่างแนบเนียน (Deepfake) , การแนบ Link ที่คลิกแล้วนำไปสู่การติดตั้งแอปพลิเคชั่นอันตราย เช่น แอปฯ ดูดข้อมูล , การตั้งข้อสังเกตถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งอยู่ต่างประเทศ อาจได้รับรายได้จากโฆษณา ทำให้แม้จะมีความพยายามปิดกั้นบัญชีหรือเพจที่เข้าข่ายหลอกลวงแต่ก็จะพบการเปิดใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวปิดวงเสวนาในภาคเช้า ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในระบบการสื่อสารของประเทศ ปัจจุบันประชาชนไม่รู้ว่าสายโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาเป็นธนาคาร บริษัทหรือหน่วยงานภาครัฐจริงหรือไม่ จึงไม่มีความมั่นใจ คำถามคือจะสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเทคโนโลยี 

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องมีระบบที่ยืนยันตัวตนหมายเลขโทรศัพท์ (Verified Caller ID) ที่เป็นระบบร่วมกัน เพราะเรามีหลายค่ายแต่ฐานข้อมูลก็ยังเป็นต่างคนต่างฐาน ฐานใหญ่ถึงจะช่วยประชาชนได้ ฐานสีเขียว (หมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลหรือองค์กรที่ยืนยันตัวตนแล้ว) โทรมาแล้วปลอดภัยฐานที่เป็นฐานโจร (หมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกใช้โดยมิจฉาชีพ) ต้องมีเพื่อช่วยประชาชนได้ คำถามเชิงนโยบายคือถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะมีVerified Caller ID ที่เป็นระบบกลาง ระบบใหญ่ของประเทศ ดร.ศรีดา กล่าว 

สำหรับกิจกรรมในช่วงบ่ายจะเป็นการประชุมโต๊ะกลมแบบวงปิด ระดมข้อเสนอจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอแนะระบบการยืนยันตัวตน (Caller ID) เพื่อป้องกันมิจฉาชีพในกิจการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสาระสนเทศ ซึ่งจะได้มีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดนโยบายที่คุ้มครองผู้บริโภคจากการหลอกลวงจากมิจฉาชีพต่อไป

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

คลิปอิหร่านโจมตีอิสราเอล รถไฟไหม้-อาคารเสียหายเป็นภาพเหตุการณ์เก่าเมื่อปี 2568

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปอิหร่านโจมตีอิสราเอล 

❌ ผลการตรสจสอบข้อเท็จจริง: **คลิปเก่า** เป็นภาพเหตุการณ์อิหร่านโจมตีอิสราเอลเมื่อเดือน มิ.ย. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 15 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 5 วินาที เป็นภาพรถยนต์หลายคันถูกไฟไหม้ ฝังข้อความว่าอิหร่านโจมตีอิสราเอลอย่างหนักทำให้รถหลายคันเกิดไฟไหม้ และติดแฮชแท็กที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีการสู้รบกันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ณ วันที่ 17 มี.ค. 2569 คลิปดังกล่าวมียอดรับชมมากกว่า 10,000 ครั้ง

เฟซบุ๊กนี้มีผู้ติดตามมากกว่า 34,000 บัญชี ข้อมูลในโปรไฟล์ระบุว่าเป็นช่องทางเผยแพร่สถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลาง ช่วงที่ผ่านมาได้โพสต์คลิปหลายคลิปที่อ้างว่าเป็นภาพอิหร่านโจมตีอิสราเอล   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปและภาพเดียวกันนี้เคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568 โดยสื่อหลายหลายประเทศทั้งในอิสราเอล อัฟกานิสถาน คาซัคสถาน และรอยเตอร์ส ซึ่งรายงานตรงกันว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงจรวดโจมตีเมือง Beersheba ทางภาคใต้ของอิสราเอล เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย และอาคารเสียหายหลายหลัง 

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊ก “ตามีซี มะหะมะ” (ซ้าย) กับภาพจากคลิปที่สำนักข่าวรอยเตอร์สเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568

รายงานข่าวระบุว่าเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2568 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายจุดในอิหร่าน โดยอ้างว่าเพื่อทำลายเป้าหมายสำคัญทางการทหารและเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธนับร้อยลูก และต่อมาสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาร่วมกับอิสราเอลโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วย ก่อนที่อิหร่านและอิสราเอลจะลงนามหยุดยิงในวันที่ 24 มิ.ย. 2568 กระทั่งกลับมาสู้รบกันอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นมา 

สรุปได้ว่าแม้คลิปนี้จะเป็นภาพอิหร่านโจมตีอิสราเอลจริง แต่เป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2568 ไม่ใช่การสู้รบในปัจจุบัน

ภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐฯ ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปบ้านพักของ “เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกฯ อิสราเอลถูกโจมตี

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 10 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Mtoday” โพสต์คลิปเหตุเพลิงไหม้บ้านหลังหนึ่ง ฝังข้อความภาษาไทยว่า “บ้านพักเนทันยาฮูในกองเพลิง” และข้อความภาษาอาราบิกแปลเป็นไทยได้ว่าไฟไหม้บ้านของเนทันยาฮู 

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่าบ้านพักของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลถูกโจมตีด้วยมิสไซล์ ทำให้พี่ชายของเขาเสียชีวิต ส่วนเนทันยาฮูยังไม่รู้ชะตากรรม 

คลิปนี้มียอดการดูมากกว่า 14,000 ครั้ง และถูกแชร์ต่อจำนวนมาก เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก “จรณินทร์ พิมพา” นำคลิปนี้มาเผยแพร่ซ้ำพร้อมคำบรรยายว่าพี่ชายเนทันยาฮูโดนระเบิดเสียชีวิตในบ้าน มียอดการดูมากกว่า 88,000 ครั้ง ณ วันที่ 16 มี.ค.

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่า คลิปเหตุไฟไหม้ดังกล่าวเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 โดยเพจเฟซบุ๊ก “hcbphotography” ของช่างภาพสมาคมนักผจญเพลิงแอตแลนติกเคาน์ตี (Atlantic County Firefighters’ Association) ในรัฐนิวเจอร์ซีย โดยระบุว่าเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านที่พาร์คเพลส เมืองกัลโลเวย์ แอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี เมื่อวันที่ 9 ก.พ. เวลา 22.47 น.ตามเวลาท้องถิ่น

เปรียบเทียบภาพจากคลิปที่อ้างว่าเป็นเหตุโจมตีบ้านพักนายกฯ อิสราเอล (ซ้าย) กับภาพเหตุเพลิงไหม้บ้านในแอตแลนติกเคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก “hcbphotography” เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569

สื่อท้องถิ่นในแอตแลนติกเคาน์ตี เช่น เว็บไซต์ breakingac.com และสถานีวิทยุ WPG รายงานตรงกันว่าเหตุเกิดในคืนวันที่ 9 ก.พ. เจ้าหน้าที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงไว้ได้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ 

คลิปนี้ถูกนำไปอ้างเท็จโดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในหลายประเทศว่าเป็นเหตุโจมตีบ้านพักของเนทันยาฮู เช่น บัญชี X “Iran TV” โพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 9 มี.ค.โดยฝังข้อความภาษาอาราบิก แปลเป็นไทยได้ว่าไฟไหม้บ้านพักของเนทันยาฮู (ลิงก์บันทึก) ซึ่งเป็นข้อความเดียวกับที่ปรากฏในคลิปที่เพจเฟซบุ๊ก Mtoday นำมาเผยแพร่