โฆษก ศธ. ยืนยัน “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “สะเทือนใจที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ”
กองบรรณาธิการโคแฟค
❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว. ศึกษาธิการ ระบุสะเทือนใจมากที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ สงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาบิดเบือน** โฆษกกระทรวงศึกษาธิการยืนยันรัฐมนตรีไม่เคยให้สัมภาษณ์ตามข้อความนี้ นฤมลเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเด็กชาวกัมพูชาที่ถูกส่งกลับเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2568 จริง แต่ไม่ใช่ข้อความตามที่อ้างนี้
📝 เนื้อหาโดยสรุป: ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 พบบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ และ X โพสต์ภาพนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมข้อความ “ดิฉันสะเทือนใจมาก ที่นักเรียนเขมรถูกส่งกลับ พวกเขา น่าสงสารที่ถูกปิดโอกาสในการเรียน” ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศธ. (ลิงก์บันทึก)
เนื้อหานี้ถูกเผยแพร่ช่วงเดียวกับที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาในการรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียน ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาวว่าด้วยสิทธิเด็กที่รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: วันที่ 27 ก.พ. โคแฟคได้รับคำยืนยันจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษก ศธ. ว่า รมว.ศธ. ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ตามข้อความที่กล่าวอ้าง
ศธ. ยังได้ชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ศธ.360 องศา” เมื่อวันที่ 24 ก.พ. โดยนำภาพข้อความที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ รมว.ศึกษาธิการมาติดป้ายว่าเป็น “ข่าวปลอม” พร้อมกับชี้แจงว่า “ศธ. แจงข้อเท็จจริง! ข่าวการรับเด็กต่างด้าวจากเพจดังกล่าว เป็นข่าวปลอม ยันปรับปรุงระเบียบเพื่อเน้นกลุ่มที่มีภูมิลำเนาในไทยเท่านั้น”

ศธ. ระบุด้วยว่าขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสาระสำคัญของ ประกาศ ศธ. เรื่องการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 จึงชี้แจงดังนี้
- ประกาศฉบับนี้เป็นฉบับที่ปรับปรุงจากประกาศเรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2562 โดยได้ตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศและเดินทางเข้ามาเรียนแบบเช้าไป-เย็นกลับออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2548 ที่กำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย “ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น
- ศธ. ยึดหลักสวัสดิภาพเด็กตามหลักสากลและกฎหมายไทย การจัดการศึกษาดังกล่าวยังคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งระบุว่ารัฐต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย
- แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษายังมีหน้าที่ประสานงานเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก หรือออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ยืนยันว่าเด็กที่พำนักในไทยสามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย
โคแฟคนำข้อความที่อ้างว่านฤมลสะเทือนใจและสงสารเด็กกัมพูชาที่ถูกส่งกลับไปค้นหา ก็ไม่พบว่ามีสื่อมวลชนหลักสำนักใดรายงานคำพูดนี้เช่นกัน โดยพบเพียงข่าวเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ซึ่งขณะนั้นเกิดกรณีนักเรียนชาวกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนในพื้นที่ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ และกำลังจะถูกส่งกลับ
เว็บไซต์ ศธ. 360 องศา ซึ่งเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ของกระทรวงศึกษาธิการ รายงานความเห็นของนฤมลต่อกรณีดังกล่าวว่า ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปี ซึ่งถือเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกันที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก หากตอบในฐานะ รมว.ศธ. ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด เพราะไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่จะต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้ด้วย
นฤมลยังกล่าวด้วยว่า จากรายงานของ กพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าวพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย โดยจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ต้นว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้หากจะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายใหม่ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็พร้อมจะดูแลเด็ก ทั้งนี้ อยากจะขอให้คนไทยทุกคนแยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรมด้วย
นอกจากเว็บไซต์ ศธ. 360 องศา แล้ว สื่อมวลชน เช่น ไทยพีบีเอสและเดลินิวส์ ก็รายงานความเห็นของ รมว.ศธ. ด้วยถ้อยคำเดียวกันเช่นกัน
📌 ข้อสังเกตโคแฟค: นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งลงนามโดยนฤมลเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 27 ม.ค. 2569 พบการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดหลายกรณี เช่น คำกล่าวอ้างว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี, คลิปวิดีโอนักเรียนชาวกัมพูชาข้ามชายแดนมาเรียนในประเทศไทย วันที่ 24 มิ.ย. 2568 ซึ่งเป็นคลิปเก่าก่อนเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา ถูกนำมาโพสต์ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผลมาจากประกาศฉบับนี้
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
- จับ-ส่งกลับ‘นักเรียนกัมพูชา’แม่พาลอบเข้าเมืองตั้งแต่เล็ก : กฎหมายคุ้มครองสิทธิ..แต่น่าห่วงกระแสเกลียดชัง
- กสม. ชี้แจง ไม่ได้เสนอให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถึง ป.ตรี แต่เสนอให้รัฐยึดหลักเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา
- ศธ. ประกาศให้ รร. รับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเข้าเรียนจริง แต่ภาพเด็กกัมพูชาเดินมาเรียนในไทยเป็นคลิปเก่า
