กสม. ชี้แจง ไม่ได้เสนอให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถึง ป.ตรี แต่เสนอให้รัฐยึดหลักเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา

กองบรรณาธิการโคแฟค

❓ เนื้อหาที่ตรวจสอบ: นักสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอให้เด็กต่างด้าวในไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี 

❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด** คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอเพียงการคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิตามรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาสิทธิเด็ก ซึ่งเด็กทุกคนในประเทศไทยต้องเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 24 ก.พ. 2569 บัญชีเฟซบุ๊ก “ครรชิต มนูญผล” โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 2.32 นาที ฝังข้อความ “พบแล้ว! ต้นตอ เด็กต่างด้าว เรียนฟรีในประเทศไทย” และพูดในคลิปช่วงหนึ่งว่า “พบแล้วต้นตอของการให้เด็กต่างด้าวมีสิทธิ์เรียนฟรีในประเทศไทยถึงปริญญาตรี มาจากนักสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถึงปริญญาตรีในประเทศไทย คณะรัฐมนตรีก็เลยสั่งการลงมาให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงศึกษาธิการ ให้เด็กต่างชาติเข้าเรียนฟรี” 

ณ วันที่ 26 ก.พ. คลิปนี้มียอดการรับชมกว่า 3.4 แสนครั้ง และถูกแชร์ต่อมากกว่า 5,700 ครั้ง

🔎 โคแฟคตรวจสอบ: คลิปวิดีโอดังกล่าวเผยแพร่หลังจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ชี้แจงเกี่ยวกับประกาศ ศธ. เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผู้กังวลว่าเป็นการนำภาษีของไทยไปดูแลเด็กต่างด้าวจนอาจกระทบต่อสิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย 

ว่าที่ร้อยตรีธนุชี้แจงเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่าเรื่องนี้มีที่มาจากข้อเสนอแนะของ กสม. ที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต่อมา ครม. มีมติวันที่ 28 ต.ค. 2568 รับทราบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการศึกษา ภายใต้กรอบกฎหมายและแนวทางของรัฐ พร้อมทั้งย้ำดังนี้

  • จะไม่มีการดำเนินการใดที่กระทบต่อสิทธิและคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ทั้งด้านโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ และความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยสถานศึกษาทุกแห่งต้องปฏิบัติตามระเบียบและแนวปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทและศักยภาพของแต่ละพื้นที่
  • การดำเนินการตามประกาศดังกล่าว ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย และไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะบุคคลตามกฎหมายทะเบียนราษฎรหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในกรณีผู้สมัครเข้าเรียนไม่มีเลขประจำตัว 13 หลักหรือไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร สถานศึกษาจะใช้ รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เป็นฐานข้อมูลเพื่อการเข้ารับบริการทางการศึกษาเท่านั้น พร้อมทั้งประสานผู้ปกครองรวบรวมเอกสาร ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้การจัดทำทะเบียนเป็นไปอย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงต่อการแอบอ้างหรือสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  • สำหรับข้อกังวลของประชาชนเรื่องภาษี การกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นการทำให้ผู้เรียนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและอยู่ในวัยเรียนเข้าสู่ระบบโรงเรียนที่สามารถตรวจสอบ ติดตาม และดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ปล่อยให้อยู่นอกระบบโดยไม่มีการกำกับ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่เดิม และยืนยันว่าจะไม่กระทบสิทธิของเด็กไทยแต่อย่างใด

โคแฟคตรวจสอบข้อมูลพบว่าวันที่ 26 มิ.ย. 2568 กสม. มีหนังสือเลขที่ สม 0504/31 ถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย” ลงนามโดยพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้

  1. ด้านการเข้าถึงการศึกษา: กรณีการเข้าศึกษาในสถานศึกษาของรัฐ รัฐควรกำหนดนโยบาย ปรับปรุงระเบียบ ประกาศและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่รัฐจัดให้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้เด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เด็กลูกหลานแรงงานและเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาสามารถเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างทั่วถึง กรณีการเข้าศึกษาในศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าว รัฐควรจัดให้มีระบบสารสนเทศเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้รับการกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียน
  2. ด้านสถานะบุคคลและการอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร: รัฐควรจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ให้เด็กลูกหลานแรงงาน และเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษา โดยให้เด็กยังสามารถรายงานตัวได้แม้จะเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด และให้สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรตามสิทธิของบิดาหรือมารดาหรือภายในเขตพื้นที่ควบคุม
  3. ด้านสาธารณสุข: รัฐควรให้สิทธิผ่านระบบการซื้อประกันสุขภาพของรัฐ เอกชน หรือระบบร่วมจ่ายในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้เด็กลูกหลานแรงงาน และเด็กที่เดินทางโดยลำพังด้วยเหตุผลทางการศึกษาเข้าถึงสิทธิด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุม

ฐานข้อมูลเว็บไซต์สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุวันที่ 28 ต.ค. 2568 ครม. มีการพิจารณาเรื่อง “ข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย” โดยมีมติดังนี้

  1. รับทราบข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) และมาตรา 42 ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเสนอฃ
  2. มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

วันที่ 25 ก.พ. 2569 โคแฟคสอบถามไปยัง วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับคำชี้แจงว่า ข้อเสนอในภาพรวมของ กสม. คือการแก้ไขปัญหาสิทธิเด็กในกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยในการเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย โดยย้ำว่าเรื่องสถานะบุคคลหรือเรื่องการเข้าเมืองเป็นคนละส่วนกับสิทธิทางการศึกษา ซึ่งรัฐมีพันธกรณีที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศด้วย

กล่าวคือรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 54 และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ขณะที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กยังระบุด้วยว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลไทยก็มีพันธกรณีตามอนุสัญญาที่จะต้องดำเนินการให้เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งผู้ปกครองต้องการส่งเด็กเข้ารับการศึกษาภาคบังคับโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็ต้องทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กที่มีสัญชาติไทย

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับมติ ครม. วันที่ 5 ก.ค. 2548 เรื่อง “ร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ. …. (การจัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย)” หรือการศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) ซึ่งกลายเป็นนโยบายด้านการศึกษาที่ประเทศไทยดำเนินการมาตลอดและได้รับคำชื่นชม ส่วนข้อเสนอของ กสม. คือการเน้นไปที่ปัญหาหรืออุปสรรคที่ทำให้เด็กยังเข้าไม่ถึงสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดและตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวว่าข้อเสนอในภาพรวมของ กสม. คือการแก้ไขปัญหาสิทธิเด็กในกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยในการเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย

“เรื่องสถานะของเด็กกับเรื่องสถานะบุคคล การเข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นคนละกรณีกับสิทธิทางการศึกษา และควรกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการให้สิทธิอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ให้มีการจัดทำประวัติและบัตรประจำตัวตามสถานะที่เป็นจริง อันนี้ไม่ได้แปลว่าให้สัญชาติ คือแทนที่จะอยู่ในภาวะที่ไม่มีความชัดเจน ก็จะต้องให้มีการจดแจ้งให้อยู่ในระบบ อยู่ในสายตา อยู่ในฐานข้อมูลของรัฐ มีระบบสารสนเทศกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนในศูนย์การเรียน มีการจดแจ้ง มีการกำกับดูแล” วสันต์กล่าว

ทั้งนี้วสันต์ยืนยันว่า กสม. ไม่ได้เสนอให้บุตรของแรงงานด่างด้าวเรียนฟรีจนถึงระดับ ป.ตรี แต่เน้นย้ำเรื่องเด็กทุกคนควรมีสิทธิได้รับการศึกษาและการพัฒนาและขจัดอุปสรรค โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กล่าวถึงการที่รัฐภาคีต้องรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อยในระดับประถมศึกษา แต่หากทำได้ถึงระดับมัธยมศึกษาก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้บุคคลสามารถดูแลตัวเอง ครอบครัวและสังคมได้

ก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 (มาตรา 43) และฉบับ 2550 (มาตรา 49) กำหนดสิทธิด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายไว้ที่ 12 ปี โดยนับตั้งแต่ระดับ ป.1 – ม.6 (หรือเทียบเท่า คือ ปวช.3) แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 54 ระบุนิยามของ 12 ปี ไว้ว่า “ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ” โดยให้เหตุผลว่าช่วงก่อนวัยเรียนเป็นเวลาสำคัญของพัฒนาการทางสมอง จึงขยับลงมาเป็นอนุบาล 1 – ม.3

อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2559 เรื่องให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายรวม 15 ปี นับตั้งแต่อนุบาล 1 – ม.6 (หรือเทียบเท่า คือ ปวช.3 เนื่องจากในเวลานั้น ร่างรัฐธรรมนูญที่ต่อมาได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีการเผยแพร่และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานชั้นสูงสุดถูกลดจากมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6 หรือ ปวช.3) ลงมาที่มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ซึ่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าว ยังมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

“เราไม่ได้เสนอเรื่องให้เรียนฟรีไปจนถึง ป.ตรี เราพูดประเด็นเรื่องเด็กควรจะได้เรียน เด็กทุกคนเวลาเรานึกถึงเขาต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่เขาควรจะได้รับ เขามีสิทธิ์ที่จะได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนา และควรขจัดอุปสรรค” วสันต์กล่าว

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง