จากชายแดนโมร็อกโก-สเปนถึงไทย “ภาพ-คลิปเก่า” ถูกนำมาสร้างข่าวลวงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือใช้ AI แต่งให้เกินจริง

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม 2569 มีประเด็นร้อนเกิดขึ้นในทวีปยุโรปเมื่อผู้อพยพหลายพันคนว่ายน้ำข้ามทะเลจากชายฝั่งของโมร็อกโกมาขึ้นฝั่งที่เมืองเซวตา ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของสเปนในทวีปแอฟริกาเหนือ

เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีของสเปน ตั้งข้อสังเกตว่าขบวนการค้ามนุษย์อาจใช้ประโยชน์จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ชี้ว่ารัฐบาลไม่สามารถผลักดันผู้อพยพออกนอกประเทศได้ในทันที เช่นเดียวกับกระทรวงมหาดไทยของสเปนที่มองว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวจูงใจให้เกิดการลักลอบข้ามพรมแดนมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศอื่นๆ ในยุโรปต่อสเปน เนื่องจากกระแสต่อต้านผู้อพยพที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากความตึงเครียดของสเปนทั้งการเมืองภายในที่พรรคการเมืองสายอนุรักษ์นิยมมักออกมาตำหนิรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีนโยบายเอื้อต่อผู้อพยพ รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศที่เรื่องนี้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสเปนกับอิตาลีที่ต่างฝ่ายต่างประกาศใช้มาตรการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวดต่อผู้ที่เดินทางมาจากดินแดนของอีกฝ่ายแล้ว สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของข่าวลวงในลักษณะภาพและคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นการอพยพระลอกนี้ ดัง 3 กรณีที่สำนักข่าวของสหภาพยุโรป (EU) อย่าง Euronews หยิบยกขึ้นมานำเสนอเป็นตัวอย่าง

(บนซ้าย) ภาพเจ้าหน้าที่โมร็อกโกทุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ใส่ผู้อพยพ ถูกตรวจพบว่าเป็นภาพที่สร้างจาก AI โดยทำให้ดูคล้ายกับเหตุการณ์จริงที่ตำรวจโมร็อกโกซึ่งประจำการเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณชานเมืองฟนิเดค ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่ติดกับเขตปกครองตนเองเซวตาของสเปน ท่ามกลางความพยายามของผู้อพยพจำนวนมากที่พยายามข้ามพรมแดนในจุดนี้ ตามรายงานข่าวของ AFP เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 (ล่างซ้าย) อย่างไรก็ตาม พบภาพนิ่งและคลิปวิดิโอจากสำนักข่าว Tanja7 ของโมร็อกโก ปรากฎมีเจ้าหน้าที่ทุ่มหินจริง ระบุเป็นเหตุการณ์ช่วงวันที่ 29 – 30 ก.ค. 2569 แต่ขนาดและรูปทรงก้อนหินแตกต่างกับภาพที่ถูกระบุว่าสร้างจาก AI (ขวา) ที่มา: Euronews , AFP

ภาพตำรวจโมร็อกโกทุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ใส่ผู้อพยพที่กำลังพยายามปีนหน้าผา

รายงานข่าวของ Euronews ระบุว่า ภาพนี้ถูกแชร์ในเว็บบอร์ดชุมชนออนไลน์ชื่อดังอย่าง Reddit (คล้ายกับ Pantip.com ของไทย) รวมถึงแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่างยูทูบ ติ๊กต็อกและอินสตาแกรม มีการอ้างด้วยว่ามาจากสำนักข่าวรอยเตอร์ อย่างไรก็ตาม ทั้ง Euronews รวมถึงเว็บไซต์ Raskrinkavanje.me ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศมอนเตเนโกร ยืนยันตรงกันว่าภาพนี้ถูกสร้างโดยเครื่องมือของ Open AI ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ AI ยอดนิยมอย่าง ChatGPT

แต่อีกด้านหนึ่งก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของโมร็อกโกขว้างก้อนหินใส่ผู้ที่พยายามอพยพออกนอกประเทศจริง ตามรายงานข่าวของสำนักข่าว Tanja7 เผยแพร่คลิปวิดีโอชายคนหนึ่งพยายามปีนหน้าผาในขณะที่เจ้าหน้าที่ในชุดควบคุมฝูงชนยกก้อนหินขึ้นเหนือศีรษะแล้วทุ่มใส่ เพียงแต่ขนาดของก้อนหินในคลิปนั้นเล็กกว่าและรูปร่างยังแตกต่างจากภาพที่สร้างจาก AI โดย Tanja7 บรรยายว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงวันที่ 29-30 ก.ค. 2569 ที่เมืองฟนิเดค ซึ่งเป็นเมืองชายแดนของโมร็อกโกที่ติดกับเขตปกครองตนเองเซวตาของสเปน ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

ขณะเดียวกันก็มีรายงานด้วยว่าผู้อพยพมีการขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน รวมถึงมีเหตุวางเพลิงรถยนต์ของผู้ว่าการมณฑลแทนเจียร์-เตตูอาน-อัลโฮเซมา (Tangier-Tetouan-Al Hoceima Region) เหตุจลาจลดำเนินไปจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 31 ก.ค. 2569 ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงสลายฝูงชน หลังเหตุการณ์สงบพบรถยนต์หลายคันรวมถึงรถประจำทางถูกวางเพลิงได้รับความเสียหาย

ภาพรองเท้าจำนวนมากลอยอยู่ในน้ำ สื่อความถึงผู้อพยพจำนวนมากที่พยายามว่ายข้ามทะเลจากโมร็อกโกไปยังเมืองเชวตาของสเปน มีทั้งภาพที่สร้างโดย AI (ซ้าย) และภาพจริงที่ถ่ายโดยช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ (ขวา)

ภาพรองเท้าจำนวนมากลอยอยู่ในทะเล อ้างว่าเป็นของผู้อพยพที่พยายามว่ายน้ำมาขึ้นฝั่ง

มีภาพรองเท้าลอยน้ำ ซึ่งถูกใช้สื่อแทนภาพของคลื่นผู้อพยพที่พยายามว่ายน้ำข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกไปยังเชวตาของสเปน ซึ่งเป็นภาพจริงที่ จอน นาซกา (Jon Nazca) ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 บริเวณชายหาด Playa El Tarajal ที่อยู่ติดกันระหว่างสุดพรมแดนทางเหนือของโมร็อกโก และทางใต้ของเมืองเชวตาของสเปน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งกลับแชร์ภาพรองเท้าลอยน้ำที่สร้างโดย AI ซึ่งจากการตรวจสอบพบถูกสร้างด้วยเครื่องมือของ Open AI ตามรายงานของ Euronews รวมถึงเว็บไซต์ Maldita.es หรือ องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงของสเปน

(ฝั่งซ้ายบนและล่าง) ภาพและคลิปวิดีโออ้างเกี่ยวข้องกับเรือขนผู้อพยพข้ามทะเลจากโมร็อกโกมาขึ้นฝั่งที่สเปน ช่วงปลายเดือน ก.ค. – ต้นเดือน ส.ค. 2569
(ฝั่งขวาบนและล่าง) คลิปเดียวกันเคยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยสำนักข่าว Canal26 ของอาร์เจนตินา และ Visegrád 24 ของโปแลนด์

คลิปเก่าเรือผู้อพยพขึ้นฝั่งในสเปนซึ่งเคยถูกโพสต์เมื่อปี 2566 ถูกนำกลับมาโพสต์โดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม 2569

รายงานของ Euronews ยังพบผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โพสต์คลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 เป็นคลิปเรือบรรทุกผู้อพยพมาขึ้นฝั่งที่ชายหาดในแคว้นอันดาลูเซีย ทางภาคใต้ของสเปน ขณะที่โคแฟคพบภาพนิ่งจากคลิปเดียวกันถูกโพสต์ใน X เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2569 อย่างไรก็ตาม ทั้ง Euronews และ Maldita.es ตรวจพบว่าคลิปดังกล่าวเคยถูกโพสต์ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดย Maldita.es พบคลิปถูกโพสต์โดยบัญชี X  ของสำนักข่าวอาร์เจนตินาอย่าง Canal26 ส่วนโคแฟคพบคลิปนี้โพสต์ในวันเดียวกันโดยบัญชี X ของสำนักข่าวในโปแลนด์อย่าง Visegrád 24

ย้อนมองไทย ‘คลิปเก่า – ภาพใช้ AI แต่งเติม’ จนสร้างความเข้าใจผิดก็มีเหมือนกัน

การใช้ภาพหรือคลิปวิดีโอจากเหตุการณ์ในอดีตมาโพสต์โดยอ้างเป็นเหตุการณ์ล่าสุดในปัจจุบันถือเป็นรูปแบบของข่าวลวงที่พบได้บ่อยที่สุดโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ๆ  ที่สังคมให้ความสนใจ เช่น สงคราม ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ การชุมนุมประท้วง ฯลฯ โดยตัวอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่โคแฟคตรวจพบ อาทิ

1. คลิปชุมนุมต่อต้านกาสิโนสมัยรัฐบาลแพทองธารเมื่อปี 2568 ถูกนำมาอ้างเท็จว่าเป็นการเดินขบวน “หยุดระบอบน้ำเงิน” คลิปนี้ถูกโพสต์บนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2569 ช่วงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งในวันที่โคแฟคหยิบมาตรวจสอบ คือวันที่ 5 ส.ค. 2569 พบถูกแชร์ไปมากกว่า 1,300 ครั้ง อย่างไรก็ตาม คลิปดังกล่าวพบว่าเป็นเหตุการณ์ชุมนุมต่อต้านนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) และกาสิโน เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2568 ในช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

2. คลิปโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หลังไฟไหม้ เกือบ 8 ล้านวิว เป็นคลิปที่สร้างด้วย AI จากภาพข่าวจริง: ช่วงดึกของคืนวันที่ 12 ก.ค. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับสิบราย โคแฟคพบคลิปวิดีโออ้างว่าเป็นบรรยากาศในตัวร้านที่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ แต่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นคลิปที่สร้างจาก AI โดยพบข้อสังเกตคือคำว่า ‘โรงเบียร์’ ถูกสะกดเป็นคำที่ไม่สามารถอ่านได้ ซึ่งมักเป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยๆ ในการใช้ AI สร้างภาพหรือวิดีโอ ส่วนภาพต้นฉบับนั้นเป็นภาพจริงที่ใช้ประกอบรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 5

3. ภาพอาวุธสงครามจำนวนมากที่อ้างว่ายึดได้จากการจับกุมชาวจีนใน จ.ชลบุรี เป็นภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งไม่ตรงกับภาพที่สื่อมวลชนเผยแพร่และรายงานของกลางในบันทึกการจับกุมของตำรวจ: วันที่ 8 พ.ค. 2569 ตำรวจตรวจยึดอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดที่บ้านพักของซุน หมิงเฉิน ชายชาวจีน ใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จากนั้นในวันที่ 15-17 พ.ค. 2569 พบการแชร์ภาพตำรวจตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมากทั้งปืน M16, อาก้า, HK อ้างว่าเป็นของชาวจีนคนดังกล่าว แต่พบว่าภาพนี้สร้างโดยเครื่องมือ AI ของ Google และได้รับคำยืนยันจากตำรวจ สภ.นาจอมเทียน เจ้าของคดี ว่าไม่ใช่ภาพการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาชาวจีนเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 นอกจากนั้น ภาพที่สื่อมวลชนรายงาน รวมถึงจำนวนและชนิดของอาวุธสงครามที่ตำรวจยึดได้จริงก็ไม่ตรงกับภาพที่ AI สร้างขึ้น

ส่องหลักการใช้ AI สร้างภาพหรือวิดีโอในงานสื่อมวลชน

โครงการ Media Councils in the Digital Age (MCDA) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มและฐานข้อมูลร่วมของสภาการสื่อมวลชนและสภาการพิมพ์ (Press and Media Councils) ในทวีปยุโรป ยกตัวอย่างแนวปฏิบัติการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในงานข่าว โดยสมาคมวิชาชีพสื่อของหลายประเทศ อาทิ

สภาการสื่อมวลชนเบลเยียม ระบุไว้ในข้อ 12 ว่า ผู้สื่อข่าวต้องมีความโปร่งใสเกี่ยวกับภารกิจของตนและวิธีการดำเนินการ ในขอบเขตที่เป็นไปได้และเกี่ยวข้อง ต้องสื่อสารอย่างชัดเจนต่อสาธารณชนหรือผู้รับสาร ซึ่งปัญญาประดิษฐ์อาจมีบทบาทในการรวบรวม เรียบเรียง ผลิต และเผยแพร่ข่าวสาร เช่น บทความ รายงาน ภาพประกอบ อินโฟกราฟิก เป็นต้น ในกระบวนการอัตโนมัติบางส่วนหรือทั้งหมดดังกล่าว การตัดสินใจของกองบรรณาธิการมีบทบาท และต้องสอดคล้องกับหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ตลอดจนรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่เสมอ ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะผลิตขึ้นอย่างไร และไม่ว่าสื่อหรือรูปแบบใดที่เผยแพร่สู่สาธารณชน

องค์กรกำกับจริยธรรมสื่อในอังกฤษ (Impress) ระบุไว้ในแนวปฏิบัติสำหรับองค์กรหรือสื่อในการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม (Guidance on the Standards Code) ในข้อ 1.1.6 มีรายละเอียดว่า (a) พึงระวังการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในการสร้างและเผยแพร่เนื้อหาเท็จ (เช่น deepfake) และใช้การกำกับดูแลโดยบรรณาธิการที่เป็นมนุษย์เพื่อลดความเสี่ยงในการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว (b) พึงระวังการใช้ AI ของผู้เผยแพร่ข่าวในการสร้าง คัดสรร จัดอันดับ และเผยแพร่ข่าวสาร

นอกจากนี้ยังระบุในข้อ 10.5.1 ว่าการใช้ AI อาจนำมาซึ่งประโยชน์หลายประการแก่สำนักพิมพ์ แม้ว่า AI อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความถูกต้องและความโปร่งใสได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อใช้ AI ในการสร้าง เผยแพร่ และกระจายข่าว สำนักข่าวต้องกำกับดูแลด้านบรรณาธิการเพื่อให้แน่ใจว่าการใช้งานนั้นโปร่งใส ควรติดป้ายกำกับเนื้อหาที่ระบบอัตโนมัติแนะนำให้กับผู้คนโดยอิงจากพฤติกรรมและข้อมูลส่วนบุคคลอย่างชัดเจน และให้ตัวเลือกในการยกเลิกการรับคำแนะนำดังกล่าวได้ง่าย นอกจากนี้ สำนักข่าวควรเปิดเผยข้อมูลที่ตนเก็บไว้เกี่ยวกับผู้คนและวิธีการใช้ข้อมูลนั้นในการแนะนำเนื้อหาแบบเจาะจงเป้าหมาย

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) มีการออกกฎบัตรปารีสว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์กับงานสื่อมวลชน (Paris Charter on AI and Journalism) ย้ำถึงการตัดสินใจโดยมนุษย์ว่ายังคงเป็นหัวใจสำคัญ ขอยกตัวอย่างบางข้อมานำเสนอในที่นี้

  • (ข้อ 2) กองบรรณาธิการต้องกำหนดเป้าหมาย ขอบเขต และเงื่อนไขการใช้งาน AI ให้ชัดเจน
  • (ข้อ 4) สื่อต้องรับผิดชอบด้านบรรณาธิการ รวมถึงการใช้ AI ในการรวบรวม ประมวลผล หรือเผยแพร่ข้อมูล ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาทุกชิ้นที่เผยแพร่ ควรมีการคาดการณ์ กำหนดขอบเขต และมอบหมายความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบ AI ให้แก่บุคคล เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพและแนวทางด้านบรรณาธิการ
  • (ข้อ 5) การใช้ AI ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการผลิตหรือการเผยแพร่เนื้อหาข่าวสาร ควรเปิดเผยและสื่อสารอย่างชัดเจนแก่ทุกคนที่ได้รับข้อมูลควบคู่ไปกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
  • (ข้อ 6) สื่อควรใช้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อรับประกันความถูกต้องและที่มาของเนื้อหาที่เผยแพร่ โดยให้รายละเอียดที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับที่มาและการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง เนื้อหาใด ๆ ที่ไม่ตรงตามมาตรฐานความถูกต้องเหล่านี้ ควรได้รับการพิจารณาว่าอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด
  • (ข้อ 7) ผู้สื่อข่าวพึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจถึงความแตกต่างที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือระหว่างเนื้อหาที่ได้มาจากการบันทึกเหตุการณ์จริง (เช่น ภาพถ่าย และเสียงบันทึก) และเนื้อหาที่สร้างหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญโดยใช้ระบบ AI โดยควรให้ความสำคัญกับการใช้ภาพและเสียงบันทึกที่แท้จริงเพื่อแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หลีกเลี่ยงการทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดในการใช้เทคโนโลยี AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาควรละเว้นจากการสร้างหรือใช้เนื้อหาที่สร้างโดย AI ซึ่งเลียนแบบการบันทึกภาพและเสียงจากโลกแห่งความเป็นจริง หรือปลอมตัวเป็นบุคคลจริงอย่างสมจริง

ส่วนในประเทศไทย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ออกแนวปฏิบัติการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้เป็นไปตามจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.2567 ตัวอย่างเช่น

  • (ข้อ 5.3) ภาพข่าว ภาพประกอบข่าว ขององค์กรสื่อมวลชนที่ผลิตด้วย Generative AI ต้องระบุให้ทราบอย่างชัดเจน ด้วยข้อความ การใส่ลายน้ำ หรือตราสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งลงในภาพที่สื่อความหมายว่า “ผลิตด้วย AI” เพื่อให้ผู้อ่าน หรือผู้รับสารทราบ และเพื่อแสดงความโปร่งใส และความรับผิดชอบด้านมาตรฐานวิชาชีพขององค์กรสื่อมวลชน
  • (ข้อ 5.6) องค์กรสื่อมวลชนต้องไม่สร้างภาพข่าวหรือภาพประกอบข่าว ด้วย AI โดยไม่รู้แหล่งที่มาของภาพ
  • (ข้อ 5.11) องค์กรสื่อมวลชนพึงระมัดระวังการใช้ AI ในการนำเสนอข่าวด่วน ข่าวสถานการณ์ที่จำเป็นต้องรายงานทันที (Breaking News) โดยการผลิต หรือเผยแพร่ข่าวดังกล่าว ให้คำนึงถึงจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนโดยเคร่งครัด
  • (ข้อ 5.12) องค์กรสื่อมวลชนพึงหลีกเลี่ยงการใช้ภาพที่สร้างจาก AI แทนการใช้ภาพจริง และตระหนักถึงการใช้ภาพที่สร้างจาก AI อย่างเหมาะสม
  • (ข้อ 12) ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนฯ พึงระมัดระวังการใช้ AI ในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหา ในรูปแบบข้อความ ภาพ เสียง จากโปรแกรมประยุกต์ แอปพลิเคชั่น หรือ อุปกรณ์การผลิตต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ กล้องถ่ายภาพ วิดีโอ อุปกรณ์บันทึกเสียง ฯลฯ โดยจำเป็นต้องศึกษาคำสั่งการใช้งาน เพื่อมิให้การใช้ AI ในกระบวนการผลิตเนื้อหา ประมวลผล แก้ไข ปรับแต่ง จนเกิดผลลัพธ์เกินจริง อันมีผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรสื่อมวลชน

ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ และเป็นประเภท ‘ข่าวด่วน’ ที่ผู้คนให้ความสนใจ สิ่งที่มักจะตามมาเสมอคือ ‘ข่าวลวง’ โดยเฉพาะวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ อย่างการนำภาพหรือคลิปวิดีโอเหตุการณ์ต่างช่วงเวลาหรือสถานที่มาอ้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีล่าสุดที่ AI เข้าถึงได้ง่ายแบบที่ใคร ๆ ก็ใช้ได้ การสร้างภาพหรือคลิปวิดีโอจาก AI ในลักษณะอ้างว่าเป็นเหตุการณ์จริง หรือสร้างโดยอ้างอิงเหตุการณ์จริงแต่ทำให้รายละเอียดดูเกินจริงก็เริ่มพบเห็นได้มากขึ้น ทำให้ผู้รับสารต้องใช้วิจารณญาณเพิ่มขึ้นในการตรวจสอบและแยกแยะข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันจริยธรรมสื่อก็ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนในแวดวงวิชาชีพสื่อสารมวลชนอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนซึ่งสามารถเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลข่าวสารได้เองผ่านสื่อสังคมออนไลน์พึงตระหนัก

รายการอ้างอิง