ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


เจาะลึก “ข่าวลวง” โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. ชี้ “ความกลัว-ความหวัง” ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายความเชื่อมั่นแนะวิธีรับมือข่าวปั่นในกลุ่มปิด

20 มกราคม 2569 – รายการ “โคแฟคสนทนา : รวมพลคนเช็กข่าว” ตอน “เจาะข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง” ดำเนินรายการโดยสุชัย เจริญมุขยนันท โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (Cofact) และ ดร.วศิน ปั้นทอง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ข้อมูลข่าวสารในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นอาวุธสำคัญในการโฆษณาชวนเชื่อยุคใหม่

จับตา “เรื่องเล่าผสมความจริง” ตรวจสอบยากกว่าข่าวปลอม

สุภิญญา กลางณรงค์ เปิดเผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายหรือ “7 วันอันตราย” ก่อนการเลือกตั้ง ปริมาณข่าวลวง (Disinformation) จะมีความเข้มข้นรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยสิ่งที่น่ากังวลในรอบนี้ไม่ใช่ข่าวเท็จแบบหยาบๆ แต่เป็น “เรื่องเล่า” (Narrative) ที่มีการผสมผสานข้อเท็จจริงเข้ากับความคิดเห็นและความรู้สึก หรือการนำเรื่องจริงมาเล่าประกอบโครงสร้างเรื่องใหม่ ทำให้ยากต่อการชี้ชัดว่า”ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

น.ส.สุภิญญา ระบุว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โคแฟคพบเคสการตัดต่อบิดเบือนคำพูดมากที่สุด ทั้งการนำคำพูดจริงมาบิดเบือนให้เข้าใจผิด หรือการจับแพะชนแกะนำรูปคนมาใส่ข้อความที่ไม่ได้พูดจริง

เปิดโครงสร้างขบวนการข่าวลวง: ใครทำ? ทำทำไม? และทำอย่างไร?

ดร.วศิน ปั้นทอง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้นำเสนองานวิจัยที่เจาะลึกกระบวนการสร้างข่าวลวง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ :

​1.ผู้กระทำ (Who): มีตั้งแต่ระดับรัฐ (State-sponsored) ที่ตั้งทีมปฏิบัติการ, ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state actors) เช่น กลุ่มการเมือง, ผู้รับจ้างผลิตข่าวลวงเพื่อผลกำไร, ไปจนถึงประชาชนทั่วไป (Grassroots) ที่เป็นแฟนคลับพรรคการเมืองซึ่งผลิตเนื้อหาเชียร์หรือโจมตีด้วยตนเอง


​2.เป้าหมาย (Why): ดร.วศิน ชี้ว่ามีเป้าหมายหลัก 4 ประการคือ

◦ บิดเบือนให้มีผลต่อผลการเลือกตั้ง: ลดทอนความน่าเชื่อถือคู่แข่ง หรือสร้างเรื่องเท็จ

◦ สร้างความแตกแยก (Polarization): ทำให้คนแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น อยู่แต่ใน “กะลา” (Bubble) ของตัวเองและไม่รับฟังความเห็นต่าง

◦ ลดทอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเมือง: ทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอันตรายระยะยาว

◦ เบี่ยงเบนประเด็น (Agenda Swinging): ทำให้สังคมไม่พูดถึงประเด็นที่ควรพูด เช่น นโยบาย แต่หันไปสนใจเรื่องดราม่าแทน

3.วิธีการ (How): ปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือ Generative AI เข้ามาช่วยผลิตภาพและเสียงทำให้ต้นทุนต่ำแต่ดูสมจริง และเน้นการเผยแพร่ผ่าน “กลุ่มปิด” (Closed Groups) เช่น กลุ่มไลน์ครอบครัว หรือแชทส่วนตัว ซึ่งตรวจสอบยากและคนในกลุ่มมักมีความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ข่าวลวงแพร่กระจายและถูกเชื่อได้ง่าย

“ความกลัว-ความหวัง” กลไกขับเคลื่อนการแชร์

ผู้ร่วมรายการทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า ข่าวลวงมักทำงานกับอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์คือ “ความกลัว” และ “ความหวัง” สุภิญญาเปรียบเทียบว่าเหมือนเรื่องสุขภาพ ที่คนกลัวโรค หรือหวังว่าจะหายเช่นเดียวกับการเมือง ที่คนกลัวประเทศจะแย่ลงหากอีกฝ่ายชนะดร.วศิน เสริมว่า เมื่ออารมณ์เหล่านี้ถูกกระตุ้นด้วยภาพหรือวิดีโอสั้นๆ จะทำให้เกิดปฏิกิริยาอัตโนมัติในการ “เห็นแล้วแชร์ทันที” โดยขาดการไตร่ตรอง

แนะทางออก: เช็กข่าวจาก “ฝั่งตรงข้าม” และระวังกลุ่มปิด

สำหรับวิธีรับมือในช่วงโค้งสุดท้ายสุภิญญา แนะนำประชาชนว่าหากเชียร์พรรคไหน ให้ลองไปตรวจสอบข้อมูลจากเพจหรือช่องทางของพรรคคู่แข่ง เพื่อให้เห็นข้อมูลรอบด้าน และไม่อยู่ในเสียงสะท้อนของตัวเอง นอกจากนี้ยังเตือนสติพรรคการเมืองและกองเชียร์ว่า การทำ IO หรือข่าวลวงใส่คู่แข่ง อาจไม่ได้ผลดีเสมอไป ในบางประเทศพรรคที่ถูกโจมตีหนักที่สุดกลับได้รับความเห็นใจและชนะการเลือกตั้งได้

ดร.วศิน เสนอแนะในระยะยาวว่า ต้องสร้างภูมิคุ้มกันระดับสังคมผ่านระบบการศึกษาและการรู้เท่าทันสื่อ (Digital Literacy) เหมือนในต่างประเทศ ส่วนในระยะสั้น ขอให้ประชาชน “หูหนัก” ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ โดยเฉพาะข้อมูลที่ส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ครอบครัวหรือเพื่อนฝูง

ทั้งนี้ โคแฟคประกาศเตรียมพร้อมช่วง 7 วันอันตราย โดยจะสแตนด์บายช่วยตรวจสอบข้อมูลให้ประชาชน ผ่านช่องทางต่างๆ ของโคแฟกต์ พร้อมทิ้งท้ายเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าครั้งนี้มีบัตร 3 ใบ(ส.ส.เขต, บัญชีรายชื่อ, และประชามติแก้รัฐธรรมนูญ) จึงขอให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนเข้าคูหา

บัญชีผู้ใช้ X หลายรายเผยแพร่ข้อความโจมตี “ไอลอว์” ว่ารับเงินต่างชาติเพื่อล้มรัฐธรรมนูญ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ไอลอว์รับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐธรรมนูญ 2560 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** นำข้อมูลจริงที่เปิดเผยต่อสาธารณะว่าไอลอว์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรในต่างประเทศมาบิดเบือนว่าเป็นการแทรกแซงของต่างชาติ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรภาคประชาสังคม 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 17 ม.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้ X หลายรายโพสต์เนื้อหาทั้งภาพและข้อความในลักษณะกล่าวหายิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ว่ารับเงินต่างชาติมาเพื่อผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 และกล่าวหาไอลอว์ว่าเป็นองค์กรที่มีรัฐบาลต่างชาติชักใยอยู่เบื้องหลัง เช่น

▪ “Ronin” โพสต์คลิปที่สร้างจากเอไอเป็นภาพมือยักษ์ชักหุ่นเชิดอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ มีเสียงบรรยายว่าองค์กรต่างประเทศที่ให้ทุนสนับสนุนไอลอว์นั้นอาจมีวาระซ่อนเร้นที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในไทย (ลิงก์บันทึก)

▪ “เจ๊จุก คลองสาม” โพสต์รูปยิ่งชีพพร้อมกับตั้งคำถามว่า “[ยิ่งชีพ] เป็นอะไรกับ รธน. มากไหม…ทำไมกระสันต์อยากเขียน รธน. ใหม” และ “ตอบสั้น ๆ นะ กลุ่ม iLaw รับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้” (ลิงก์บันทึก)

▪ “น้องเฝ้าหน้าจอ” โพสต์รูปป้ายรณรงค์ลงประชามติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมข้อความว่า “องค์กรที่รับเงินต่างประเทศมารณรงค์ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญของไทย ถามหน่อย สปอนเซอร์เค้าต้องการอะไรจากประเทศไทย” (ลิงก์บันทึก)

ตัวอย่างภาพการ์ตูนเสียดสีไอลอว์ว่ามีต่างชาติอยู่เบื้องหลังในการณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ โพสต์โดยบัญชีผู้ใช้ x “เจ๊จุก คลองสาม” เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2569

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ไอลอว์ก่อตั้งเมื่อปี 2552 ทำงานสื่อสารรณรงค์เพื่อปกป้องและส่งเสริมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิพลเมือง และระบบยุติธรรมที่เป็นธรรม เว็บไซต์ไอลอว์เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนดังนี้ 

▪ ระหว่างปี 2552 ถึง 2557 รับการสนับสนุนทุนจาก มูลนิธิ Open Society (Open Society Foundation) และมูลนิธิ Heinrich Böll และได้รับเงินสนับสนุนหนึ่งครั้งจากบริษัท Google

▪  ตั้งแต่ปี 2557 จนถึง 2567 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณหลักสำหรับการดำเนินงานจากองค์กร Open Society Foundation (OSF), National Endowment for Democracy (NED), Fund for Global Human Rights (FGHR) และ American Jewish World Service (AJWS) และได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมเฉพาะในแต่ละปีจากมูลนิธิ Heinrich Böll Stiftung Southeast Asia

▪  ปี 2564 ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับงานสังเกตการณ์การชุมนุมในปี 2565 ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก Forum Asia สำหรับงานสังเกตการณ์การชุมนุม และ Access Now สำหรับการสืบสวนสอบสวนสปายแวร์เพกาซัส และยังได้รับต่อเนื่องมาในปี 2567

▪  ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สำหรับการบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิ และได้รับเงินสนับสนุนหนึ่งครั้งจากโครงการ Meta Globalgiving

ไอลอว์เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนที่ให้การสนับสนุนงบประมาณมาโดยตลอดและยืนยันว่าแหล่งทุนเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายหรือกำกับการดำเนินงานขององค์กร

ก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ไอลอว์เผชิญข้อกล่าวหาเดียวกันว่ารับเงินจากองค์กร NED ของสหรัฐฯ มาแทรกแซงการเลือกตั้งของไทย ซึ่งยิ่งชีพได้ให้สัมภาษณ์โคแฟคในตอนนั้นว่า

“NED เป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นองค์กรใต้ดิน มีระบบการเสนอโครงการเพื่อขอรับทุน เราเป็นผู้เสนอโครงการไป ถ้าเขาอนุมัติเงินทุนให้ เราก็กลับมาดำเนินการตามโครงการที่เราเป็นผู้ริเริ่มเองทั้งหมด และมีหน้าที่รายงานผลการดำเนินงานว่าสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ เขาไม่ได้เข้ามาจี้หรือเป็นนายจ้าง ไม่ใช่ว่าทำงานสำเร็จแล้วเขาถึงจะจ่ายเงิน แต่เราเป็นคนคิดและทำทั้งหมด”

ไอลอว์ถูกโจมตีเรื่อง “รับเงินต่างชาติ” อีกครั้งระหว่างรณรงค์ผลักดันการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่โปร่งใสและเป็นธรรมในปี 2567 และครั้งล่าสุดคือการรณรงค์ “8 กุมภา กาเห็นชอบ” ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ในข้อความตอบกลับโคแฟคเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2569  ยิ่งชีพชี้แจงว่าทุนการทำงานของไอลอว์ไม่ได้มาจากองค์กรต่างประเทศอย่างเดียว แต่ยังได้รับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป รายได้จากการขายสินค้า รายได้จากค่าเช่า รายได้จากการรับจ้างทำโครงการของหน่วยงานภาครัฐ และรายได้จากกองทุนหลากหลายที่มีวัตถุประสงค์ตรงกับแนวทางการทำงานของไอลอว์

“เป้าหมายของเราคือทำงานรณรงค์เพื่อไปให้ถึงสังคมประชาธิปไตย ที่ประชาชนผู้ถูกกฎหมายบังคับใช้มีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายเหล่านี้ได้ เรามีความตั้งใจและมีความฝันที่อยากเห็นประเทศนี้ดีขึ้น ถ้ามีกองทุนในต่างประเทศแล้วเขาพร้อมสนับสนุน ก็เป็นเรื่องดีที่จะเอาเงินเข้ามาพัฒนาประเทศไทย” ยิ่งชีพระบุ

📌 ข้อสังเกตโคแฟค: “รับเงินต่างชาติมาแทรกแซงการเมืองไทย” เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่มักถูกนำมาใช้เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม องค์กรภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนหรือเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

การทำลายความน่าเชื่อถือนี้มักใช้ประเด็นเรื่องการสนับสนุนทางการเงินร่วมกับข้อกล่าวอ้างที่เกินจริงโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน เป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจไปว่าการรับเงินต่างชาติมีเจตนาแอบแฝงหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ให้ทุนเพื่อมาแทรกแซงอธิปไตยของประเทศ สร้างความกลัวและหวาดระแวงต่างชาติ (xenophobia) ซึ่งเป็นความรู้สึกลึก ๆ ของคนไทยเป็นทุนเดิม

ประชาชนมีสิทธิที่จะวิจารณ์หรือตรวจสอบการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมอย่างไอลอว์ได้เต็มที่ แต่ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง มากกว่าเชื่อข้อความกล่าวหาใส่ร้ายโจมตีที่เผยแพร่โดยบุคคลนิรนามในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งและการลงประชามติที่อาจมีการปล่อยข่าวลวงโน้มน้าวให้เชื่อข้อมูลบางอย่างที่บั่นทอนและทำลายกระบวนการเลือกตั้งและการทำประชามติ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สิงคโปร์ตั้งตู้เย็นแจกอาหารส่วนเกินให้ชุมชน เนื้อหาจริงบางส่วน แต่ภาพประกอบสร้างจาก AI

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สิงคโปร์ติดตั้งตู้แช่อาหารเคลื่อนที่ นำอาหารส่วนเกินจากโรงแรมมาแจกจ่ายให้ผู้สูงอายุและคนยากจนในชุมชน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน แต่ภาพประกอบสร้างจากเอไอ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 19-20 ม.ค. 2569 ผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยหลายรายแชร์โพสต์ภาพผู้สูงอายุกำลังหยิบอาหารจากตู้แช่เย็นที่ตั้งอยู่ริมทางในชุมชน และมีคนแต่งกายคล้ายพนักงานโรงแรมนำอาหารใส่รถเข็นมาเติมในตู้ ในภาพฝังข้อความภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ว่า “ย่านเก่าในสิงคโปร์ติดตั้งตู้แช่อาหารเคลื่อนที่ นำอาหารส่วนเกินจากโรงแรมมาบริการฟรี 24 ชั่วโมง” 

คำบรรยายในโพสต์ระบุว่าโครงการตู้แช่เย็นเคลื่อนที่เหล่านี้ถูกนำมาติดตั้งตามที่สาธารณะและมีการเติมอาหารส่วนเกินจากโรงแรม ร้านอาหาร และบริการจัดเลี้ยงทุกวัน  

“ตู้ล็อกเกอร์เหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในย่านที่มีประชากรสูงอายุและครัวเรือนรายได้น้อย ผู้อยู่อาศัยเพียงสแกนคิวอาร์โค้ดหรือกดปุ่มเพื่อปลดล็อกและรับอาหาร โดยไม่ต้องต่อแถวยาวหรือเผชิญกับตราบาปของการต่อคิวรับอาหารในที่สาธารณะ ตู้แต่ละตู้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และออกแบบมาเพื่อรักษาอาหารให้อยู่ในอุณหภูมิที่ปลอดภัย ระบบตู้ล็อกเกอร์อาหารเคลื่อนที่ของสิงคโปร์เป็นตัวอย่างอันทรงพลังของการผสานโลจิสติกส์อัจฉริยะ เทคโนโลยี และความเมตตา เข้าด้วยกัน เพื่อแก้ไขทั้งปัญหาความหิวโหยและการสูญเสียอาหารพร้อมกัน” 

ตัวอย่างโพสต์ที่ถูกแชร์จำนวนมาก

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับตู้แช่อาหารนี้นำมาจากเพจเฟซบุ๊ก “Fact Fuel” คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศอินเดีย มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนบัญชี ซึ่งโพสต์เนื้อหานี้เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569 

โคแฟคตรวจสอบกับ Blackdot Research บริษัทวิจัยในสิงคโปร์ซึ่งเป็นเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานข่าวของ The Straits Times ได้ข้อมูลว่าในสิงคโปร์มีโครงการติดตั้งตู้อาหารชุมชนเพื่อนำอาหารส่วนเกินมาแจกจ่ายให้ผู้ยากไร้มาตั้งแต่ปี 2018 โดยเป็นความริเริ่มของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกิจประชาชน (People’s Action Party-PAP) นอกจากนี้ยังมีตู้แจกจ่ายอาหารส่วนเกินที่ดำเนินการโดยกรรมการชุมชนแต่ละแห่งเองอีกด้วย 

ล่าสุดพรรค PAP ได้เปิดตัวตู้อาหารอัจฉริยะในชุมชนนำร่องเมื่อปลายปี 2566 โดยใช้เทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการ เช่น การติดตั้งระบบเปิดล็อกตู้สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนรับอาหารที่สามารถนำคิวอาร์โค้ดมาเปิดตู้เพื่อหยิบอาหารได้โดยไม่ต้องไปเข้าคิวรอการแจกจ่ายจากเจ้าหน้าที่ และมีระบบแจ้งเตือนองค์กรที่เข้าร่วมโครงการให้นำอาหารมาเติมเมื่อสต็อกอาหารในตู้ลดลงเหลือน้อยกว่า 30%  

อย่างไรก็ตาม โคแฟคไม่พบข้อมูลว่ามีการติดตั้งตู้แช่อาหารเคลื่อนที่ที่มีพนักงานโรงแรมหรือร้านอาหารมาเติมอาหารเป็นประจำทุกวันตามที่กล่าวอ้างในโพสต์ นอกจากนี้ Blackdot Research ยังได้นำภาพไปตรวจสอบกับเครื่องมือวิเคราะห์ภาพ ได้แก่ SynthID และ Hive ได้ผลตรงกันว่าเป็นภาพที่สร้างจากเอไอ

เมื่อนำภาพประกอบบทความไปตรวจสอบกับเครื่องมือวิเคราะห์ภาพ SynthID และ Hive ได้ผลตรงกันว่าเป็นภาพที่สร้างจากเอไอ

ข้อสรุปโคแฟค: สิงคโปร์มีโครงการติดตั้งตู้อาหารที่นำอาหารส่วนเกินจากโรงแรมและร้านค้ามาแจกจ่ายให้คนในชุมชนจริง แต่เนื้อหาในโพสต์ของเพจ Fuel Fact และถูกนำมาแชร์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กในไทยมีการแต่งเติมข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น โรงแรมหรือบริษัทจัดเลี้ยงจะนำอาหารที่ปรุงสดใหม่แต่เหลือทิ้งมาเติมในตู้ทุกวัน ขณะที่ภาพประกอบบทความก็เป็นภาพที่สร้างจากเอไอ ซึ่งไม่ตรงกับตู้แช่อาหารที่เผยแพร่โดยสื่อมวลชนของสิงคโปร์

“อมรรัตน์” ยอมรับใช้คำไม่ถูกต้อง กรณีปราศรัยว่าก้าวไกล “ถูกปล้นชัยชนะ” เขตลาดกระบัง เลือกตั้ง 66

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ผู้สมัคร สส. พรรคก้าวไกล เขตลาดกระบัง “ถูกปล้นชัยชนะ” ในการเลือกตั้งปี 66 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** ผู้พูดออกมายอมรับแล้วว่าใช้ถ้อยคำไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งปี 2566

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ม.ค. 2569 อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวระหว่างการปราศรัยย่อยที่ตลาดเกรียงไกร เขตลาดกระบัง เพื่อช่วยชุมพล หลักคำ ผู้สมัคร สส. ปชน. หาเสียงว่า “[การเลือกตั้ง] รอบที่แล้ว คุณลึก [ชุมพล หลักคำ] ถูกปล้นชัยชนะไป 4 คะแนน มีที่ไหนเลือกตั้งเขาแพ้กันแค่ 4 คะแนน”

การปราศรัยย่อยดังกล่าวมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก “ลึก ชุมพล หลักคำ-ประชาชนลาดกระบัง” และต่อมามีผู้ตัดคลิปสั้นไปเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวาง     

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากฐานข้อมูลผลการเลือกตั้งปี 2566 ของ กกต. เขตเลือกตั้งที่ 20 กรุงเทพฯ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ จากพรรคเพื่อไทย เฉือนชนะชุมพลจากพรรคก้าวไกล 4 คะแนน โดยธีรรัตน์ได้ 34,749 คะแนน ชุมพลได้ 34,745 คะแนน มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 73.70% ทำให้ลาดกระบังเป็นเขตเดียวในกรุงเทพฯ ที่ก้าวไกลแพ้การเลือกตั้ง

โคแฟคตรวจสอบกับพรรค ปชน. หรืออดีตพรรคก้าวไกล ได้รับคำยืนยันว่าหลังทราบผลการนับคะแนน ทั้งผู้สมัครและพรรคไม่ได้มีการขอนับคะแนนใหม่หรือยื่นคำร้องต่อ กกต. เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งในเขตนี้ มีเพียงการขอตรวจสอบแบบฟอร์มขีดคะแนนและแบบรายงานผลการนับคะแนนเท่านั้น 

ชุมพลให้สัมภาษณ์กับโคแฟคเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2569 ว่าในการปราศรัยย่อยที่ตลาดเกรียงไกรเมื่อวันที่ 18 ม.ค. อมรรัตน์ได้มาร่วมปราศรัยในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของ ปชน. โดยช่วงหนึ่งได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งชุมพลเห็นว่าการสรุปว่าพรรคก้าวไกล “ถูกปล้นชัยชนะ” นั้นไม่ถูกต้อง และที่ผ่านมาในฐานะผู้สมัคร สส. เขตนี้ เขาได้แสดงท่าทีชัดเจนมาตลอดว่ายอมรับผลการเลือกตั้งและยอมรับความพ่ายแพ้ 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2567 พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลในขณะนั้นซึ่งรับผิดชอบการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2566 โพสต์ข้อความใน X ชี้แจงกรณีที่ศิธา ธิวารี กล่าวในรายการวิเคราะห์การเมืองทำนองว่าผลการเลือกตั้งปี 2566 ของเขตลาดกระบังมีความผิดปกติ แต่พรรคก้าวไกลเลือกที่จะไม่ร้องเรียนเพราะไม่อยากมีปัญหากับพรรคเพื่อไทย

พิจารณ์ระบุว่า “ผมในฐานะอดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่รับผิดชอบการเลือกตั้งในกรุงเทพ ทีมงานเราตรวจสอบคะแนนจากภาพถ่ายผลการเลือกตั้งทุกหน่วยหลายรอบ ทั้งใบขีดคะแนน ส.ส.5/11 ใบรายงานผลนับ ส.ส.5/18 จนเห็นแล้วว่า เราถูกเฉือนไป 4 คะแนนจริงครับ” (ลิงก์บันทึก)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2569 อมรรัตน์ได้ออกมายอมรับว่าในการปราศรัยหาเสียงที่ตลาดเกรียงไกรเธอใช้ถ้อยคำที่ไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2566

“หลังจากได้ปราศรัยเสร็จที่ตลาดเกรียงไกร คุณชุมพลได้ทักท้วงดิฉันว่า สิ่งที่ดิฉันพูดไปนั้น เป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อน เพราะแท้ที่จริงแล้ว การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 คุณชุมพลแพ้ในการเลือกตั้งจริง ๆ ไม่ได้เกิดจากการถูกปล้นชัยชนะแต่อย่างใด ประกอบกับคุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ในฐานะอดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่รับผิดชอบการเลือกตั้งในกรุงเทพ ก็ได้ชี้แจงกับดิฉันว่า การเลือกตั้งปี 2566 กทม. เขตเลือกตั้งที่ 20 เป็นการแพ้เลือกตั้งจำนวน 4 คะแนนจริง ๆ” อมรรัตน์โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” 

“เมื่อได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว ดิฉันก็ตระหนักว่า ดิฉันอาจจะได้กล่าวถ้อยคำที่ห้วนจนเกินไปและไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือคุณชุมพลแพ้การเลือกตั้งโดยไม่ได้ถูกปล้น ดิฉันจึงขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า การแพ้เลือกตั้งในปี 2566 นั้น ไม่ได้เกิดจากการถูกปล้นชัยชนะแต่อย่างใด”

เพจ-ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์เนื้อหาสร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาแก้แพ้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ยาแก้แพ้ 4 ชนิด กินประจำเร่งสมองเสื่อม-อัลไซเมอร์

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาจริงบางส่วน** ยาแก้แพ้ที่เพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมคือ “ยาแก้แพ้รุ่นแรก” เมื่อใช้ขนาดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือกินร่วมกับยากดประสาทอื่น 

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Dailynews – เดลินิวส์ออนไลน์” โพสต์ข้อความว่า “‘หมอโอ๊ค’ เตือนด่วน! 4 ยาแก้แพ้ทำลายสมอง กินบ่อยเสี่ยงอัลไซเมอร์พุ่ง 54% ชี้ชัดทำลายความจำถาวร-เสี่ยงลืมตัวตน เผยความลับ ‘ยาปิดสวิตช์สมอง’ ที่คนไทยกินกันทั้งเมือง รีบเช็คลิสต์ด่วนก่อนสายเกินแก้!” ซึ่งเป็นข่าวที่อ้างอิงจากเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” ของ นพ. ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 

ข้อความในโพสต์บนเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” ระบุว่ายาแก้แพ้ 4 ชนิด ได้แก่ Diphenhydramine, Chlorpheniramine, Dimenhydrinate และ Hydroxyzine เป็นยาแก้แพ้ที่ “ผ่านเข้าสมองแน่นอน” และ “ทำลายระบบความจำแน่นอน” หากรับประทานเป็นประจำจะ “เร่งสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ มึนงง ลืมตัวตน”

จากการตรวจสอบ ณ วันที่ 19 ม.ค. ไม่พบโพสต์นี้ในเพจแล้ว แต่เนื้อหายังคงแพร่หลายเนื่องจากมีสำนักข่าวหลายแห่งและผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายนำไปเผยแพร่ต่อ

นพ.ศุภฤกษ์โพสต์เนื้อหาเตือนภัยเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 โดยระบุว่า “ระวัง! ยาแก้แพ้แบบง่วง เร่งสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ ลืมตัวตน ตายทั้งเป็น” (ลิงก์บันทึก) ซึ่งนอกจากจะโพสต์ในเพจ “หมอโอ๊คฯ” แล้วนำไปเผยแพร่ในกลุ่มเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสุขภาพและผู้สูงอายุอีกหลายเพจ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ผศ.นพ. มงคล สมพรรัตนพันธ์ สาขาวิชาโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เคยอธิบายเรื่องยาแก้แพ้กับความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมไว้ในคลิป “เตือนภัย!! ใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่า เสี่ยงโรคสมองเสื่อม” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “มหิดล แชนเนล” เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2564 ว่า ผู้ที่ใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกจะมีความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเมื่อใช้ยาแก้แพ้ขนาดสูงและใช้ร่วมกับยากดประสาทอื่น เช่น ยานอนหลับ อาจสังเกตได้จากการหลงลืมในระยะต้น 

ยาแก้แพ้รุ่นแรก (first-generation antihistamine) ได้แก่ Chlorpheniramine, Diphenhydramine และ Hydroxyzine ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์และส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม นั้นมีงานวิจัยที่ระบุว่าเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมจริง แต่ต่อมาได้มีการพัฒนายาแก้แพ้รุ่นสอง (second-generation antihistamine) เช่น Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine และอื่น ๆ ซึ่งจะเข้าสู่สมองได้น้อยกว่ายารุ่นเก่ามาก แต่ยังคงมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงไม่ต่างจากยารุ่นเดิม

ผศ.นพ. มงคลย้ำว่า ยาแก้แพ้สามารถกินได้ แต่แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นสองซึ่ง “มีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงด้านการกดสมองน้อย” หรือหากยังมีการใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรกอยู่ ควรนำยาดังกล่าวไปปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้และพิจารณาการเปลี่ยนไปใช้ยาแก้แพ้รุ่นสองแทน

แพทย์รายอื่น ๆ ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าการใช้ยาแก้แพ้อย่างเดียวไม่ทำให้เกิดอาการความจำเสื่อมได้ เช่น ผศ.พญ. อรพิชญา ศรีวรรโณภาส สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุในคลิปที่เผยแพร่บนยูทูบช่อง RAMA Channel เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2566 ว่า “ยาแก้แพ้เองไม่ได้ทำให้เกิดสมองเสื่อมโดยตรง” แต่ผู้ป่วยที่รับประทานยาหลาย ๆ ชนิดร่วมกัน หรือเป็นผู้สูงอายุซึ่งเป็นวัยที่ไม่เหมาะกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาทและสมอง อาจรู้สึกหลงลืมชั่วขณะที่ยาออกฤทธิ์ ซึ่งหลังจากหยุดใช้ยาในระยะหนึ่งก็พบว่า “ความจำที่ผิดปกติไปก็สามารถกลับคืนมาได้ใกล้เคียงกับของเดิม”

สรุปว่ายาแก้แพ้รุ่นแรกเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อมในกรณีที่ใช้ขนาดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานหรือกินร่วมกับยากดประสาทชนิดอื่น แต่ข้อความที่โพสต์ในเพจ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” และสื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ต่อในลักษณะเตือนภัยอาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิดต่อผลข้างเคียงของการใช้ยาแก้แพ้ได้

ข่าวเท็จเรื่องพินัยกรรมหม่อมเจ้าจุลเจิม แอบอ้างอดีตนายกสภาทนายความ หลอกคลิกลิงก์ลงทุน

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เปิดพินัยกรรมที่พิศดารที่สุดแห่งศตวรรษของพลตรีหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นเรื่องที่กุขึ้นโดยแอบอ้างชื่ออดีตนายกสภาทนายความและไทยรัฐออนไลน์เพื่อหลอกลวงให้คนกดลิงก์ลงทุนแพลตฟอร์มดิจิทัล**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. 2569 เป็นต้นมา มีการเผยแพร่เนื้อหาทางเฟซบุ๊กเกี่ยวกับพินัยกรรมของพลตรีหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล อดีตนายทหารราชสำนัก ซึ่งถึงชีพิตักษัยที่บ้านพักใน จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 

เนื้อหาดังกล่าวประกอบด้วยภาพคล้ายงานศพที่มีรูปขาว-ดำของหม่อมเจ้าจุลเจิมขนาดใหญ่ มีโลโก้ของไทยรัฐทีวีที่มุมบนซ้าย และลิงก์ข่าวพาดหัวว่า “พินัยกรรมที่พิศดารที่สุดแห่งศตวรรษ” (ลิงก์บันทึก)

เมื่อกดลิงก์จะเข้าสู่เว็บไซต์ที่มีการจัดหน้าเลียนแบบสำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ เนื้อความอ้างว่า ดร.วิเชียร ชุบไธสง ทนายความผู้ดูแลคดีมรดก เปิดเผยว่าพินัยกรรมของหม่อมเจ้าจุลเจิมมีบัญชีการลงทุนที่มีเงินมากถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้จากการลงทุนในแพลตฟอร์มหนึ่งที่ใช้เวลาเพียงสองปีก็ได้ผลตอบแทนมหาศาล 

หน้าเว็บไซต์ลอกเลียนแบบสำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ และเผยแพร่เนื้อหาเท็จเกี่ยวกับพินัยกรรมของพลตรีหม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 13 ม.ค. 2569 ดร.วิเชียร ชุบไธสง อดีตนายกสภาทนาย โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความว่าเขาเป็นทนายความที่ดูแลมรดกของท่านพลตรีหม่อมเจ้าจุลเจิมและกล่าวถึงแพลตฟอร์มการลงทุนนั้น “ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด”

“ข่าวที่ปรากฏเป็นเรื่องที่มิจฉาชีพได้กระทำปลอมขึ้นมาให้ดูมีเหตุมีผลสมจริง” ดร.วิเชียรระบุพร้อมกับเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อ มิเช่นนั้นอาจถูกหลอกให้เสียทรัพย์ด้วยการกดลิงก์เพื่อทำธุรกรรมบางอย่าง

ขณะที่ไทยรัฐเผยแพร่ข่าว “อดีตนายกสภาทนายฯ เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม แอบอ้างดูแลมรดกพลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล” ระบุว่าเนื้อหาเท็จดังกล่าวแอบอ้างว่าเป็นข่าวจากไทยรัฐออนไลน์และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โคแฟคพบว่าการสร้างเนื้อหาเท็จเพื่อหลอกลวงให้ลงทุนในแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยแอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียงและเลียนแบบการนำเสนอของสื่อมวลชนมีมานานหลายปีแล้ว เช่น เมื่อปี 2566 ปรากฏข่าวลวงที่ระบุว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น เปิดเผยช่องทางการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซี ที่ทำให้เขามีรายได้หลายสิบล้านบาทในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

เนื้อหาเท็จดังกล่าวได้นำภาพนายเศรษฐาที่ให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อออนไลน์ “อีจัน” มาประกอบเนื้อหาที่เขียนคล้ายรายงานข่าว พาดหัวว่า “ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังดำเนินคดีกับเศรษฐา กับเรื่องที่เขาได้เปิดเผยกลางรายการทีวีถ่ายทอดสด” โดยจัดหน้าเว็บไซต์เลียนแบบ “Thairath Money” ซึ่งเป็นคอลัมน์การเงินการลงทุนของสำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์

กรณีนี้ทั้งไทยรัฐ อีจัน และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมายืนยันว่าเป็นเนื้อหาเท็จเพื่อชักชวนหลอกลงทุน 

📌 วิธีสังเกตข่าวลวงหลอกลงทุน

▪ เนื้อหามักอ้างอิงเหตุการณ์จริง แต่แต่งเรื่องเพิ่มเติมให้หวือหวาน่าสงสัย ชวนให้อยากคลิกลิงก์เข้าไปอ่าน

▪ แอบอ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคม

▪ นำเสนอคล้ายรายงานข่าว ลอกเลียนแบบหน้าเว็บไซต์ของสำนักข่าวชื่อดัง แต่หากสังเกตที่ URL จะพบว่าไม่ตรงกับสำนักข่าวนั้น

▪ มีข้อความชักชวนให้กดลิงก์เข้าสู่แพลตฟอร์มการลงทุนหรือเร่งรัดให้เข้าร่วมเช่น “สมัครฟรีภายในวันที่…” 

ภาพ “วิโรจน์” ถูกตัดต่อใส่ข้อความเท็จ ถูกนำกลับมาเผยแพร่อีกครั้งช่วงนับถอยหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ.

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ระบุ “ป้ายในหลวงในมหานครต้องไม่มี”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นเนื้อหาเท็จที่ถูกเผยแพร่ซ้ำมาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ปี 2565** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 13 ม.ค. 2569 บัญชีผู้ใช้ X “Chad FTWorld” โพสต์ภาพวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฝังข้อความว่า “ไม่ต้องกลัวว่าผมจะเปลี่ยน เพราะถ้าผมเข้ามาได้ ผมเปลี่ยนแน่นอน ผมเปลี่ยนแน่ ป้ายในหลวงในมหานครต้องไม่ม” โดยจัดวางในลักษณะที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของวิโรจน์ (ลิงก์บันทึก)

เจ้าของโพสต์แสดงความคิดเห็นประกอบว่า ข้อความดังกล่าวเป็น “ดิจิทัลฟุตพรินต์” ที่แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชน “ต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” 

โพสต์นี้มียอดเข้าชมเกือบ 30,000 ครั้ง และรีโพสต์เกือบ 400 ครั้ง ณ วันที่ 15 ม.ค.   

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ภาพและข้อความนี้เป็นเนื้อหาเท็จที่มีการเผยแพร่ครั้งแรกตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2565 ซึ่งวิโรจน์เป็นหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้ง เนื้อหาเท็จนี้ถูกนำกลับมาเผยแพร่อย่างต่อเนื่องแม้วิโรจน์จะปฏิเสธและมีหลักฐานแสดงอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่คำพูดของเขา

โพสต์เท็จนี้มีที่มาจากข้อความหาเสียงที่วิโรจน์โพสต์ในบัญชี X เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2565 ว่า “ไม่ต้องกลัวว่าผมจะเข้ามาเปลี่ยน เพราะถ้าผมเข้ามาได้ ผมจะเปลี่ยนแน่นอน” ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก “การเมืองไทย ในกะลา” ได้นำข้อความนี้มาทำเป็นภาพประกอบคำพูด แต่ต่อมาได้มีผู้นำไปตัดต่อโดยเติมข้อความว่า “ผมเปลี่ยนแน่ ป้ายในหลวงในมหานครต้องไม่มี”

วันที่ 18 พ.ค. 2565 เพจ “การเมืองไทย ในกะลา” ชี้แจงว่าภาพของทางเพจถูกนำไปตัดต่อใส่ข้อความที่ไม่ได้เป็นคำพูดของวิโรจน์ แต่เนื้อหาเท็จนี้ก็ยังถูกเผยแพร่เรื่อยมา 

เพจเฟซบุ๊ก “เมืองไทย ในกะลา” โพสต์ภาพ (ขวา) ที่แสดงให้เห็นว่ามีการเติมข้อความเข้าไปโดยใช้ฟอนต์และสีที่แตกต่างกัน

วันที่ 22 ก.ค. 2568 วิโรจน์ออกมาชี้แจงเรื่องนี้อีกครั้ง หลังจากบัญชีเฟซบุ๊ก “Arnond Sakworawich” โพสต์เนื้อหาเท็จนี้ โดยวิโรจน์ระบุว่าเป็นการ “นำเอาภาพที่มีการเพิ่มเติมข้อความอันเป็นเท็จ ที่เข้าข่ายการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มากล่าวหาว่าผมเป็นคนพูด เพื่อสร้างความเกลียดชังในตัวผม” พร้อมกับแนบหลักฐานเป็นลิงก์โพสต์ X และโพสต์ของเพจ “การเมืองไทย ในกะลา” มายืนยันว่าข้อความที่เขาเขียนไม่มีวลีที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ (ลิงก์บันทึก)

โคแฟคพบว่าภาพที่ตัดต่อข้อความอันเป็นเท็จนี้เริ่มถูกนำกลับมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2569 เป็นต้นมา ทั้งในเฟซบุ๊ก เช่น เพจ “หมออนามัยขี้mouth” X และติ๊กตอก ซึ่งเป็นการใส่ร้ายผู้สมัคร สส. ด้วยข้อความอันเป็นเท็จในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเฉพาะประเภท “วีซ่าถาวร”

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สหรัฐอเมริการะงับการออกวีซ่าให้กับพลเมือง 75 ประเทศรวมถึงไทย

📌 ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** สหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าเฉพาะประเภท “วีซ่าถาวร” (Immigrant Visa)  

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงค่ำของวันที่ 14 ม.ค. 2569 สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย มีการแชร์ข้อความว่า สหรัฐอเมริการะงับการออกวีซ่าให้กับ 75 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีประเทศไทยอยู่ด้วย โดยส่วนใหญ่อ้างอิงรายงานข่าวของ Fox News 

เพจเฟซบุ๊กและสื่อมวลชนที่รายงานเนื้อหานี้ เช่น กลุ่มเฟซบุ๊ก “คนไทยหางานในอเมริกา” มติชน ฐานเศรษฐกิจ

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ต้อตอของเนื้อหานี้มาจากรายงานข่าวเรื่อง “US freezes all visa processing for 75 countries, including Somalia, Russia, Iran” ที่สำนักข่าว Fox News ของสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ตามเวลาไทย เนื้อข่าวระบุว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะระงับการออกวีซ่าถาวร (Immigrant Visa) แก่พลเมืองใน 75 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. เป็นต้นไป จนกว่าการทบทวนและปรับปรุงกระบวนการคัดกรองและอนุมัติวีซ่าถาวรจะเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันพลเมืองจากประเทศอื่นมาใช้ประโยชน์หรือพึ่งพิงสวัสดิการรัฐบาลสหรัฐฯ

ทั้งนี้ รายงานข่าวของ Fox News ใช้คำว่า “Immigrant Visa” ซึ่งหมายถึงวีซ่าสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานระยะยาว หรือผู้อพยพย้ายถิ่น หรือวีซ่าถาวร โดย 75 ประเทศที่ถูกระงับการอนุมัติวีซ่าถาวร เช่น โซมาเลีย รัสเซีย อัฟกานิสถาน บราซิล อิหร่าน อิรัก อียิปต์ ไนจีเรีย ไทย เยเมน แต่เพจเฟซบุ๊กและสื่อไทยบางสำนักใช้ข้อความว่า “ระงับการออกวีซ่า” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเฉพาะวีซ่าถาวร และบางเพจยังเติมข้อความว่า “ไม่ให้คนไทยเดินทางเข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. เป็นต้นไป” ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าสหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่าทุกประเภทให้แก่พลเมืองไทย

Fox News รายงานด้วยว่า เมื่อเดือน พ.ย. 2568 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีข้อสั่งการให้เจ้าหน้าที่สถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลกบังคับใช้กฎการคัดกรองใหม่ที่เข้มงวดภายใต้บทบัญญัติที่เรียกว่า “ภาระสาธารณะ” (public charge) ของกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งรวมถึงการปฏิเสธวีซ่าแก่ผู้ยื่นคำร้องที่มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงสุขภาพ อายุ ความสามารถทางภาษาอังกฤษ ฐานะทางการเงิน และความจำเป็นในการดูแลทางการแพทย์ระยะยาว 

วันที่ 15 ม.ค. 2569  เพจเฟซบุ๊ก “U.S. Embassy Bangkok” ของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยโพสต์ประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ข้อความว่า

“กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะระงับการออกวีซ่าถาวร (Immigrant Visa) สำหรับ 75 ประเทศซึ่งมีผู้อพยพเข้ามาใช้สวัสดิการของชาวอเมริกันในระดับที่เกินกว่าจะยอมรับได้ โดยการระงับนี้จะมีผลต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะสามารถมั่นใจได้ว่า ผู้อพยพใหม่จะไม่เข้ามาเบียดบังเอาความมั่งคั่งไปจากชาวอเมริกัน” 

เพจสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ยังแนะนำให้ผู้ที่ประสงค์ยื่นคำร้องขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ดูรายละเอียดของวีซ่าประเภทต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ travel.state.gov

ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

วันที่ 14 ม.ค. 2569 เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการระงับวีซ่าถาวร มีรายละเอียดดังนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัดเจนว่าผู้อพยพต้องพึ่งพาตนเองได้ทางการเงิน และต้องไม่สร้างภาระทางการเงินให้ชาวอเมริกัน กระทรวงการต่างประเทศกำลังทบทวนนโยบาย ระเบียบข้อบังคับ และแนวปฏิบัติทั้งหมดเพื่อให้มั่นใจว่าผู้อพยพจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้จะไม่ใช้สวัสดิการของรัฐในสหรัฐอเมริกา หรือกลายเป็นภาระสาธารณะ (public charge)

ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2026 เป็นต้นไป กระทรวงการต่างประเทศจะระงับการออกวีซ่าสำหรับผู้ยื่นขอวีซ่าประเภทถาวร (Immigrant Visa) ของผู้ที่ถือสัญชาติของประเทศต่อไปนี้:

อัฟกานิสถาน, แอลเบเนีย, แอลจีเรีย, แอนติกาและบาร์บูดา, อาร์เมเนีย, อาเซอร์ไบจาน, บาฮามาส, บังกลาเทศ, บาร์เบโดส, เบลารุส, เบลีซ, ภูฏาน, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, บราซิล, เมียนมา, กัมพูชา, แคเมอรูน, เคปเวิร์ด, โคลอมเบีย, โกตดิวัวร์, คิวบา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, โดมินิกา, อียิปต์, เอริเทรีย, เอธิโอเปีย, ฟิจิ, แกมเบีย, จอร์เจีย, กานา, เกรเนดา, กัวเตมาลา, กินี, เฮติ, อิหร่าน, อิรัก, จาเมกา, จอร์แดน, คาซัคสถาน, โคโซโว, คูเวต, สาธารณรัฐคีร์กีซ, ลาว, เลบานอน, ไลบีเรีย, ลิเบีย, มอลโดวา, มองโกเลีย, มอนเตเนโกร, โมร็อกโก, เนปาล, นิการากัว, ไนจีเรีย, มาซิโดเนียเหนือ, ปากีสถาน, สาธารณรัฐคองโก, รัสเซีย, รวันดา, เซนต์คิตส์และเนวิส, เซนต์ลูเซีย, เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์, เซเนกัล, เซียร์ราลีโอน, โซมาเลีย, ซูดานใต้, ซูดาน, ซีเรีย, แทนซาเนีย, ไทย, โตโก, ตูนิเซีย, ยูกันดา, อุรุกวัย, อุซเบกิสถาน และเยเมน

ข้อมูลเพิ่มเติม 

-ผู้ยื่นขอวีซ่าถาวรที่ถือสัญชาติของประเทศเหล่านี้ยังสามารถยื่นคำร้องและเข้ารับการสัมภาษณ์ได้ และกระทรวงจะยังคงจัดตารางนัดหมายตามปกติ แต่จะไม่มีการออกวีซ่าผู้อพยพให้แก่ผู้ถือสัญชาติเหล่านี้ในช่วงระยะเวลาการระงับดังกล่าว

-ผู้ถือสองสัญชาติที่ยื่นคำร้องโดยใช้หนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุของประเทศซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อข้างต้น จะได้รับการยกเว้นจากการระงับนี้

-ไม่มีการเพิกถอนวีซ่าถาวรที่ได้ออกไปแล้วอันเนื่องมาจากแนวทางปฏิบัตินี้  

-มาตรการไม่ได้ใช้กับวีซ่าท่องเที่ยว การระงับการออกวีซ่านี้ใช้เฉพาะกับผู้ยื่นขอวีซ่าถาวร (Immigrant Visa) เท่านั้น วีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าประเภทไม่ใช่ผู้อพยพ (nonimmigrant visas)

ติดป้ายรณรงค์ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในที่สาธารณะ ทำได้หรือไม่ ?

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ติดป้ายรณรงค์ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในที่สาธารณะได้หรือไม่

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **การติดป้ายรณรงค์เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติสามารถทำได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่และไม่กีดขวางการใช้ที่สาธารณะ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ม.ค. 2569 ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ โพสต์เฟซบุ๊ก “Yingcheep Atchanont” ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนร่วมรณรงค์กา “เห็นชอบ” ในการออกเสียงประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยการจัดทำป้ายและนำไปติดในสถานที่ต่าง ๆ โดยมีภาพประกอบเป็นป้ายรณรงค์ “8 กุมภา กาเห็นชอบ” ติดอยู่ที่เสาไฟฟ้าริมถนนสายหนึ่ง 

โพสต์ดังกล่าวมีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายตั้งข้อสงสัยว่ากฎหมายอนุญาตให้ติดป้ายรณรงค์ประชามติในที่สาธารณะเช่นนี้หรือไม่

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: 

▪  ธัญเทพ ปาระมี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย 1 สำนักกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. กล่าวว่าประชาชน พรรคการเมือง องค์กรเอกชน และกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการออกเสียงประชามติได้โดยเสรี ซึ่งการติดป้ายรณรงค์จัดว่าเป็นกิจกรรมประเภทหนึ่ง แต่ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2565 กล่าวคือต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติ และการติดป้ายต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่หรือผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้น เช่น หากต้องการติดป้ายรณรงค์เห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญที่เสาไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ ก็ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นต้น และต้องไม่กีดขวางหรือรบกวนการใช้ที่สาธารณะ  

▪ มาตรา 80 ของ พ.ร.บ. ประชามติฯ ระบุว่าห้ามรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่มาใช้สิทธิออกเสียงตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันออกเสียงหนึ่งวันจนสิ้นสุดเวลาออกเสียง ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

▪ เจ้าหน้าที่ กฟน. ระบุว่า ขณะนี้ไม่มีระเบียบที่ว่าด้วยการติดป้ายรณรงค์เกี่ยวกับการทำประชามติโดยตรง ซึ่งต่างจากการติดป้ายหาเสียงที่มีระเบียบชัดเจนว่าให้ติดป้ายตามเสาไฟฟ้าได้แต่ต้องมีขนาดตามที่กำหนด ไม่กีดขวางทางเดินและต้องปลดป้ายออกหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ดังนั้นแนะนำให้ประชาชนต้องการติดป้ายรณรงค์เกี่ยวกับประชามติที่เสาไฟฟ้าทำหนังสือขออนุญาตไปที่สำนักงานการไฟฟ้าเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ

รศ.ดร. เจษฎาอธิบาย เหตุที่คุกกี้โอริโอเผาไหม้ช้าเพราะส่วนผสมและโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะมีสารก่อมะเร็ง

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คุกกี้โอรีโอไม่ละลายเมื่อเผาไฟเพราะใส่สารก่อมะเร็ง

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Rattigoon Jetinai โพสต์คลิปความยาว 1.03 นาที เป็นภาพการทดลองนำคุกกี้โอรีโอมาเผาไฟในระยะเวลาต่าง ๆ กันตั้งแต่ 0.5 ไปจนถึง 30 วินาที พร้อมข้อความบรรยายว่า “ขนมโอริโอ้ ปนเปื้อนสารหน่วงไฟ ก่อมะเร็ง ขนาดเครื่องเป่าหลอมก็ยังไม่สามารถหลอมละลายขนมได้” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: โคแฟคพบว่าคลิปนำโอรีโอมาเผาไฟนั้นเคยเป็นกระแสไวรัลตั้งแต่ปี 2567 ทำให้เกิดการแชร์คำกล่าวอ้างเท็จว่าโอรีโอมีสารก่อมะเร็งซึ่งทำให้ขนมดังกล่าวไม่ไหม้ไฟ แต่จากการนำรายชื่อส่วนผสมต่าง ๆ ที่แพร่บนเว็บไซต์ของโอรีโอไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ไม่พบว่าส่วนประกอบเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์

รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตรวจสอบเนื้อหานี้และโพสต์เฟซบุ๊ก “Jessada Denduangboripant” เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 ว่าเนื้อหานี้ไม่เป็นความจริง คุกกี้โอรีโอไม่ได้มีส่วนผสมของสารหน่วงการติดไฟ ส่วนการที่เผาไหม้ช้าเป็นเพราะลักษณะและส่วนผสมของคุกกี้ และไม่ควรนำการเผาไฟมาใช้พิสูจน์ความปลอดภัยของอาหาร 

รศ.ดร.เจษฎาอ้างอิงบทความของ Hindustan Times และรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของ Fact Crescendo ที่ตีพิมพ์ในปี 2567 และ 2568 ว่า สาเหตุที่คุกกี้โอริโอไหม้ช้ากว่าอาหารทั่วไปเพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลสูงมาก เมื่อน้ำตาลเจอความร้อนจะเกิดปฏิกิริยาการเกิดคาราเมล (caramelization) ซึ่งแผ่นคาราเมลนี้จะเคลือบเนื้อคุกกี้ และน้ำตาลที่กลายเป็นคาราเมลจะไหม้ไฟช้ากว่าเกล็ดน้ำตาลปกติจึงทำให้ดูเหมือนว่าคุกกี้ไม่ไหม้ไฟในระยะเวลาสั้น ๆ

นอกจากนี้ โอรีโอยังมีส่วนประกอบของไขมันสูงซึ่งผ่านกระบวนการแปรรูปให้เนื้อคุกกี้มีความแน่นและมีความชื้นต่ำ อากาศจึงผ่านเข้าไปในเนื้อคุกกี้ได้ยากและทำให้การเผาไหม้เกิดขึ้นช้ากว่าในอาหารทั่วไป

ส่วนการนำอาหารมาทดสอบด้วยการเผาไฟเพื่อพิสูจน์ว่ามีส่วนประกอบของสารหน่วงไฟหรือไม่ รศ.ดร. เจษฎา มองว่าไม่ใช่วิธีการที่สมเหตุสมผล และยังมีขนมอีกหลายชนิดที่มีลักษณะคล้ายโอรีโอ เช่น แครกเกอร์หรือคุกกี้ที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและแห้ง ก็ติดไฟได้ยากเช่นกันแม้ว่าจะไม่ได้มีส่วนประกอบของสารหน่วงไฟ

โคแฟคพบว่ามีผู้ใช้งานอีกหลายรายที่โพสต์วิดีโอทดลองนำโอรีโอมาเผาไฟและพบว่าเกิดการเผาไหม้ตามปกติแต่อาจใช้เวลานานมากกว่าหนึ่งนาทีกว่าที่คุกกี้จะเริ่มไหม้

อย่างไรก็ตาม โอรีโอซึ่งมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมากกว่าร้อยละ 40 จัดเป็น “อาหารแปรรูปขั้นสูง” เช่นเดียวกับขนมปัง มันฝรั่งทอดกรอบ ซีเรียล และอื่น ๆ จึงควรจำกัดการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ได้รับแคลอรีต่อวันมากเกินความจำเป็น

ภาพปั๊มเปโตรนาสในรัฐเปรัค มาเลเซีย ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็น “ปั๊มน้ำมันมาเลย์” ในจังหวัดชายแดนใต้

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: เหตุโจมตีปั๊มน้ำมัน 3 จังหวัดชายแดนใต้ “ปั๊มน้ำมันมาเลย์รอดทุกปั๊ม”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 12 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “คนหลังเขา chanel” โพสต์ภาพสถานีบริการน้ำมันเปโตรนาส ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันสัญชาติมาเลเซียคู่กับภาพสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ถูกเพลิงไหม้เสียหายจากเหตุโจมตีสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาสช่วงกลางดึกคืนวันที่ 10 ต่อเนื่องวันที่ 11 ม.ค.  ฝังข้อความในภาพว่า “ปั๊มน้ำมันมาเลย์รอดทุกปั๊ม ปั๊มไทยไฟไหม้ไป 11 แห่ง” และเขียนข้อความในทำนองว่าผู้ก่อเหตุมุ่งโจมตีแต่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ของไทยแต่ไม่โจมตีปั๊มน้ำมันของมาเลเซีย

โพสต์นี้ถูกแชร์ต่อมากกว่า 360 ครั้ง ณ วันที่ 13 ม.ค. และยังถูกนำไปเผยแพร่ในแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น บัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกชื่อ “ข่าว[นอก]กรอบ” เผยแพร่ภาพนี้พร้อมเสียงบรรยายว่าผู้ก่อเหตุ “เลือกที่จะกระทำกับปั๊มของคนไทย แต่ปั๊มของมาเลย์ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยไ คลิปนี้มียอดเข้าชมเกือบ 2.7 แสนครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบภาพย้อนกลับพบว่าสถานีบริการน้ำมันเปโตรนาสที่ปรากฏในโพสต์ดังกล่าวเคยถูกเผยแพร่โดยสื่อไทยหลายสำนักเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2565 โดยเป็นภาพประกอบข่าวเรื่องประชาชนในจังหวัดยะลาขับรถข้ามชายแดนไปเติมน้ำมันในฝั่งมาเลเซียเพราะราคาน้ำมันถูกกว่าในไทย

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย Google Map พบว่าปั๊มเปโตรนาสในภาพคือ Petronas Lenggong ตั้งอยู่เลขที่ 32 ถนน Jalan Baling – Kuala Kangsar รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย

จากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานีบริการน้ำมันเปโตรนาสในไทย พบรายงานข่าวและข้อมูลของบริษัท SUSCO ว่าในปี 2555 เปโตรนาสได้ขายกิจการทั้งหมดในไทยให้กับ SUSCO ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อปั๊มน้ำมันเปโตรนาสเป็น SUSCO ทั้งหมดแล้ว เมื่อโทรศัพท์สอบถามบริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) ได้รับคำยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีปั๊มน้ำมันเปโตรนาสในไทยแล้ว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานพลังงานจังหวัดปัตตานี นราธิวาสและยะลาให้ข้อมูลกับโคแฟคด้วยว่า สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในจังหวัดมีคนไทยเป็นเจ้าของ ไม่มีปั๊มน้ำมันที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการชาวมาเลเซีย

📌 ข้อสรุปโคแฟค: เจ้าของโพสต์นำภาพปั๊มน้ำมันเปโตนาสสาขา Lenggong รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นภาพเก่าที่เคยเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ของไทยมานานกว่า 3 ปี มาอ้างเท็จว่าเป็นปั๊มน้ำมันเปโตรนาสในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รอดพ้นจากการโจมตีเมื่อวันที่ 10-11 ม.ค. ขณะที่บริษัทซัสโก้ฯ ซึ่งซื้อกิจการเปโตรนาสในไทยระบุว่าปัจจุบันไม่มีปั๊มน้ำมันเปโตรนาสในไทยแล้ว

คำกล่าวอ้างที่ว่าปั๊มน้ำมันของผู้ประกอบการชาวมาเลเซียปลอดภัยจากการถูกโจมตีก็เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเนื่องจากสำนักงานพลังงานจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสยืนยันว่าปั๊มน้ำมันทั้งหมดในพื้นที่สามจังหวัดเป็นของผู้ประกอบการไทย

“ครม.-กกต. อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2” เป็นเนื้อหาเท็จ

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กกต. อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** กกต. ยืนยันว่าไม่มีการอนุมัติ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 5 ม.ค. 2569 บัญชีติ๊กตอก “ข่าวเด่น NEWS” โพสต์คลิปที่มีข้อความว่า “กกต. ไฟเขียวแล้ว โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2” และมีเสียงบรรยายว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ได้อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอโดยใช้งบประมาณ 50,000 ล้านบาท และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ไฟเขียวเดินหน้าโครงการนี้แล้ว โดยใช้ภาพจากรายการ “เรื่องเด่นเย็นเด่นเย็นนี้” ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เป็นภาพประกอบ คลิปนี้มียอดเข้ามชมกว่า 2 ล้านครั้งและมียอดแชร์กว่า 26,500 ครั้ง ณ วันที่ 12 ม.ค. (ลิงก์บันทึก)

บัญชีผู้ใช้ติ๊กตอกรายนี้ยังได้โพสต์คลิปลักษณะเดียวกันเมื่อวันที่ 8 ม.ค. อ้างว่า ครม. และ กกต. ได้อนุมัติงบประมาณโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ในวันที่ 7 ม.ค. โดยใช้คลิปข่าวจากรายการ “สนามข่าว” ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เป็นภาพประกอบ 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการประชุม ครม. ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พบว่าวันที่ 4 และ 7 ม.ค. ไม่มีการประชุม ครม. ตามที่กล่าวอ้างในคลิป ส่วนการประชุม ครม. วันที่ 6 ม.ค. ไม่มีการหารือวาระโครงการคนละครึ่งพลัสแต่อย่างใด

โคแฟคสอบถามไปยัง กกต. ได้รับคำยืนยันว่าไม่มีการอนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ในช่วงเวลานี้

ก่อนหน้านี้ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 ว่ารัฐบาลได้หารือกับ กกต. เกี่ยวกับการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 แล้ว ได้ข้อสรุปว่าหลังการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. รัฐบาลมีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการจึงไม่สามารถดำเนินโครงการได้

โคแฟคพบว่าตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 เป็นต้นมา มีการเผยแพร่เนื้อหาเท็จเกี่ยวกับการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จำนวนมาก โดยใช้ภาพประกอบจากรายงานข่าวและสร้างเสียงบรรยายเลียนแบบผู้ประกาศข่าวซึ่งเป็นการแอบอ้างให้เหมือนเป็นรายงานข่าวของสำนักข่าวนั้นจริง ๆ เช่น คลิปที่ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2569 ต้นฉบับมาจากคลิปข่าว “ดับฝัน! นายกฯ เผย คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ยังทำไม่ได้ ต้องรอรัฐบาลปกติ” ของรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ที่เผยแพร่ทางบัญชีติ๊กตอก “ครอบครัวข่าว 3” สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2568 

ส่วนคลิปที่ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2569 เป็นการนำคลิปวิดีโอจากข่าว “แนะผู้สูงอายุผูกพร้อมเพย์ ก่อนรับเงินหมื่นบาท เฟส 2” ทางเว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2568 มาตัดต่อให้คล้ายกับเป็นคลิปที่เผยแพร่จากสื่อดังกล่าวจริง