ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


Taiwan AI Labs กับการสร้าง “AI ที่ไว้ใจได้” เพื่อปกป้องประชาธิปไตยและความปลอดภัยของคนไต้หวัน

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

หากยังทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่บริษัทไมโครซอฟต์ในสหรัฐอเมริกา วันนี้อีธาน ตู คงมีตำแหน่งใหญ่โต ได้เงินเดือนสูงลิ่ว แต่เขาตัดสินใจลาออกกลับมาอยูไต้หวันบ้านเกิดเมื่อสิบปีก่อนและก่อตั้ง Taiwan AI Labs องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา AI  

“หลายคนสงสัยว่าทำไมผมถึงลาออกจากไมโครซอฟต์ทั้งที่เงินเดือนก็ดี การงานก็มั่นคง ผมตอบไปว่าเพราะผมต้องการทำให้ไต้หวันมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” อีธาน ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs กล่าวในช่วงหนึ่งของการบรรยายพิเศษในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

กิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Lost in information: When Disinformation becomes a global risk” ร่วมจัดโดยโคแฟค ประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก 11 องค์กร  

เนื่องจากอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่กำลังเพิ่มขึ้นในทุกมิติ รวมถึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างข่าวลวง-ข้อมูลเท็จ โคแฟคจึงเชิญอีธาน ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs มาให้มุมมองเกี่ยวกับ AI และถ่ายทอดเรื่องราวการพัฒนา AI โดยองค์กรภาคพลเมืองซึ่งทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ในไต้หวันมี AI ที่ปลอดภัยใช้โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล

“อย่าไว้ใจ AI”

อีธานก่อตั้ง Taiwan AI Labs ขึ้นเมื่อปี 2017 เพราะรู้ดีว่าในอนาคตอันใกล้ AI คือเทคโนโลยีแห่งอำนาจ และ AI ที่สร้างขึ้นในประเทศใดก็ย่อมถูกออกแบบวางระบบมาให้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศนั้น เขาหยิบยกงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ChatGPT ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทในสหรัฐอเมริกาจะไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้อเมริกาดูแย่ ขณะที่ DeepSeek ของจีนก็จะไม่เสนอข้อมูลในทางลบเกี่ยวกับจีนแถมยังสอดแทรกโฆษณาชวนเชื่อเพื่อยกย่องจีน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะมันถูกสอนมาให้ประมวลผลจากเนื้อหาที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐบาลจีน

“เพราะฉะนั้นอย่าไว้ใจ AI ที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้ เพราะมันถูกสอนโดยบริษัทที่พัฒนามันขึ้นมา  และทำงานเพื่อแสวงหากำไรหรือไม่ก็เพื่อประโยชน์ของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่การปกป้องประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ”

นอกจากนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการ AI ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานได้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร โดยที่เราไม่รู้เลยว่าข้อมูลของเราจะถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้างหรืออาจรั่วไหลไปถึงมือมิจฉาชีพก็ได้

อีธาน ตู (Ethan Tu) ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs บรรยายพิเศษในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวง 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

AI ที่ไว้ใจได้ของไต้หวัน

เมื่อมีข้อกังขาต่อ AI ของบริษัทต่างชาติเหล่านี้ Taiwan AI Labs จึงพัฒนา AI โมเดลที่ชื่อว่า “FedGPT” โดยมีเป้าหมายให้เป็น AI ที่ “ไว้ใจได้และมีความรับผิดชอบ” ที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนไต้หวันสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทโทคโนโลยียักษ์ใหญ่

Fed มาจากคำว่า Federated approach ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนา AI แบบกระจายศูนย์ ซึ่งต่างจากการพัฒนา AI แบบรวมศูนย์ที่ผู้ใช้งานต้องส่งข้อมูลมาที่เซิร์ฟเวอร์กลางเพื่อใช้ในการฝึกฝนโมเดล 

อีธานอธิบายว่า FedGPT เปิดให้แต่ละองค์กรที่ใช้งานไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ธนาคาร สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษาหรือบริษัทเอกชนฝึกโมเดล AI ด้วยชุดข้อมูลของตัวเองโดยไม่ต้องแชร์ข้อมูลนั้นเข้าเซิร์ฟเวอร์กลาง หลังจากนั้นจึงแชร์โมเดลที่ฝึกฝนเสร็จแล้วกลับมาเพื่ออัปเดตโมเดลกลาง เท่ากับว่าผู้ใช้งานแต่ละองค์กรร่วมกันเทรน AI โดยที่ไม่ต้องแชร์ข้อมูลขององค์กรกับใคร ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการรั่วไหลของข้อมูล 

“เราไม่นำข้อมูลมารวมศูนย์ แต่ละองค์กรมีส่วนในการเทรนอัลกอรึทึมและพัฒนาโมเดลกลางโดยไม่ต้องแชร์ข้อมูลภายในที่แต่ละองค์กใช้ในการเทรน AI นี่คือหัวใจสำคัญ” อีธานกล่าว “ข้อมูลของผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือลูกค้าธนาคารยังคงถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในฐานข้อมูลของโรงพยาบาลและธนาคารแต่ละแห่ง”   

ข้อดีของการพัฒนา AI ด้วย Federated Technology

  • ลดความเสี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลและการที่ข้อมูลถูกใช้ไปในทางมิชอบ เนื่องจากผู้ใช้งานไม่ต้องแชร์ข้อมูลภายในเข้าระบบกลาง
  • พัฒนาทักษะและศักยภาพการทำงานด้าน AI ของคนในองค์กร ลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีภายนอก  
  • องค์กรสามารถสร้างรายได้จาก AI โมเดลที่ฝึกฝนสมบูรณ์แล้ว เพราะผู้ประกอบการธุรกิจประเภทเดียวกันมักจะใช้งาน AI ในแบบที่คล้ายกัน 
  • เกิดความร่วมมือกันในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน/ผู้บริโภค เช่น ธนาคารเกือบ 40 แห่งในไต้หวันร่วมมือกันฝึกฝน AI โมเดลจนสามารถระบุพฤติกรรมการหลอกลวงทางการเงินได้ ทำให้ธนาคารสามารถยับยั้งธุรกรรมของมิจฉาชีพได้ก่อนที่การฉ้อโกงจะเกิดขึ้น
  • มีความหลากหลายของ AI โมเดลที่ตอบโจทย์งานด้านต่าง ๆ และลดความเสี่ยงจากการใช้โมเดลใดโมเดลหนึ่ง ปัจจุบันไต้หวันมี AI ที่ใช้ในภาคสาธารณสุขมากกว่า 400 โมเดล 
  • การฝึก AI แบบกระจายศูนย์ทำให้ข้อมูลที่ AI เรียนรู้มีความหลากหลาย การประมวลผลจึงมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและมีอคติน้อยที่สุด 

ที่มา: สรุปจากการบรรยายพิเศษของอีธาน ตู ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs วันที่ 2 เม.ย. 2569

การต่อสู้ในสงครามข้อมูลข่าวสาร

ไต้หวันกับจีนมีปัญหากันมานาน โลกออนไลน์เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิของความขัดแย้งนี้ Taiwan AI Labs เป็นองค์กรแรก ๆ ที่มองเห็นภัยคุกคามจากการครอบงำและแทรกแซงด้วยข้อมูลข่าวสารจากนอกประเทศ (Foreign Information Manipulation and Interference: FIMI) พวกเขาจึงพัฒนา AI โมเดลมาวิเคราะห์เนื้อหาและบัญชีผู้ใช้งานในโซเชียลมีเดียจนสามารถเปิดโปงขบวนการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียปลอมจำนวนมหาศาลที่ควบคุมโดยบอต

เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ปลอมเหล่านี้มีเป้าหมายให้คนสนับสนุนจีน มองจีนในแง่บวก ต่อต้านสหรัฐฯ และให้ข้อมูลผิด ๆ ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วนในสังคมไต้หวัน เช่น ในช่วงโควิด-19 พบบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียจากจีนจำนวนมากที่ปลอมเป็นคนไต้หวันโพสต์ข้อความโจมตีองค์การอนามัยโลกและเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 เพื่อทำให้คนไม่กล้าไปฉีดวัคซีน

สิ่งที่ Taiwan AI Labs ค้นพบในโครงการวิจัยต่อมาคือ การจัดการเนื้อหาของผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มนั้น “ไม่เป็นกลาง”

โครงการ Project Lutein ของ Taiwan AI Labs เปิดให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไต้หวันส่งเนื้อหาที่ถูกระงับการเผยแพร่เข้ามาที่ฐานข้อมูล เมื่อนำเนื้อหาทั้งหมดมาวิเคราะห์ก็พบว่าโพสต์ที่ถูกเซ็นเซอร์ส่วนมากมีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับจีน อินเดีย ไต้หวัน รัสเซีย สหรัฐฯ และฮ่องกง ในขณะที่โพสต์ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือ hate speech กลับไม่ถูกเซ็นเซอร์

“เราพบว่า 23% ของโพสต์ที่ถูกเซ็นเซอร์เป็นโพสต์ที่สนับสนุนรัฐบาลไต้หวัน และเมื่อนำเนื้อหาที่ถูกเซ็นเซอร์มาวิเคราะห์เทียบเคียงกับนโยบายด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของไต้หวัน เราพบว่า 98% ของเนื้อหาเหล่านี้ไม่ควรถูกเซ็นเซอร์หากยึดตามมาตรฐานของไต้หวัน” อีธานกล่าว 

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของ Taiwan AI Labs ทำการวิเคราะห์เนื้อหาที่เผยแพร่ในติ๊กตอก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของบริษัทจีน โดยสุ่มเลือกเนื้อหาและคอมเมนต์ที่เกี่ยวกับจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ และญี่ปุ่นอย่างละ 100 เรื่อง พบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับจีนจะเป็นไปในทางบวก เช่น จีนเป็นประเทศที่แข็งแกร่งและสนับสนุนให้จีนผนวกรวมไต้หวัน ขณะที่เนื้อหาเกี่ยวกับประเทศที่เหลือจะเป็นไปในทางลบ

  • เนื้อหาเกี่ยวกับจีน: 62% เป็นไปในทางบวก เช่น ยกย่องสรรเสริญจีน, สนับสนุนให้จีนผนวกรวมไต้หวัน
  • เนื้อหาเกี่ยวกับไต้หวัน: 95% เป็นไปในทางลบ เช่น รัฐบาลของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party-DPP) กำลังทำลายไต้หวัน, ไต้หวันควรถูกผนวกรวมกับจีน, ไต้หวันควรหยุดยั่วยุจีน
  • เนื้อหาเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา: 100% เป็นไปในทางลบ เช่น สหรัฐฯ “ซื้อ” ไต้หวันไปแล้ว, นักการเมืองพรรค DPP ซุกซ่อนทรัพย์สินในสหรัฐฯ
  • เนื้อหาเกี่ยวกับญี่ปุ่น: 98% เป็นไปในทางลบ เช่น นักการเมืองพรรค DPP ทำงานให้ญี่ปุ่นและมีบรรพบุรุษเป็นชาวญี่ปุ่น, ไต้หวันควรยกเลิกการนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่นเพราะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี

การพัฒนา FedGPT และการเปิดโปงขบวนการปลุกปั่นครอบงำทางความคิดด้วยข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดียและชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาในโซเชียลมีเดียไม่ได้สะท้อนความจริงหรือความคิดเห็นที่แท้จริงของผู้คน เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่อีธานและ Taiwan AI Labs ทำในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้ไต้หวันพึ่งพาตัวเองได้ด้าน AI และทำให้ประชาชนรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร ไม่ตกเป็นเหยื่อของการยุยงปลุกปั่นด้วยข้อมูลเท็จที่ทำเป็นขบวนการ  

อีธานทิ้งท้ายว่าสิ่งที่ Taiwan AI Labs ทำมาทั้งหมดและยังเดินหน้าทำต่อไปนี้ไม่ได้เพื่อสร้างรายได้หรือกำไร แต่เพื่อปกป้องไต้หวันและคนไต้หวัน “เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือทำเท่านั้น” 


โคแฟคตรวจสอบแล้วไม่พบแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่ารัฐบาลจีนแนะนำให้นักศึกษา “เลิกเรียนแล้วไปหาคู่”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: รัฐบาลจีนแนะนำให้นักศึกษาเลิกเรียนแล้วไปหาคู่

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** ไม่พบข้อมูลหรือแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ว่ารัฐบาลจีนมีนโยบายนี้**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “Human world” ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 300,000 บัญชี โพสต์ภาพกลุ่มคนหนุ่มสาวฝังข้อความ “รัฐบาลจีนแนะนำนักศึกษาเลิกเรียนแล้วไปหาคู่ ผลิตลูกออกมาเยอะ ๆ” และเขียนบรรยายว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งในจีนแนะนำให้นักศึกษา “พักการเรียนชั่วคราวเพื่อไปหาคู่ชีวิต” เพื่อแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 

โพสต์นี้ยังคงเข้าถึงได้ ณ วันที่ 8 เม.ย. มียอดแชร์มากกว่า 90 ครั้ง 

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบรายงานข่าวและเว็บไซต์ของทางการจีน ไม่พบข้อมูลว่ารัฐบาลจีนมีนโยบายแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดลดลงด้วยการให้นักศึกษาพักการเรียนเพื่อไปหาคู่ แต่พบว่าเมื่อปี 2566 วิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งของจีนประกาศขยายวันหยุดในช่วงเทศกาลเชงเม้งและเชิญชวนให้นักศึกษาใช้ช่วงวันหยุดยาวนี้ออกไปสัมผัสความงามของฤดูใบไม้ผลิและเติมความรักให้ชีวิต ซึ่งกลายเป็นหัวข้อสนทนาของผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวจีนที่มองว่าเป็นความพยายามของสถาบันการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดลดลง

WWMT สื่อท้องถิ่นในมิชิแกน สหรัฐอเมริกา และเว็บไซต์  Asiana Times สื่อออนไลน์ในอินเดียรายงานข่าวนี้เมื่อวันที่ 30 มี.ค. และ 3 เม.ย. 2566 ว่าวิทยาลัยอาชีพ 9 แห่งในเครือฟ่านเหม่ (Fan Mei Education Group) ของจีนประกาศขยายวันหยุดเทศกาลเชงเม้งจาก 1 เป็น 7 วันในช่วงวันที่ 1-7 เม.ย. พร้อมกับอ้างอิงข้อความประชาสัมพันธ์ของ Vocational Flight College of Mianyang ที่ระบุว่าการขยายวันหยุดนี้มีจุดประสงค์ให้นักศึกษาออกไป “ชื่นชมธรรมชาติและตามหาความรัก” 

ข้อความในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวอาจนำรายงานข่าวและข้อความประชาสัมพันธ์ของวิทยาลัยมาบิดเบือนว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลจีนที่ให้นักศึกษาหยุดเรียนเพื่อไปหาคู่ 

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมจากทางสถานทูตจีนแต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ

จีนเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 รัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีบุตร รอยเตอร์สรายงานว่าในปี 2569 รัฐบาลจีนมีแผนใช้งบประมาณราว 180 ล้านหยวน (853 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มประชากรผ่านนโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดระหว่างตั้งครรภ์รวมไปถึงการทำเด็กหลอดแก้ว โครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 3,600 หยวน (17,000 บาท) ต่อปี/ต่อบุตรหนึ่งคน การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มถุงยางอนามัย-ยาคุมกำเนิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 รวมถึงเรียกร้องให้สถาบันอุดมศึกษาเพิ่มเนื้อหาที่ส่งเสริมให้นักศึกษามีมุมมองที่เป็นบวกต่อการแต่งงาน ความรัก การมีบุตร และครอบครัว

คิง เพาเวอร์-สนามมวยลุมพินีปิดบริการเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นข่าวลวงวนซ้ำตั้งแต่ช่วงโควิด-19

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คิง เพาเวอร์ปิดทุกสาขาสิ้นเดือนนี้-เวทีมวยลุมพินีประกาศปิดไม่มีกำหนด

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ-เป็นข่าวลวงวนซ้ำ** คิง เพาเวอร์และเวทีมวยลุมพินีเปิดให้บริการตามปกติ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 6 เม.ย. 2569 บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Piyacheep S.Vatcharobo” โพสต์ข้อความสรุปเนื้อหาได้ว่า เศรษฐกิจของไทยกำลังย่ำแย่อย่างหนักส่งผลให้คิง เพาเวอร์เตรียมปิดให้บริการทุกสาขาสิ้นเดือนนี้ยกเว้นสาขาในสนามบิน และเวทีมวยลุมพินีประกาศปิดไม่มีกำหนด ทำให้นักมวย พี่เลี้ยงและพนักงานตกงานทันทีแบบไม่มีเงินชดเชย (ลิงก์บันทึก)

โพสต์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่าร้านอาหารบุฟเฟต์ของโรงแรมใบหยกสกายไม่มีลูกค้าจนต้องลดราคาลงเกือบครึ่ง ขณะที่ร้านขายเสื้อผ้าที่ศูนย์การค้าแพลทินัมขายได้น้อยลงมากจนรายได้ไม่พอค่าเช่าพื้นที่ 

ณ วันที่ 7 เม.ย. โพสต์นี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 4,400 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความนี้เป็นข่าวลวงที่ถูกเผยแพร่ซ้ำมาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งบริษัทคิง เพาเวอร์ชี้แจงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งว่าไม่เป็นความจริง

ข่าวลวงนี้กลับมาอีกครั้งในเดือน เม.ย. 2569 ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังได้รับผลกรทบอย่างหนักจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยมีการเพิ่มเติมข้อความที่เกี่ยวกับรัฐบาลเศรษฐา ทวีสินเข้ามา  

โคแฟคตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อความดังกล่าวในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 

▪️คิง เพาเวอร์-เวทีมวยลุมพินีปิดบริการ

วันที่ 7 เม.ย. โคแฟคได้รับคำยืนยันทั้งจากคิง เพาเวอร์และสนามมวยลุมพินีว่ายังคงเปิดทำการตามปกติ ไม่ได้ปิดหรือมีแผนจะปิดให้บริการตามที่ข้อความในโพสต์กล่าวอ้าง

คิง เพาเวอร์ระบุว่าทุกสาขา ได้แก่ ซอยรางน้ำ, ซิตี บูทีก ณ วัน แบงค็อก, ภูเก็ต, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานภูเก็ต, ท่าอากาศยานอู่ตะเภา, ท่าอากาศยานเชียงใหม่และท่าอากาศยานหาดใหญ่ยังคงเปิดให้บริการและไม่มีแผนจะปิดสาขาตามที่ข้อความในโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวอ้าง

▪️รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีนโยบายห้ามคิง เพาเวอร์ ที่ตั้งอยู่บริเวณผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้คิง เพาเวอร์ขาดรายได้จนต้องปิดสาขาในสนามบิน

แต่เดิม ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยสามารถซื้อสินค้าจากร้านปลอดอากรขาเข้าได้รวมทั้งสุราปริมาณไม่เกิน 1 ลิตร ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลเศรษฐามีมติเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2567 รับทราบการดำเนินงานของกระทรวงการคลังในการยกเลิกการยกเว้นอากรของที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) ขาเข้าเพื่อส่งเสริมการบริโภคและการใช้สินค้าภายในประเทศ เนื่องจากการที่นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าในร้านปลอดอากรขาเข้านั้นทำให้โอกาสในการจับจ่ายในประเทศลดลง

คิง เพาเวอร์ชี้แจงทางเฟซบุ๊กว่า “ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการบริโภคและการใช้สินค้าภายในประเทศ การจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี Duty Free ในพื้นที่ขาเข้าทุกสนามบินได้ถูกยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2567 เป็นต้นไป โดยร้านค้า Duty Free คิง เพาเวอร์ ทุกท่าอากาศยาน เปิดให้บริการเฉพาะในพื้นที่ขาออกระหว่างประเทศ ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้าในวันที่เดินทางออกนอกประเทศเท่านั้น ไม่สามารถซื้อสินค้า Duty Free บริเวณขาเข้าได้”

ส่วนข้อความที่ระบุว่านโยบายของรัฐบาลเศรษฐาส่งผลให้คิง เพาเวอร์ขาดรายได้และต้องปิดร้านลงนั้นเป็นความคิดเห็นของผู้เผยแพร่ข้อความ 

▪️ร้านอาหารบุฟเฟต์โรงแรมใบหยกสกายไม่มีลูกค้า ต้องลดราคาจาก 1,800 บาทเหลือ 650 บาท

แอดมินเพจ “Baiyoke Sky” ซึ่งเป็นเพจทางการของโรงแรมให้ข้อมูลกับโคแฟคว่ายังคงมีลูกค้าใช้บริการตามปกติ ส่วนการลดราคาบุฟเฟต์นั้น ทางโรงแรมได้จัดโปรโมชันลดราคาตามเทศกาลต่าง ๆ มาเป็นระยะ เช่น ราคาโปรโมชันบุฟเฟต์มื้อกลางวันช่วงวันหยุดสงกรานต์ลดเหลือ 790 บาท/คน 

▪️ประตูน้ำไม่มีคนเดิน ร้านเสื้อผ้าศูนย์การค้าแพลทินัม ขายได้น้อยลง รายได้ไม่พอค่าเช่าพื้นที่

วันที่ 7 เม.ย. 2569 เวลา 13.00 น. โคแฟคลงพื้นที่ศูนย์การค้าแพลทินัม ประตูน้ำพบว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาเดินเลือกซื้อสินค้า โดยนักท่องเที่ยวค่อนข้างหนาแน่นในชั้น 1 และชั้น 2 ส่วนชั้น 3 และชั้นใต้ดินค่อนข้างบางตา ผู้ค้าส่วนหนึ่งให้ข้อมูลว่าขายได้เรื่อย ๆ บางวันขายดีบางวันขายไม่ดี ผู้ค้าบางรายกล่าวว่าลูกค้าลดลงจริง คาดว่าเป็นเพราะน้ำมันแพงทำให้คนไม่อยากเดินทางมาหรือใช้จ่ายน้อยลง และผู้ค้ายังได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงอีกด้วย  

ไทยครองแชมป์เบอร์ 1 เอเชีย มิจฉาชีพถล่มสายโทร-SMS เร่งจี้รัฐ-กสทช. วางระบบคัดกรองพื้นฐานปกป้องประชาชน

COFACT ร่วมกับ Gogolook เผยสถิติน่าตกใจ ไทยพุ่งทะยานอันดับ 1 ประเทศที่มิจฉาชีพพุ่งเป้าโจมตีสูงสุดในเอเชีย พบยอดสายโทรและ SMS ก่อกวนปี 2568 สูงถึง 173 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น16% ชี้กลโกงยกระดับเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติ ใช้จิตวิทยาเล่นกับความกลัว-ความรัก-ความโลภ หลอกได้ทุกวัยไม่เว้นแม้แต่นักศึกษา ขณะที่ภาคประชาชนจี้ กสทชเร่งจัดระเบียบSMS ภายในสิงหาคมนี้ ย้ำต้องเป็นบริการพื้นฐานที่ไม่ปล่อยให้เบอร์ผิดกฎหมายหลุดรอดมาถึงผู้ใช้บริการ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT เปิดเผยในรายการ”โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว” ถึงสถานการณ์ภัยไซเบอร์ที่กำลังคุกคามคนไทยอย่างหนัก โดยระบุว่าข้อมูลจากรายงานของWhoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้า พบสถิติที่น่าตกใจว่าประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ของมิจฉาชีพในเอเชียซึ่งตัวเลขความสูญเสียและจำนวนครั้งการก่อกวนไม่ได้ลดลงเลยแม้จะมีการปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มิจฉาชีพได้ทำการก่อกวนคนไทยผ่านสายโทรศัพท์และ SMS รวมกันกว่า173 ล้านครั้ง ปัญหานี้ถูกยกระดับจากอุตสาหกรรมครอบครัวกลายเป็นอุตสาหกรรมข้ามชาติที่มีการทำงานอย่างเป็นระบบ

ด้าน กชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท Gogolook Thailand ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall ให้รายละเอียดว่า สถิติ 173 ล้านครั้งนั้นเป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้บริการ Whoscall ในไทยจำนวน 35 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าหากรวมประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก โดยยอดการก่อกวนเพิ่มขึ้น16% จากปีก่อนหน้า จากการตรวจสอบพบว่ามิจฉาชีพทำงานในรูปแบบบริษัท มีทั้งนายทุน ผู้สรรหาพนักงาน (Recruit) ที่ใช้วิธีหลอกลวงคนไปทำงานหรือค้ามนุษย์ และทีมงานจัดหาข้อมูลส่วนบุคคลโดยมักใช้ SMS เป็นเครื่องมือด่านแรกในการ “ตกเบ็ด” เพื่อดึงข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน ผ่านลิงก์ปลอมที่เลียนแบบหน่วยงานรัฐ อาทิ กรมบัญชีกลาง กระทรวงสาธารณสุขหรือกรมที่ดิน โดยเน้นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ เช่น การอัปเดตเงินฌาปนกิจหรือการเสียภาษีที่ดิน

กชศรยังระบุถึงกลุ่มเป้าหมายที่ขยายกว้างขึ้นว่า ไม่ได้มีเพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ แต่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของเหยื่อสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มิจฉาชีพมักใช้จิตวิทยาทำให้เด็กกลัว เช่น อ้างว่าบัญชีธนาคารของพ่อแม่กำลังถูกตรวจสอบ ทำให้เด็กยอมทำตามเพื่อปกป้องครอบครัว

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ “Romance Scam” ที่ปรับเปลี่ยนมาหลอกลวงกลุ่มผู้สูงอายุที่เหงา หรือแม้แต่เคสแม่บ้านต่างด้าวที่ถูกหลอกให้หลงรักจนต้องมาเบิกเงินเดือนล่วงหน้าจากนายจ้างเพื่อส่งไปให้มิจฉาชีพซึ่งความสูญเสียเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่มูลค่าเงิน แต่รวมถึงการสูญเสียโอกาสทางสังคม เช่น คนไม่กล้ารับสายแปลกหน้าจนพลาดการติดต่อเรื่องงาน หรือพลาดสายสำคัญจากสภากาชาดไทยเรื่องการรับบริจาคอวัยวะ

ในส่วนของแนวทางการแก้ไข นางสาวสุภิญญาได้เสนอแนะว่า ภาครัฐและ กสทช. ควรยกระดับการคัดกรองเบอร์โทรศัพท์และ SMS ให้เป็นบริการขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการจัดการเบอร์ Simbox หรือเบอร์ที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถตรวจสอบและบล็อกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม พร้อมทั้งจี้ให้ กสทช. รักษาสัญญาที่จะจัดระเบียบการลงทะเบียนผู้ส่ง SMS (Sender Name) ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ เพื่อทำความสะอาดระบบ (Big Cleaning Day) และลดช่องว่างที่มิจฉาชีพจะเข้าถึงประชาชน เพราะในปัจจุบันการส่ง SMS มีต้นทุนต่ำและทำได้ในปริมาณมากมิจฉาชีพจึงสามารถปรับเปลี่ยนข้อความให้เข้ากับสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

สำหรับมาตรการในระยะยาว กชศรเสนอ 3 เสาหลักในการรับมือคือ 1. การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งจากภาครัฐ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าในช่วงที่มีการตัดไฟตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตามชายแดน ยอดมิจฉาชีพจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด 2. การให้ความรู้ (Education) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน และ 3. เครื่องมือทางเทคโนโลยี(Tools) ที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่นางสาวสุภิญญากล่าวทิ้งท้ายว่าท้ายที่สุดประชาชนต้องพึ่งพาตนเองด้วยการ “ตั้งสติ” อย่าเพิ่งเชื่อและอย่าเพิ่งโอน รวมถึงสร้างระบบชุมชนและครอบครัวที่เข้มแข็งในการปรึกษาหารือกันก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมใดๆ เพื่อป้องกันความเจ็บปวดจากการถูกหลอกลวงที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยในยุคดิจิทัล

คลิปนี้ไม่ใช่ภาพเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ถูกอิหร่านยิงตกแต่เป็นคลิปเหตุการณ์ในซีเรียเมื่อปี 63

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “เฮลิคอปเตอร์สหรัฐฯ ถูกอิหร่านยิงตก” 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปเฮลิคอปเตอร์ถูกยิงตกในซีเรียเมื่อปี 2563 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 4-5 เม.ย. 2569 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยทั้งในไทยและต่างประเทศแชร์คลิปวิดีโอเฮลิคอปเตอร์ระเบิดและมีไฟไหม้ลุกท่วมก่อนจะค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้น โดยอ้างว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐอเมริกาถูกกองทัพอิหร่านยิงตก เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก “Wanchai Rammasarn” บรรยายคลิปว่า “ภาพเฮลิคอปเตอร์ black hawk ลำที่ 2 ของสหรัฐที่ถูกอิหร่านยิงตกเมื่อวานนี้..ในภาพจะเห็นนักบินได้ดีดตัวออกทันซึ่งก็ปรากฏข่าวว่าชาวอิหร่านได้ออกติดตามค้นหานักบิน 2 คนนี้แต่ยังไม่พบเจอ” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นคลิปเก่าที่เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2563 ไม่ใช่เหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางในปัจจุบัน

ช่องยูทูบ The Telegraph สื่ออังกฤษโพสต์วิดีโอนี้เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2563 พร้อมคำบรรยายว่า “วิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียบันทึกเหตุการณ์ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพซีเรียที่ถูกกลุ่มกบฏติดอาวุธยิงตกในจังหวัดอิดลิบของซีเรีย” 

บัญชี X “Shiv Aroor” ซึ่งเป็นบรรณาธิการและผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์อินเดียโพสต์คลิปนี้เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2563 โดยระบุตรงกันว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ Mi-17 ของกองทัพอากาศซีเรียถูกยิงตกในจังหวัดอิดลิบ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งในไทยและต่างประเทศนำคลิปนี้มาสร้างเนื้อหาเท็จในช่วงที่ผู้คนสนใจเหตุการณ์เครื่องบินรบ F-15 ของกองทัพสหรัฐฯ ตกในอิหร่าน ซึ่งกองทัพอิหร่านอ้างว่าถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 เหตุการณ์นี้เป็นข่าวใหญ่ที่รายงานโดยสื่อหลายสำนัก รอยเตอร์สรายงานว่าสหรัฐฯ ส่งกำลังพลและเฮลิคอปเตอร์ Black Hawk สองลำเพื่อค้นหานักบิน ล่าสุดนักบินทั้งสองนายได้รับการช่วยเหลือแล้ว

‘วันตรวจสอบข่าวลวง’69’ ปลุกสังคมตื่นตัว เมื่อมูลบิดเบือนเป็นความเสี่ยงลำดับ 2 ของโลก และชวนทบทวนอคติในสังคมไทยสู่การหาความจริงร่วม

2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย)  องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก  11 องค์กร จับมือจัดงานสัมมนาวาระวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 International Fact Checking Day 2026 Lost in information: When Disinformation becomes a global risk. เมื่อข้อมูลลวงกลายเป็นความเสี่ยงโลก

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า งานวันตรวจสอบข่าวลวงโลกจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิด – 19 และได้รับการสนับสนุนจากหลากหลายภาคส่วน และในปีนี้ World Economic Forum จัดให้ข้อมูลลวงเป็นความเสี่ยงระดับโลก อันดับ  2 

เราอยากให้ทุกคนตระหนักเรื่องข้อมูลลวงและตั้งสติ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง (Keep Calm and Fact Check) ซึ่งเป็นแนวคิดของ สสสด้วยที่ส่งเสริมเรื่องของระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ที่ทำให้ทุกคนตั้งหลักรู้เท่าทันคู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลง สุภิญญา กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า ในขณะที่เราถูกสอนกันมาว่าการโกหกเป็นเรื่องไม่ดี แต่กลับพบเห็นการโกหก เช่น เพื่อการขายสินค้า กลายเป็นเรื่องปกติที่การได้เงินมาจากเรื่องโกหก ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการโกหกแบบจริงปนเท็จ ซี่งในอดีต 1 คนโกหกอาจรู้กันเพียงเฉพาะในหมู่บ้าน แต่ปัจจุบัน 1 คนโกหกสามารถรับรู้กันได้ทั้งโลกเนื่องจากข้อมูลถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และเรื่องราวที่มีการโกหก จากข้อมูลของโคแฟคพบว่าข้อมูลลวงมากถึงร้อยละ 36 เป็นเรื่องสุขภาพ อีกกลุ่มคือ การโกหกเพื่อขายสินค้า สินค้าที่โฆษณานั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้ ผู้ที่โฆษณาแต่งตัวแบบเดียวกับแพทย์แต่เราก็ไม่รู้ว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) ตัดต่อใบหน้าแพทย์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมแล้วโฆษณา เท่านี้คนก็เชื่อแล้ว

วันนี้น่าเศร้าเพราะคนที่เป็นเหยื่อมากที่สุดคือผู้สูงอายุ มีเงิน มีเวลา แต่อาจไม่สามารถเข้าถึงดิจิทัล ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่นักล่าจะรู้ว่าใครอ่อนแอก็จะวิ่งไปที่ตรงนั้นแล้วก็กินเหยื่อ ผมเจอเพื่อนของแม่ อายุแปดสิบกว่า เป็นข้าราชการบำนาญถูกหลอกเอาเงินไปล้านกว่าบาท หมดเลยที่มีอยู่ นั่นคือการล่าด้วยการใช้ข้อมูล การหลอกลวงทางออนไลน์ต่างๆ วันนี้เราต้องมารวมคัวปกป้อง เรียกว่าปัญญารวมหมู่ เราอาจไม่มีอำนาจแต่ถ้าเรารวมกันและใช้ความรู้ ใช้วิชาการเราจะมีพลังพอที่จะปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าได้ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ในกิจกรรม Lightning Talk “ทบทวนเรื่องเล่าเคล้าอคติสู่การแสวงหาความจริงร่วม” อรรวี แตงมีแสง แอดมินเพจ Natty loves Myanmar กล่าวถึงอคติที่สังคมไทยมักพูดถึงบ่อยๆ เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะชาวเมียนมา พร้อมชวนตั้งคำถาม เรื่อง”แรงงานพม่าแย่งงานคนไทยจริงหรือไม่”  ในความเป็นจริงเป็นงานกลุ่ม 3D คือ สกปรก(Dirty) อันตราย (Dangerous) และยากลำบาก (Difficult) ที่แรงงานไทยไม่ทำ  หรือ “แรงงานข้ามชาติเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขของไทย” ซึ่งในความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติต้องเข้าระบบประกันสังคมหรือไม่ก็ซื้อประกันสุขภาพ ส่วนที่อยู่ตามแนวชายแดนจะมีองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) คอยสนับสนุนค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังมีปัญหาช่องว่างทางนโยบาย เช่น มีความเข้าใจผิดว่าแรงงานข้ามชาติไม่ต้องเข้าประกันสังคมก็ได้ ทำให้ภาครัฐต้องออกค่าใช้จ่ายและกลายเป็นเรื่องเล่าว่าแรงงานข้ามชาติเป็นภาระ เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่อยากให้เหมารวม

ข่าวลวงสร้างปัญหา ทำให้คนมองคนไม่เท่ากัน อยากให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบ ไม่ใช่ว่าโพสต์ที่อัลกอริทึมดัน ยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) เยอะเป็นโพสต์ที่เป็นความจริงเสมอไป แล้วจริงๆ คนที่เชื่อข่าวลวงไม่ใช่เขาโง่ บางคนเชื่อข่าวลวงอาจเกิดจากความชาตินิยมหรือไม่เคยรู้จักแรงงานข้ามชาติจริงๆ ก็ได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะแชร์อะไร ขอฝากคำถาม 1.แหล่งข่าวคือใคร? 2.ข้อมูลอัปเดตแค่ไหน? 3.ใครได้ประโยชน์จากข่าวนี้บ้างไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างความเกลียดชังซ้ำโดยที่เราไม่รู้ตัวอรรวี กล่าว

กิติพัฒน์ ชื่นสุขจิตต์ ผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการจาก Thai PBS World กล่าวถึง ประเด็นความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ทั้งในระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานจากยุคสงครามครูเสดจนถึงเหตุการณ์ 9/11 ที่ทำให้ภาพเชิงลบต่อศาสนาอิสลามถูกขยายมากขึ้น และในประเทศไทยที่พบชาวมุสลิมอยู่ร่วมกับสังคมไทยมาช้านาน มีชาวมุสลิมรับราชการในตำแหน่งระดับสูงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา จนกระทั่งปรากฎการณ์ Islamophobia มาเกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองแต่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับศาสนา ตัวอย่างข่าวลวงที่สร้างความรู้สึกเกลียดกลัวอิสลาม เช่น มีการปล่อยข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ นับถือศาสนาอิสลาม เพราะสนับสนุนชาวมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจย์ หรือข่าวการบังคับให้ทุกโรงเรียนต้องสอนศาสนาอิสลาม ข่าวเรื่องร่างกฎหมายว่าด้วยกิจการฮัจย์จะทำให้ศาสนาอิสลามเข้าควบคุมกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาข่าวลวงนี้ต้องมาจากทั้งคนต่างศาสนิกและชาวมุสลิมเองด้วย

ในมุมของคนต่างศาสนิก ควรส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Check) ความเข้าใจห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) และต้องสร้างความเข้าใจเรื่องความต่างไม่ใช่กลัวความต่าง   ส่วนชาวมุสลิมต้องเป็นตัวอย่างของมุสลิมที่ดี  แสดงจุดยืนชัดเจนต่อต้านความรุนแรง  เพื่อลดอคติความเกลียดกลัวนี้ลง กิติพัฒน์ กล่าว

ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี โพควา โปรดักชั่น ชวนคิดในประเด็นอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะความเข้าใจว่าวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเกี่ยวข้องกับการเผาป่าซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างมลพิษ แต่ข้อมูลอีกด้านที่คนภายนอกไม่ค่อยรับรู้หรือไม่ค่อยปรากฏผ่านสื่อ  คือคนในชุมชนที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่ามีบทบาทสำคัญในการดูแลป่า เช่น การทำแนวกันไฟ การเข้าไปดับไฟป่าซึ่งบางครั้งก็จบลงด้วยความสูญเสียถึงชีวิต  ล่าสุดข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 29 มี.ค. 2569 พบจุดความร้อนในป่าอนุรักษ์ 3,859 จุด แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 2,009 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 1,348 จุด และป่าชุมชนที่คนในพื้นที่ช่วยกันดูแล 164 จุด ซึ่งชี้ว่าการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของชุมชนเข้มข้นมาก

“ความอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์  ทำให้สูญเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหา หรือแม้กระทั่งในการร่วมส่งเสริมร่วมพัฒนาประเทศนี้ หากลองถอดแว่นเก่าแล้วใส่แว่นใหม่ มองความแตกต่างคือพลัง จะเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น” ทินภัทร กล่าว

พลอยรุ้ง สิบพลาง บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM  ตั้งคำถามถึงการเข้าถึงข้อมูลโดยอ้างอิงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในภาคตะวันออกที่ใช้ชีวิตอยู่กับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีข้อมูลว่ามีและเคลื่อนย้ายสารเคมีชนิดใดบ้าง หรือไม่รู้ว่ามีกากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาก – น้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งเมื่อชุมชนลุกขึ้นมาเก็บข้อมูลกลับถูกภาครัฐปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าหลักฐานจากชุมชนไม่น่าเชื่อถือเมื่อเทียบกับหลักฐานจากสถาบันการศึกษาที่ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทเอกชน 

เราจะเข้าถึงข้อเท็จจริงได้อย่างไรถ้าข้อเท็จจริงจากคนในพื้นที่ไม่นับเป็นข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่เขาก็มีราคาที่ต้องจ่าย สูญเสียวิถีชีวิต สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสียเงินหรือแม้แต่เวลาเพื่อจะมาต่อสู้เรื่องพวกนี้ จริงๆ ท้ายที่สุดแล้วไม่ได้จะบอกว่าอะไรเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง แต่คำถามคือถึงเวลาหรือยังที่เราจะช่วยกันเอาข้อเท็จจริงมาเปิดเผยอย่างมีอิสระ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อที่สุดท้ายแล้วเราจะได้ชวนกันตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงนั้นถูกต้องไหม บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM  กล่าว

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ข่าวลวงด้านสุขภาพนอกจากอคติส่วนบุคคลแล้วยังเป็นปัญหาเชิงระบบด้วย คือช่องว่างที่ไม่สามารถเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ แม้จะมีระบบหลักประกันสุขภาพ อีกทั้งไม่มีฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้และเข้าถึงสะดวก

เราต้องเดินทาง 2 ชั่วโมงเพื่อไปคุยกับหมอไม่กี่นาที มีคำถามมากมายแต่ไม่สามารถคุยกับหมอได้ จึงต้องคุยกันในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทำให้เกิดการตีความไปต่อเนื่องมากมาย ดังนั้นหากจะค้นหาข้อมูลที่เป็น Open Data ที่หาง่ายๆ เชื่อถือได้จะดีมาก  แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าควรไปหาที่ไหน  อันนี้คือช่องว่างของสังคมไทยที่พบในประเด็นด้านสุขภาพ สุภิญญา กล่าว

คุยกับ‘Noa Horiguchi’ นวัตกรรม ‘Ray’s Blog’เรียนรู้ทักษะตรวจสอบข่าวลวงผ่านเกม

Cofact Live Talk โดยภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ในหัวข้อ “AI Classroom Adventure in Japan” ชวนพุดคุยกับ Noa Horiguchi ซีอีโอของ Classroom Adventure จากประเทศญี่ปุ่น ว่าด้วย “Ray’s Blog” นวัตกรรมเกมสร้างการรู้เท่าทันสื่อและทักษะการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ เนื่องในโอกาสที่คุณโนอาเดินทางมาร่วมงานวันตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล (International Fact-Checking Day) ที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา 

คุณโนอา อธิบายว่า ปัญหาข้อมูลบิดเบือนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องของความเท็จเชิงเทคนิค แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่การศึกษาแบบเดิมไม่สามารถรับมือได้เพียงลำพังแนวทางการรู้เท่าทันสื่อแบบดั้งเดิมมักเผชิญกับทางตันเมื่อเน้นเพียงการสอนให้สงสัยหรือหยุดคิด โปรแกรม “Ray’s Blog” จึงเข้ามาปฏิรูปกระบวนการนี้ด้วยการสร้างพลังในการจัดการข้อมูลผ่านประสบการณ์จริง

ในยุคที่ปริมาณข้อมูลขยายตัวในอัตราเร่งจนนักตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checkers) ไม่สามารถไล่ตามได้ทัน การเปลี่ยนบทบาทของปัจเจกให้กลายเป็น ‘เซนเซอร์ตรวจสอบ(Individual as a Sensor)’ คือยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด การมอบทักษะการตรวจสอบเชิงรุกช่วยเปลี่ยนผู้บริโภคที่อ่อนไหวให้กลายเป็นผู้พิทักษ์ความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง 

นวัตกรรม “Ray’s Blog” มีจุดเด่นสำคัญ 1.เรียนรู้ประสบการณ์ผ่านเกม (Experiential Education & Gamification) การใช้กลยุทธ์เกมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแบบอนิเมะ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสนุก แต่เพื่อลดกำแพงการเรียนรู้และจำลองสถานการณ์การเผชิญหน้ากับข้อมูลลวงในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

2.มากกว่าทักษะการคิดวิเคราะห์คือการตรวจสอบยืนยัน (Beyond Critical Thinking to Verification Skills) ก้าวข้ามจากความสงสัย(Doubt) ไปสู่ทักษะการตรวจสอบยืนยัน(Verification Skills) ผู้เรียนจะได้รับเครื่องมือและกระบวนการ (Methodology) เพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง แทนที่จะเป็นเพียงผู้รับข้อมูลที่รอให้คนอื่นมาบอกว่าอะไรจริงหรือเท็จ

และ

 3.กระบวนการเหนือผลลัพธ์ (Process overResult) การให้ความสำคัญกับกระบวนการตรวจสอบมากกว่าผลลัพธ์สุดท้ายเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ความจริงมักถูกปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทและเวลา

ในบริบทของสังคมญี่ปุ่น คุณโนอาเล่าถึงลักษณะเฉพาะ เช่น เดิมกำแพงภาษาญี่ปุ่นคือเกราะป้องกันจากอาชญากรรมไซเบอร์ภายนอก แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ทำลายกำแพงดังกล่าวลง ชาวญี่ปุ่นจึงเผชิญกับวิกฤติเรื่องการขาดภูมิคุ้มกันต่อการหลอกลวง (Scam) เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยถูกฝึกให้รับมือกับข้อมูลลวงในภาษาของตนเองมาก่อน

นอกจากนั้น วัฒนธรรมการใช้ X (Twitter) โดยไม่ระบุตัวตนจริงและการแสดงออกเรื่องการเมืองเป็นสิ่งต้องห้าม (Taboo) ในพื้นที่สาธารณะ ทำให้การถกเถียงเชิงนโยบายถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งยากต่อการตรวจสอบจากภายนอก สภาพสังคมที่แบ่งแยกเป็นกลุ่มย่อยขนาดเล็กนับล้านกลุ่ม (Micro-bubbles) แทนที่จะเป็นกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่ ทำให้การติดตามแนวโน้มและการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Tracking & Targeting) เป็นไปได้ยาก 

และแม้ชาวญี่ปุ่นยังคงเชื่อถือในสำนักข่าวหลักๆ ค่อนข้างสูง แต่ความไว้วางใจนี้อาจเป็นดาบสองคมหากสื่อหลักถูกแทรกซึมด้วยข้อมูลบิดเบือนที่ดูแนบเนียน ขณะที่พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Gen Alpha กำลังละทิ้งการค้นหาผ่าน Google Search แบบเดิมที่ต้องวิเคราะห์จากหลายแหล่งข้อมูล ไปสู่การยอมรับคำตอบสำเร็จรูปจาก AI ซึ่งความเสี่ยงคือ “AI มักจะประมวลผลโดยขาดบริบท” และหากข้อมูลต้นทางถูกบิดเบือน AI ก็จะกลายเป็นเครื่องมือขยายผลความเท็จที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เทคโนโลยี AI ทำให้เกิด ‘ความเท่าเทียมในการสร้างความเท็จ (Democratization of Misinformation)’ การสร้างเว็บไซต์ปลอม ภาพ Deepfake หรือวิดีโอที่แนบเนียนสามารถทำได้ด้วย Prompt เดียว สิ่งนี้จะนำไปสู่การทลายกำแพงความน่าเชื่อถือของเนื้อหาคุณภาพสูงในอนาคตสังคมยุคใหม่จำเป็นต้องมีทักษะ Critical Prompting หรือการป้อนคำสั่งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งาน AI จะไม่เป็นการเติมข้อมูลลวงเข้าระบบโดยไม่ตั้งใจและเป็นการเรียกร้องให้มี ‘ความรับผิดชอบของอัลกอริทึม (Algorithmic Accountability)’ จากผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม” 

คุณโนอาฝากข้อคิดถึงการใช้ชีวิตในยุค AI ว่า  1.ใช้เทคโนโลยีช่วยเสริมพลัง (Empowerment) :ใช้ความคล่องแคล่วทางเทคโนโลยีเป็นอาวุธในการนำหน้าผู้ไม่หวังดี (Staying Ahead) และทำลายความกลัวด้วยความเข้าใจ 2.สร้างเส้นทางตอบโจทย์เฉพาะ (Niche Paths) : ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสร้างเส้นทางใหม่ๆ ในการสื่อสารความจริงที่โครงสร้างสังคมเดิมเข้าไม่ถึง

และ 3.ปัญญาเหนือเครื่องมือ (Wisdom over Tools) : การตระหนักว่าข้อมูลมีความหมายตามบริบท (Context-dependent) ดังเช่นกรณีศึกษาเรื่องชาเขียวมัทฉะ: แม้มัทฉะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องดื่มในปริมาณเท่ากัน ข้อมูลที่ดีสำหรับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะสมกับอีกคนหนึ่ง การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของบริบทเฉพาะบุคคล (Contextual Appropriateness) ด้วย

การยืนหยัดบนข้อเท็จจริงในยุค AI ไม่ใช่การปฏิเสธเครื่องมือ แต่คือการใช้ปัญญา(Wisdom) กำกับเทคโนโลยี” 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

ภาพรถติดในจีนเมื่อปี 2555 ถูกอ้างเท็จว่าเป็นภาพชาวเยอรมันทิ้งรถประท้วงรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมัน

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ภาพชาวเยอรมันจอดรถทิ้งบนถนนหลังจากรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ทำให้รัฐบาลต้องลดราคาน้ำมันลงทันที

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพรถติดหนักช่วงวันหยุดยาวเทศกาลไหว้พระจันทร์ในประเทศจีนเมื่อปี 2555

📝 เนื้อหาโดยสรุป: ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. 2569 เป็นต้นมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายรายแชร์ภาพรถยนต์จำนวนมากจอดบนถนน ฝังข้อความ “คนเยอรมันเจ๋ง รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันที่ประเทศเยอรมนี ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ผู้คนพากันทิ้งรถไว้ตามถนนซอกซอย แล้วเดินกลับบ้าน รถนับล้านคันจึงถูกจอดทิ้งไว้ รัฐบาลจึงปรับลดราคาน้ำมัน เมื่อประชาชนฉลาด การทุจริตก็มิอาจบรรลุเป้าหมายได้” (ลิงก์บันทึก)

ภาพและข้อความนี้ยังคงถูกแชร์อย่างต่อเนื่อง เช่น บัญชีเฟซบุ๊ก “Buasorn Phunbuppa” โพสต์ภาพนี้เมื่อวันที่ 5 เม.ย. และถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 300 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพนี้เป็นภาพเหตุการจราจรติดขัดอย่างหนักบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางด่วนเซินเจิ้น-เหอโจวในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนเมื่อปี 2012 (พ.ศ. 2555) ซึ่งเผยแพร่โดยสื่อจีน เช่น China News Service และ People’s Daily รวมทั้งสื่อต่างประเทศอย่าง The Telegraph ของอังกฤษ

โคแฟคยังพบภาพเดียวกันบนเว็บไซต์ซื้อขายภาพ Alamy พร้อมคำบรรยายภาพว่า “ชาวจีนลงจากรถมายืดเส้นยืดสายบนทางด่วนในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง เนื่องจากจราจรติดขัดอย่างหนักในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน ทางการจีนคาดว่ามีประชาชนเดินทางด้วยรถยนต์มากกว่า 85 ล้านคนในวันที่ 30 ก.ย. 2012 ซึ่งเป็นวันแรกของวันหยุดยาว 8 วัน สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าประชาชนแห่กันไปใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้าเพราะรัฐยกเว้นการเก็บค่าผ่านทาง” Alamy ระบุว่าภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2012 และซื้อภาพมาจาก Imaginechina Limited

ขณะที่ The Telegraph ใช้ภาพนี้ประกอบรายงานข่าวที่เผยแพร่เมื่อ 1 ต.ค. 2012 ว่า “รถติดหนักวันแรกของวันหยุดยาวในจีน การงดเก็บค่าผ่านทางทำให้ผู้ใช้รถแห่กันมาใช้ทางด่วนอย่างล้นหลาม ชาวจีนหลายแสนคนจึงต้องเริ่มต้นเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยการติดค้างอยู่บนถนน”

ก่อนหน้านี้ ภาพเดียวกันนี้เคยถูกนำไปสร้างข่าวลวงในอินเดีย โดย The Times of India รายงานเมื่อ 23 พ.ค. 2018 ว่าขณะที่อินเดียกำลังประสบปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคา พบว่ามีประชาชนแชร์ภาพรถติดอย่างหนักบนทางด่วนพร้อมคำบรรยายว่า “ชาวเยอรมันประท้วงรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันด้วยการจอดรถทิ้งไว้แล้วเดินกลับบ้าน ทำให้รัฐบาลต้องประกาศลดราคาน้ำมันทันที เมื่้อประชาชนฉลาด พวกคนทุจริตก็โกงไม่ได้” ซึ่งเป็นเนื้อหาเท็จเพราะภาพนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีนเมื่อปี 2012 ไม่ใช่ในเยอรมนี

ภาพรถติดและคำบรรยายเท็จว่าเป็นภาพชาวเยอรมันจอดรถประท้วงรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในอินเดียเมื่อปี 2018

คลิปเต็นท์ผู้ลี้ภัยในฉนวนกาซาถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นเหตุฝนตกน้ำท่วมในอิสราเอลซ้ำเติมภาวะสงคราม

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปฝนตกน้ำท่วมในอิสราเอลท่ามกลางสงคราม 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นภาพเหตุการณ์ฝนตกน้ำท่วมในฉนวนกาซา เมื่อเดือน ธ.ค. 2568 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 30 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “มานิดา ห่มขวา” โพสต์คลิปวิดีโอเต็นท์พักพิงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอาคารที่ได้รับความเสียหายท่ามกลางสายฝน ฝังข้อความ “ฝนก็ตกสงครามก็มี น้ำก็ท่วมอิสราเอล” ติดแฮชแท็ก “ตะวันออกกลางมีฝนตกน้ำท่วมหนัก” คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 80,000 ครั้ง ณ วันที่ 6 เม.ย. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการค้นหาด้วย Google Lens พบว่าภาพในคลิปเป็นเต็นท์พักพิงของผู้พลัดถิ่นในฉนวนกาซา ซึ่งเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 สื่อท้องถิ่นในปาเลสไตน์ เช่น amen24fm, Dooz Tulkarm دوز طولكرم และ Ma’an News Agency ได้เผยแพร่คลิปที่ถ่ายจากสถานที่เดียวกันและคาดว่าถ่ายในเวลาใกล้เคียงกันโดยบรรยายว่าฝนที่ตกหนักในฉนวนกาซาส่งผลกระทบต่อผู้พลัดถิ่นที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในเต็นท์พักพิง

สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น Al Jazeera และ CNN รวมถึงองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และยูนิเซฟรายงานว่าสภาพอากาศหนาวจัดประกอบกับพายุฝนฟ้าคะนองและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นช่วงเดือน ธ.ค. 2568 ทำให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาซึ่งรวมถึงเด็ก ๆ ที่เป็นผู้พลัดถิ่นจากภัยสงครามและอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสและเสียชีวิตจำนวนมาก

ลดความร้อนโทรศัพท์มือถือด้วยแผ่นเจลลดไข้ เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง นักวิชาการเตือนเสี่ยงทำให้เครื่องเสียหาย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ใช้แผ่นเจลลดไข้แปะโทรศัพท์มือถือเพื่อลดความร้อน 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องและไม่ควรทำเพราะอาจทำให้โทรศัพท์และแบตเตอรีเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือชำรุดเสียหาย** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 1 เม.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก “Extreme IT กลุ่มสำหรับคนรักการแต่งคอมพิวเตอร์” โพสต์ภาพผู้ใช้โทรศัพท์มือถือนำแผ่นเจลลดไข้มาแปะด้านหลังของตัวเครื่องขณะที่โทรศัพท์ขึ้นสัญญาณแจ้งเตือนตวามร้อนสูง ทำให้เข้าใจว่าการนำแผ่นเจลลดไข้มาแปะด้านหลังโทรศัพท์มือถือเป็นวิธีที่ช่วยลดความร้อนของเครื่อง โพสต์นี้ถูกแชร์ไปเกือบ 500 ครั้ง ณ วันที่ 4 เม.ย. (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลกับโคแฟคว่า การลดความร้อนของโทรศัพท์มือถือด้วยแผ่นเจลลดไข้เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องและอาจทำให้อุปกรณ์เสื่อมเร็วหรือเสียหายได้

ดร.สุพรรณอธิบายเพิ่มเติมว่า การที่โทรศัพท์มือถือขึ้นคำเตือนอุณหภูมิสูงเป็นกลไกป้องกันของระบบ (thermal protection)ที่ออกแบบมาเพื่อลดการทำงานของเครื่อง (thermal throttling) และป้องกันความเสียหายของแบตเตอรี (Lithium-ion), ชิปประมวลผล (SoC), หน้าจอ และวงจรภายใน

การแปะแผ่นเจลที่พื้นผิวด้านนอกของโทรศัพท์ไม่ได้ช่วยลดความร้อนจากแหล่งกำเนิดภายในอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังอาจทำให้อุปกรณ์เสื่อมเร็วหรือเสียหายจากหลายปัจจัย เช่น

  1. ความชื้น (Condensation): การทำให้ผิวเครื่องเย็นเร็วในสภาพอากาศร้อนชื้น อาจทำให้เกิดไอน้ำควบแน่น และมีโอกาสที่ความชื้นจะซึมเข้าเครื่อง
  2. ความเค้นจากอุณหภูมิ (Thermal Stress): การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว อาจกระทบความทนทานของวัสดุ เช่น รอยบัดกรีและแผงวงจร ในระยะยาว
  3. ผลต่อแบตเตอรี่: แบตเตอรี่ Lithium-ion ทำงานได้ดีที่สุดในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเร็วเกินไปอาจเร่งการเสื่อมของแบตเตอรี่ (เช่น ความจุลดลงเร็วขึ้น)
  4.  สารเคมีจากเจล: แผ่นเจลไม่ได้ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากรั่วอาจทำให้พื้นผิวหรือซีลของเครื่องเสียหาย
  5. ไม่แก้ที่ต้นเหตุ: การทำให้เย็นเฉพาะผิวภายนอก ไม่ได้ช่วยลดความร้อนจากแหล่งกำเนิดภายในอย่างมีประสิทธิภาพ 
  6. ประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่แย่ลง: แผ่นเจลลดไข้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับผิวหนังมนุษย์ เมื่อแปะไปสักพักแผ่นเจลจะดูดความร้อนจนตัวมันเองอุ่นขึ้น และจะกลายเป็น “ฉนวนกักความร้อน” แทน ทำให้อากาศไม่สามารถไหลผ่านฝาหลังเพื่อระบายความร้อนตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้ความร้อนสะสมอยู่ภายในเครื่องนานกว่าเดิม

“โดยสรุป อุปกรณ์ถูกออกแบบให้ลดอุณหภูมิอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านการควบคุมการทำงานและการระบายความร้อนตามธรรมชาติ การเร่งให้เย็นเร็ว แม้อาจเห็นผลทันที แต่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายสะสมในระยะยาว” ดร.สุพรรณกล่าว

หากโทรศัพท์มือถือมีอุณหภูมิสูง สิ่งที่ควรทำคือ

  • ลดหรือหยุดใช้งาน เช่น เกม กล้อง hotspot
  • ถอดเคสเพื่อลดการกักความร้อน
  • วางในที่อากาศถ่ายเทและหลีกเลี่ยงแดด
  • ไม่ควรใช้วิธีการลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็วด้วยการใช้แผ่นเจลลดไข้ น้ำ น้ำแข็ง หรือแช่ตู้เย็น

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 4 เมษายน 2569

รพ.พระมงกุฎเกล้า ฝังชิปสั่งการลงสมองคนไข้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3ejbqqmfrpa7l


คลิปชาวอเมริกันประท้วงต่อต้านสงครามอิหร่าน…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/jl7vzyfg6jxg


ซอสหอยนางรม’บริโภคแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/26obqouhs1fa7


ภาพทหารไทยถอนกำลังจากชายแดนไทย-กัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1maof6a76ntvo


ไอเวอร์เมกติน ช่วยรักษามะเร็ง…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2pve8v9bffbze


เกาหลีใต้มีโครงการนำร่องสนับสนุนผ้าอนามัยฟรีตามที่สาธารณะ

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kfqao4rq98w6


NASA เผยภาพโลกของเราใหม่ล่าสุด จากมุมมองของนักบินอวกาศบนยาน Orion ในภารกิจ Artemis 2

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/19gh2vvb205ei


KEX-Flash-J&T แท็กทีมขึ้นราคาขนส่ง 3 บาท…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/3nxv61m8vai0c


พม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ รวมถึงอินโดนีเซีย เตรียมแผนในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/ct458hxzf8d9


ค่าปรับจราจรอัตราใหม่ เริ่มบังคับใช้ 1 เม.ย. 2569…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3kxn0l1givyvm


 ไมโครพลาสติก ทำให้เป็นโรคมะเร็งได้…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3onflkdy7lwlr

คลิปอิสราเอลระเบิดสะพานในเลบานอนถูกนำมาอ้างเท็จว่า “อิหร่านทิ้งระเบิดทำลายอิสราเอล”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิป “อิหร่านทิ้งระเบิดโจมตีอิสราเอล”

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ** เป็นคลิปอิสราเอลโจมตีเลบานอน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 มี.ค. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “Mrwichin Nilapha” โพสต์คลิปวิดีโอเหตุระเบิดสะพานแห่งหนึ่ง ฝังข้อความว่า “วินาทีที่อิหร่านโจมตี อิหร่านทิ้งระเบิดทำลายอิสราเอล” และย้ำในคำบรรยายว่าคลิปนี้เป็นภาพอิหร่านทิ้งระเบิดทำลายสะพานเพื่อตัดเสบียง คลิปนี้มียอดเข้าชมกว่า 1.2 แสนครั้งและแชร์เกือบ 100 ครั้ง ณ วันที่ 3 เม.ย. 2569 (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: เมื่อค้นหาด้วย Google Lens พบว่าคลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ที่กองทัพอิสราเอลทิ้งระเบิดสะพาน Qasmiyeh ทางภาคใต้ของเลบานอนเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2569 ซึ่งเผยแพร่โดยสื่อหลายสำนัก เช่น รอยเตอร์ส, SBS ของออสเตรเลีย, TRT World ของตุรกี และ Al Mayadeen News ของเลบานอน

รอยเตอร์สรายงานว่าอิสราเอลระเบิดทำลายสะพานหลักในภาคใต้ของเลบานอนหลังจากกองทัพมีคำสั่งให้ทำลายสะพานข้ามแม่น้ำลิตานีทุกแห่งและรุกคืบทำลายบ้านเรือนตามแนวชายแดน อิสราเอลยกระดับการโจมตีเลบานอนตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. เป็นต้นมาเพื่อตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทั้งนี้ การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และองค์การสหประชาชาติได้วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนซึ่งทำให้ผู้คนนับล้านไร้ที่อยู่