“This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา)”เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล
– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค
https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)
ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น
พล.อ.ต.อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(สกมช.) กล่าวถึงพัฒนาการที่รวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) พบว่าเรื่องยังทำไม่ได้ในสัปดาห์ก่อน เมื่อมาถึงสัปดาห์นี้อาจทำได้แล้วหรือเมื่อ 1 เดือนก่อนสามารถตรวจจับภาพที่สร้างด้วย AI ได้ วันนี้อาจทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปจากการที่มี AI เข้ามา สิ่งที่น่าเป็นห่วงมี 2 ด้าน ฝั่งหนึ่งคือการไม่ใช้ AI หมายถึงไม่สามารถแข่งขันกับใครได้ จะเสียเปรียบด้านประสิทธิภาพการทำงาน แต่อีกฝั่งหนึ่งคือการใช้ AI โดยไม่คิดว่าใช้แล้วจะส่งผลตามมาอย่างไร นอกจากนั้นสิ่งที่ยากที่สุด คือ การที่ไม่รู้ว่าเรากำลังถูก AI กระทำอยู่ เช่น เมื่อเราใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เมื่อค้นหาอะไรแล้วจะมีสิ่งนั้นหรือใกล้เคียงปรากฎในมือถือเรามากมาย แสดงให้เห็นว่าชีวิตปัจจุบันนี้เราไม่ได้เลือกเองแต่มีสื่อเหล่านี้เลือกให้
ด้านการกำกับดูแล AI มีตัวอย่างจากสหภาพยุโรป (EU) ที่มีกฎหมายแบ่งระดับขั้นจาก 1.ห้ามใช้ AI เด็ดขาด เช่น การใช้งานที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของมนุษย์ หรือใช้แล้วเสี่ยงต่อชีวิต 2. การใช้ AI ภายใต้มาตรการกำกับดูแล มีการตรวจสอบและมีบทบังคับกรณีเกิดความผิดพลาด และ 3. การใช้ AI ได้โดยไม่ต้องกำกับดูแลเพราะไม่มีผลกระทบใดๆเช่น การใช้ AI แนะนำภาพยนตร์ เป็นต้น ดังนั้นการขับเคลื่อนแนวทางกำกับดูแลการใช้ AI จึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการและพัฒนากันต่อไป
“การใช้ AI ต้องเข้าใจว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์มีหน้าที่หาเงิน และวิธีการก็คือหลอกให้เราหลั่งโดปามีน (Dopamine – สารแห่งความสุข) เพื่อให้เราเสพติด นำมาสู่การที่ AI มาหลอกเราด้วยเช่นทำให้ผู้บริโภคเห็นเรื่องราวบางเรื่องให้มากที่สุดดังนั้นการรู้เท่าทัน AI คือเราต้องรู้ว่าทำไมเราจึงเจอสิ่งนี้ในสื่อสังคมออนไลน์และเมื่อรับข้อมูลแล้วจะดูว่า AI เกิดอาการหลอน (Hallucination – สร้างหรือตอบผู้ใช้งานด้วยข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงหรือไม่ถูกต้อง) หรือไม่เราก็ควรต้องรู้ว่าไม่จำเป็นต้องนำทุกเรื่องมาคิดบางเรื่องปล่อยผ่านได้แต่เรื่องไหนที่ต้องคิดขอให้แสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูลจริงและก่อให้เกิดประโยชน์ ”เลขาธิการ สกมช. กล่าว
ดร.เพ็ญศรี อรุณวัฒนามงคล ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย กล่าวว่า เมื่อมีการหลอกลวงในสื่อออนไลน์ จึงเกิดมาตรการป้องกันรักษาความปลอดภัยต่างๆ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มี AI ที่พบการหลอกลวงเพิ่มขึ้นมาก อย่างในแวดวงการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบมากขึ้นกรณีการใช้เทคโนโลยีปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) สร้างคลิปวิดีโอให้เหมือนบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมชักชวนให้ลงทุน หรือแม้แต่การใช้ AI ช่วยเปลี่ยนแปลงหน้าตาของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานแต่ละรายเพื่อเพิ่มโอกาสในการหลอกลวงเหยื่อ เช่น มีข้อมูลว่าผู้ใช้งานรายนั้นจิตใจดี เนื้อหาที่ส่งไปถึงจะเป็นการขอความช่วยเหลือทำให้หลงเชื่อโอนเงินไปให้ เป็นต้น นอกจากนี้ AI ยังถูกพัฒนาไปจนสามารถอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลได้ราวกับมีข้อมูลนั้นอยู่จริง มีการให้ Link ไปยังที่มาของข้อมูลนั้น แต่เมื่อกดตามเข้าไปดูกลับพบว่า Link นั้นไม่มีอยู่จริง นี่ก็เป็นอาการหลอนของ AI สร้างแหล่งอ้างอิงขึ้นเพื่อสนับสนุนข้อมูลที่ตัว AI สร้าง ดังนั้นการส่งต่อข้อมูลให้คนอื่นไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรก ช้าลงบ้างจะเป็นผลดีกว่า เพราะมิจฉาชีพทำให้จิตใจเราเกิดอาการตกใจหรือกลัว หากเราไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมายถ้ามีมิจฉาชีพติดต่อมาก็ไม่ต้องกลัว ขอให้ตั้งสติกับข้อมูลที่ได้รับมา
ขณะที่การทำงานของ AI จะใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล (LLM – Large Language Medel) ดังนั้นการใส่ข้อมูลที่ถูกต้องลงไปในอินเตอร์เน็ตซึ่ง AI จะนำไปใช้จึงจำเป็น ทำอย่างไรจะมีเว็บไซต์ที่แชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะการที่ข้อมูลถูกแชร์ไปในสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลนั้นต้องอยู่บนเว็บไซต์ก่อนเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับมาได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นจริงหรือไม่ รวมถึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย ทำอย่างไรที่เว็บไซต์หน่วยงานจะไม่ถูกแฮ็คแล้วนำข้อมูลปลอมเข้ามาวางไว้
จนปัจจุบันที่มี AI เป็นหนึ่งในผู้เล่น บงการอยู่เบื้องหลังในรูปแบบอัลกอริทึม แต่เวลานี้ AI สามารถเข้าไปสนับสนุนให้ทุกคนที่สร้างข้อมูลเท็จที่ทำได้เนียนขึ้นด้วยต้นทุนต่ำลง และในอนาคตอันใกล้เป็นไปได้ที่เราจะอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่สร้างโดย AI ความน่ากลัวคือคนที่ต้องการสร้างข้อมูล อาจมีชุดคำแกนหลัก (Hint) ชุดหนึ่ง แล้วโยนเข้าไปให้ AI สร้างบทความสักเรื่องให้ดูน่าสนใจเพื่อนำไปปล่อยให้แพร่กระจายบนโลกออนไลน์ และหลังจากนั้นบทความก็จะถูกส่งวนไป
สุนิตย์ เชรษฐา กรรมการผู้จัดการ ChangeFusion อธิบายว่า เหตุที่ AI เกิดอาการหลอนได้เพราะ AI เป็นนักเล่าเรื่องเชิงสถิติ หน้าที่ของ AI คือการเล่าเรื่องที่เราอยากฟังให้ได้ยิน AI ศึกษาทุกอย่างจากข้อมูลมหาศาลเพื่อเอาใจเรา แต่ AI ไม่รู้ว่าอะไรจริง – ไม่จริง ถูก – ไม่ถูก มี – ไม่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ยิ่งผู้ใช้งานชอบ AI ก็ยิ่งหลอนไปเรื่อยๆ ดังนั้นงานวิจัยระยะหลังๆ จึงชี้ว่า แม้ AI จะถูกปรับปรุงระบบให้หลอนน้อยลงได้ แต่จะไม่มีวันทำให้เลิกหลอนได้อย่างสมบูรณ์ เพราะธรรมชาติของ AI คือเรื่องของความน่าจะเป็นที่ AI จะทายไปเรื่อยๆ
เมื่อหันมาดูประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มเจนอัลฟา (Gen Alpha , เกิดปี 2553 – 2567) เรียกได้ว่าเติบโตมากับ AI (AI Native) คนรุ่นนี้จะแตกต่างกับคนรุ่นก่อนหน้า เช่น Gen X (เกิดปี 2508 – 2522) หรือ Gen Y (เกิดปี 2523 – 2540) ตรงที่ไม่ได้มอง AI เป็นเครื่องมือแต่มองว่าเป็นเพื่อน คือเอาความเป็นมนุษย์ใส่ลงไปที่ AI ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาในชีวิตก็จะเลือกถาม AI ก่อนพ่อแม่หรือเพื่อนที่เป็นมนุษย์ เมื่อประกอบกับการที่ AI ดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นก็ทำให้เกิดความรู้สึกพ่วงไปด้วย จนบางครั้งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่เชื่อมโยงกับการใช้ AI มีตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาเคยมีกรณีเด็กคุยกับ AI ถึงจุดหนึ่งเกิดอาการซึมเศร้าเพราะ AI ไม่คุยด้วย จนถึงขั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย หรือมีการทดลองพิมพ์ข้อความทำนองตัดพ้อชีวิตแล้วถาม AI ว่าควรกินยาอะไรดี หลายครั้งพบว่า AI ไม่ได้แนะนำให้ติดต่อสายด่วนสุขภาพจิตแต่แนะนำวิธีการจบชีวิตที่เจ็บปวดน้อยที่สุด สาเหตุเป็นเพราะระบบของ AI อาจยังไม่ได้ใส่แนวทางป้องกัน (Guardrail) เข้าไป ในขณะที่ธรรมชาติของ AI คือการเอาใจผู้ใช้งาน
สำหรับแนวทางการใช้งาน AI แบบลดปัญหาอาการหลอน ที่เข้าใจกันเวลานี้คือ RAG (Retrieval-Augmented Generation) คือให้ AI ก่อนจะตอบก็ให้ไปเช็คกับฐานข้อมูลที่ได้รับความเชื่อถือไว้ใจจริงๆ ซึ่งก็น่ายินดีที่เริ่มมีการใช้ในประเทศไทย เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกแนวนโยบายว่าด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงของการใช้งานระบบ AI สำหรับผู้ให้บริการทางการเงิน สาระสำคัญคือการจัดการความน่าเชื่อถือ มีการกล่าวถึงการใช้กระบวนการ RAG เป็นต้น ทำให้การตอบคำถามด้วยระบบ AI Chatbot ของสถาบันการเงินมีความถูกต้องมากขึ้น
– วัฒนธรรม K – Pop เกิดขึ้นเมื่อใด?: บทความ The Grand Odyssey of K-Pop: A Century of Rhythm, Resilience, and Revolution ในเว็บไซต์ kculture.com สื่อซึ่งนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ บอกเล่าวิวัฒนาการวงการเพลงในแดนกิมจิ ตั้งแต่ยุคที่เกาหลียังเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่น , ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีที่แบ่งแผ่นดินออกเป็นฝั่งเหนือกับฝั่งใต้ , ยุคที่เกาหลีใต้ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการ , ยุคที่เกาหลีใต้เริ่มเปิดตัวกับสังคมโลกผ่านมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโซลเป็นเจ้าภาพ ,
กระทั่งมาถึงปี 2535 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2535 วงบอยแบนด์ “Seo Taiji and Boys” ได้เปิดตัวเพลง “Nan Arayo (I Know)” ในสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นแนวเพลงแบบ Rap – Hiphop จากนั้นการปั้นศิลปินในเกาหลีใต้ก็เริ่มทำเป็นระบบมากขึ้น เกิดคำว่า “ไอดอล (Idol)” ที่ผ่านการฝึกฝนจากค่ายเพลงก่อนปิดตัว ซึ่งสอดคล้องกับบทความ “K-pop” ในเว็บไซต์สารานุกรม Britanica ที่ระบุว่า การเปิดตัวเพลง Nan Arayo ของบอยแบนด์ Seo Taiji and Boys ถือเป็นจุดเริ่มต้นวัฒนธรรมบันเทิงเกาหลีใต้แบบ K – Pop อย่างที่เรารู้จักกัน
“จุดกำเนิดของ K-pop สามารถย้อนกลับไปได้ถึงวันที่ 11 เม.ย.2535เมื่อวงชื่อ Seo Taiji and Boys แสดงเพลง Nan Arayo (I Know) ทางสถานีโทรทัศน์ Munhwa Broadcasting Corporation ของเกาหลีใต้ สไตล์ดนตรีและการเต้นที่ประสานกันอย่างลงตัวของพวกเขาเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรี Dance HiphopRap และ Rock แบบอเมริกัน แต่พวกเขาเป็นสิ่งใหม่สำหรับเกาหลีใต้ เช่นเดียวกับเนื้อเพลงที่สะท้อนประเด็นทางสังคม ซึ่งท้าทายกฎหมายการเซ็นเซอร์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในปี 2536วงนี้ขายอัลบั้มได้ถึง 2.13 ล้านชุด และความนิยมของพวกเขานำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายการเซ็นเซอร์ และการกำเนิดของอุตสาหกรรม K-pop บริษัทบันเทิงที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างและฝึกฝนศิลปิน K-popถูกสร้างขึ้นตามความสำเร็จของ Seo Taiji and Boys โดยเริ่มจาก SM Entertainment ในปี 2538, JYP Entertainment ในปี 2540และ YG Entertainment ในปี 2541”บทความของสารานุกรม Britanica ระบุ
เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา ศิลปินนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมชุมชนเชิญชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องมนุษยธรรมตั้งกลุ่มเปิดเพจเฟซบุ๊ก JUST HOME ขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้วเพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารเรื่องการสร้างสันติภาพในพื้นที่ความขัดแย้งและร่วมกันดูแลบ้านเมืองของเราเอง
“ไม่ต้องเป็นมุสลิมก็สามารถเห็นใจคนปาเลสไตน์ได้” เอ็มโซเฟียนหรือ “เอ็ม” ชายมุสลิมวัย 47 ปี หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Just Home กล่าวกับโคแฟค
จากการสื่อสารผ่านเพจเฟซบุ๊ก Just Home เริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เช่น ช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้เมื่อปลายปี 2568 ทางกลุ่มก็จัดกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเอง
“เราขับเคลื่อนด้วยจิตสำนึกว่าจะไม่ปล่อยให้ความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ถ้าเราเห็นคนทำไม่ดีกับคนอื่น เราก็ต้องตักเตือน เราต้องไม่ปล่อยผ่าน ต้องเป็นหูเป็นตาต่อสู้ให้คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม” เอ็มยกตัวอย่างแนวคิดในการทำงานของกลุ่ม Just Home
เอ็มโซเฟียน เบญจเมธาศิลปินนักออกแบบและผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมชุมชนในจังหวัดปัตตานี ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Just Home และผู้ออกแบบป้ายรณรงค์ปฏิเสธการรับสินบน
กลุ่ม Just Home มีเงินที่ได้รับบริจาคเพื่อใช้ในการทำกิจกรรม ซึ่งทางกลุ่มได้อนุมัติให้นำเงินจำนวนหนึ่งไปผลิตป้ายไวนิลได้มาราว 30 ป้าย รวมทั้งจัดกิจกรรมขี่จักรยานเพื่อปฏิเสธการซื้อขายเสียง “Say No to Rishwah” ในเมืองปัตตานีวันที่ 6 ก.พ. 2569