ถ้วยกระดาษ’ ใส่เครื่องดื่มร้อน! มีความเสี่ยงเพียงใด?

By : Zhang Taehun

ภาพ 01 : คลิปวิดีโออ้างถ้วยกระดาษที่ใช้ใส่เครื่องดื่มร้อน ผลิตจากขยะรีไซเคิล

ที่มา : https://cofact.org/article/2x9wik3iwe2mg

This is one of the craziest scams in the United States! (นี่คือหนึ่งในเรื่องหลอกลวงที่บ้าคลั่งที่สุดในสหรัฐอเมริกา) เป็นคำบรรยายพาดหัวคลิปวิดีโอหนึ่งที่แชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา (บทความนี้เขียนเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2568) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและต่างประเทศ โดยคลิปดังกล่าวได้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า หลายคนเชื่อว่าถ้วยกระดาษที่นำมาเป็นภาชนะใส่เครื่องดื่มร้อน (เช่น กาแฟ) ทำจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Clean Pulp) แต่จริงๆ แล้ววัสดุที่ใช้มาจากขยะรีไซเคิล 

เช่น พลาสติก กระดาษ กระดาษแข็งเก่าที่ใช้ในกิจการร้านอาหาร ลังกระดาษในภาคขนส่งสินค้า (Delivery Box) แม้กระทั่งในพื้นที่ฝังกลบขยะ(Landfill) วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวม ซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำมันและสิ่งสกปรก (Oli Dust and Dirt) โดยคนงานจะคัดแยกขยะแบบลวกๆ แล้วเทรวมลงไปในเครื่องผสมขนาดยักษ์ (Giant Mixer) ซึ่งความร้อนสูงและสารเคมี จะแปรสภาพขยะให้เป็นเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้ม (Dark Brown Pulp)จากนั้นใช้สารเคมีย้อมให้เป็นสีขาวดูสะอาด แล้วนำไปทำให้เป็นแผ่นกระดาษแล้วเข้ารูปด้วยฟิล์มพลาสติกกันน้ำ

กระบวนการผลิตถ้วยกระดาษจากวัสดุรีไซเคิลมีราคาถูก แต่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตราย กล่าวคือ เมื่อใช้ถ้วยชนิดนี้ใส่เครื่องดื่มร้อน ความร้อนจะละลายสารเคมีที่เป็นพิษออกมาปนเปื้อนกับเครื่องดื่มในถ้วย ดังนั้นในขณะที่ดื่มเครื่องดื่มก็จะได้รับสารเคมีและพลาสติกเข้าไปในร่างกายด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มจากถ้วยชนิดนี้จนหมดแล้วทิ้งแก้วกระดาษเป็นขยะ ก็จะก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมไปอีก 

– ความเสี่ยงจากถ้วยกระดาษ บทความกระดาษบรรจุภัณฑ์สหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ระบุว่า การปนเปื้อนของสารอันตรายในกระดาษบรรจุภัณฑ์อาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการตกค้างของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนผลิตกระดาษ จากกระบวนการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือการใช้หมึกพิมพ์ที่อาจมีโลหะหนักจากสี หรือส่วนผสมอื่นๆ ของหมึกพิมพ์ตกค้างอยู่

รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่หากทำจากกระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิลก็ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารตกค้างอันตรายปนเปื้อนมากกว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากเยื่อกระดาษใหม่เพราะในกระบวนการผลิตกระดาษไม่สามารถกำจัดสารอันตรายต่างๆ ออกจากกระดาษที่ผ่านการใช้แล้วได้อย่างสมบูรณ์

สารอันตรายที่อาจตกค้างในกระดาษสัมผัสอาหาร หรือกระดาษบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสามารถแบ่งประเภทเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มสารอนินทรีย์อันตราย ได้แก่ โลหะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์เรื้อรังต่อร่างกายหรือหากได้รับในปริมาณสูงอาจส่งผลให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และกลุ่มสารอินทรีย์อันตรายที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น บิสฟีนอล A พอลีไซคลิก แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) สารกลุ่มพทาเลต สีเอโซ และเบนโซฟีโนน

– มีการกำกับดูแลการผลิตถ้วยกระดาษหรือไม่? :หลายประเทศมีกลไกกำกับดูแล เช่น สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดมาตรฐานและกระบวนการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหาร (Food Contact) โดยอยู่ในประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลาง หมวดที่ 21 ว่าด้วยอาหารและยา (Code of Federal Regulations, Title 21, Food and Drugs,) เช่น มาตรา 176 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: ส่วนประกอบของกระดาษและกระดาษแข็ง (INDIRECT FOOD ADDITIVES: PAPER AND PAPERBOARD COMPONENTS) มาตรา 177 สารเติมแต่งอาหารทางอ้อม: โพลิเมอร์ (INDIRECT FOOD ADDITIVES: POLYMERS)เป็นต้น , 

สหภาพยุโรป มีกรอบระเบียบข้อบังคับ (EC) เลขที่ 1935/2004 (Framework Regulation (EC) No 1935/2004) ซึ่งมีหลักการสำคัญคือ วัสดุต่างๆ ต้องไม่ 1.ปล่อยองค์ประกอบของวัสดุลงในอาหารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์2.เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบ รสชาติ และกลิ่นของอาหารในระดับที่ยอมรับไม่ได้ , 

อินเดีย สำนักงานมาตรฐานและความปลอดภัยด้านอาหารแห่งอินเดีย (FSSAI) ออกข้อบังคับว่าด้วยความปลอดภัยและมาตรฐานอาหาร (บรรจุภัณฑ์) 2018 (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018) กล่าวถึงวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษแข็ง กระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก วัสดุบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งวัสดุใดๆ ที่สัมผัสโดยตรงกับอาหารหรือมีแนวโน้มที่จะสัมผัสอาหารซึ่งใช้ในการบรรจุ ปรุง ปรุง จัดเก็บ ห่อ ขนส่ง และจำหน่ายหรือให้บริการอาหาร จะต้องเป็นวัสดุคุณภาพเกรดอาหาร (Food Grade) , 

ไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ออกมาตรฐาน มอก. 2948 –2562 (กระดาษสัมผัสอาหาร) ระบุว่า กระดาษสัมผัสอาหาร หมายถึงกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษ (จาน ชาม หลอด ถาด ถ้วย กล่อง ถุง) ที่ที่ไม่ใส่สีในเนื้อกระดาษ สำหรับใช้ห่อหุ้มบรรจุ รองรับอาหารทั่วไป และอาหารบรรจุขณะร้อน ทั้งที่สัมผัสและไม่สัมผัสอาหาร โดยตรง ไม่ครอบคลุมกระดาษ กระดาษแข็ง และภาชนะกระดาษที่ใช้กรองของเหลวร้อน (ถุงชา กระดาษกรองกาแฟ) ใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหารในเตาอบหรือไมโครเวฟ แบ่งประเภทกระดาษเป็น 2 ประเภท คือ 1.เยื้อบริสุทธิ์ 100% และ 2.เยื่อเวียนทำใหม่ 

ซี่งในกรณีของเยื่อเวียนทำใหม่ จะต้องไม่ได้ทำจากหรือมีส่วนผสมของกระดาษดังต่อไปนี้ (1) กระดาษซึ่งมีแหล่งที่มาจากสถานพยาบาล เช่น โรงพยาบาล คลินิก (2) กระดาษที่ผสมกับขยะมูลฝอยหรือแยกมาจากขยะมูลฝอย (3) กระดาษกระสอบหรือกระดาษถุงที่ปนเปื้อนสารเคมีหรืออาหาร เช่น ถุงปูนซีเมนต์ (4) กระดาษที่ใช้คลุมหรือหุ้มวัสดุอื่น เช่น กระดาษที่ใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ในระหว่างการซ่อมแซม พ่นสี หรืองานก่อสร้าง (5) กระดาษคาร์บอน กระดาษสำเนาไร้คาร์บอน และกระดาษสำเนาแบบใช้ความร้อน (6) กระดาษอนามัยที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระ กระดาษเอนกประสงค์ (7) กระดาษเก่า เช่น จากห้องสมุด จากโรงเรียน จากโรงพิมพ์

สารเคมีในกระบวนการผลิตต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร (Food Contact Grade) หากมีการใช้วัสดุเคลือบ กรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยพลาสติก พลาสติกที่ใช้ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็นกระดาษสัมผัสอาหารที่มีการเคลือบด้วยวัสดุอื่นที่ไม่ใช้พลาสติก วัสดุเคลือบที่ใช้ต้องเป็นชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร เช่นเดียวกับหมึกพิมพ์ หากมีการใช้ต้องเป็นระดับชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร และหมึกพิมพ์ต้องไม่สัมผัสกับอาหารโดยตรง 

กระบวนการผลิตต้องได้มาตรฐาน GMP ฉลากต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท แบบ ขนาด ปริมาณบรรจุ มีข้อความ อุณหภูมิสูงสุด ระบุประเภทอาหารที่ใช้หรือห้ามใช้กับกระดาษสัมผัสอาหารนี้ ในการใช้งาน มีข้อความ “ใช้สัมผัสอาหารได้” “ใช้ครั้งเดียว” “ห้ามใช้ซ้ำ” “ห้ามวางใกล้เปลวไฟ” “ห้ามใช้อุ่นหรือปรุงสุกอาหาร” เดือน ปี รหัสรุ่นที่ทำ ชื่อผู้ทำ และประเทศผู้ผลิต เป็นต้น

ภาพที่ 2 : อินโฟกราฟิกโดย สมอ. แนะนำวิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กระดาษสัมผัสอาหาร 
ที่มา : https://pr.tisi.go.th/มอก-2948-2562-กระดาษสัมผัสอาหาร/

– ใมโครพลาสติกกับถ้วยกระดาษ : มีงานวิจัยนกล่าวถึงการพบไมโครพลาสติกในถ้วยกระดาษ เช่น หัวข้อ Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India เผยแพร่ในเว็บไซต์ link.springer.com ฐานข้อมูลงานวิจัย Springer Nature Link เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568 ทำการศึกษาไมโครพลาสติกในถุงชาและถ้วยกระดาษ ระบุว่า หากบุคคลหนึ่งดื่มชาหรือกาแฟ 3 ถ้วยในถ้วยกระดาษทุกวัน อาจได้รับอนุภาคไมโครพลาสติกมากถึง 75,000 อนุภาค

ทั้งนี้ ไมโครพลาสติกอาจเพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอาจเป็นปัจจัยก่อโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยอมรับว่าพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของอนุภาคไมโครพลาสติกที่ปล่อยออกมาจากถุงชาและถ้วยกระดาษยังคงไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงคาดหวังให้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมซึ่งความก้าวหน้าทางวิธีการวิเคราะห์และการรายงานผลที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะช่วยในการประเมินอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 โคแฟคเคยนำเสนอเรื่องราวของงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการเคี้ยวหมากฝรั่งเพียง 8 นาที อาจได้รับไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น (บทความ ‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?) อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยย้ำว่าไม่ต้องการทำให้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าไมโครพลาสติกเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ แต่ต้องการสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งหมากฝรั่งที่เคี้ยวแล้วอย่างไม่ถูกวิธี

โดยสรุปแล้ว หากเป็นถ้วยกระดาษที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ข้อมูล ณ ขณะนี้ยังสามารถใช้บริโภคเครื่องดื่มร้อนได้ ส่วนประเด็นไมโครพลาสติกยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพให้ชัดเจนกันต่อไป!!!

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2562_68_211_P26-27.pdf (กระดาษบรรจุภัณฑ์สําหรับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานอันตรายมากกว่าที่คิด : วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ)

https://www.ecfr.gov/current/title-21/chapter-I/subchapter-B (ฐานข้อมูลประมวลกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา)

https://food.ec.europa.eu/food-safety/chemical-safety/food-contact-materials/legislation_en(Regulation (EC) No 1935/2004 provides a harmonised legal EU framework. : ฐานข้อมูลรัฐสภายุโรป ว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร)

https://www.fssai.gov.in/upload/uploadfiles/files/Compendium_Packaging_Labelling_Regulations_28_01_2022.pdf (Food Safety and Standards (Packaging) Regulations, 2018 : FSSAI)

https://hongthaipackaging.com/wp-content/uploads/2023/02/2948_2562.pdf?srsltid=AfmBOorQQ5AzgSjM8mPYgeiSLSfzgsYffg8hwgwtzZVT-4hd2y3kznMa (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม THAI INDUSTRIAL STANDARD มอก. 2948-2562)

https://link.springer.com/article/10.1007/s42452-025-07121-y (Unveiling the hidden threat of microplastic in paper cups and tea bags: a critical review of their exacerbation and alarming concern in India : Springer Nature Link 23 พ.ค. 2568)

https://blog.cofact.org/report65-68/ (‘เคี้ยวหมากฝรั่ง8นาที.เท่ากับกลืนไมโครพลาสติกหลายพันชิ้น’มีงานวิจัยจริงไหม? และได้บอกอะไรกับเรา?)


คลิปอุบัติเหตุ ฮ.ตำรวจตกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกนำมาอ้างเท็จว่ากัมพูชายิงเครื่องบินรบไทยร่วง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: คลิปทหารกัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยตก

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ เป็นคลิปอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจไทยตกเมื่อเดือน พ.ค. 68**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 ก.ย. 68 บัญชีเฟซบุ๊ก “Lychee Tour” โพสต์คลิปวิดีโอ Reel เป็นภาพไฟไหม้วัตถุบางอย่างบนพื้นหญ้า พร้อมข้อความบรรยายภาษาเขมร ใช้ Google Translate แปลสรุปใจความได้ว่า ผู้โพสต์อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงเครื่องบินรบของไทยที่ลุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตก 2 ลำ ในเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 24-28 ก.ค. 68  

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว พบว่าเป็นภาพเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ เบลล์ 212 #2215 ประจำหน่วยบินตำรวจกาญจนบุรี ตกที่ ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 68 ทำให้นักบินและช่างเครื่องเสียชีวิตรวม 3 นาย ซึ่งสื่อมวลชนไทยหลายสำนักเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเหตุการณ์นี้ เช่น The Nation มติชน และช่อง Ch7HD  

สรุปได้ว่าคลิปนี้เป็นภาพอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตำรวจตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือน พ.ค. 68 ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะไทย-กัมพูชาอย่างสิ้นเชิง 

แม้ว่าไทยกับกัมพูชาจะไม่มีการปะทะทางการทหารนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 68 แต่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังคงนำคลิปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างเท็จว่าเป็นภาพจากเหตุปะทะวันที่ 24-28 ก.ค. 68 อย่างต่อเนื่อง 

#โคแฟค #FactCheck #ไทยกัมพูชา

มองการทำงานตรวจสอบข่าวลวงของหลายองค์กร ในสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา 

By : Zhang Taehun

หมายเหตุ : รวบรวมระหว่างวันที่ 24 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กัมพูชาเริ่มเปิดฉากโจมตีไทย และกลายเป็นการสู้รบระหว่าง 2 ฝ่าย ไปจนวันที่ 28 ก.ค. 2568 ที่มีการเจรจากันในมาเลเซีย นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. 2568

 

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ประเทศไทย)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

(ตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน)

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ ข่าวบิดเบือน 1 ข่าวคือ ไทยอุดหนุนเงินให้กัมพูชา สร้างถนน-ปรับปรุงด่านทั้งหมด 4 พันล้านบาท ซึ่งเนื้อหาจริงคือ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ได้ดำเนินการจัดหาเงินกู้จาก EXIM BANK สถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง 

ในการดำเนินพันธกิจพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา EXIM BANK จึงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาจำนวน 1,300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้รัฐบาลกัมพูชานำไปใช้ซื้อสินค้าและว่าจ้างผู้รับเหมาไทยเพื่อพัฒนาทางหลวงหมายเลข 67 จากอัลลองเวงถึงเสียมราฐ ระยะทางยาว 131 กิโลเมตร

(ตรวจสอบกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย – EXIM BANK)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 9 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 8 ข่าว คือ 

1.กองทัพกัมพูชา ยิงเครื่องบินรบไทยตกสำเร็จ(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

2.กองกำลังกัมพูชาควบคุมวัดท่ากระบี่ได้เต็มรูปแบบ ขับไล่ทหารไทยออก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

3.บริเวณภูเขาผี ทหารไทยยังคงยิงปะทะเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ส่วนปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และบริเวณมุมเบย กัมพูชาควบคุมได้เต็ม 100% แล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.ทหารไทยเสียชีวิต 40 นาย ถูกจับกุม 30 นาย(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

5.ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว(ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

6.ทหารไทยยอมจำนนต่อรองกับกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

7.แม่ทัพอากาศประกาศกร้าว ถ้าเขมรไม่ถอย จะยึดทั้งประเทศ ขอเวลาเพียง 5 นาที จะถล่มกรุงพนมเปญไม่ให้เหลือซาก (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

8.กองทัพภาคที่ 2 เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารไทยรบกัมพูชา (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ ทหารไทยไม่ได้โจมตีพื้นที่ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ไทยยิงขีปนาวุธ 10 ลูก ใส่ลาวในสามเหลี่ยมทองคำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.ทหารนาวิกโยธินเหยียบกับระเบิด ได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในพื้นที่ จ.ตราด หนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส (ตรวจสอบกับเพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy)

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.กองบัญชาการชายแดน จชต. ประกาศกฎอัยการศึก ในบางพื้นที่ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด(ตรวจสอบกับเพจกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

2.รัฐบาลอนุมัติเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดน สูงสุด 1 ล้านบาท (ตรวจสอบกับเพจสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี)

ข่าวบิดเบือน จำนวน 1 ข่าว คือ ประเทศไทยใช้ F-16 โจมตีพลเรือนหลายรายในกัมพูชา ซึ่งทางกองทัพอากาศของไทย ชี้แจงว่า กองทัพอากาศไม่เคยใช้ F-16 โจมตีเป้าหมายพลเรือนในกัมพูชาพร้อมอธิบายดังนี้ (1) ไทยใช้กำลังเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหาร : ปฏิบัติการของไทย จำกัดเฉพาะภัยคุกคามทางทหาร ยึดหลัก Self-defense, International Law และ IHL อย่างเคร่งครัด (2)กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ตรวจพบการตั้งฐานยิง BM-21 / ปืนใหญ่ในพื้นที่ชุมชน ใช้ “พลเรือนเป็นโล่กำบัง” (Human Shields) ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

(3) ไทยหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่เสี่ยงกระทบพลเรือน แม้มีสิทธิในการตอบโต้แต่ไทยไม่โจมตีเป้าหมายในพื้นที่ชุมชน เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียแสดง “ความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม” ของทหารอาชีพ (4) ไทยยึดหลักสากล ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ปฏิบัติการทั้งหมด ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ – กฎบัตรสหประชาชาติ ไทยใช้เหตุผลและการพิจารณารอบด้าน ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ แม้ในภาวะกดดันหรือถูกใส่ร้าย (5) ระบบอาวุธไทยแม่นยำ ต่างจาก BM-21 ไทยใช้อากาศยาน (ถ้ามี) แบบ Precision Strike ควบคุมทิศทาง จำกัดวงการปฏิบัติได้ ต่างจาก BM-21 ของกัมพูชาที่ ควบคุมไม่ได้ ทำพลเรือนเสียชีวิต

(ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 6 ข่าว แบ่งเป็น

ข่าวปลอม 5 ข่าว คือ 

1.วันที่ 26 ก.ค. 2568 มณฑลทหารบกที่ 22 อุบลราชธานีเรียกระดมกำลังพลสำรอง (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

2.กองทัพกัมพูชายิง F-16 ไทยตก 1 ลำ (ตรวจสอบกับเพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force)

3.พบลูกกระสุนกองทัพไทยตกในเขต สปป.ลาว บริเวณสามเหลี่ยมมรกต (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

4.พบการยิงขีปนาวุธ จากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศไทย (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กษัตริย์ไทยสั่งยิงปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจกองทัพบก Royal Thai Army)

ข่าวจริง 1 ข่าว คือ การรถไฟฯ ประกาศงดเดินขบวนรถไฟไปช่วงสถานีอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (ตรวจสอบกับเพจทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบเป็น ข่าวปลอมทั้งหมด 6 ข่าว คือ 

1.ทบ.ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ตอบโต้เขมร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

2.ทหารไทยใช้เครื่องบินปล่อยสารพิษ สังหารพลเมืองกัมพูชา (กระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า เป็นภาพที่สำนักข่าวรอยเตอร์บันทึกไว้ได้ เป็นการดับไฟป่าในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

3.ทหารไทยเกือบ 140 นายเสียชีวิตใกล้ปราสาทพระวิหาร (ตรวจสอบกับเพจทีมโฆษกกองทัพบก)

4.แม่ทัพภาค 2 เสียชีวิตแล้ว (ตรวจสอบกับเพจกองทัพภาคที่ 2)

5.กล่าวหารัฐบาลไทยวางระเบิด 7-eleven ของตัวเอง และฆ่าพลเมืองไทย เพื่อโยนความผิดให้รัฐบาล และกองทัพกัมพูชา (กองทัพยก กระทรวงกลาโหม ยืนยันเป็นข่าวปลอม บิดเบือนข้อเท็จจริง

6.ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นจังหวัดแรก (เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ ชี้แจงว่า ไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติสงครามเป็นการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย(ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังนอกประเทศ))

ทั้งนี้ การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเน้นการอ้างคำยืนยันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นหลัก โดยมีข้อสังเกตว่า หากเป็นข่าวบิดเบือนก็จะมีการอธิบายอย่างละเอียดด้วยว่าเนื้อหาที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับกรณีที่ระบุว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอมจะใช้เพียงการสรุปสั้นๆ 

ThaiPBS Verify 

(ตรวจสอบเฉพาะ ข่าวปลอม เท่านั้น) โดยช่วงวันที่ 24-28 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 11 ข่าว แบ่งได้ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.สื่อกัมพูชาอ้าง ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน” ทบ.ยัน ข่าวปลอม ซึ่งพบว่า มีการนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ เช่น ภาพของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,   ภาพของทหารพรานของไทย จากเฟซบุ๊กของ ของ “กรกต เกตุแก้ว” อดีตทหารพรานของไทย ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 หรือ 1 เดือนก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเริ่มขึ้น อีกทั้งยังไม่มีรายละเอียดของข่าว มีเพียงการกล่าวอ้างเพียงเท่านั้น(ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

2.โพสต์อ้างกัมพูชายิงเครื่องบิน F-16 ไทยตกสภาพยับเยิน กองทัพอากาศไทยยืนยันแล้ว ไม่เป็นความจริง ซึ่งพบว่า การนำภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบ โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ที่ฐานทัพ Florennes ประเทศเบลเยียม ในภาพนั้นเป็นซากเครื่องบิน F-16 ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุบัติเหตุไฟไหม้และระเบิดทั้งลำ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง โดยช่างเทคนิคได้เผลอเปิดใช้งานปืน Vulcan ที่ติดตั้งอยู่บนเครื่องบิน F-16 อีกลำซึ่งจอดอยู่ใกล้กัน และเพิ่งได้รับการเติมเชื้อเพลิง ส่งผลให้กระสุนจากปืนพุ่งไปถูกเครื่องบิน F-16 ลำที่เกิดเหตุจนเกิดการระเบิดและไฟไหม้ ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบ 1 ข่าว คือ โพสต์ปลอมอ้าง ชาวกัมพูชาแตกตื่นหลังถูกเครื่องบินรบไทยถล่ม ที่แท้คลิปตึก สตง. ถล่ม : คลิป TikTok อ้างชาวกัมพูชาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากเครื่องบิน F-16 และ JAS 39 Gripen ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 1.7 ล้านครั้งแต่เมื่อตรวจสอบองค์ประกอบโดยรอบ (เช่น อาคารสิ่งก่อสร้าง) พบว่าเป็นบริเวณตลาดย่านจตุจักร ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบรรยากาศที่เหมือนฝุ่นตลบคล้ายอะไรบางอย่างถล่มลงมานั้นเป็นเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถล่มลงมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens , เปรียบเทียบกับ Streer View ใน Google Map)

– วันที่ 26 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.กรณีแชร์ภาพบ้านเรือนใน สปป.ลาว เสียหายจากเหตุความไม่สงบตามชายแดนไทย กัมพูชา แท้จริงเป็นภาพเหตุเพลิงไหม้ในตลาดแห่งหนึ่งแขวงจำปาสัก : ในวันที่ 26 ก.ค. 2568 มีรายงานข่าวว่า ระหว่างการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา มีกระสุนบางส่วนไปตกในพื้นที่ของ สปป. ลาวด้วย แต่มีปัญหาคือ มีการใช้ภาพอาคารถูกเพลิงไหม้แล้วอ้างว่าเป็นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคือมีสื่อหลักหลายสำนักในไทยเลือกนำภาพดังกล่าวไปใช้ประกอบข่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วกลับพบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ เพลิงไหม้ร้านมอเตอร์ไซค์ บริเวณตลาดสุขุมา จำปาสัก สปป.ลาว โดยสำนักข่าว Laophattana News ซึ่งเป็นสื่อมวลชนใน สปป.ลาว ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.20 น. ของวันที่ 26 ก.ค. 2568 ส่วนสาเหตุเพลิงยังคงรอการตรวจสอบยืนยันจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

2.สื่อกัมพูชาลงข่าวปลอม อ้าง ทหารไทยหนี ทิ้งชุด-ศพทหาร” ไว้บนปราสาทตาควาย : โพสต์เฟซบุ๊กของสื่อ “Fresh News Cambodia” ซึ่งเป็นสื่อของกัมพูชา ที่ได้พาดหัวข้อข่าวว่า “Thai Troops Flee, Abandon Gear and Bodies at Ta Krabei”พร้อมภาพประกอบเป็นภาพชุดลายพรางพร้อมป้ายธงชาติไทย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 ที่มีการควบคุมตัวชายต้องสงสัยในพื้นที่บ้านหนองเม็ก อ.กันทรลักณ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมอุปกรณ์ทางทหาร ได้แก่ เสื้อเกราะ, กระเป๋า และหมวกที่มีป้ายธงชาติไทย

นอกจากนั้น ยังได้สอบถามไปที่ พ.ต.อ.พงศ์พิพัฒ เหิมฉลาด ผกก.สภ.บึงมะลู ได้ความว่า ภาพดังกล่าวมาจากกรณีชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า พบชายสวมเครื่องแบบทหารลักษณะต้องสงสัย ขี่จักรยานยนต์อยู่ในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวมาตรวจสอบ พบว่า เป็นเพียงผู้ที่ต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ และเมื่อตรวจสอบไปยังญาติของผู้ต้องสงสัยดังกล่าว พบว่า ชายรายนี้เป็นเพียงผู้ที่มีสติไม่สมประกอบ ที่รับฟังข่าวความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วมีความรู้สึกต้องการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่สายลับของกัมพูชาแต่อย่างใด

3.คลิปอ้าง Thai PBS รายงาน ไทยเตรียมกริพเพนถล่มพนมเปญ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายบัญชี โพสต์ภาพหรือคลิปวีดีโอของเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen  พร้อมข้อความอ้างว่าไทยเตรียมโจมตีกรุงพนมเปญของกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ซึ่งทาง ThaiPBSได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการรายงานข่าวดังกล่าว ขณะที่เมื่อสอบถามไปยังกองทัพอากาศ ได้รับคำชี้แจงว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปการฝึกซ้อมขับเครื่องบินกริพเพนที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี เท่านั้น ไม่ได้เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

– วันที่ 27 ก.ค. 2568 พบ 2 ข่าว คือ 

1.ภาพ ทรัมป์ – แพทองธาร” ถูกใช้สร้างข่าวลวงปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา : มีสื่อต่างประเทศ นำภาพของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไปประกอบการนำเสนอข่าวเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 โดยอ้างว่า นายกรัฐมนตรีของไทยปฏิเสธข้อเสนอไกล่เกลี่ยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน พร้อมเตือนว่า ความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นข่าวที่เผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X จึงมีผู้เข้าไปช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมในระบบ Community Notes ว่า แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี 

ซึ่งในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 ทั้งบัญชีแพลตฟอร์ม X ของกระทรวงการต่างประเทศของไทย และที่เฟซบุ๊กของภูมิธรรม โพสต์ข้อความตรงกันว่า นายภูมิธรรมเป็นผู้สนทนากับทรัมป์ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทั้งไทยและกัมพูชาหยุดยิงในทันที ขณะที่รองนายกฯ ของไทยย้ำว่า ไทยเห็นด้วยในหลักการกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ไทยต้องการเห็นความตั้งใจจริงจากกัมพูชาในเรื่องนี้

2.คลิปปลอม อ้าง “ไทยปักธงชาติพร้อมยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” ผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความ “ธงไทยถูกปักบนเขาพระวิหารอีกครั้งปี 68 และ ไทยยึดฐานบนเขาพระวิหารได้สำเร็จ” อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวจริงๆ แล้ว เขาอกทะลุ ซึ่งอยู่ใน จ.พัทลุง (ใช้การค้นหาด้วย Google Lens และเปรียบเทียบกับภาพของ Google Map)

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 พบ 3 ข่าว คือ 

1.เพจกัมพูชาโพสต์ข่าวปลอม อ้างทหารไทยเสียชีวิต 140 คนใกล้เขาพระวิหาร : มีเพจเฟซบุ๊กที่เนื้อหาส่วนใหญ่นำเสนอเกี่ยวกับข่าวสารด้านการทหารของกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมร แปลได้ว่า “รวมแล้วตั้งแต่ตี 2 ถึงเช้าตรู่เสียชีวิตเกือบ 140 คน ใกล้วัดพระวิหาร ขอให้พาผีกลับบ้านกันให้หมด เพราะอยากได้แผ่นดินเขมรมากเกินไป“พร้อมกับภาพศพหลายศพที่ถูกห่อไว้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่า ภาพที่ถูกอ้างถึงนั้นเป็นภาพที่ทหารไทยส่งคืนศพทหารกัมพูชา 12 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ภูมะเขือ ให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาบริเวณด่านช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นำไปประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 27 ก.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

ซึ่งศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก อธิบายถึงการส่งศพทหารกัมพูชาในครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และถือเป็นการให้เกียรติแก่ทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นทหารที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ซึ่งเข้าใจถึงหัวอกของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งล้วนปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเพื่อประเทศของตน

2.คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน :พบบัญชีแพลตฟอร์ม X แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิด พร้อมข้อความที่กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา แต่เมื่อตรวจสอบกลับพบว่าเป็นเหตุการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน โดยเป็นคลิปที่ฝ่ายรัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีกรุงเคียฟเมืองหลวงของยูเครน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2568 (ใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ แล้วนำไปค้นหาด้วย Google Lens)

3.เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชา” ลงภาพอ้างไทยใช้อาวุธเคมี แท้จริงเป็นภาพเหตุการณ์ดับไฟป่าที่สหรัฐฯ : เพจที่ใช้ชื่อ “สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย” โพสต์ภาพเครื่องบินโปรยสารสีชมพู กล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือน แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ภาพดังกล่าวมาจากเหตุการณ์เครื่องบินกำลังปล่อย “สารหน่วงไฟสีชมพู” (Pink Fire Retardant) เพื่อช่วยดับไฟป่าที่กำลังลุกไหม้จนสร้างความเสียหายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 (ค้นหาภาพด้วย Google Lens)

สำหรับข้อสังเกตต่อ ThaiPBS Verify คือแม้จะเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนัก แต่จุดแข็งอยู่ที่การเป็นส่วนขยายออกมาจากการเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่ ทำให้เข้าถึงแหล่งข่าวที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นได้ รวมถึงมีเครือข่ายช่วยตรวจสอบกรณีเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ นอกจากนั้นยังอธิบายถึงกระบวนการตรวจสอบ เช่น การใช้เครื่องมือ Google Lens ในการตรวจสอบภาพจากคลิปวีดีโอที่แชร์ต่อกันมา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใด เวลาใด เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่อ้างถึงในเนื้อข่าวหรือไม่ 

AFP Fact Check

พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างไทย –กัมพูชา เป็นรายงาน 1 ข่าว คือ Clip shows flood defence in northern Thailand, not border wall with Cambodia เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 โดยมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok บรรยายเป็นภาษาเขมร ระบุว่า ไทยสร้างกำแพงตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา ซึ่งเป็นคลิปที่เผยแพร่มาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2568 

ภาพในคลิปดังกล่าวปรากฏชายหลายคนที่สวมเสื้อสีเขียวสกรีนข้อความเป็นภาษาไทยว่า “กองทัพบก” อย่างไรก็ตาม เมื่อนำภาพไปค้นหาแบบย้อนกลับ พบว่าคลิปนี้เคยถูกโพสต์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 และมีคำบรรยายเป็นภาษาไทย ระบุว่า ทหารช่างจาก จ.ราชบุรี กำลังวางเสาเข็มและใส่แผ่นคอนกรีต และในคลิปได้เล่าว่าเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย ในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา ไม่ใช่กัมพูชาแต่อย่างใด  

อีกทั้งยังตรวจสอบอาคารที่ปรากฏในคลิปดังกล่าว แล้วไปตรงรับรายงานข่าวของสำนักข่าว NBT เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2568 ว่าผู้บัญชาการทหารบกของไทย ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างพนังกั้นน้ำและตรวจเยี่ยมกำลังพลในพื้นที่ จ.เชียงราย จากนั้นในวันที่ 21 ก.ค. 2568 ยังมีรายงานจากสำนักข่าว ThaiPBS ที่เผยแพร่ภาพในพื้นที่เดียวกัน ระบุว่า พนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คืบหน้ากว่าร้อยละ 90 

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลโดย AFP Fact Check ซึ่งเป็นส่วนขยายจากสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส มีการอธิบายกระบวนการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือดิจิทัล คล้ายกับของ ThaiPBS Verify

โคแฟค (ประเทศไทย

ในช่วงวันที่ 24 – 28 ก.ค. 2568 ซึ่งตรวจสอบทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนและคลาดเคลื่อน พบจำนวน 11 ข่าว ดังนี้ 

– วันที่ 24 ก.ค.2568 พบทั้งหมด 5 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.คลิป F-16 ทิ้งระเบิดกองบัญชาการกัมพูชา : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.54 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวิดีโอเป็นภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด พร้อมข้อความบรรยายว่า “ด่วน! F-16 ทิ้งบอมบ์ 2 กองบัญชาการกัมพูชา กระเจิง หลังยิงปืนใหญ่ใส่บ้านเรือนคนไทย…” โคแฟคตรวจสอบด้วยการนำภาพจากวิดีโอไปสืบค้นด้วยเครื่องมือ Google Reverse Image (หรือ Google Lens) พบเป็นคลิปที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์มานานหลายปีก่อนเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในวันดังกล่าว โดยคลิปนี้ถูกแชร์กันอย่างแพร่หลายในบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ภาษาอาหรับ มีการอ้างอิงว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การสู้รบระหว่างอินเดีย –ปากีสถาน และการทิ้งระเบิดในประเทศซูดาน อย่างไรก็ตาม โคแฟคยังไม่สามารถตรวจสอบได้คลิปนี้เป็นภาพเหตุการณ์ใด ที่ไหน หรือเป็นภาพที่สร้างจากเอไอหรือไม่

2.คลิปชาวกัมพูชานับแสนรวมตัวขับไล่ฮุน เซน :วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 18.17 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์วิดีโอภาพเหตุการณ์ขณะฝูงชนพยายามดันประตูและขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่โดยใส่ข้อความบรรยายว่าชาวเขมรนับแสนคนชุมนุมขับไล่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา แต่คลิปนี้เคยถูกนำมาอ้างเท็จแบบเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2568 

โดยโคแฟคและ AFP Fact Checkตรวจสอบแล้วพบว่าคลิปนี้ถูกโพสต์ในติ๊กตอกตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. 2568 ซึ่งเจ้าของโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สนามกีฬา Gelora Bandung Lautan Api Stadium ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าเกิดเหตุแฟนฟุตบอลทีม Persib Bandung ที่ไม่มีบัตรพยายามจะพังประตูเข้าไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างสโมสรท้องถิ่นสองทีมเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2568

ข่าวจริง 2 ข่าว คือ 

1.คลิป “ยิง รพ.พนมดงรัก” จ.สุรินทร์ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 12.09 น. เพจเฟซบุ๊ก “แนวหน้า มั่นคง” โพสต์คลิปภาพทหารหมอบหาที่กำบังในอาคาร ขณะที่ด้านนอกมีกลุ่มควันพวยพุ่ง เขียนคำบรรยายเหตุการณ์ว่า กระสุน BM-21 ตกใส่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลพนมดงรัก อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

โคแฟคตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีกระสุนจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตกบริเวณ รพ. จริง ขณะนี้ผู้บริหารกำลังประชุมสรุปเหตุการณ์และมาตรการที่จำเป็น ขณะที่ภาคีเครือข่ายโคแฟคที่เป็นเจ้าหน้าที่ รพ. พนมดงรัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลูกปืนตกบริเวณฐานพระพุทธรูปด้านหน้า รพ. และมีทหารได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความเมื่อเวลา 9.34 น. วันนี้ว่า “จากเหตุปะทะบริเวณปราสาทตาเมือนธม สถานบริการของ สธ. เริ่มปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดย รพ.พนมดงรักได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ. หมดแล้ว” รวมถึงเว็บไซต์ข่าวสาธารณสุข Hfocus รายงานคำพูดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขว่า รพ.พนมดงรัก มีขนาด 30 เตียง ได้ย้ายผู้ป่วย ไป รพ. อื่น 19 ราย และให้กลับบ้าน 19 ราย

2.คลิปกระสุนตกบริเวณปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ : วันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 11.19 น. ผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปภาพกลุ่มควันพวยพุ่งบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยบรรยายว่าเป็นภาพจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะที่ชายแดนไทยกัมพูชาซึ่งโคแฟคตรวจสอบจากการรายงานของสื่อมวลชนและเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 พบว่าคลิปดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริง โดยกองทัพภาคที่ 2 โพสต์คลิปเมื่อเวลา 11.29 น. ว่ากระสุน BM21 ตกใส่ปั๊ม ปตท. บ้านผือ มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

อนึ่ง ปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่เกิดเหตุตั้งอยู่บริเวณรอยต่อพื้นที่บ้านผือและบ้านน้ำเย็น คนในพื้นที่จึงเรียกทั้งสาขาบ้านผือและบ้านน้ำเย็น แต่หากเช็กใน Google Map จะระบุว่าเป็นบ้านน้ำเย็น

ข่าวบิดเบือน 1 ข่าว คือ คลิปทหารกัมพูชาไล่ยิงนักศึกษาใน จ.สุรินทร์ ช่วงบ่ายวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีผู้ใช้ติ๊กตอกโพสต์คลิปวิดีโอนักเรียนวิ่งหนีและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว โดยฝังคำบรรยายว่า “เขมรบุกเข้ามาไล่ยิงในพื้นที่ของนักศึกษาแล้ว” ซึ่งโคแฟคตรวจสอบเครื่องแบบนักเรียนในคลิปพบว่าเป็นเครื่องแบบของนักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพสังขะ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ จึงได้ติดต่อสอบถามข้อมูลจากวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ที่คนเขมรเข้ามาก่อเหตุตามที่คลิปกล่าวอ้าง ส่วนภาพในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาของวิทยาลัยตกใจเสียงปืนช่วงสายวันที่ 24 ก.ค. 2568 จึงวิ่งหาที่หลบภัย

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิทยาลัยได้สั่งปิดสถานศึกษาระหว่างวันที่ 24 ก.ค.- 1 ส.ค. 2568 เนื่องจากเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากร

– วันที่ 25 ก.ค. 2568 พบทั้งหมด 4  ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวปลอม 2 ข่าว คือ 

1.ทหารไทยยึดพื้นที่ปราสาทพระวิหาร : ช่วงสายของวันที่ 25 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Army Military Force – สำรอง” โพสต์ข้อความว่า “ด่วน! เวลา 09.25 น. ทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระที่เคยเป็นของไทยได้สำเร็จแล้ว…” ซึ่งต่อมา สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้นำไปรายงานในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ

เวลา 10.30 น. กองทัพบกชี้แจงว่าเนื้อหาดังกล่าว #ไม่เป็นความจริง โดยได้โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army ว่า “เป็นข่าวปลอม อย่าหลงเชื่อ” ซึ่งแม้ทางกองทัพบกจะออกมาปฏิเสธข่าว และเพจต้นทางก็ได้ลบเนื้อหาออกแล้ว แต่โคแฟคพบว่าในติ๊กตอกยังมีการแชร์เนื้อหาเท็จนี้อย่างกว้างขวาง โดยบางโพสต์ได้ตัดต่อคลิปจากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” มาเผยแพร่

2.สั่งอพยพประชาชน จ.อุบลราชธานี และจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนไทย-กัมพูชา: ช่วงค่ำวันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัย” อ้างว่ากัมพูชาเตรียมโจมตีไทยด้วยอาวุธที่สามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. ขอให้ประชาชนใน จ.อุบลราชธานีและจังหวัดอื่นที่อยู่ในระยะ 130 กม. จากชายแดนอพยพด่วน

โคแฟคตรวจสอบกับว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเวลา 23.30 น. ได้รับคำยืนยันว่าตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงขณะนี้ทางจังหวัดไม่ได้มีคำสั่งให้อพยพด่วน สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยใน 2 อำเภอ คือ อำเภอน้ำยืนและอำเภอน้ำขุ่น ซึ่งอยู่ในระยะ 70-80 กม. จากชายแดน ได้อพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการประสานงานระหว่างทางจังหวัดและกองทัพ

โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างถึงอาวุธของกัมพูชาที่สามารถยิงระยะไกลได้ถึง 130 กม. พบว่ามีที่มาจาก พล.ท. พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ทางช่อง 8 เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ว่ากัมพูชามีจรวดหลายลำกล้องจากจีนชื่อ PHL03 ทั้งหมด 6 ชุด ซึ่งยิงได้ไกล 70-130 กม. สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองและสร้างความเสียหายได้มาก ทั้งนี้ พล.ท.พงศกร ไม่ได้ระบุที่มาของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เพจทางการของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ยังไม่เคยกล่าวถึงอาวุธชนิดนี้ ในโพสต์เตือนภัยของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2568 กล่าวถึงอาวุธยิงไกลที่กัมพูชาใช้ ได้แก่ จรวดหลายลำกล้อง BM-21 (ยิงได้ไกล 20 กม.) PHL-81 และ Type-90 B (ยิงได้ไกล 40 กม.)

หมายเหตุ : ในเวลาต่อมา วันที่ 26 ก.ค. 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เพจเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธ PHL-03 ระบุว่า “เป็นระบบขีปนาวุธที่มีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ซึ่งกองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้ แต่เพื่อไม่ประมาทในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือน ขอให้ระมัดระวังการถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ ขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ”

ข่าวบิดเบือน 2 ข่าว คือ  

1.องค์กร-หน่วยงานในไทยปลดธงชาติกัมพูชาจากกลุ่มธงประเทศอาเซียน : 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งกำลังลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาธง บางโพสต์ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่สวนนงนุช อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี บางโพสต์เขียนคำบรรยายว่า “ตามหน่วยงาน องค์กร ลดธงชาติกัมพูชาลงจากเสาในบรรดากลุ่มธงชาติประเทศอาเซียน” เป็นสัญลักษณ์ว่าไทยตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างถาวร

โคแฟคโทรศัพท์สอบถามไปยังสวนนงนุช พนักงานให้ข้อมูลว่าภาพในคลิปเป็นกลุ่มเสาธงนานาชาติที่อยู่ด้านหน้าศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยาจริง แต่คลิปลดธงกัมพูชาที่มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายนั้น ไม่ได้มาจากบัญชีโซเชียลมีเดียทางการของสวนนงนุช ซึ่งผู้บริหารกำลังตรวจสอบเหตุการณ์ในคลิป การบันทึกภาพและการเผยแพร่

นอกจากนั้น โคแฟคตรวจสอบเพิ่มเติมกับกระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าทางราชการไม่มีคำสั่งเรื่องการลดธง ซึ่งการลดธงไทยและธงอาเซียนมีกฎหมายและระเบียบกำกับ เช่น การลดธงในกรณีไว้อาลัย และทางการไทยไม่เคยมีคำสั่งเกี่ยวกับการลดธงของประเทศอื่น

2.คลิปชาวกรุงบรัสเซลล์บรรเลงเพลงชาติไทย ให้กำลังใจคนไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา :วันที่ 25 ก.ค. 2568 ผู้ใช้ติ๊กตอกและเฟซบุ๊กหลายรายโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเสียงบรรเลงเพลงชาติไทย อ้างว่าชาวชาวกรุงบรัสเซลส์บรรเลงเพลงชาติไทยเพื่อส่งกำลังใจให้คนไทยในช่วงที่เผชิญความขัดแย้งกับกัมพูชา บางคลิปถูกแชร์ไปมากกว่า 3 หมื่นครั้ง ซึ่งโคแฟคตรวจสอบคลิปวิดีโอดังกล่าว พบว่าเป็นภาพที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกในพิธีมอบชุด “ยิงกระต่าย เด็ดดอกไม้. แก่รูปปั้นเด็กฉี่ (Manneken Pis) ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ที่มีผู้เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. 2568

เพจเฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ โพสต์ภาพบรรยากาศและพิธีมอบชุดไทยแก่รูปปั้นเด็กซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2568 ว่า “…มีการเคลื่อนขบวนเพื่อไปมอบชุดแก่ Manneken Pis โดยได้รับเกียรติจากวงดุริยางค์แห่งกระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ราชอาณาจักรเบลเยียม บรรเลงบทเพลงอันทรงเกียรติ ได้แก่ เพลงชาติไทย เพลงชาติเบลเยียม และเพลงมหาฤกษ์ บริเวณกลาง Grand Place ก่อนเคลื่อนขบวนท่ามกลางผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมขบวนแห่กันอย่างคับคั่ง” พร้อมกับเผยแพร่คลิปการบรรเลงเพลงชาติไทยของวงดุริยางค์ ซึ่งมีภาพและเสียงใกล้เคียงกับคลิปที่ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการบรรเลงเพลงชาติให้กำลังใจคนไทย

– วันที่ 28 ก.ค. 2568 : พบ 2 ข่าว แบ่งเป็น 

ข่าวคลาดเคลื่อน 1 ข่าว คือ ผู้ว่าสุรินทร์ประกาศเขตภัยพิบัติสงคราม โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2568 สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ประกาศให้จังหวัดสุรินทร์เป็น “เขตภัยพิบัติสงคราม” เพื่อให้การอนุมัติงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานว่านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้รับแจ้งว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ “ได้ลงนามในประกาศประกาศเขตภัยพิบัติสงครามแล้ว ซึ่งเป็นยกระดับเทียบเท่าน้ำท่วม-แผ่นดินไหว”

เวลา 11.20 น. นายชำนาญได้แถลงข่าวชี้แจงว่าเป็นการใช้ถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนของสื่อมวลชนบางสำนัก ในประกาศของจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนไม่มีถ้อยคำที่ระบุว่า “เขตภัยพิบัติสงคราม” เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้มีการประกาศสงคราม  

ทั้งนี้ ทางจังหวัดมีเพียงการประกาศให้อำเภอที่ได้รับผลกระทบใน จ.สุรินทร์เป็น “พื้นที่ประสบสาธารณภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ” มีประกาศและหนังสือที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ดังนี้

-ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยลงวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังในการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉิน

-หนังสือลงวันที่ 25 ก.ค. 2568 แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ใช้งบประมาณของตัวเองในการดูแลประชาชนในช่วง  2-3 วันแรกที่เกิดเหตุ และหลังจากนั้นทางจังหวัดจะจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลให้ท้องถิ่นต่อไป

ข่าวปลอม 1 ข่าว คือ ไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยวันที่ 28 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กสถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรีย Royal Embassy of Cambodia to the Republic of Bulgaria โพสต์ข้อความกล่าวหาว่าไทยใช้อาวุธเคมีโจมตีกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความกล่าวหาเรื่องไทยใช้อาวุธเคมีอย่างน้อย 4 โพสต์ ในเวลา 10.39, 12.11,12.23และ 13.46 น. โดยในโพสต์แรกมีการใช้ภาพประกอบเครื่องบินปล่อยควันสีแดงมีธงชาติไทยประกอบ แต่ได้ลบภาพออกในภายหลัง

กรณีนี้กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบกได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่มีการใช้ #อาวุธเคมี โดยนายนิกรเดช พลางกูร โฆษก กต. ระบุว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริงและสะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

“ประเทศไทยยืนยันการยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง” แถลงการณ์ กต. ระบุ 

สำหรับภาพที่สถานทูตกัมพูชาในบัลแกเรียนำมาประกอบโพสต์กล่าวหานั้น โคแฟคตรวจสอบพบว่าเป็นภาพประกอบข่าวเครื่องบินบรรทุกสารเคมีเพื่อดับไฟป่าในลอสแองเจลิสที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์สำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://www.thaipbs.or.th/verify/highlight/thai-cambodia-situation

https://www.thaipbs.or.th/news/content/354676 (กองทัพยืนยัน “กระสุนตกฝั่งลาว” ไม่ใช่ของฝ่ายไทย : ThaiPBS 26 ก.ค. 2568)

https://factcheck.afp.com/list/regions/Asia-Pacific

https://factcheck.afp.com

https://www.facebook.com/CofactThailand

**AFP มีทำรายงานภาษาอังกฤษอีกสองเรื่อง(ยังไม่มีรายงานภาษาไทย)

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.682J99E
Photo of US aircraft dropping fire retardant falsely linked to Thailand-Cambodia conflict | Fact Check

https://factcheck.afp.com/doc.afp.com.68247CQ
Old military exercise photo misrepresented as Thailand-Cambodia clashes | Fact Check


ชาวปาเลสไตน์จ้างนักแสดง ‘แกล้งตาย-เจ็บ’ ในศึกกาซาจริงหรือ?

ธีรนัย จารุวัสตร์

สมาชิกเครือข่าย Cofact Thailand 

ขณะที่ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาได้รับการตีแผ่ไปทั่วโลก แต่โลกโซเชียลมีเดียกลับเต็มไปด้วยคลิปที่อ้างว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงการ “จัดฉาก” เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากชาวโลก หรือที่เรียกกันในวงการสื่อว่า ทฤษฎีสมคบคิด “Pallywood”

หากใครจำกันได้ หลังจากที่กองทัพรัสเซียรุกรานยูเครนในต้นปี 2022 และเริ่มมีรายงานว่าประชาชนยูเครนจำนวนหนึ่งเสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย พิธีกรข่าวของช่อง “ททบ. 5” ในประเทศไทย ได้นำคลิปวิดิโอหนึ่งมาเผยแพร่ออกอากาศ โดยระบุว่าเป็นการจับผิด “ศพ” ชาวยูเครนที่ถูกทหารรัสเซียสังหาร แต่ “ศพ” กลับขยับเขยื้อนได้ ดูเหมือนเป็นการ “จัดฉาก” ซะมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฎว่าวิดิโอดังกล่าวเป็นคลิปจากเหตุการณ์การประท้วงสภาวะโลกร้อน ซึ่งนักกิจกรรมได้แสดงท่าทางเป็นศพเท่านั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเลย และในเวลาต่อมา ได้มีหลักฐานและภาพข่าวประชาชนยูเครนที่ถูกคร่าชีวิตโดยกองทัพรัสเซียปรากฎสู่สายตาชาวโลกอย่างล้นหลาม จนไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป การกล่าวหาในทำนองว่ายูเครน “จัดฉาก” ผู้เสียชีวิตเพื่อป้ายสีรัสเซีย จึงค่อยๆเงียบหายไป…

เวลาผ่านมาปีกว่า วาทกรรมดังกล่าวกลับขึ้นมาแพร่หลายในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง แต่เปลี่ยนบริบท 

จากสงครามในยูเครน สู่สงครามในฉนวนกาซาและอิสราเอล จากที่เคยพุ่งเป้าจับผิดว่าชาวยูเครน “จัดฉาก” หรือแกล้งตาย กลายมาเป็นการกล่าวหาว่าชาวปาเลสไตน์กำลังใช้ “นักแสดง” สวมบทบาทเป็นผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอล ซึ่งในปัจจุบัน ข้อมูลจากทางการกาซาระบุว่าชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10,000 ราย ตั้งแต่กองทัพอิสราเอลเริ่มปิดล้อมและถล่มฉนวนกาซา หลังฮามาสก่อเหตุสังหารประชาชนในอิสราเอลจำนวนมากเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวอย่างเช่น คลิปที่อ้างว่าชายคนหนึ่งที่สูญเสียขาในโรงพยาบาลกาซ่า กลับกลายว่ายังมีขาอยู่ในวันถัดมา หรืออ้างว่าศพเยาวชนในกาซาขยับเขยื้อนตัวได้ หรืออ้างว่ามีนักแสดงชาวปาเลสไตน์ปรากฎตัวในคลิปการโจมตีของอิสราเอลหลายครั้ง ฯลฯ 

ทั้งหมดเหล่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดที่เรียกว่า “Pallywood” ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า “Hollywood” กับ “Palestine” เพื่อที่จะสื่อว่า ภาพและข่าวความสูญเสียในปาเลสไตน์นั้น เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อตบตาชาวโลก มีการใช้นักแสดงหรือวางบทบาทกันเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ต่างจากการถ่ายภาพยนตร์ Hollywood

ที่น่ากังวลคือทฤษฎีสมคบคิดเช่นนี้ถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง แม้แต่ทางการอิสราเอลและสำนักข่าวจำนวนหนึ่ง (รวมถึงสื่อไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง) ก็หยิบมาเผยแพร่ต่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดแต่เคลือบแคลงใจต่อวิกฤติมนุษยธรรมในกาซาขณะนี้อย่างแพร่หลาย ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญและ factcheckers จำนวนมากได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าไม่มีมูลความจริง 

จากปาเลสไตน์ สู่กลุ่มขวาจัดอเมริกัน

แนวคิด Pallywood เริ่มปรากฎขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านการยึดครองเขตเวสต์แบงก์และกาซาโดยกองทัพอิสราเอล 

การลุกฮือ (หรือที่เรียกว่า intifada) ดังกล่าวประกอบด้วยทั้งการประท้วงและการใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล นำไปสู่การโต้ตอบอย่างรุนแรงจากกองทัพอิสราเอล ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพลเรือน ภาพข่าวความสูญเสียของชาวปาเลสไตน์เริ่มปรากฎขึ้นในสื่อมวลชนต่างประเทศหลายแห่ง กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอิสราเอล 

เหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก คือวิดิโอข่าวเหตุการณ์สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ที่พยายามซุกตัวในมุมถนนแห่งหนึ่ง เพื่อหลบการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ ก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งทีมข่าวระบุว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล สร้างความโกรธแค้นไปทั่วในปาเลสไตน์และนานาประเทศ

สองพ่อลูกชาวปาเลสไตน์ Jamal และ Muhammad al-Durrah ขณะพยายามหลบกระสุนปืนท่ามกลางการต่อสู้กันระหว่างทหารอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา เมื่อปี 2000 ที่มา: France 2

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถามต่อวิดิโอดังกล่าวว่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ โดยได้หยิบยกข้อสังเกตต่างๆมาวิจารณ์ เช่น ดูเหมือนคลิปมีการตัดต่อ, มุมกล้องไม่ได้แสดงเหตุการณ์ทั้งหมด, ลำดับเหตุการณ์ไม่ตรงกับคำให้การของพยาน ไปจนถึงกระทั่งว่า สองพ่อลูกในข่าวไม่ได้เสียชีวิตจริง แต่อาจจะเป็นการ “จัดฉาก” ขึ้นเท่านั้น 

แนวคิดนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นการตั้งข้อสังเกตกับข่าวเหตุการณ์เดียว กลายเป็นการตั้งคำถามกับภาพและข่าวความสูญเสียอื่นๆของชาวปาเลสไตน์ด้วย พร้อมโจมตีว่าสื่อมวลชนหลายแห่งสมคบคิดกันเพื่อจัดฉากป้ายสีอิสราเอล หรือจ้างนักแสดงปาเลสไตน์มาแกล้งตายเพื่อจะได้ภาพข่าวที่ต้องการ เป็นที่มาของคำว่า Pallywood 

กระแส Pallywood เริ่มลดลงไปบ้างหลังการกำเนิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยให้ประชาชนผู้เสพข่าวทั่วโลกได้เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆในปาเลสไตน์กับตาตัวเองโดยตรง แต่องค์ประกอบบางส่วนในแนวคิด Pallywood ได้วิวัฒนาการกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสมคบคิดอื่นๆ ที่มักจะเผยแพร่ในกลุ่มขวาจัดอเมริกันในเวลาต่อมา 

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อมีเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงหรือสังหารหมู่ในอเมริกา กลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งมักจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาว่า การกราดยิงต่างๆนั้นเป็นเพียงการ “จัดฉาก” โดยหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างจำกัดสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนหรือลิดรอนเสรีภาพประชาชน 

เท่านั้นยังไม่พอ ยังกล่าวหาด้วยว่าบรรดาเหยื่อกราดยิงและครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นเพียงนักแสดงเฉพาะกิจ (crisis actors) ที่เล่นบทบาทตบตาสื่อและประชาชน สร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังเช่นในเหตุกราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook เมื่อปี 2012 จนครอบครัวเหยื่อเหตุกราดยิงครั้งนั้นถึงกับรวมตัวฟ้องร้องนาย Alex Jones เจ้าของสำนักข่าวแนวขวาจัดรายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดดังกล่าว จนชนะคดีในเวลาต่อมา 

นอกจากนี้ ทฤษฎีสมคบคิดในลักษณะเดียวกันยังกลับมาปรากฎขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังเหตุการณ์กองทัพรัสเซียทิ้งระเบิดใส่โรงพยาบาลผดุงครรภ์ในเมือง Mariupol ประเทศยูเครน เมื่อต้นปี 2022 ซึ่งกลุ่มชาตินิยมและสื่อในสังกัดรัฐของรัสเซียพยายามบิดเบือนว่า ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็น “นักแสดง” ที่ยูเครนจัดฉากขึ้น เป็นต้น

เมื่อ ‘Mr. FAFO’ ระบาดมาถึงสื่อไทย

การสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรอบล่าสุด ได้ทำให้กระแส Pallywood กลับมาแพร่ระบาดในสังคมออนไลน์อย่างไม่ต้องสงสัย ท่ามกลางกระแสข่าวบิดเบือนจำนวนมากเกี่ยวกับสงครามกาซาที่กระจายอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย มีทั้งเพื่อสร้างและทำลายความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงของคู่ขัดแย้งบนความเข้าใจผิดของผู้เสพย์ข้อมูล

ตัวอย่างหนึ่งซึ่งมักจะปรากฎอยู่บ่อยๆ คือชายชายปาเลสไตน์คนหนึ่งที่กลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่สนับสนุนรัฐบาลอิสราเอล ระบุว่าเป็น “นักแสดง” มากบทบาท เป็นทั้งทหารฮามาส สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล แม้กระทั่งศพผู้เสียชีวิต

ชายคนนี้ได้รับฉายาจากกลุ่มขวาจัดอเมริกันว่า “Mr. FAFO” ซึ่งเป็นคำแสลงอเมริกันหมายถึงคนที่รนหาที่ตาย (Fuck Around, Find Out – FAFO) ข่าวนี้ได้กระจายออกจากโซเชียลมีเดียของกลุ่มขวาจัดไปสู่สังคมออนไลน์ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงแอคเคาท์ทวิตเตอร์ทางการของรัฐบาลอิสราเอลด้วย โดยระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า Mr. FAFO คนนี้เป็นหลักฐานปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของชาวปาเลสไตน์

ในกรณีประเทศไทย พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทยด้วยกัน  ส่วนในภาพรวมของสื่อมวลชนไทยจะเน้นการรายงานข่าวหรือข้อมูลการสู้รบระหว่างกองทัพอิสราเอลและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาสจากแหล่งข้อมูลทางการหรือสำนักข่าวต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ จะมีบางสื่อที่รายงานโดยให้น้ำหนักไปทางข้างใดข้างหนึ่ง เช่นกรณี เว็บไซต์ของช่อง Bright TV ได้หยิบยกเรื่องของ Mr. FAFO มาเผยแพร่ต่อ โดยเนื้อข่าวตอนนี้ระบุว่า:

“ทั้งนี้ ท่ามกลาง Saleh Aljafarawi นามแฝงของนาย FAFO ที่บงการอย่างสิ้นหวังและวิดีโอที่ทำให้เข้าใจผิดและการกล่าวอ้างทางโซเชียลมีเดีย เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มฮามาสใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและฉายภาพอิสราเอลว่าเป็นผู้กดขี่ กลไกที่น่าละอายอย่างหนึ่งของฮามาสก็คือการอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 500 รายในโรงพยาบาลฉนวนกาซา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) ชี้ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอล แต่เป็นจรวดที่ยิงผิดจากในฉนวนกาซา 

เห็นได้ชัดว่า นอกเหนือจากการทำสงครามกับฮามาส เฮาซี และฮิซบอลเลาะห์แล้ว อิสราเอลยังต้องต่อสู้กับสงครามข้อมูลที่บิดเบือน/บิดเบือนด้วยเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม หากได้มีการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะพบว่านาย Saleh มีอาชีพเป็นอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเทอร์ชื่อดังในกาซาตั้งแต่ก่อนเริ่มสงครามแล้ว โดยเขาได้เผยแพร่คลิปวิดิโอ สตอรี่ และผลงานเพลงจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศอื่นๆทั่วโลก อีกทั้งยังทำงานอาสาเป็นเจ้าหน้าที่ให้แก่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกาซาด้วย (จึงเป็นที่มาของภาพนาย Saleh ในเครื่องแบบโรงพยาบาล) 

มิได้มีเจตนาแฝงตัวเป็นบุคคลหลากหลายอาชีพแบบที่เข้าใจกัน และไม่เคยอ้างตัวว่าเป็นผู้บาดเจ็บจากเหตุโจมตีของอิสราเอล

นอกจากนี้ บางภาพที่นำมายำรวมกันและอ้างว่าเป็น Mr. FAFO ไม่ใช่ภาพของนาย Saleh ด้วยซ้ำ ดังเช่นภาพด้านขวามือที่ปรากฎข้างบนนี้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นภาพของ Mohammad Zendeq ชาวปาเลสไตน์อีกคนหนึ่ง ที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารโดยกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ (ไม่ใช่ฉนวนกาซา) ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม หรือก่อนหน้าสงครามกาซารอบล่าสุดเสียอีก 

ด้านทีมข่าว AFP Fact Check ในประเทศไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า ภาพ “ศพ” ที่หลายคนอ้างว่าเป็น Mr. FAFO แกล้งตายนั้น จริงๆแล้วเป็นภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งชุดประกวดงานวันฮาโลวีนในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2565 ต่างหาก

นอกจาก Mr. FAFO แล้ว ข่าวบิดเบือน Pallywood เช่นนี้ยังปรากฎขึ้นในอีกหลายรูปแบบ เช่น เอาคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์ในเลบานอน มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์กำลังแต่งหน้าและแต้มสีเลือด ให้ดูเหมือนว่าบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล, เอาภาพนักกิจกรรมในประเทศอียิปต์นอนแกล้งตายเพื่อประท้วงรัฐบาล มาอ้างว่าชาวปาเลสไตน์แต่งกายเป็นศพ เพื่อหลอกตาสื่อมวลชน เป็นต้น

เครื่องมือทางจิตวิทยา?

แน่นอนว่าคำถามหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจหลายคนคือ ผู้ที่เผยแพร่และปั่นกระแส Pallywood เช่นนี้ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งได้แสดงความกังวลไว้ว่า ผลกระทบหนึ่งจากทฤษฎีสมคบคิด Pallywood คือจะค่อยๆทำให้ประชาชนที่รับข่าวสารเกี่ยวกับสงครามกาซาเกิดความเคลือบแคลงใจ และเริ่มคิดว่าสื่อหรือโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ไม่น่าเชื่อถือ จนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเท็จ” ค่อยๆเลือนลงไป ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ถึงวิกฤติมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในกาซา 

ดังที่ Sam Doak นักวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวบิดเบือน ให้สัมภาษณ์ไว้กับ Rolling Stone ว่าแนวคิดเช่นนี้เสี่ยงทำให้ผู้ที่รับชมข่าวสารมีทัศนคติเชิงลบต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะปักใจเชื่อว่าชาวปาเลสไตน์พยายามหลอกลวงประชาชนทั่วโลก และมองว่าข่าวเกี่ยวกับความสูญเสียของพลเรือนปาเลสไตน์เป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น

“นี่คือการลดทอนความเป็นมนุษย์” Doak กล่าวสรุป

ข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

No, Palestinians Are Not Faking the Devastation in Gaza | Rolling Stone 

Clip shows teenager in West Bank hospital, not faked injuries in Gaza | AFP Fact Check

A thread on Pallywood conspiracy theory | Matt Binder 

พบข้อมูลบิดเบือน คลิปปลอม เกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาส มีคนดูหลายล้านวิวในโซเชียลมีเดียไทย I BBC Thai 


กฎหมายเลือกตั้งเขียนไว้อย่างไรเรื่องการ “ถอนตัว-เปลี่ยนแปลง” ผู้สมัคร สส.

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน –  สมชัย ศรีสุทธิยากร” ถึงกรณีที่พรรคประชาชนประกาศเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. กทม. ที่ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน โดยให้ความเห็นว่ามีโอกาสที่จะถูกร้องว่าเป็นการรับสมัครโดยมิชอบหากไม่ดำเนินการตามกฎหมาย

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากพรรคประชาชนแถลงข่าวเรื่องการเปลี่ยนตัวบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน เขตบางพลัด-บางกอกน้อย ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงิน ช่วงเช้าวันที่ 29 ธ.ค. 2568 อดีต กกต. โพสต์ข้อความว่า

“สมัครได้เบอร์แล้วถอนตัวไม่ได้  มีเหตุผลคือไม่งั้นจะมีการจ้างถอนตัวกัน ผู้สมัครหรือพรรคที่ส่งผู้สมัครแล้ว จะถอนการสมัครได้แค่ 3 กรณี คือ 1) ตาย 2) ขาดคุณสมบัติ และ 3) มีลักษณะต้องห้าม และต้องทำก่อนก่อนปิดรับสมัคร อ้างอิง: มาตรา 50 พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.” (ลิงก์บันทึก)

ต่อมาเขาได้โพสต์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “การถูกตำรวจจับกุม ยังไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม เพราะยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกของศาล  จึงไม่เป็นเหตุให้ถอนตัว ส่วนเรื่องคุณสมบัติ ที่นำมาใช้เป็นสาเหตุได้ คือ การขาดจากการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งอาจเกิดจากการถูกลงมติขับ หรือการลาออกก็ได้ ซึ่งต้องนำหลักฐานมาแสดง” (ลิงก์บันทึก)

“ทำให้ถูกต้อง สามารถเปลี่ยนผู้สมัครได้ แต่จะได้เบอร์เดิมหรือไม่ แล้วแต่ กกต. กทม. ที่จะมีความเห็น แต่หากทำผิดกฎหมายผู้สมัครรายอื่นในเขตเลือกตั้ง สามารถฟ้องว่า การรับสมัครเป็นไปโดยมิชอบได้” อดีต กกต. ระบุ

โคแฟคตรวจสอบ

มาตรา 50 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ระบุว่า 

“เมื่อผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งได้ออกหลักฐานการรับสมัครรับเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครตามมาตรา 46 แล้ว ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจะถอนการสมัครหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้เฉพาะกรณีผู้สมัครตายหรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และต้องกระทำก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด”

สมชัยให้ความเห็นกับโคแฟคว่า บุญฤทธิ์ไม่เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. เนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด 

มาตรา 42  ของ พ.ร.ป. การเลือกตั้ง สส. กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส. ไว้ทั้งหมด 21 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ “เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุด” ว่ากระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งคดีของบุญฤทธิ์อยู่ในขั้นถูกออกหมายจับของตำรวจเท่านั้น

ส่วนการเปลี่ยนแปลงผู้สมัครด้วยเหตุ “ขาดคุณสมบัติ” จากการลาออกหรือถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น สมชัยมองว่า แม้จะใช้เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้ แต่ก็อาจเกิดคำถามว่าการลาออกหรือถูกขับออกจากพรรคภายหลังจากที่การรับสมัครเสร็จสิ้นแล้ว เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 50 หรือไม่

“เรื่องนี้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) จะต้องวินิจฉัยว่าจะยอมให้เปลี่ยนแปลงผู้สมัครได้หรือไม่ ซึ่งต้องระมัดระวังมากเพราะอาจมีผู้สมัครคนอื่นร้องเรียน กกต. ว่าดำเนินการรับสมัครโดยมิชอบได้” สมชัยกล่าว

ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์  แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม. เห็นตรงกับสมชัยว่าผู้สมัครคนดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามเนื่องจากศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เขาเห็นว่าหากลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนแล้วก็ถือว่าขาดคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. เรื่องการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่ง ผอ.กกต.กทม. เห็นว่าเป็นเหตุให้เปลี่ยนตัวผู้สมัครได้ตามมาตรา 50

ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 93 ระบุว่า ในกรณีที่พรรคการเมืองประสงค์จะถอนการสมัครรับเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัคร ผู้สมัครที่มาแทนจะต้องยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมด้วยเอกสาร หลักฐานและหนังสือขอถอนการสมัครรับเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้งต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตก่อนการปิดรับสมัคร คือ ภายในเวลา 16.30 น. ของวันที่ 31 ธ.ค. 

อย่างไรก็ตามว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์กล่าวว่า กกต. กทม. จะต้องพิจารณาเอกสารและหลักฐานจากพรรคประชาชนโดยละเอียดอีกครั้งว่าให้เหตุผลการขอเปลี่ยนตัวผู้สมัครว่าอย่างไร ขั้นตอนการส่งชื่อผู้สมัครคนใหม่มาแทนเป็นไปตาม พ.ร.ป. และระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. หรือไม่

เวลาประมาณ 17.00 น. เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่าสมาชิกพรรคประชาชน กทม. ได้จัดประชุมทำไพรมารีโหวตเพื่อคัดเลือกผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 เขตบางพลัด-บางกอกน้อย แทนที่ผู้สมัครเดิมที่โดนออกหมายจับคดีเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและยาเสพติด โดยที่ประชุมมีมติรับรอง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีต สส. ให้เป็นว่าที่ผู้สมัครด้วยคะแนน 88-0

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย 

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

โฆษกภูมิใจไทยระบุ นโยบาย “รั้วของชาติ” รวมถึงการสร้างกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อนุทินประกาศนโยบายสร้างกำแพงชายแดน 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเป็นจริง** 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวเด็ดคลิปดัง” โพสต์ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ฝังข้อความว่า “อนุทินประกาศนโยบายสร้างกำแพงชายแดน เปิดรับทหารอาสา 1 แสนนาย รับราชการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท” และให้ข้อมูลเพิ่มเติมในคอมเมนต์ว่า

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศนโยบายพรรคภูมิใจไทย สร้างกำแพงความมั่นคง ปกป้องคนไทยจากภัยคุกคาม สกัดลักลอบนำเข้า เปิดรับสมัครทหารอาสา 1 แสนนาย เปลี่ยนจากทหารเกณฑ์ เป็นทหารอาสา เพื่อให้ได้คนที่เต็มใจเข้ามาปกป้องประเทศ รับราชการ 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท พร้อมจะได้รับการฝึกทักษะ อาชีพ และมีโอกาสเติบโตในอาชีพทหารต่อไป ประเทศไทยจะมีกำลังพลและกองทัพที่เข้มแข็ง” (ลิงก์บันทึก)

เนื้อหาที่เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวเด็ดคลิปดัง” เผยแพร่เป็นข้อความเดียวกับรายงานข่าวที่เพจเฟซบุ๊ก “เนชั่นสุดสัปดาห์ Nation Weekend” โพสต์ก่อนหน้าราวหนึ่งชั่วโมง ซึ่งถูกแชร์ไปมากกว่า 1,300 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นเกือบ 5,000 ครั้ง ส่วนใหญ่สนับสนุนการสร้างกำแพงที่ชายแดนไทย-กัมพูชา (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 24 ธ.ค. พรรคภูมิใจไทยจัดงานแถลงนโยบายเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง ในส่วนของนโยบายด้านความมั่นคง อนุทินกล่าวถึงการสร้าง “รั้วของชาติ” ว่า

“เดินไปไหนคนไทยบอกว่าเมื่อไหร่จะสร้างรั้ว พรรคภูมิใจไทยสร้างรั้วแน่นอนครับ แต่เป็นรั้วของชาติ รั้วที่จะทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยให้กับชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคน เราจะสร้างรั้วของชาติที่เป็นรั้วที่ป้องกันภัยครบทุกด้าน ทั้งภัยด้านการทหาร ภัยสงคราม ภัยยาเสพติด ภัยจากการลักลอบขนของเถื่อน ภัยจากการแอบนำพืชผลการเกษตรที่ไม่ได้ปลูกในไทยเข้ามาแล้วทำให้ราคาพืชผลการเกษตรของเราตกต่ำ ภัยจากแรงงานเถื่อน นอกจากนี้เราจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศของเราที่เราจะป้องกันอาชญากรรมต่าง ๆ ทั้งเครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโนและทุนเทา…เราจะสร้างรั้วเพื่อปกป้องประเทศจากสิ่งเหล่านี้”

หากฟังเฉพาะถ้อยคำในการแถลงนโยบายจะเห็นได้ว่าอนุทินไม่ได้ใช้คำว่า “สร้างกำแพง” แต่ใช้คำว่า “รั้วของชาติ” ในเชิงเปรียบเปรยว่านโยบายด้านความมั่นคงของพรรคเสมือนการสร้างรั้วป้องกันประเทศและคนไทยจากภัยความมั่นคง โดยไม่ได้พูดเฉพาะเจาะจงถึงการสร้างกำแพงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม วันที่ 27 ธ.ค. เพจเฟซบุ๊กทางการของพรรคภูมิใจไทยได้เผยแพร่คลิปวิดีโอสั้นคำแถลงนโยบายด้านความมั่นคงของอนุทินพร้อมคำบรรยายว่า ภูมิใจไทยมีนโยบาย “สร้างกำแพงป้องกันภัยรุกราน แรงงานเถื่อน ยาเสพติด สินค้าเกษตรข้ามแดนผิดกฎหมาย”

โคแฟคสอบถามความชัดเจนจากแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทยว่านโยบายรั้วของชาติที่อนุทินกล่าวบนเวทีแถลงนโยบายนั้นหมายถึงการก่อสร้างกำแพงทางกายภาพบริเวณชายแดนด้วยหรือไม่

โฆษกภูมิใจไทยอธิบายว่าพรรคเลือกใช้คำว่า “รั้ว” และ “กำแพง” ในความหมายเดียวกันคือหมายถึงสิ่งที่ป้องกันประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการสร้างกำแพงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหรือจุดอื่น ๆ ที่มีปัญหา ซึ่งปัจจุบันก็มีการก่อสร้างแล้วในหลายพื้นที่ 

“เราพูดถึงกำแพงทั้งในเชิงกายภาพ และการใช้เทคโนโลยีทางการทหารและความมั่นคงในการตรวจจับภัยคุกคามตามแนวชายแดน” โฆษกภูมิใจไทยระบุ

📌 ข้อสรุปโคแฟค: อนุทินไม่ได้ระบุชัดในเวทีแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ว่าพรรคมีนโยบายสร้างกำแพงที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เปรียบนโยบายด้านความมั่นคงของภูมิใจไทยว่าเป็นการสร้าง “รั้วของชาติ”

ต่อมาทางพรรคได้สื่อสารนโยบายนี้โดยใช้คำว่า “สร้างกำแพงเพื่อป้องกันภัยรุกราน” ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของโฆษกพรรคว่า “รั้วของชาติ” และ “กำแพง” มีความหมายเดียวกันคือนโยบายปกป้องประเทศจากภัยคุกคามในทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการสร้างกำแพงตามแนวชายแดน การใช้เทคโนโลยีและมาตรการอื่น ๆ ด้วย

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สรุปข่าวจริง ลวงประจำวันที่ 27 ธันวาคม 2568

สว.อังคณาระบุมีชาวกัมพูชา 750,000 คน ได้รับผลกระทบจากการสู้รบกับไทย…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/5w9dxp3iwcbl


ปธน. สี จิ้นผิง กล่าวว่าวิธีหยุดนักการเมืองทุจริตคือต้องประหารเท่านั้น…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1klgeczh82ft


พบโดรนบินว่อน ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/6bhmwiz6b2sk


คลิปเครื่องบิน F-16 ของไทยบินผาดโผนหลังทิ้งระเบิดโจมตีกัมพูชา…จริงหรือ?

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/3hgj3f9o97hjg


กรมอุทยานฯ มอบของขวัญสุดพิเศษ ฟรีค่าบริการผ่านเข้าอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ต้อนรับปีใหม่ 2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/1qz8osu3g9mn5


มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน – นครราชสีมา เปิดวิ่งฟรี 7 ด่าน เริ่ม 26 ธันวาคมนี้

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/13tygvhzq2hqq


6 สายการบิน มอบของขวัญปีใหม่ ลดค่าตั๋วทันที 30% กว่า 200 เที่ยวบิน

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/a2707mgf7f86


ตู้โชว์กระจกของชนิด “เทมเปอร์” แตกเอง

อ่านต่อได้ที่  https://cofact.org/article/1eu6t6u08clnh


ขึ้นทางด่วนฟรี 7 วัน! ช่วงเทศกาลปีใหม่ วันที่ 30 ธ.ค. 2568 – วันที่ 5 ม.ค.2569

อ่านต่อได้ที่ https://cofact.org/article/2fklgry34ja4j

หัวหน้าพรรคประชาชนพูดเรื่องมาตรา 112 ว่าอย่างไรในเวทีดีเบตของไทยรัฐ

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนพูดในเวทีดีเบตไทยรัฐว่าจะแก้ไขมาตรา 112

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาคลาดเคลื่อน** หัวหน้าพรรคประชาชนพูดเรื่องมาตรา 112 จริง โดยระบุว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหาและหวังว่าสังคมจะร่วมกันหาทางปรับปรุงแก้ไข แต่ไม่ได้กล่าวว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการแก้ไข

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 25 ธ.ค. 2568 สื่อหลายสำนักรายงานว่าอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โดยอ้างถึงรายการ “ดีเบตอีกสักตั้ง กับ ไทยรัฐ เลือกตั้ง 69” ออกอากาศทางช่องไทยรัฐทีวีเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ว่า

“ผมติดตามชมรายการไทยรัฐดีเบต ทราบว่าหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นคนเดียวบนเวทีที่ยังยืนยันว่าต้องแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถ้ายังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่ร่วมด้วยแน่นอน พรรคไหนจะร่วมก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรค แต่เท่าที่ดูแคนดิเดตของทุกพรรค ไม่มีพรรคไหนตอบว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ยกเว้นพรรคประชาชน” (ที่มา: เว็บไซต์มติชน)

ต่อมาผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากได้โต้แย้งคำพูดของอนุทินว่า ในเวทีดีเบต หัวหน้าพรรคประชาชนตอบคำถามพิธีกรเรื่องการรวมนักโทษการเมืองที่ถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 112 ใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการแก้ไขมาตรา 112

วันที่ 25 ธ.ค. ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้ากล่าวถึงประเด็นนี้ในรายการ The Standard Now ว่า “….คุณอนุทินคงจะเข้าใจผิด วันนั้นสิ่งที่คุณณัฐพงษ์แสดงจุดยืนไปก็คือเรื่องการนิรโทษกรรมทางการเมือง ไม่เกี่ยวอะไรกับมาตรานี้ [112] ศาลรัฐธรรมนูญก็ให้คำวินิจฉัยไว้แล้วว่าใช้เรื่องสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงไม่ได้ ดังนั้นคิดว่าเรื่องนี้คุณอนุทินคงจะเข้าใจผิด”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: จากการตรวจสอบคลิปรายการ “ดีเบตอีกสักตั้ง กับ ไทยรัฐ เลือกตั้ง 69” ที่เผยแพร่ทางช่องยูทูบ “Thairath News – ข่าวไทยรัฐ” เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. โคแฟคพบว่าในช่วงท้ายของการดีเบต พิธีกรถามแคนดิเดตนายกฯ จากทั้ง 8 พรรคที่มาร่วมรายการว่า “ถ้าท่านเป็นนายกฯ ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่รวมนักโทษการเมืองที่โดนคดีมาตรา 112 ถ้าเห็นด้วยให้ยกมือขึ้น”

ณัฐพงษ์เป็นคนเดียวที่ยกมือว่าเห็นด้วย พิธีกรถามย้ำว่าพรรคประชาชนจะเดินหน้าต่อในการผลักดันเรื่องนี้ใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชนตอบว่า 

“ก็พยายามผลักดันตามข้อจำกัดที่มีอยู่ กฎหมายนิรโทษกรรมก็ได้ผ่านสภาไปแล้ว ส่วนกระบวนการในการเดินหน้า ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล เรายืนยันในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ไม่ควรมีใครจะต้องติดคุกเพราะคำพูด จริง ๆ ต้องอ้างอิงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันไม่มีพรรคการเมืองใดที่สามารถเอาประเด็นนี้มาเป็นนโยบายในการหาเสียงได้อีก แต่ผมอยากแสดงจุดยืนทิ้งท้ายไว้นิดเดียวว่า จริง ๆ เราต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่ากฎหมายฉบับนี้ยังมีปัญหาอยู่บางส่วน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของโทษขั้นต่ำ ซึ่งกรอบคำวินิจฉัยของศาลรรัฐธรรมนูญก็เปิดช่องให้แก้ไขได้ แต่จะแก้อย่างไร ภายใต้กรอบข้อจำกัดทางการเมืองที่มีอยู่ พรรคประชาชนก็หวังว่าสังคมไทยจะตกผลึกในเรื่องนี้ร่วมกันและหาทางในการปรับปรุงแก้ไขต่อไปในอนาคต

📌 ข้อสรุปโคแฟค: จากคำตอบของณัฐพงษ์ข้างต้น สรุปได้ว่าหัวหน้าพรรคประชาชนพูดถึงการแก้ไขมาตรา 112 ในเวทีดีเบตของไทยรัฐเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. จริง โดยยืนยันว่ากฎหมายมาตรานี้มีปัญหาและหวังว่าสังคมไทยจะร่วมกันหาทางในการปรับปรุงแก้ไขในอนาคต 

วันที่ 24 ธ.ค. ณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” เกี่ยวกับมาตรา 112 ในทำนองเดียวกันว่า “กฎหมายฉบับนี้เป็นปัญหาในสังคมไทยจริง ๆ เรามาทำงานการเมืองเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาในทุก ๆ เรื่อง ตราบใดที่เราไม่กล้าพูดคุยเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา แล้วยังคงซุกมันไว้ใต้พรม สังคมก็ไม่มีทางออก”

อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ไม่ได้ระบุว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการแก้ไขมาตรา 112 และยังยืนยันทั้งในเวทีดีเบตไทยรัฐและในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถบรรจุเรื่องนี้เป็นนโยบายในการหาเสียงได้อีก ดังนั้นคำให้สัมภาษณ์ของอนุทินที่ว่า “ไม่มีพรรคไหนตอบว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ยกเว้นพรรคประชาชน” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าพรรคประชาชนจะเดินหน้าแก้ไขมาตรา 112 หากได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 2569  

โคแฟคตรวจสอบเว็บไซต์นโยบายพรรคประชาชน เลือกตั้ง 2569 ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ซึ่งมีนโยบายมากกว่า 200 ข้อ ในส่วนของนโยบายด้านประชาธิปไตยและความมั่นคง ไม่พบว่ามีนโยบายใดที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ส่วนนโยบายเรื่องการนิรโทษกรรมประชาชนคดีการเมือง ทางพรรคะบุว่าจะ “ผลักดันนิรโทษกรรมคดีการเมืองประชาชนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน คืนสิทธิให้ผู้เห็นต่าง แต่ไม่นิรโทษคนทำรัฐประหาร เจ้าหน้าที่ที่สลายการชุมนุมเกินกว่าเหตุ”

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

5 เรื่องเด่น Cofact สนทนา “รวมพลคนเช็กข่าว” ปี 2568

รายการ โคแฟคสนทนา รวมพลคนเช็กข่าว เป็นรายการที่นำประเด็นข้อมูลจริงหรือข้อมูลลวงที่ประชาชนสงสัย และให้ตัวแทนเข้ามาสอบถามผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น  ด้วยตัวเอง โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT และ สุชัย เจริญมุขยนันท UbonConnect ร่วมดำเนินรายการ

นำเสนอทางเพจ,ยูทูป Cofact Thailand UbonConnect และเครือข่าย

ทุกวันอังคารเวลา 19.00-19.30 .

ในปี 2568 ทางรายการได้คัดเรื่องเด่น 5 เรื่อง ตามความนิยมของผู้ชมดังนี้

1.ยาลดไขมัน Statin มีโทษมหันต์จริงหรือ ? นำเสนอเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568

ผู้ตอบคำถามคือ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ (หมอหม่อง) หน่วยวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ คุณเมย์ เป็นคนเช็กข่าว ผู้สอบถาม

ในช่วงที่ผ่านมา กระแสต่อต้านยาลดไขมันในกลุ่มสแตติน (Statin) ได้สร้างความสับสนในสังคม ด้วยข้อมูลที่ระบุว่ายานี้อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ไต และกล้ามเนื้อ ทำให้หลายคนสงสัยว่ายาลดไขมันสแตตินเป็น “พระเอก” ที่ช่วยปกป้องหัวใจ หรือเป็น “ผู้ร้าย” ที่ก่อโทษต่อร่างกายกันแน่

คุณหมอหม่องได้ตอบคำถามใจความโดยสรุปว่า ยาลดไขมัน Statin ไม่ได้มีโทษมหันต์ อย่างที่ถูกกล่าวอ้างในโซเชียล ผลข้างเคียงมีจริงแต่พบได้น้อยมากและแพทย์เฝ้าระวังได้

ในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือเคยเป็นโรคหัวใจ Statin ช่วยลดโอกาสหัวใจวายและอัมพาตได้ชัดเจน ประโยชน์มากกว่าโทษ

อันตรายที่แท้จริงคือ การหยุดยาเองจากข้อมูลผิด ๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์ซึ่งเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคอย่างรุนแรง

วอนอินฟลูเอนเซอร์ อย่าทำให้คนไข้เสี่ยงด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

2.ถั่วลิสงมีสารก่อมะเร็งจริงหรือ? นำเสนอเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 

ผู้ตอบคำถามนี้คือ นายณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ผู้สอบถามคือ น้องออม สุมัณฑิรา ศรีสังวาลย์

จากกระแสในโซเชียลมีเดียที่แชร์กันมาก ว่าถั่วลิสงมีสารก่อมะเร็งจริงหรือไม่ และถ้าทานได้ ควรบริโภคในปริมาณเท่าใด?” คำถามนี้สะท้อนความกังวลของประชาชนที่ติดตามข่าวสารและต้องการคำตอบที่ชัดเจน

นายณัฐฐศรัณฐ์ ตอบคำถามว่า ถั่วลิสง ไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็งโดยตัวมันเอง แต่เสี่ยงได้หากปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซินจากเชื้อรา เมื่อเก็บในที่ชื้นหรือร้อนนาน

ถั่วลิสงที่คัดคุณภาพดี ผ่านการคั่วหรืออบอย่างถูกวิธี ปลอดภัยและทานได้ไม่จำเป็นต้องงด

ควรบริโภคในปริมาณพอดี ไม่มากเกินไป หลีกเลี่ยงถั่วที่มีกลิ่นอับหรือรสผิดปกติ และเลือกแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้

3.มัตจะดื่มทุกวันเป็นอันตรายจริงหรือ นำเสนอวันที่ 23 กันยายน 2568

ผู้ตอบคำถามนี้คือ รองศาสตราจารย์ ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศอาจารย์ประจำหลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สอบถามคือ ธัญพิชชา สร้อยสุวรรณ์

ความนิยมในมัตจะที่กลายเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ราคาเครื่องดื่มมัตจะพรีเมียมอาจสูงถึงแก้วละ 80-300 บาท ตั้งข้อสังเกตว่า “มัตจะอาจเป็นอันตรายต่อกระเป๋าสตางค์!!” และแสดงความกังวลว่าการดื่มทุกวันอาจส่งผลต่อสุขภาพ เช่น การนอนไม่หลับจากคาเฟอีน หรือผลกระทบต่อผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาการนอนหลับ

ดร.วันทนีย์ ได้ตอบคำถามว่า การดื่มมัตจะ ไม่อันตรายหากดื่มในปริมาณเหมาะสม แต่มัตจะมีคาเฟอีนและสาร EGCG สูงกว่าชาเขียวทั่วไป

ดื่มมากหรือดื่มทุกวันหลายแก้ว อาจเสี่ยงนอนไม่หลับ รบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก และกระทบผู้ที่มีโรคประจำตัวบางกลุ่ม

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ไม่เกินวันละ 1 แก้ว (ประมาณ 16 ออนซ์) และไม่จำเป็นต้องดื่มทุกวัน เพื่อความปลอดภัยและสมดุลสุขภาพ

4.ไขข้อข้องใจยาดมสมุนไพรมีเชื้อราจริงหรือ นำเสนอวันที่ 24 มิถุนายน2568

ผู้ตอบคำถามคือ ผศ.ดร.พัชรี กัมมารเจษฎากูล ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาคลินิก จากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ผู้สอบถามคือ น้องจอย

กระแสโซเชียลที่ระบุว่ายาดมสมุนไพรแบบกระปุกที่หลายคนใช้เป็นประจำอาจมีการปนเปื้อนเชื้อรา โดยมีผู้ป่วยบางรายพบเชื้อราในปอดและสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับยาดม หลังตรวจพบคราบสีดำที่ก้นกระปุกยาดม เรื่องนี้สร้างความกังวลในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ยาดมสมุนไพรที่เชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและปลอดภัย

ดร.พัชรี ชี้จากงานวิจัยพบว่า ยาดมสมุนไพรอาจมีเชื้อราปนเปื้อนจริง โดยเฉพาะชนิดสมุนไพรแห้ง แต่ยัง ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของเชื้อราขึ้นปอด เชื้อราที่พบส่วนใหญ่เป็น “เชื้อราฉวยโอกาส” ซึ่งมักไม่อันตรายในคนสุขภาพดี แต่เสี่ยงในผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

ยาดม ไม่อันตรายหากเลือกที่ได้มาตรฐาน ใช้พอเหมาะ เก็บให้แห้งสะอาด และหยุดใช้ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ

5.น้ำดื่มแถมจากปั๊มน้ำมันอันตรายจริงหรือ นำเสนอวันที่ 20 พฤษภาคม2568

ผู้ตอบคำถามคือ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ (อ.เจษฎ์) อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สอบถามคือ พลอยและน้าติ๊ก

มีคลิปไวรัลระบุว่า ขวดน้ำพลาสติกมีรูพรุนขนาดเล็ก ที่มองไม่เห็น อาจทำให้สารเคมี ฝุ่น หรือเชื้อโรคซึมเข้าไปได้เมื่อขวดถูกความร้อน ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้

อ.เจษฎ์ อธิบายว่า น้ำดื่มแจกฟรีจากปั๊มน้ำมันได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อการดื่ม ข่าวลือเรื่องสารเคมีซึมเข้า ทำให้มะเร็ง ฮอร์โมนเพี้ยน เป็นข้อมูลเกินจริง ขวด PET มีรูพรุนจริงแต่เล็กมาก เชื้อโรคหรือสารอันตราย แทบไม่สามารถซึมเข้าได้ในสภาพปกติ แม้ตากแดดช่วงสั้น

อย่างไรก็ตาม ควรดื่มให้หมดเร็ว ไม่เก็บนาน ไม่ใช้ซ้ำ และการชงนม ล้างแผล หรือทำอาหาร ควรใช้น้ำต้มสุกหรือน้ำปลอดเชื้อ เพื่อความปลอดภัย

กรมการปกครองยืนยัน เสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ ไม่ได้เปิดให้ลูกแรงงานต่างด้าวได้สัญชาติไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: กรมการปกครองเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ เปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทย  

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลคลาดเคลื่อน** กรมการปกครองเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ เพื่อกำหนดว่าบุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในไทยและได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็น “ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับลูกของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยที่ต้องได้สัญชาติตามพ่อแม่ 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 18 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” โพสต์ภาพหนังสือราชการที่สำนักทะเบียนกลาง สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ส่งถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงวันที่ 17 ธ.ค. 2568 และเขียนคำบรรยายในโพสต์ว่า 

“ปัจจุบันกำลังมีการเสนอ แก้ พ.ร.บ. สัญชาติ ให้มีการกำหนดว่าคนที่ได้สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 เป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ความหมายคือทุกกลุ่ม รวมไปถึงลูกแรงงาน จบ ป.ตรี ต่อไปในอนาคตลูกพม่าอาจจะได้เป็นนายกฯ จริง ๆ ก็ได้ใครจะไปรู้” (ลิงก์บันทึก)

โพสต์นี้ถูกแชร์เกือบ 200 ครั้ง ผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เข้าใจว่าการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ จะเปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยทันที และวิจารณ์ว่าการแก้ไขกฎหมายนี้ “เอื้อให้ต่างด้าวยึดประเทศไทย” “อุ้มต่างด้าว” และ “ไม่ปกป้องคนไทย”

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: หนังสือราชการที่เพจเฟซบุ๊ก “ต่างด้าวทำอะไร” นำมาเผยแพร่ เป็นหนังสือที่สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองส่งถึง กกต. หลังจากพบว่ามีบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ. สัญชาติ ถูก กกต. ตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ม.ค. 2569 เนื่องจาก กกต. อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2567 ที่ระบุว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ไม่เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” ขณะที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ของ พ.ร.บ.สัญชาติ เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่เกิดในไทยแต่ไม่เคยได้สัญชาติไทยและไม่มีหลักฐานว่าใช้สัญชาติอื่น สามารถขอมีสัญชาติไทยได้ โดยจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การขอมีสัญชาติไทยตามมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567 

ปัญหาการตีความมาตรา 7 ทวิ วรรคสองของ พ.ร.บ. สัญชาติ เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 23/2567 ลงวันที่ 2 ต.ค. 2567 ในกรณีที่มีผู้ร้องเกี่ยวกับการเพิกถอนสัญชาติไทยว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญระบุในตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยว่าบุคคลที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ไม่เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด”

เมื่อพบปัญหาการตัดสิทธิทางการเมืองของบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 ทั้งที่บางคนเคยสมัครได้และได้รับการเลือกตั้งแล้วในครั้งก่อน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครองจึงทำหนังสือยืนยันความเห็นต่อ กกต. ว่า บุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด” และให้ความเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีบริบทจำเพาะในคดีนั้น ไม่ควรนำมาขยายผลเสมือนเป็นบทบัญญัติกฎหมายใหม่ที่นำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นการตีความเกินขอบเขตคำวินิจฉัย

สำนักทะเบียนกลางระบุในหนังสือที่ส่งถึง กกต. ด้วยว่า กรมการปกครองอยู่ระหว่างเสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ เพื่อกำหนดว่าการได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง “ให้ถือว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด” ซึ่งเพจ “ต่างด้าวทำอะไร” นำข้อความนี้มาสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นการเปิดช่องให้ลูกแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

นายบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ยืนยันกับโคแฟคว่าการเสนอแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทยแก่ลูกของแรงงานต่างด้าว ด้วยเหตุผลดังนี้

▪️ มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นการให้สัญชาติไทยเฉพาะกลุ่มคนไร้สัญชาติคือบุคคลที่เกิดในไทยแต่ไม่มีสัญชาติเท่านั้น และกระบวนการให้สัญชาติไทยตามมาตรานี้จะต้องมีการสืบพยานบุคคล พยานเอกสาร และผ่านขั้นตอนการตรวจสอบอย่างรัดกุม เช่น กรณีของหม่อง ทองดี อดีตเด็กไร้สัญชาติที่มีชื่อเสียงจากการแข่งขันพับเครื่องร่อนกระดาษเมื่อปี 2552 ซึ่งต่อมาได้ยื่นขอสัญชาติไทยและได้รับสัญชาติไทยตาม มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เนื่องจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

▪️ มติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ระบุว่ากลุ่มบุคคลที่สามารถขอสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ได้แก่ บุตรของชนกลุ่มน้อย และบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจแล้วเท่านั้น ซึ่งไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต 

▪️ บุตรของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทยจะได้สัญชาติตามพ่อแม่ หากคนกลุ่มนี้ รวมทั้งบุคคลสัญชาติอื่นที่เกิดและเติบโตในประเทศไทยประสงค์จะขอสัญชาติไทย ต้องยื่นขอแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 หรือ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ และต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น กรณีของชเว ย็อง-ซ็อก หรือ “โค้ชเช” ผู้ฝึกสอนนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย ที่สละสัญชาติเกาหลีใต้เพื่อขอสัญชาติไทย 

ผอ.ส่วนสัญชาติและการทะเบียนชี้แจงด้วยว่า การแก้ไข พ.ร.บ. สัญชาติเพื่อระบุว่าผู้ที่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง เป็นผู้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ยังอยู่ในขั้นตอนการเสนอและยังไม่ทราบว่าจะได้รับการอนุมัติให้แก้ไขหรือไม่

หลักเกณฑ์การขอมีสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ที่ส่วนสัญชาติและการทะเบียนและบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยกรมการปกครอง เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2568

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก-X เผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ “นโยบายล้างหนี้” ของพรรคเพื่อไทย

กองบรรณาธิการโคแฟค

เนื้อหาที่ตรวจสอบ: พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายล้างหนี้ “เป็นหนี้ 200,000 จ่ายแค่ 20,000” 

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อนโยบายของพรรคเพื่อไทย**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 21 ธ.ค. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กและ X หลายบัญชีเผยแพร่ภาพนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฝังข้อความว่า “เอาไหม! เป็นหนี้ 2 แสน จ่าย 2 หมื่น นโยบายล้างหนี้เพื่อไทย” บางเพจมีข้อความบรรยายในโพสต์ว่า “…เป็นหนี้ 100% ใช้แค่ 10% นอกนั้นรัฐบาลจะใช้ให้” (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 16 ธ.ค. พรรคเพื่อไทยจัดงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนของพรรคเพื่อไทยคือ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์

นายจุลพันธ์กล่าวว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะสานต่อนโยบายล้างหนี้ หนึ่งในนั้นคือมาตรการล้างหนี้ให้ประชาชนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 200,000 บาท

“จะดีหรือไม่ครับหากรัฐบาลของเพื่อไทยจะทำให้คนที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท จะสามารถจ่ายเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่เกิน 20,000 บาท แล้วปลดหนี้ของท่านออกไปได้” นายจุลพันธ์กล่าว

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยแสดงวิสัยทัศน์ในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” เมื่อวันที่่ 16 ธ.ค. 2568 (ภาพ: YouTube พรรคเพือไทย)

โคแฟคตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ทีมสื่อสารนโยบายพรรคเพื่อไทย ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้

  • มาตรการล้างหนี้เสียที่เพื่อไทยเสนอครอบคลุมเฉพาะลูกหนี้ NPL ซึ่งหมายถึงลูกหนี้ที่มีปัญหาในการชําระเงินต้นและดอกเบี้ยเกินกว่า 3 งวดนับจากวันที่ครบกำหนดหรือหนี้ที่ค้างชําระดอกเบี้ยเกิน 3 เดือนขึ้นไป และมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสามารถในการชําระคืนเงินต้น
  • ผู้ที่เข้าข่ายจะได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการนี้จะต้องมียอดหนี้เสีย NPL ไม่เกิน 200,000 บาท 
  • มาตรการนี้กำหนดให้ลูกหนี้ชำระหนี้ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้ ที่เหลือรัฐจะ “ปิดจบ” ให้ ดังนั้น หากเป็นหนี้ต่ำกว่า 200,000 บาท ก็จะชำระไม่ถึง 20,000 บาท  

จากคำพูดของนายจุลพันธ์และคำอธิบายของทีมสื่อสารนโยบายพรรคเพื่อไทยสรุปได้ว่า ข้อความ “เป็นหนี้ 2 แสน จ่าย  2 หมื่น” ที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย เป็นการตัดทอนสาระสำคัญของนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้ NPL ของพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายล้างหนี้ที่นายจุลพันธ์นำเสนอนั้นเป็นแบบไม่จำกัดกลุ่มลูกหนี้ นำไปสู่การวิจารณ์บนฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือสร้างความคาดหวังแบบผิด ๆ  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สสส.-โคแฟค-มช.-มจ.- ThaiPBS เปิดเวที “นักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 33”เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันประชาชน รับมือภัยคุมคามจาก “AI” พร้อมชวนใช้แพลตฟอร์มตรวจสอบข่าว “โคแฟค” เช็คให้ชัวร์ อย่าเพิ่งเชื่อข่าวลวง

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมกับโคแฟค (ประเทศไทย) คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (มจ.) และThaiPBS จัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัล – Digital Thinkers Forum ครั้งที่ 33 หัวข้อ “รับมือข้อมูลหลอนด้วยปัญญารวมหมู่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในยุค AI (AI Hallucinations VS. Digital Resilience)” ที่โรงแรมวินทรี จ.เชียงใหม่ 

Harry Kofi Quakyi Cultural Affairs and Press Officer สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกสร้างขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีในเรื่องความสะดวกสบายและความรวดเร็ว แต่อีกด้านก็มีความท้าทาย เช่น ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ข้อมูลหลอน (Hallucination) ที่ถูกส่งต่อและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในประเทศเยอรมนี ช่วงที่มีการเลือกตั้งมีการผลิตเนื้อหาโดยใช้ AI เช่น การรณรงค์หาเสียง และบางครั้งข้อมูลเพียง 1 ชิ้นสามารถแพร่กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม

ปัญหาการใช้ AI สร้างเนื้อหาแล้วผลที่ได้คือข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลหลอน และยังเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบว่าอะไรคือข้อเท็จจริง ดังนั้นกระบวนการของมนุษย์ในการทำให้ข้อมูลโปร่งใสจึงยังจำเป็น การรับมือข้อมูลบิดเบือนในช่วงของการเลือกตั้งในยุคของ AI ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและทำงานร่วมกันโดยไม่มีขอบเขตHarry กล่าว

ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. กล่าวถึง 3 คำสำคัญ คือ 1.ปัญญารวมหมู่ ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจากการมีวีรชนหรือผู้นำที่เก่งคนเดียวแล้วผู้อื่นต้องเดินตาม สู่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเดินไปข้างหน้า หรือเปลี่ยนจากวัฒนธรรมแบบแนวดิ่งสู่วัฒนธรรมแบบแนวระนาบ ที่เป็นความสำคัญของคนที่คิดต่างจากเรา แต่จะทำแบบนี้ได้ต้องอาศัยการฟังด้วยใจ (Deep Listening) 2.พลเมืองตื่นรู้ ความเป็นพลเมืองไม่ใช่หมายความเพียงการเป็นบุคคลที่ได้สัญชาติของประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่เท่านั้น แต่หมายถึงความเป็นมนุษย์ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น  

3.ข้อมูลที่ขับเคลื่อนสังคม ข้อมูลที่ปรากฏอยู่จำนวนมากสามารถถูกหยิบฉวยข้อมูลบิดเบือนให้เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น ตั้งแต่ข้อมูลในโฆษณาที่ไม่จริง ทำให้บุคคลเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง และสูญเสียทรัพย์สินข้อมูลเหล่านี้กระจายไปทั่วและไม่มีใครสะสางว่าอะไรถูกและผิด แล้วจะบอกว่าเราอยู่ในสังคมที่สะอาดได้อย่างไร

ทั้งนี้ สสส. เชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ดีต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง อาจไม่ใช่เป็นสัจธรรมแต่ข้อมูลที่ถูกต้องในขณะนั้นที่พิสูจน์ได้ว่าถูกต้อง ไม่มีเจตนาปรับแต่งให้บิดเบือนเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง แล้วข้อมูลที่ถูกต้องนั้นนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องของพลเมือง ดร.จิรพร กล่าว 

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม กรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส.  กล่าวว่า AI มีประโยชน์กับ 2 เรื่อง คือเราอยากได้ความรู้ และความคิด เช่น เมื่อเราบอกให้  AI ไปหาข้อมูล  AI จะควานหาทั่วทั้งอินเตอร์เน็ตแล้วสรุปมาให้เรา ดังนั้น วิธีการตรวจสอบคือขอ Link เว็บไซต์แหล่งข้อมูลอ้างอิง เพื่อจะไปดูต่อว่าเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือหรือไม่ 

กระบวนการตรวจสอบจึงสำคัญว่าข้อมูลชุดที่ AI ยกมามีแหล่งอ้างอิงจริงหรือไม่ และแหล่งข้อมูลเหล่านั้นเชื่อได้มาก น้อยเพียงใดแล้วจึงนำไปใช้งาน แต่หากเราอยากได้ความคิด ความหลอนของ AI อาจเป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน  เช่น อยากได้สูตรอาหารคาวที่ผสมกับชีสและใส่สัปประรด เราอาจคิดว่าของคาวกับของหวานจะเข้ากันได้อย่างไร แต่ผลที่ออกมาคือพิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยน ดังนั้น ความหลอนบางครั้งคือความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) 

การเลือกใช้ความหลอนให้ถูก หากไม่ได้ใช้เป็นความรู้ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่หากต้องการสิ่งที่เป็นความรู้ก็ต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking Methodology) ก่อนนำไปใช้งาน กรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส.  กล่าว  

รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “AI กับสงครามข้อมูล : ใครจะได้เปรียบในสนามใหม่ของการเลือกตั้ง ว่า ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย มีการใช้เครื่องมือ AI ซึ่งรวมถึงภาพปลอมจำนวนมาก ท่ามกลางสับสนนี้จะบอกได้ว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ซึ่งการทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสับสนอาจเป็นกลไกที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้งในไทยในเร็วๆ นี้ ในทางรัฐศาสตร์มีคำว่าโฆษณาชวนเชี่อ (Propaganda) ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรมาก 

แต่ปัจจุบันมี ช่องผี ที่ทำได้ด้วยคนเก่งเทคโนโลยีเพียงคนเดียว ดังนั้น แม้ AI ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่มีผลต่อการเลือกตั้ง ที่สำคัญคือ “AI ไม่ได้เป็นกลางทางการเมือง” AI มีอำนาจในโลกออนไลน์และกำลังจะมีอำนาจในโลกจริง เพราะ AI เล่นกับข้อมูล เนื่องจากมนุษย์มีข้อจำกัดไม่อาจเก็บข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ AI สามารถทำได้ AI จึงมีข้อมูลที่มากกว่าสมองมนุษย์ แต่ความสามารถในการคาดการณ์ (Predict) ของ AI นั้นถูกต้องเพียงใด 

ปัจจุบันมีการใช้ AI ทำลายล้างซึ่งกันและกันแล้วประชาชนก็เชื่อว่าเป็นความจริง เช่น การใช้ AI สร้างอวตาร มีการใช้เทคนิค Robocall หมายถึงใช้ AI แปลงเสียงให้เหมือนนักการเมือง ราวกับการกระทำของมิจฉาชีพ ใช้ AI สร้างคลิปวิดีโอที่ภาพและเสียงเหมือนกับบุคคลนั้นกำลังพูดอยู่จริงๆ ขณะที่อีกด้านหนึ่งประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ AI ช่วยตัดสินใจว่าควรเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดมากกว่าจะใช้ความคิดของตนเอง

ดังนั้น เมื่อเราได้รับข้อมูลและกำลังจะตั้งคำถาม จึงมีข้อแนะนำว่า แทนที่จะเริ่มถามว่าทำไม ให้ถามว่าใคร หมายถึงใครเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น และเรื่องนั้นจะไปส่งผลกระทบกับใครบ้าง ในการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ประชาชนและมนุษย์คือคนคนเดียวกัน มักเน้นไปที่ผลการเลือกตั้ง นักการเมือง พรรคการเมือง หรือใครจะเป็นรัฐบาล แต่ยังไม่มีการตั้งคำถามว่าหาก AI เข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ประชาชนและมนุษย์จะได้รับผลกระทบอย่างไร รศ.ดร.ไพลิน กล่าว

นายอภิเดช เตปิน นักวิจัยจากทีม Neo Momentum นำเสนอข้อมูลเรื่อง บทเรียนสงครามข้อมูลการเลือกตั้ง 2566” ฉายภาพสถานการณ์บนโลกออนไลน์ 3 ช่วง คือ 1.ช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-14 มิ.ย. 2566 ซึ่งแพลตฟอร์มออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื้อหาทางการเมืองถูกผลิตและขยายผ่านแพลตฟอร์ม และบทสนทนาส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง เช่น โพสต์โจมตี ปลุกความโกรธ ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของพรรคการเมืองคู่แข่งหรือต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง 

2.ช่วงหลังการเลือกตั้ง มีการเก็บข้อมูลตลอดทั้งปี 2567 พบ ความตึงเครียดในโลกออนไลน์นอกจากจะไม่คลี่คลายลงแล้วกลับยังเข้มข้นขึ้น 3.ช่วงปัจจุบัน เก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 พ.ย. 2568 เนื้อหาบนโลกออนไลน์ขยับไปสู่การเมืองเชิงอัตลักษณ์ เช่น ประเด็นแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง ผลการศึกษาทั้ง 3 ช่วงพบสิ่งที่เหมือนกันคือ อารมณ์เป็นโครงสร้างหลักของข้อมูล ทุกเหตุการณ์ของความมั่นคงหรือความขัดแย้งจะถูกขยายฐานความโกรธ ความกลัว ความรู้สึกกังวลว่ากำลังถูกคุกคามจากอะไรบางอย่าง และเห็นช่องว่างของความเชื่อมั่นสาธารณะที่กว้างและลึกอย่างต่อเนื่อง 

“ถ้าต้องการจะสลายวงจรข่าวลวงหรือวงจรของความเกลียดชัง เรามองว่ามันอาจต้องเริ่มจากการเปลี่ยนสภาวะของอารมณ์ในพื้นที่ดิจิทัลไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่แค่การตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่มันจะต้องเข้าใจอารมณ์ ความเจ็บปวด ความกลัว ที่อยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านั้นที่คนแชร์ต่อกัน โจทย์ของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอาจไม่ใช่แค่ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง แต่คือเราจะออกแบบพื้นที่ที่ให้ทุกข้อมูลอยู่ร่วมกันได้อย่างไรโดยที่ความจริงมันจะไม่แพ้อารมณ์และเรื่องเล่าที่มันบั่นทอนสังคมของผู้รับรู้” นายอภิเดช กล่าว 

ผศ.ดร.ณภัทร เรืองนภากุล อาจารย์คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้กล่าวว่าปรากฎการณ์ที่หลายคนผลิตเนื้อหาเผยแพร่บนสื่อออนไลน์โดยโชว์การใช้แพลตฟอร์ม AI สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ AI เป็นเรื่องสนุกและดูเท่นอกจากนั้น AI ยังทำให้เรารู้สึกถึงความง่ายหรือรู้สึกเก่งขึ้นทันที เพราะ AI ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ง่ายที่สุดและเร็วที่สุด ตอบโจทย์คนยุคปัจจุบันที่ไม่อยากรอ แต่สิ่งที่หายไปคือ การคิดของเรา เมื่อใช้ AI เราอาจรู้สึกว่าเราฉลาดแม้เราจะยังไม่ได้ใช้ความคิดของตนเอง 

อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ผิดและการใช้ AI ก็ยังมีประโยชน์ แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่ความเท่ของการใช้ AI มันกระชากกระบวนการทางความคิดของเรา เมื่อใช้ AI จนติดมากๆ ด้วยปัจจัยด้านปริมาณงานล้นและต้องแข่งกับเวลาของคนยุคดิจิทัล ก็มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเรื่องของ การเรียนแบบมุ่งหาวิธีลัด (Shortcut Learning) ทำให้เราสมาธิสั้นลง และความรู้ของเราจะไม่ลุ่มลึกผศ.ดร.ณภัทร กล่าว 

..กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ThaiPBS กล่าวว่า นับตั้งแต่ AI อย่าง ChatGPT เปิดตัวเมื่อปลายปี 2565 กระแสของ AI มีแต่จะเพิ่มขึ้น จากนั้นในปี 2566 พจนานุกรม Cambridge ยกคำว่า อาการหลอน (Hallucinate) เป็นคำแห่งปี มาจากการที่ AI ให้ข้อมูลแบบผิดๆ ล่าสุดในปี 2568 พจนานุกรม Merriam-Webster ได้ยกให้คำว่า “Slop” เป็นคำแห่งปี ซึ่งคำว่า Slop หมายถึงเนื้อหาคุณภาพต่ำที่ผลิตด้วย AI ต้องไม่ลืมว่าแพลตฟอร์มออนไลน์มีระบบอัลกอริทึม โดยอะไรที่มีปริมาณมากๆ จะเบียดความสนใจ เนื้อหาที่ดีจะหายไป 

เช่น ภาพที่ใช้ AI สร้างได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แม้จะดูสวยงามหรือสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสีสัน แต่ในอีกมุมคือไม่มีอะไรจรรโลงพัฒนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และจะอันตรายยิ่งขึ้นหากเป็นเนื้อหา Slop ที่ปรากฏในเหตุการณ์ เช่น ภาพสัตว์ต่างๆ ช่วยเหลือกันและกันในช่วงเกิดน้ำท่วม หรือภาพคนแบกช้างเดินบนถนน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ น.ส.กนกพร กล่าว 

ดร.กมลภพ ศรีโสภา อาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลการศึกษาของ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนา ChatGPT เรื่อง อาการหลอนหรือการให้คำตอบมั่วๆ ของ AI เมื่อผู้วิจัยลองถาม AI ให้ทายวันเกิดของตนเอง แม้ AI จะไม่รู้แต่ก็ยังมั่วคำตอบมา เพราะมีโอกาส 1 ใน 365 ตามจำนวนวันใน 1 ปี ที่จะตอบถูก แต่การจะทำให้ปัญหาอาการหลอนของ AI หมดไปอาจจะเป็นไปไม่ได้ เพราะบางคำถามไม่ได้มีคำตอบแบบตายตัว ในขณะที่ AI ก็ถูกสอนให้รู้จักการเดาเพราะมีโอกาสที่จะตอบถูก 

หรือตัวอย่างของ Grok ซึ่งเป็น AI ประจำแพลตฟอร์ม X ที่มีผู้ไปลองตั้งคำถามว่า ระหว่างปิดสมองของ อีลอน มัสก์ กับสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย ผลคือ AI เลือกสังหารหมู่ชาวสโลวาเกีย นั่นคือ AI ตอบโดยมีอคติเอียงไปทางชอบอีลอน มัสก์ จึงเป็นปัญหาหากเราจะไปถาม AI ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเลือกใคร หรืออคติที่เกิดจากจำนวนไม่เท่ากันของข้อมูลที่ AI รวบรวมได้ 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ AI หลายแห่งพยายามที่จะลดอคติ (Bias) แล้วเพิ่มความ โปร่งใส (Transparent) ในรูปแบบ System Card หรือ Model Card ให้เราอ่านว่าข้อมูลเขามาจากไหน มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และเขียนพรอมพ์อย่างไรให้ดี เราก็สามารถเข้าไปศึกษาได้ ดร.กมลภพ กล่าว 

..สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ยุคปัจจุบันนอกจากจะเจออาการหลอนของปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลจริง หรือไม่จริงแล้ว ยังต้องเจอกับภาวะข้อมูลล้นถาโถม (Information Overload) จนเกิดภาวะอ่อนล้าที่จะรับข่าวสาร (News Fatigue) หรือเจอแต่ด้านลบๆ จนไม่อยากแลกเปลี่ยนข้อมูลในโลกออนไลน์ อยากไปอยู่เงียบๆ ซึ่งก็ต้องดูแลจิตใจของตนเองด้วยการตั้งสติในปี 2569 โคแฟค จะส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศสื่อปลอดภัย ด้วยแนวคิด Keep Calm and Fact Check ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งเชื่อ” หากประชาชนเห็นรูปหรือคลิปอะไรที่ตรงกับอคติ มายาคติ หรือฉันทาคติอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเราอาจพลาดได้ง่ายๆ 

โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่จะมาถึง  และอยากจะชวนทุกคนมาเป็นอาสาสมัครกับโคแฟคจับตาข่าวลวงการเมือง หากเห็นข้อมูลข่าวสารอะไร ไม่แน่ใจว่าเป็น AI หรือ ข่าวลวงที่อยากให้ตรวจสอบสามารถส่งมาได้ที่โคแฟค cofact.org หรือเพจของโคแฟค น.ส.สุภิญญา กล่าว


โพสต์เฟซบุ๊กของ “สว. อังคณา” เรื่องผู้พลัดถิ่นจากการสู้รบไทย-กัมพูชา ถูกบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: สว.อังคณาระบุมีชาวกัมพูชา 750,000 คน ได้รับผลกระทบจากการสู้รบกับไทย 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **บิดเบือนข้อความที่ สว.อังคณาโพสต์เฟซบุ๊กอ้างอิงจำนวนพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบโดยไม่ระบุสัญชาติที่ประเมินโดยหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ**

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 22 ธ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ของดีน่าซื้อ” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 47 วินาที มีเสียงและข้อความบรรยายว่า “อังคณามาแล้ว ปกป้องกัมพูชา อ้างสูญเสียหนักจากชายแดน เมินความทุกข์คนไทยที่ถูกถล่ม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลทันทีเมื่อ สว.อังคณา นีละไพจิตร ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยระบุว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้ทหารกัมพูชาต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ครอบครัวชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องกลายเป็นหม้ายและมีประชาชนชาวกัมพูชาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นกว่า 750,000 คน…” 

จนถึงขณะนี้ (24 ธ.ค.) โพสต์นี้มีการรับชมมากกว่า 3.2 แสนครั้ง ถูกแชร์มากกว่า 500 ครั้ง และมีผู้เข้ามาให้ความเห็นมากกว่า 2,000 ข้อความ ส่วนใหญ่เป็นข้อความด่าทอว่าไม่รักชาติและไล่ให้ไปอยู่กัมพูชา

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 19 ธ.ค. 2568 อังคณาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Angkhana Neelapaijit” ว่า “สหประชาชาติประมาณการว่าความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้พลเรือน 750,000 คนต้องละทิ้งบ้านเรือนของพวกเขา และกลายเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศของตนเอง (Internal Displaced Persons #IDPs) ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การปกป้องพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของพวกเขาคือสิ่งสำคัญสูงสุด” พร้อมกับแชร์ลิงก์รายงานข่าวจากเว็บไซต์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. (ลิงก์บันทึก)

รายงานข่าวของ OHCHR ซึ่งอังคณาอ้างอิงข้อมูลมาระบุว่า โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแสดงความกังวลถึงความปลอดภัยของพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาระลอกล่าสุดที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. และย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องปกป้องความปลอดภัยของพลเมืองไทยและกัมพูชา  

“ความขัดแย้งนี้ทำให้ประชาชนประมาณ 750,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในพื้นที่ชายแดน” รายงานของ OHCHR ระบุ

จากข้อความที่อังคณาโพสต์ในเฟซบุ๊กและรายงานข่าวของ OHCHR ที่เธออ้างอิงข้อมูล สรุปได้ดังนี้

  1. อังคณาไม่ได้ระบุว่าการสู้รบทำให้ชาวกัมพูชา 750,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น แต่ตัวเลขนี้มาจากการประเมินของ OHCHR ซึ่งก็ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นชาวกัมพูชา แต่เป็น “ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน” 
  2. นอกจากบิดเบือนข้อความในโพสต์เฟซบุ๊กของอังคณา คลิปนี้ยังกล่าวหาเธอว่า “ปกป้องกัมพูชา” และ “เมินความทุกข์คนไทย” ทั้งที่ในโพสต์ดังกล่าวอังคณาระบุถึง “การปกป้องพลเรือน” ซึ่งอังคณากล่าวกับโคแฟคว่าข้อความที่โพสต์หมายถึงพลเรือนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือสัญชาติใด

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย 

เรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สถานทูตจีนยืนยันว่าข้อความสนับสนุนการประหารชีวิตเพื่อแก้ปัญหาทุจริต “ไม่ใช่คำพูดของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง”

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: ปธน. สี จิ้นผิง กล่าวว่าวิธีหยุดนักการเมืองทุจริตคือต้องประหารเท่านั้น

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาเท็จ**

📝  เนื้อหาโดยสรุป: เดือน พ.ย. 2568 ในช่วงที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจกับข่าวเครือข่ายสแกมเมอร์และความเชื่อมโยงกับนักธุรกิจ-นักการเมืองไทย เพจเฟซบุ๊ก “Luckyim News” ได้เผยแพร่ภาพของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ที่ถูกตัดต่อใส่ข้อความว่า “ผู้นำจีนกล่าวไว้ว่า… วิธีหยุด นักการเมือง ข้าราชการ นายทุน เพื่อไม่ให้ทุจริต มีวิธีเดียวคือต้องให้เสียชีวิตเท่านั้น ต้องประหารสถานเดียว” โพสต์นี้มียอดเข้าชมมากกว่า 3.2 แสนครั้งและถูกแชร์ไปมากกว่า 2,600 ครั้ง ณ วันที่ 23 ธ.ค.

บัญชีผู้ใช้ X “Chad Fit&Travel” แชร์ข้อความเดียวกันนี้เมื่อวันที่ 22 พ.ย. มียอดเข้าชมเกือบ 8 หมื่นครั้งและแชร์ต่อกว่า 1,500 ครั้ง (ลิงก์บันทึก)

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของนายสี จิ้นผิง สนับสนุนการประหารชีวิตข้าราชการ-นักการเมืองที่ทุจริต ถูกแชร์โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยมาตั้งแต่ปี 2567 แต่จากการตรวจสอบรายงานของสื่อมวลชนหรือเว็บไซต์ทางการไม่พบรายงานใด ๆ ที่เชื่อถือได้ที่ระบุว่านายสีเคยกล่าวข้อความนี้

โคแฟคยังได้ส่งอีเมลสอบถามสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยว่าคำพูดดังกล่าวเป็นของผู้นำจีนหรือไม่ ซึ่งสถานทูตได้ตอบกลับมาว่า จีนเป็นประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย และข้อความในโพสต์ต่าง ๆ นั้น “ไม่ใช่คำพูดของผู้นำจีน”

จากการสืบค้นรายงานข่าวของสื่อมวลชนพบว่า นายสี จิ้นผิง ดำเนินนโยบายปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่รายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่เผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. 2567 ระบุว่ามีเพียงไม่กี่กรณีที่เจ้าหน้าที่จีนจะถูกตัดสินประหารชีวิตในโทษฐานทุจริต เนื่องจากจะต้องเป็น “คดีที่ร้ายแรงอย่างยิ่งยวด” และก่อความเสียหายกับประเทศและประชาชนอย่างร้ายแรง

หมายเหตุ: รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมืองนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Information Integrity Towards Fact Free Fair Elections in Thailand ซึ่งโคแฟค Thai PBS Verify และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย 

‘ทำไมนโยบายรัฐต้องเอื้อต่างด้าว?’ คำถามสะท้อน‘อคติต่อแรงงาน – ประชากรข้ามชาติ’ในสังคมไทย(จบ)

By : Zhang Taehun

อ่านตอนแรกได้ที่ https://blog.cofact.org/th/report92-68/

จากกรณีที่มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมากตั้งคำถามกับหน่วยงานรัฐไทยที่กำกับดูแล คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของแรงงานข้ามชาติว่าดำเนินโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แรงงานข้ามชาติมากเกินไปจนปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมายและสิทธิของคนไทย และนำไปสู่กระแสต่อต้านแรงงานข้ามชาติ และ เกลียดกลัวต่างชาติ อยู่เป็นช่วงๆในรอบปีที่ผ่านมา

โคแฟคจึงได้ลงไปตรวจสอบข้อมูลและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐไทยต้องมีนโยบายกำกับดูแลแรงงานข้ามชาติให้พวกเขาทำงานอยู่ได้โดยยึดหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติตามกฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยผูกพันอยู่ และได้ตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิทธิและการให้ความคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ โดยในตอนนี้เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทำไมประเทศไทยต้องคุ้มครองสิทธิประชากรข้ามชาติ

ภาพที่ 1 : (ซ้าย) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) , (กลาง) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) , (ขวา) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กโดยกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ)

– ทำไมประเทศไทยต้องคุ้มครองสิทธิประชากรข้ามชาติ? : ประเทศไทยได้ลงนามรับรองกติการะหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 2491 (Universal Declaration of Human Rights 1948) โดยองค์การสหประชาชาติ (UN)” ที่ระบุหลักการทั่วไปไว้ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ที่ระบุไว้ในปฏิญญานี้ โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ผิว เพศ ภาษา ศาสนาหรือสถานะใดๆ เช่น สังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือ ความคิดเห็นทางการเมือง

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)” ประเทศไทยได้รับรองอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับแรงงานแล้วหลายฉบับ ซึ่งรวมถึง อนุสัญญาฉบับที่ 100 ว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน , อนุสัญญาฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและอาชีพ , อนุสัญญาฉบับที่ 122 ว่าด้วยนโยบายการทำงาน ซึ่งสาระสำคัญของอนุสัญญาเหล่านี้คือสภาพการจ้างงานที่ไม่เลือกปฏิบัติ , 

“อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ)” : รัฐภาคีจะเคารพและประกันสิทธิตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้แก่เด็กแต่ละคนที่อยู่ในเขตอำนาจของตน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติไม่ว่าชนิดใดๆ โดยไม่คำนึงถึง เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่นๆ ของเด็ก หรือบิดา มารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นบทบัญญัติในกฎหมายและแนวปฏิบัติของทางการไทย ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ระบุใน มาตรา 27” (วรรคสาม) การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้ 

(วรรคสี่) มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพ ได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม , มาตรา 40 (วรรคหนึ่ง) บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ 

(วรรคสอง) การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกัน หรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็น (วรรคสาม) การตรากฎหมายเพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพตามวรรคสอง ต้องไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษา , 

มาตรา 54 (วรรคหนึ่ง) รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย หรือจะเป็น...การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว.. 2560 ในมาตรา 7 ที่ว่าด้วยการออกประกาศอาชีพสงวน ก็ยังระบุว่าต้องคำนึงถึงความผูกพันหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติประกอบด้วย , 

...คุ้มครองเด็ก.. 2546 มาตรา 22 (วรรคหนึ่ง) ระบุว่า การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม รวมถึงกฎหมายลำดับรองที่เป็นแนวปฏิบัติ คือ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานวันเดือนปีเกิดในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา.. …. (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย) เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2548 ทำให้เด็กทุกคนในประเทศไทยไม่ว่าจะมีสถานะทางทะเบียนอย่างไรมีสิทธิ์เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน 

ภาพที่ 2 : ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

ที่มา : กองบริหารงานทั่วไปมหาวิทยาลัยมหิดล 

ยังมีมุมมองจากนักวิชาการ ผศ.ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับทีมงานโคแฟค ว่า 1.ภาวะ “เกิดน้อย – แก่พุ่ง” ทำให้เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์ (TFR) อยู่ที่ 1.0 และยังมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมกับการทดแทนประชากรคือ 2.1 นอกจากนั้น ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยเป็นประเทศที่มีคนตายมากกว่าจำนวนคนเกิด นั่นหมายถึงจำนวนประชากรที่ลดลง 

นั่นหมายถึง อัตราพึ่งพิง ที่หมายถึง คนวัยทำงานต้องแบกภาระดูแลผู้สูงอายุ จะมากขึ้น ในปี 2563 อัตราพึ่งพิงอยู่ที่ 3.6 ต่อ 1 หมายถึงคนวัยทำงาน 3.6 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในปี 2583 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.8 ต่อ 1 หมายถึงจะเหลือคนวัยทำงานเพียง 1.8 คน ต่อการดูแลผู้สูงอายุ 1 คน สิ่งที่ตามมาคือ รัฐจำเป็นต้องเก็บภาษีประชาขนเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับระบบงบประมาณอย่างที่เกิดขึ้นกับหลายประแทศในทวีปยุโรป แต่มีคำถามคือ คนไทยรับไหวหรือไม่?” เพราะรายได้เฉลี่ยของคนไทยต่ำกว่าชาวยุโรปมาก 

ครั้นจะใช้หุ่นยนต์หรือเครื่องจักรทดแทนแรงงานคนก็ยังทำได้เพียงบางส่วน เช่น อุตสาหกรรมในระบบโรงงานที่มีรูปแบบสายพานการผลิตซ้ำๆ (อาทิ ยานยนต์) แต่ในส่วนของภาคบริการ เช่น งานดูแลผู้สูงอายุ หรืองานในภาคท่องเที่ยวที่จำเป็นต้องใช้การปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างคนด้วยกัน ต้องมีความใส่ใจดูแล รวมไปถึงแรงงานกลุ่มทักษะระดับกลางและระดับล่าง (Semi and Low Skill Labour) เช่น ก่อสร้าง ประมง อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็ต้องการ แรงงานกลุ่มทักษะสูง (High Skill)” อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรม 4.0 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S Curve) มาช่วงเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง 

2.นโยบายประชากรข้ามชาติต้องยืดหยุ่นหลากหลาย ไล่ตั้งแต่ 2.1 กลุ่มเด็กที่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ ปัจจุบันนโยบายของรัฐไทยสนับสนุนให้เด็กทุกคนบนแผ่นดินไทยไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนแบบใดเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งหากใครที่อยู่ในไทยมากกว่า 10 ปีและเรียนต่อจนจบถึงระดับปริญญาตรีจะมีโอกาสยื่นขอสัญชาติไทย แต่ในทางปฏิบัติเด็กกลุ่มนี้จำนวนมากยังเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาในโรงเรียนของไทย 

ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะปรับเปลี่ยนนโยบาย เช่น มีระบบส่งต่อจากศูนย์การเรียนรู้ที่เป็นการเตรียมความพร้อมให้เข้ามาสู่การเรียนในโรงเรียนของไทย หรือมีระบบค้ำประกันในการเข้าถึงกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สำหรับเรียนต่อในระดับชั้นสูงๆ ซึ่งหากเด็กกลุ่มนี้ได้เรียนจนจบและได้วุฒิการศึกษาของไทย จะเป็นการเติมกำลังแรงงานของไทยเพราะหลายคนก็จะอยากอยู่ทำงานต่อในไทย อีกทั้งยังเป็นแรงงานที่มีการศึกษาสูงด้วย 

นอกจากนั้น “การได้เรียนในระบบการศึกษาของไทยเป็นเวลานานๆแม้จะมีเชื้อสายต่างชาติ แต่ท้ายที่สุดก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนไทยเพราะจุดแข็งของสังคมไทยคือการหลอมรวมวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน” ดังที่เคยเกิดขึ้นกับทายาทรุ่น 2 รุ่น 3 ของกลุ่มชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยเมื่อครั้งอดีต ซึ่งนโยบายแบบนี้ทำได้ง่ายกว่าการให้ความรู้กับแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทยตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว 

2.2 นักศึกษาชาวต่างชาติ มีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยมาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย คนกลุ่มนี้มีความชอบประเทศไทยจึงตัดสินใจมาเรียน อย่างตนก็สอนในระดับบัณฑิตวิทยาลัย (สูงกว่าระดับปริญญาตรี) มีคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียน ทั้งชาวจีน ฮ่องกง เกาหลี เมียนมา อินโดนีเซีย  คนเหล่านี้ยังบอกด้วยว่าอยากอยู่ทำงานต่อในไทยแต่มีข้อจำกัดเรื่องวีซ่า เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ที่ชาวต่างชาติเรียนจบสูงๆ จะอนุญาตให้อยู่ทำงานได้เลย หากทำแบบนี้ได้ ในแต่ละปีไทยจะมีแรงงานเข้ามาเติมอีกหลายหมื่นคน 

เขาเรียนด้วยความพยายามของเขาเองเรามีแต่ได้ ทุกวันนี้เราลงทุนการศึกษาไปเท่าไร? แต่มันก็ยังผลิตคนได้ไม่พอดังนั้นคนที่เรียนสูงๆแล้วอยากมาทำงานในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ต้องต้อนรับเป็นโอกาสของเราไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ ผศ.ดร.สักกรินทร์ กล่าว 

ภาพที่ 3 : 10 ชาติที่มาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยมากที่สุด (ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567)

ที่มา : ไทยรัฐ , กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 

2.3 แรงงานข้ามชาติกลุ่มทักษะสูง ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2 แสนคน แต่ประเทศไทยยังต้องการมากกว่านี้ อย่างในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก็มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวนมาก ในอนาคตก็จะมีกลุ่มแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ เช่น สายไอที สายวิศวกรรม เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น หรืออย่างวีซ่า DTV ของกลุ่มทำงานออนไลน์ (Digital Nomad) ที่พบว่าช่วยนำสินค้าไทยออกไปขายทางออนไลน์ด้วย 

ซึ่งปัจจุบันแม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ชาวต่างชาติสามารถยื่นขอสิทธิการเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร (Permanent Residence) หรือขอสัญชาติไทย แต่ในทางปฏิบัตินั้นยากมาก 2.4 แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทยมานานมาก หลายคนใช้ภาษาไทยได้คล่อง มีครอบครัวมีลูกเกิดในประเทศไทย และไม่ได้รู้สึกผูกพันใดๆ กับประเทศบ้านเกิดอีกแล้ว ก็น่าจะพิจารณาให้สัญชาติไทยได้ เป็นต้น 

3.ต้องมีนโยบายบูรณาการแรงงานหรือประชากรข้ามชาติให้อยู่ร่วมกับสังคมไทยได้ มีตัวอย่างจากประเทศในทวีปยุโรป เช่น เยอรมนี การจะขอวีซ่าพักอาศัยหรือแต่งงานก็ต้องผ่านการทดสอบความรู้ภาษาเยอรมัน หรือในทวีปเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สนับสนุนให้ชาวต่างชาติที่เข้าไปอยู่อาศัยได้เรียนภาษาเพื่อบูรณาการคนต่างชาติกับคนท้องถิ่นเข้าด้วยกันเพื่อลดปัญหาความรู้สึกแปลกแยกในสังคม แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีนโยบายทำนองนี้ อย่างตนเคยเจอฝรั่งชาวตะวันตกมาทำงานในไทย บอกว่าอยากเรียนภาษาไทยแต่ก็ไม่รู้จะไปเรียนที่ใด 

เราควรจะต้องส่งเสริมแบบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องภาษาอย่างเดียว วัฒนธรรมไทยด้วย ให้เขาเข้าใจวิถีชีวิตของไทย วิธีคิดแบบคนไทยแล้วก็บูรณาการได้ ผศ.ดร.สักกรินทร์ ระบุ 

และ 4.ต้องแก้ปัญหาชาวต่างชาติเข้ามาทำผิดกฎหมายซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐของไทยเองด้วย หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านชาวต่างชาติในสังคมไทย คือพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของชาวต่างชาติ เช่น เข้ามารวมตัวตั้งกลุ่มแก๊งทำผิดกฎหมาย ทำธุรกิจสีเทา – สีดำ ที่ผ่านมาหากเป็นกลุ่มที่เข้ามาพักในโรงแรมยังพอติดตามได้เพราะมีกฎหมายให้โรงแรมต้องส่งข้อมูลให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แต่ช่องโหว่ช่องว่างจะไปอยู่ที่กลุ่มซึ่งไปเช่าห้องพักหรือเช่าบ้านอยู่กันเอง จะเข้าไปตรวจสอบกลุ่มนี้ได้อย่างไร 

ในทางกลับกันเจ้าหน้าที่รัฐของไทยส่วนหนึ่งก็มีส่วนร่วมในปัญหาด้วย ดังที่มีข่าวจับกุมขบวนการสวมสิทธิ์ชาวต่างชาติให้ได้บัตรประชาชนไทยในพื้นที่ภาคเหนือ คดีนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านจนถึงนายอำเภอ ซึ่งหากภาครัฐของไทยแก้ปัญหานี้ได้การควบคุมก็จะทำได้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เรื่องเทาๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงก็จะน้อยลง ซึ่งก็จะช่วยลดกระแสต่อต้านชาวต่างชาติในหมู่คนไทย 

ผศ.ดร.สักกรินทร์ ฝากข้อคิดว่า ความเป็นคนไทยนั้นไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติแต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมและภาษาหากลองสืบสาวย้อนไปเชื่อได้ว่าแต่ละคนจะมีภูมิหลังไม่เหมือนกันเพราะมีการผสมกันไป – มาอย่างหลากหลาย ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด กระแสเกลียดกลัวชาวต่างชาติ (Xenophobia) เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความคิดทางการเมืองแบบขวาจัด แต่กระแสนี้เป็นอันตราย อย่างในไทยมีแรงงานข้ามชาตินับล้านคน การสร้างความเกลียดชังจะนำไปสู่ความขัดแย้ง การเผชิญหน้าและความรุนแรง ซึ่งไม่ควรให้เกิดขึ้น 

ผมเข้าใจว่าจุดยืนคนเราไม่เหมือนกันแต่อยากให้มองแบบก้าวไกลไปกว่าความรู้สึกและอารมณ์มองไปในภาพรวมว่านี่มันเป็นสังคมซึ่งเราต้องการสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรมมีความหลากหลายมีความเสมอภาคและมีความสมานฉันท์ไม่มีความขัดแย้งความขัดแย้งที่จะมีขึ้นกับเพื่อนบ้านก็ไม่ควรนำมาสู่ความขัดแย้งในประเทศด้วยมันควรแยกออกจากกัน ผศ.ดร.สักกรินทร์ กล่าว       

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/- 

อ้างอิง 

https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/legal_th/3ad8fb156a32cbb000e303125ced6af7.pdf (พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ((update ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2561) : สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน) 

https://lms.nhrc.or.th/ulib/document/Fulltext/F03988.pdf (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน , สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) 

https://ils.labour.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=8&Itemid=9 (อนุสัญญาที่ให้สัตยาบันแล้ว , กลุ่มงานมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) 

https://humanrights.mfa.go.th/wp-content/uploads/pdf/crct.pdf (อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก , ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน โดยกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ) 

https://law.m-society.go.th/law/view/33 (พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 : กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

https://resolution.soc.go.th/?prep_id=204015 (มติ ครม. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. …. (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย) 5 ก.ค. 2548) 

https://www.naewna.com/likesara/853632 (‘เกิดน้อย-แก่เพิ่ม-ประชากรลด’ วิกฤติหรือโอกาส? : แนวหน้า 16 ม.ค. 2568)

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2838979 (ประเทศไทย ดินแดนของ “นักศึกษาจีน” ยอดเพิ่มปีละ 24% ทะลัก 28,052 คน “เกริก-ชินวัตร-แสตมฟอร์ด” TOP 3 : ไทยรัฐ 30 ม.ค. 2568) 

https://www.thaipbs.or.th/news/content/358710 (เปิดเบื้องหลังจับกุม “ปลัดอำเภอ-กำนัน-ผญบ.” ขบวนการสวมบัตรต่างด้าว : ThaiPBS 20 พ.ย. 2568)

‘ทำไมนโยบายรัฐต้องเอื้อต่างด้าว?’ คำถามสะท้อน‘อคติต่อแรงงาน – ประชากรข้ามชาติ’ในสังคมไทย (1/2)

ภาพที่ 1 : โพสต์ตั้งคำถามกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จัดอบรมความรู้กฎหมายกับแรงงานข้ามชาติ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 มีเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่งแชร์ข่าวประชาสัมพันธ์จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ที่จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้แทนกลุ่มแรงงานข้ามชาติ สู่การเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงานข้ามชาติให้เข้าถึงความยุติธรรม เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 โดยตั้งคำถามว่า ก่อนจะสอนให้แรงงานต่างด้าวเป็นนิติกรชุมชน ควรสอนให้เคารพกฎหมายแรงงานและกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองก่อนหรือไม่? พร้อมทั้งชี้ปัญหาแรงงานข้ามชาติทำงานอาชีพสงวน ทำงานนอกเหนือไปจากใบอนุญาต และแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการจัดงานของกรมฯ รวมถึงมีผู้แสดงความเห็นว่า หน่วยงานราชการของไทยกำลังถูกแทรกแซงโดยองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) 

โคแฟคจึงได้ไปตรวจสอบข้อมูลและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ เนื้อหาการฝึกอบรม รวมถึงคำอธิบายถึงเหตุผลและความจำเป็นที่รัฐไทยต้องมีนโยบายกำกับดูแลแรงงานข้ามชาติให้พวกเขาทำงานอยู่ได้โดยยึดหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติตามกฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยผูกพันอยู่ และได้ตอบคำถามหรือข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิและการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติดังต่อไปนี้

– งานนี้จัดขึ้นเพื่ออะไร? มีใครร่วมจัดบ้าง? :ตามข่าวประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊ก กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมระบุว่า สำหรับการประชุมฯ ในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและทักษะการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้แทนกลุ่มแรงงานข้ามชาติ รวมถึงผู้ทำงานเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ โดยมุ่งหวังสามารถทำหน้าที่เชื่อมต่อให้กลุ่มแรงงานข้ามชาติได้รับการช่วยเหลือ เข้าถึงข้อมูล และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

นอกจากกรมฯ แล้ว ยังมีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามาร่วมจัดงาน คือ  มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ(FNF) มีผู้เข้าร่วมคือผู้แทนแรงงานข้ามชาติ ผู้ปฏิบัติงานด้านแรงงานข้ามชาติ และผู้ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวนประมาณ 60 คน

แบ่งกิจกรรมเป็น “ช่วงเช้า” คือการระดมความคิดเห็นและเรียนรู้หลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน เน้นความเข้าใจตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ผ่านการทำงานกลุ่มแบบมีส่วนร่วม ซึ่งผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิที่พบในพื้นที่ เช่น การถูกเอารัดเอาเปรียบด้านแรงงาน การไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข หรือการถูกจำกัดเสรีภาพ ทำให้ได้บทสรุปที่สืบเนื่องมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และร่วมกันค้นหาวิธีการช่วยเหลือที่เหมาะสมสำหรับบริบทของแรงงานข้ามชาติ

ส่วน “ช่วงบ่าย” เป็นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม “เกมส์การ์ดพลังสิทธิ” ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้วิเคราะห์สถานการณ์สมมติของการละเมิดสิทธิ ตั้งแต่ปัญหาสิ่งแวดล้อม การถูกปฏิเสธสิทธิด้านเอกสาร การเข้าถึงการรักษาพยาบาล ไปจนถึงสิทธิในการศึกษาและความปลอดภัยของร่างกาย ทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองตัดสินใจและกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอน 

นอกจากนี้ วิทยากรยังให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเมื่อพบกรณีการละเมิดสิทธิ เช่น การประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเก็บข้อมูลเบื้องต้น การให้คำแนะนำทางกฎหมาย และการส่งต่อกรณีไปยังกลไกที่เกี่ยวข้อง และยังได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์การให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ทั้งด้านความสำเร็จ และข้อห่วงกังวลต่อการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายดังกล่าว

– กฎหมายกำกับการทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทยอย่างไรบ้าง? : กฎหมายหลักคือ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ระบุไว้ใน “มาตรา 59 วรรคหนึ่ง” ว่า คนต่างด้าวซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรหรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองซึ่งมิใช่เพื่อการท่องเที่ยวหรือการเดินทางผ่านราชอาณาจักร จะทำงานได้ก็แต่เฉพาะงานที่มิได้มีประกาศห้ามคนต่างด้าวทำตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง และต้องได้รับใบอนุญาตทำงาน

ขณะที่ “มาตรา 7” ระบุว่า (วรรคหนึ่ง) รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว อาจประกาศกําหนดให้ งานใดเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำก็ได้โดยจะห้ามเด็ดขาดหรือห้ามโดยมีเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ , (วรรคสอง) การกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความมั่นคงของชาติโอกาสในการประกอบอาชีพและวิชาชีพของคนไทย การส่งเสริมภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ไทย และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จําเป็นต่อการพัฒนาประเทศ รวมตลอดทั้งความผูกพันหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติประกอบด้วย

ภาพที่ 2 : 40 อาชีพสงวน (ทั้งที่ห้ามเด็ดขาดและที่อนุญาตให้ทำได้แบบมีเงื่อนไข) 

ที่มา : สำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร

จึงเป็นที่มาของการออก ประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 21 เม.ย. 2563 รวม 40 อาชีพ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ งานที่ห้ามชาวต่างชาติทำเด็ดขาด จำนวน 27 อาชีพ คือ 1.งานแกะสลักไม้ 2.งานขับขี่ยานยนต์หรืองานขับขี่ยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องจักรหรือเครื่องกลในประเทศ ยกเว้น งานขับขี่เครื่องบินระหว่างประเทศ หรืองานขับรถยก (Forklift) 3.งานขายทอดตลาด 4.งานเจียระไนหรือขัดเพชรหรือพลอย 5.งานตัดผม งานดัดผม หรืองานเสริมสวย 6.งานทอผ้าด้วยมือ 7.งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ปอ ฟาง ไม้ไผ่ เยื่อไม้ไผ่ พืชหญ้า ขนไก่ ก้านทางมะพร้าว เส้นใย ลวด หรือวัสดุอื่น 8.งานทำกระดาษสาด้วยมือ 9.งานทำเครื่องเขิน 10.งานทำเครื่องดนตรีไทย 11.งานทำเครื่องถม 12.งานทำเครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนาก 13.งานทำเครื่องลงหิน 14.งานทำตุ๊กตาไทย 15.งานทำบาตร 16.งานทำผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมด้วยมือ 17.งานทำพระพุทธรูป 18.งานทำร่มกระดาษหรือผ้า 19.งานนายหน้า หรืองานตัวแทน ยกเว้นงานนายหน้าหรืองานตัวแทนในธุรกิจการค้าหรือการลงทุน ระหว่างประเทศ 

20.งานนวดไทย 21งานมวนบุหรี่ด้วยมือ 22.งานมัคคุเทศก์หรืองานจัดนำเที่ยว 23.งานเร่ขายสินค้า 24.งานเรียงตัวพิมพ์อักษรไทยด้วยมือ 25.งานสาวหรือบิดเกลียวไหมด้วยมือ 26.งานเสมียนพนักงานหรือเลขานุการ และ 27.งานให้บริการทางกฎหมายหรืออรรถคดี ยกเว้นงานดังต่อไปนี้ (ก) งานปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการ (ข) งานให้ความช่วยเหลือหรือทำการแทนในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ ในกรณีที่กฎหมายซึ่งใช้บังคับแก่ข้อพิพาทที่พิจารณาโดยอนุญาโตตุลาการนั้นมีใช่กฎหมายไทย 

งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานได้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีความผูกพันภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย จำนวน 3 อาชีพ คือ 1.งานควบคุม ตรวจสอบ ปฏิบัติงาน หรือให้บริการทางบัญชี ยกเว้นงานดังต่อไปนี้ (ก) งานตรวจสอบภายในเป็นครั้งคราว (ข) งานตามข้อตกลงระหว่างประเทศหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีความผูกพัน โดยที่สภาวิชาชีพเป็นผู้ให้การรับรองคุณสมบัติ 

2.งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธาที่เกี่ยวกับงานให้คำปรึกษา งานวางโครงการ งานออกแบบและคำนวณ งานควบคุมการก่อสร้าง หรือการผลิต งานพิจารณาตรวจสอบ งานอำนวยการใช้ จัดระบบ วิจัย ทดสอบ ยกเว้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียน (MRA) รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวกับการ ให้บริการวิศวกรรมข้ามแดน หรือผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร 

และ 3.งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานศึกษาโครงการ งานออกแบบ งานบริหารและอำนวยการก่อสร้าง งานตรวจสอบ หรืองานให้คำปรึกษา ยกเว้นเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม และวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพของอาเซียนด้านบริการสถาปัตยกรรม (MRA) รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวกับการให้บริการสถาปนิกข้ามแดนจากสภาสถาปนิก หรือผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยสถาปนิก 

งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานฝีมือหรือกึ่งฝีมือนั้นได้ก็แต่เฉพาะงานที่มีนายจ้าง มี 8 อาชีพ คือ 1.งานกสิกรรม งานเลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง 2.งานช่างก่ออิฐ งานช่างไม้ หรืองานช่างก่อสร้างอาคาร 3.งานทำที่นอนหรือผ้าห่มนวม 4.งานทำมีด 5.งานทำรองเท้า 6.งานทำหมวก 7.งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย และ 8.งานปั้นหรือทำเครื่องปั้นดินเผา 

งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานนั้นได้ก็แต่เฉพาะงานที่มีนายจ้างและได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ มี 2 อาชีพ คือ 1.งานกรรมกร 2.งานขายของหน้าร้าน 

นอกจากมาตรา 59 แล้ว ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ ยังกล่าวถึงแรงงานข้ามชาติกลุ่มอื่นๆ เช่น มาตรา 62” คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น , มาตรา 63/1 – 63/2” ซึ่งจะเกี่ยวข้องทั้งกลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้าเมืองแล้วได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยผ่านกลไกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)  และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ มาตรา 64” แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานตามฤดูกาล 

รายงาน สถิติจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร (มิ.. 2568)” โดยสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ตามข้อมูล ณ วันที่ 25 มิ.ย. 2568 แบ่งแรงงานข้ามชาติออกตามกฎหมาย พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ดังนี้ มาตรา 59” มี 2 กลุ่ม คือ 1.ประเภททั่วไป จำนวน 132,621 คน กับ 2.นำเข้าตาม MOU (บันทึกความตกลง/ความเข้าใจ) จำนวน 692,312 คน , 

มาตรา 62” กลุ่มส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายอื่นๆ จำนวน 60,275 คน , มาตรา 63/1” ชนกลุ่มน้อย จำนวน 100,410 คน , มาตรา 63/2” ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.มติ ครม. 24 ก.ย. 2567 (จดทะเบียนสถานะไม่ถูกกฎหมาย) จำนวน 1,010,592 คน กับ 2.มติ ครม. 24 ก.ย. 2567 และมติ ครม. 4 ก.พ. 2568 (ต่ออายุ) จำนวน 2,030,695 คน และ มาตรา 64” คนต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน ไป-กลับหรือตามฤดูกาล จำนวน 37,905 คน 

ภาพที่ 3 : จำนวนแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยณวันที่ 25 มิ.ย. 2568 

ที่มา : สถิติจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน ทั่วราชอาณาจักร (มิ.ย. 2568) โดยสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว

– เปิดศูนย์การเรียนรู้แรงงานข้ามชาติ – จ้างชาวต่างชาติเป็นครูได้หรือไม่? : ทีมงานโคแฟคสอบถามไปยัง อดิศร เกิดมงคลผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ได้รับคำอธิบายว่า ประเด็นนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ใน “คู่มือสำหรับประชาชน: : การขอจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนตามสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน (เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย)” จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ 

คู่มือดังกล่าวอ้างอิงกฎหมาย 2 ฉบับคือ กฎกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยสิทธิขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน..2555 และ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน.. 2551 สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้ระบุเงื่อนไขการขอจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบศูนย์การเรียนองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนในรูปแบบศูนย์การเรียน ซึ่งจะแตกต่างกันในรายละเอียดระหว่างองค์กรชุมชนหรือองค์กรเอกชนที่จดกับไม่จดทะเบียนในประเทศไทย รวมถึงการจัดทำแผนการศึกษา 

เช่น กรณีเป็นองค์กรที่จดทะเบียนในประเทศไทย หากเป็นองค์กรชุมชน 1.เป็นคณะบุคคลประกอบด้วยผู้ที่บรรลุนิติภาวะไม่น้อยกว่า 7 คน 2.มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในชุมชนหรือท้องถิ่นร่วมกัน 3.มีวัตถุประสงค์ขององค์กรร่วมกันเพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์และไม่แสวงหากำไร 4.มีที่ตั้งองค์กรอยู่ในท้องที่เดียวกันกับศูนย์การเรียนที่ขอจัดตั้ง 5.รายการตามข้อ 1 และข้อ 3 ต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกในชุมชนซึ่งเป็นผู้บรรลุนิติภาวะจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน 

แต่หากเป็นองค์กรเอกชน 1.เป็นสมาคม มูลนิธิ หรือองค์กรที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หรือเป็นส่วนงานหรือโครงการในองค์กรนิติบุคคล 2.มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์และไม่แสวงหากำไร 3.มีที่ตั้งหรือมีส่วนงานหรือโครงการรับผิดชอบอยู่ในท้องที่เดียวกันกับศูนย์การเรียน เป็นต้น 

กับ 2.การจัดหาครูและผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้ ในส่วนของครูนั้น แม้ไม่ได้จัดอยู่ในบัญชีอาชีพสงวนสำหรับคนไทยแต่อาชีพครูจัดเป็นวิชาชีพควบคุม ดังนั้นหากจะเป็นครูในระบบโรงเรียน (ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐหรือเอกชน) ก็ต้องผ่านการเรียนตามหลักสูตรและได้รับใบประกอบวิชาชีพตาม ...สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา.. 2546 โดยมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องดังนี้ 

มาตรา 43” (วรรคหนึ่ง) ให้วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุม การกำหนดวิชาชีพควบคุมอื่นให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัตินี้ , (วรรคสอง) ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้เว้นแต่กรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ 1.ผู้ที่เข้ามาให้ความรู้แก่ผู้เรียนในสถานศึกษาเป็นครั้งคราวในฐานะวิทยากรพิเศษทางการศึกษา 

2.ผู้ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพหลักทางด้านการเรียนการสอนแต่ในบางครั้งต้องทำหน้าที่สอนด้วย 3.นักเรียน นักศึกษา หรือผู้รับการฝึกอบรมหรือผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติการสอน ซึ่งทำการ ฝึกหัดหรืออบรมในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาซึ่งเป็นผู้ให้การศึกษาหรือฝึกอบรม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด 4.ผู้ที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย 

5.ผู้ที่ทำหน้าที่สอนในศูนย์การเรียนตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ หรือสถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด 6.คณาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาในระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา ทั้งของรัฐและเอกชน 7.ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา และ 8.บุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด 

ซึ่ง อดิศร ขยายความในส่วนนี้โดยระบุว่า ตามข้อกฎหมายข้างต้น ทำให้คนที่สอนในโรงเรียนกวดวิชา (ติวเตอร์) หรือคนที่สอนในศูนย์การเรียนรู้ เข้าข่ายได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู อย่างไรก็ตาม “โดยทั่วไปแล้วชาวต่างชาติหากจะทำงานในประเทศไทยต้องมีนายจ้าง” จึงจะสามารถยิ่นขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ได้ โดยในกรณีนี้ก็คือศูนย์การเรียนรู้เป็นผู้ว่าจ้าง

ภาพที่ 4 : อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG)

ที่มา : mwgthailand.org

ชาวต่างชาติทำงานเป็นล่ามแปลภาษาได้หรือไม่? : เนื่องจากล่ามไม่ได้อยู่ในกลุ่มอาชีพสงวนสำหรับคนไทย ชาวต่างชาติจึงสามารถทำงานนี้ได้หากมีนายจ้าง ซึ่ง อดิศร กล่าวว่า ในอดีตไทยเคยประสบปัญหาขาดแคลนล่ามในโรงพยาบาล ในขณะที่แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านก็ยังถูกกำหนดให้ทำได้เพียงงานกรรมกรกับงานรับใช้ในบ้านเท่านั้น จึงไม่สามารถเป็นล่ามได้เพราะถือเป็นอาชีพที่ใช้ทักษะ ในเวลาต่อมาจึงได้มีการออกแนวปฏิบัติให้แรงงานข้ามชาติมาทำงานเป็นล่ามในลักษณะผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ โดยมีโรงพยาบาลหรือองค์กรพัฒนาแอกชน (NGO) เป็นผู้ว่าจ้าง 

พอกฎหมายใหม่มามันไม่ได้อยู่ในงานห้ามก็ทำได้ตามปกติเพียงแต่ว่าคุณต้องมีนายจ้างใครเป็นคนจ้างคุณอย่างเช่นถ้าเกิดวันนี้เรามี NGO ไปจ้างไปช่วยงานตำรวจในโรงพักมันก็ชัดเจน NGO เป็นนายจ้างคุณแต่เขามอบหมายคุณไปทำงานเป็นล่ามให้โรงพักให้โรงพยาบาล อดิศร กล่าว 

ผู้เขียนยังได้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานประสานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐของไทย พบตัวอย่างที่ชัดเจน คือ พนักงานสาธารณสุขต่างด้าว (พสต.) – อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.)” โดยกระทรวงสาธารณสุข และมีการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพของกลุ่มประชากรข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย ที่มักมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิต่างๆ 

(โปรดติดตามต่อในตอนที่ 2)

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/- 

อ้างอิง 

https://web.facebook.com/RLPD.PR.FANPAGE/posts/pfbid02SgYNryqEMqREjyx8NTGEVguDU6jyPo2ZHcSexUq26jf1BrrV5xyVCcqnLa3epBD8l (คุ้มครองสิทธิฯ จับมือ มูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลาย IOM และมูลนิธิฟรีดิช เนามัน พัฒนาศักยภาพผู้แทนกลุ่มแรงงานข้ามชาติ สู่การเป็นนิติกรชุมชน นำความรู้ทางกฎหมายช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติให้เข้าถึงความยุติธรรมอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ : กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ 17 พ.ย. 2568) 

https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/legal_th/3ad8fb156a32cbb000e303125ced6af7.pdf (พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ((update ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2561) : สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน) 

https://web.facebook.com/share/p/17uEVoBmv7/ (40 อาชีพสงวนสำหรับคนไทย : สำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร 20 ธ.ค. 2567) 

https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/legal_th/68c9bf9be8ce0073681f327e8455e35f.pdf (ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ) 

https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/alien_th/c9b9dded69538324b212c16301f2d347.pdf (รายงาน “สถิติจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน ทั่วราชอาณาจักร (มิ.ย. 2568) : สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน) 

https://web.cmi4.go.th/wp-content/uploads/2024/10/me-5-manual.pdf (คู่่มือสำหรับประชาชน: : การขอจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียนตามสิทธิขององค์กรชุมชน และองค์กรเอกชน (เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย) : สพฐ.) 

https://www.moe.go.th/backend/wp-content/uploads/2020/10/1.-พรบ.-สภาครู.pdf (พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ) 

https://www.hfocus.org/content/2022/10/26301 (โฆษก สธ.เผยรายละเอียดข้อเสนอพัฒนา “พนักงานสาธารณสุขหรืออาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว” : Hfocus 30 ต.ค. 2565) 

https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1011820200514091130.pdf (หลักสูตร อบรมอาสาสมัครแรงงานต่างด้าว ด้านสุขภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (อสต อช.) : ศูนย์พัฒนาวิชาการอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม จังหวัดสมุทรปราการ กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข) 

https://www.hss.moph.go.th/show_topic.php?id=5029 (คู่มืออาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าวและหลักสูตรครูฝึกอบรมมาตรฐานอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว : กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข) 

https://section09.thaihealth.or.th/2024/03/20/อาสาสมัครสาธารณสุขต่าง/ (เป็นเพื่อนบ้าน เป็นพี่เลี้ยง เป็นคนดูแล เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว นี่คือ ‘อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.)’ กลุ่มคนที่ทำงานเพราะอยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี : สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สสส. , 20 มี.ค. 2567)