คนสื่อแชร์ประสบการณ์ถูก‘ไอโอ’คุกคาม ขอสังคมรู้เท่าทัน-สนับสนุนงานข่าวสร้างความเปลี่ยนแปลง

22 เม.ย. 2569 ทีมงานภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) นำโดย สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกิจกรรมชมภาพยนตร์สารคดี Blood Berries จัดทำโดย The Isaan Record และภาพยนตร์สารคดี สาละวิน จำนวน 3 เรื่อง จัดทำโดยนักศึกษาในรายวิชาการผลิตสารคดีเพื่อสื่อดิจิทัล คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และงานเสวนาหัวข้อ สื่อกับการสร้างการเปลี่ยนแปลง : จาก Blood Berries สู่สาละวิน โดยวิทยากร 3 ท่าน ซึ่งจัดโดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักข่าวชายขอบ The Isaan Record และ The Reporters ที่มหาวิทยาธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งThe Reporters และผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ บอกเล่าประสบการณ์ถูกคุกคามจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ – IO) ครั้งแล้วครั้งเล่าหากรายงานข่าวที่อาจไปกระทบกลุ่มผลประโยชน์ อำนาจรัฐหรือประเด็นความมั่นคง เช่น ในช่วงที่รายงานข่าวข้าว 700 กระสอบ ริมแม่น้ำสาละวิน , รายงานข่าวผู้อพยพหนีภัยการสู้รบตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา , การชุมนุมประท้วงของเยาวชนช่วงปี 2563 – 2564 , การทำข่าวพรรคอนาคตใหม่ – พรรคก้าวไกล มาจนถึงล่าสุดกับการรายงานข่าวเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตนเผชิญไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของต้นสังกัดอย่างข่าว 3 มิติ หรือ The Reporters แต่เป็นเรื่องความเป็นนักข่าวของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ที่การรายงานข่าวอาจไปขัดกับนโยบาย ก็ต้องขัดขวาง เช่น ใช้การด้อยค่าโจมตีให้เป็นเรื่องอื่น ใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือถ้อยคำอันตราย (Dangerous Speech) สำหรับตนเจอจนสามารถเรียนรู้และเท่าทัน แต่คำถามคือประชาชนที่เสพสื่อรู้เท่าทันหรือไม่ สิ่งที่น่ากลัวคือหากข้อมูลถูกส่งต่อจำนวนมากไปเรื่อยๆ คนที่ไม่รู้เท่าทัน ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเราเป็นใครก็จะพลอยเข้าใจผิดและเกลียดชัง

ทุกคนเปิดโทรศัพท์มาจะเห็นฐปณีย์ ทุกคนตั้งคำถามไหมว่าทำไมมันขึ้นก็เพราะมันซื้อสปอนเซอร์ไหมทำให้เราเห็น มีการจ่ายสตางค์ ซึ่งงงมาก คนที่ไม่เกี่ยวข้องเลยกับ 3 จังหวัดแต่เห็นฐปณีย์เป็นนักข่าวโจรเต็มไปหมดเพราะอะไรเราต้องชวนกันตั้งคำถามแบบนั้นมากกว่าเกิดอะไรขึ้น มันมีขบวนการในการที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ ที่ใส่ข้อมูล Dangerous Speech ที่ว่ามันเป็นถ้อยคำที่อันตราย เพราะมันจะยิ่งทำให้คนเกลียดชังอย่างรวดเร็วและรุนแรง ที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกันได้ ฐปณีย์ กล่าว

หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record กล่าวว่า สำหรับคนทำข่าวคืออยากรู้ว่าผลงานของตนจะมีคนดูหรือไม่ และจะมีผู้มีอำนาจแก้ไขปัญหาที่สื่อได้รายงานหรือไม่ ตัวอย่างผลงาน เช่น ‘ความหวานและอำนาจ’ สัมภาษณ์ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาลรายใหญ่ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลมีนโยบายเปลี่ยนไร่นาเป็นไร่อ้อยจำนวน 10 ล้านไร่ เป็นที่มาของปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือ ‘เมียฝรั่งในแดนอีสาน’ เพื่อทำความเข้าใจข้อกล่าวหาเรื่องคนอีสานพยายามขุดทองจากชาวต่างชาติ หรือปรากฎการณ์ที่ผู้หญิงอีสานแต่งงานกับชายชาวตะวันตก

หรือล่าสุดอย่างผลงานข่าวและสารคดี Blood Berries ว่าด้วยแรงงานไทยที่ถูกชักชวนไปทำงานเก็บผลเบอรี่ในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย (ยุโรปเหนือ) แล้วพบว่าถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ต่างจากการถูกหลอกให้เป็นแรงงานทาส ทำให้ The Isaan Record นำไปสู่การถูกฟ้องคดี (ก่อนที่จะถอนฟ้องในภายหลัง) ถูกคาดหวังเป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้านมากขึ้น แต่ในส่วนของ IO ที่เคยเจอคือช่วงที่รายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทำให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกล้มเจ้าบ้าง มีสามีเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกา (CIA) บ้าง

ตอนนั้นยอดคนตามเพจ (Follower) ยังไม่เท่านี้ ก็โดนโจมตี มีโทรศัพท์มาหาเราด้วย ตกลงคุณเป็นเมีย CIA หรือตอนนั้นคือพยายามโทรหาหลายคนว่าจะทำอย่างไรดี แต่สิ่งแรกที่ตัวเองทำได้คือบอกน้องๆ ในออฟฟิศว่าอย่าออกไปไหน เพราะเราอยู่ต่างจังหวัด แล้วเมืองที่เราอยู่หน่วยงานความมั่นคงทำงานเข้มแข็งมาก ทหาร – ตำรวจค่อนข้างเข้มแข็ง มาเฝ้าออฟฟิศประจำ ตอนนั้นก็บอกน้องๆ ไปว่าอย่าออกจากบ้าน หรือถ้าจะออกก็ให้พาคนไปด้วย 2 – 3 คนเราก็ปิดโทรศัพท์ไม่ดูโซเชียลเลย ทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เครียดเพราะเราถูกข่มขู่” หทัยรัตน์ กล่าว

ภาสกร จําลองราช ผู้ก่อตั้งสํานักข่าวชายขอบ เล่าว่า ในช่วงที่มีการสู้รบในเมียนมา ทำให้มีผู้อพยพจำนวนมากหนีมาอยู่บริเวณชายแดนไทย สื่อมวลชนถูกห้ามไม่ให้เข้าพื้นที่ ตนก็มีคำถามว่าบริเวณนั้นเป็นแผ่นดินไทยทำไมเข้าไปทำข่าวไม่ได้ แต่ก็ต้องหาทางเข้าไปแบบกลมกลืนกับคนท้องถิ่นเพื่อให้เรื่องราวตรงนั้นได้ออกมา ซึ่งเมื่อทำไปแล้วก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องความมั่นคง  

ทั้งนี้ ชาวบ้านตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา แท้จริงล้วนเป็นชาวกะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยมานานโดยมีแม่น้ำสาละวินเรียงร้อยก่อนจะถูกแบ่งเขตด้วยรัฐชาติสมัยใหม่ แต่ไม่อาจแบ่งความเป็นสายเลือดหรือเครือญาติได้ สิ่งเหล่านี้ต้องการความเข้าใจจากสังคมไทย สำนักข่าวชายขอบกำลังทำงานเพื่อสื่อสารเสียงของคนเล็กคนน้อย แต่จะบอกว่าเฉพาะคนเล็กคนน้อยก็ไม่ได้เพราะทุกเสียงต้องเชื่อมโยงกันหมด อย่างตนมีประสบการณ์เป็นนักข่าวที่รัฐสภามาก่อน การจะแก้ปัญหาข้างล่างได้ข้างบนต้องเป็นผู้สั่งการ หน้าที่ของสื่อมวลชนคือการเป็นช่องทาง (Bypass) ส่งขึ้นไป

คำถามที่ว่าสื่อประเภทนี้จะต่อลมหายใจกันอย่างไร ต้องให้กำลังใจ และสังคมต้องเข้าใจวิธีการทำข่าวของพวกเราอย่างไร แล้วพอถูกกระทำจากองค์กร จะเรียกองค์กรนอกระบบหรืออะไรก็แล้วแต่ มันเหมือนพวกมิจฉาชีพ (Scam) แต่เป็นมิจฉาชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ มิจฉาชีพทั่วๆ ไปตำรวจก็วิ่งไล่จับไป แต่พวกนี้กลายเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ให้ภาครัฐบางหน่วยงาน แล้วมาทำกับใครมาทำกับพวกเรา ทำกับนักข่าวที่ตั้งใจหาข้อเท็จจริง ฉะนั้นสังคมต้องรู้เท่าทัน” ภาสกร กล่าว 

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-