ชาติพันธุ์ไม่ใช่ “คนอื่น” ชี้ AI อาจผลิตซ้ำอคติ หากข้อมูลขาดความหลากหลาย

วิทยากรจากเวทีนักคิดดิจิทัล (Digital Thinkers Forum)  ชวนสังคมมอง “กลุ่มชาติพันธุ์” ในฐานะพลังร่วมพัฒนาประเทศ เตือน AI ไม่ได้เป็นกลาง หากเรียนรู้จากข้อมูลที่มีอคติ ยิ่งตอกย้ำการตีตรา–ความเหลื่อมล้ำ แนะเปิดพื้นที่ให้ชุมชนร่วมสร้างและตรวจสอบข้อมูล พร้อมนำภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานเทคโนโลยี รับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันที่ 13 กันยายน 2569 โคแฟค ประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) International Media Support (IMS) Digital Democracy Initiative  มูลนิธิฟรีดิชเนามัน ประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน  ไทยพีบีเอส (Thai PBS)  เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีนักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 36 “อัตลักษณ์ของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI: เรื่องเล่าและความเป็นจริงในสังคมไทย” ณ SCBX NEXT TECH  สยามพารากอน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องอัตลักษณ์ อคติ สิทธิ ความจริง ตลอดจนโอกาสและความท้าทายของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านมุมมองของนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน สื่อ เยาวชน และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง

Lars Bestle, Regional Director for Asia, International Media Support (IMS) กล่าวว่า IMS ทำงานสนับสนุนสื่อมวลชนทั่วโลกมากว่า 25 ปี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี AI ซึ่งนำมาทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เรื่องราวและเสียงของคนชายขอบหรือคนกลุ่มเล็กอาจไม่ได้รับการนำเสนออย่างรอบด้าน ขณะเดียวกันปัญหาข้อมูลบิดเบือนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Disinformation) ที่ IMS ทำงานร่วมกับภาคีในประเทศไทย พบว่าการบิดเบือนข้อมูลจำนวนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและมุ่งหวังผลบางประการ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการรับมือ

Lars Bestle, Regional Director for Asia, International Media Support (IMS)

ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) สสส. กล่าวว่า การทำงานร่วมกับโคแฟคและภาคีเครือข่ายมุ่งพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเป็นพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะในการเข้าถึง วิเคราะห์และประเมินข้อมูลข่าวสารได้ด้วยตนเอง โดยมีภารกิจ 3 ด้าน คือ 1.หนุนเสริมระบบนิเวศสื่อที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาวะของสังคม 2.เสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล ให้ประชาชนตรวจสอบแหล่งที่มา แยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นและใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบ และ 3.เชื่อมโยงงานระบบวิถีสุขภาวะทางปัญญาและระบบนิเวศสื่อ เพื่อให้ผู้คนสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีสติในการใช้สื่อ รับฟังมุมมองที่แตกต่างหลากหลายและสื่อสารต่อกันด้วยความเคารพและสร้างสรรค์ภายใต้การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส.

ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มคุ้นเคยกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากขึ้นผ่านศิลปะ วัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน หลายชุมชนมีองค์ความรู้และภูมิปัญญาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่า

‘อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการเรียนรู้ผ่านระบบการศึกษา ไม่ควรผูกติดว่าชาติไทยเป็นแค่กลุ่มคนกลุ่มเดียว แต่มีความหลากหลายของผู้คน ทำอย่างไรที่จะสะท้อนความหลากหลายที่จะอยู่ร่วมกัน และหากไม่มีการเปลี่ยนอคติก็ยังคงจะถูกส่งต่อจากรุ่นต่อรุ่น ความก้าวหน้าของนโยบายด้านชาติพันธุ์จะเป็นมิติหนึ่งของตัวชี้วัดของการที่เราได้พัฒนาไปสู่สังคมที่อารยะ นโยบายที่ยอมรับและเคารพความแตกต่างหลากหลายจะสะท้อนว่าสังคมไทยมีวุฒิภาวะมากพอที่จะอยู่ร่วมกับความแตกต่างหลากหลายทั้งชนชาติ เชื้อชาติและความคิดเห็น’ ผอ.สำนัก 11 สสส. กล่าว

ด้าน วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “จากภูมิปัญญาสู่อัลกอริทึม: คุ้มครองอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ในยุคข้อมูลประดิษฐ์” ว่า ข้อมูลในโลกดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงข้อเท็จจริง แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ ภาษา ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ ความเชื่อ ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ขณะที่ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ AI นำไปเรียนรู้และประมวลผล  คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI ทำอะไรได้ แต่ต้องถามด้วยว่า “AI กำลังเรียนรู้ข้อมูลของใคร และข้อมูลเหล่านั้นทำให้ใครถูกมองเห็น หรือทำให้ใครถูกมองข้าม” เพราะหากฐานข้อมูลขาดความหลากหลาย มีอคติ หรือเต็มไปด้วยการตีตราเหมารวม AI ก็อาจเรียนรู้และผลิตซ้ำอคติเหล่านั้นในวงกว้าง

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

กรณีปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งบางครั้งการทำไร่หมุนเวียนของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกนำเสนอเสมือนเป็นสาเหตุหลัก ทั้งที่ปัญหามลพิษทางอากาศมีหลายปัจจัย ทั้งภาคอุตสาหกรรม ไอเสียจากยานพาหนะ และหมอกควันข้ามพรมแดน หากข้อมูลที่ตีตรากลุ่มชาติพันธุ์ถูกผลิตซ้ำจำนวนมากและกลายเป็นข้อมูลที่ AI ใช้เรียนรู้ ก็อาจยิ่งตอกย้ำอคติและนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม

‘หากข้อมูลมีความหลากหลาย มีการร่วมสร้างข้อมูลโดยกลุ่มชาติพันธุ์ โดยชุมชนต่างๆ มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา วัฒนธรรม ข้อเท็จจริง เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการใช้ข้อมูล AI ก็จะเปลี่ยนจากเครื่องมือที่ขยายอคติเป็นเครื่องมือที่เพิ่มการมองเห็นและลดความเหลื่อมล้ำของข้อมูลข่าวสาร ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม’ วสันต์ กล่าว

ขณะที่อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตั้งคำถามสำคัญว่า “สังคมไทยยอมรับเรื่องชาติพันธุ์แล้วหรือยัง” โดยชี้ว่า แม้สังคมส่วนหนึ่งจะชื่นชมความงดงามทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่อีกด้านยังมีภาพจำว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นคนล้าหลังหรือเป็นผู้แย่งชิงทรัพยากร ซึ่งแม้จะเป็นมุมมองที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือการมองชาติพันธุ์เป็น “คนอื่น” ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องยอมรับก่อนว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และมีองค์ความรู้ที่สามารถร่วมแก้ปัญหาของประเทศได้ โดยเฉพาะภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งได้รับการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ขณะที่การมีกฎหมายใหม่อย่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญ แต่โจทย์ต่อไปคือการทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติ

อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion กล่าวถึงโอกาสและความท้าทายของพลเมืองชาติพันธุ์ในยุค AI ว่า จากประสบการณ์ทำงานกับชุมชนพบว่า หลายพื้นที่ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์รวมตัวกันจัดการป่าอย่างเป็นระบบ สามารถลดปัญหาไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งปัจจุบันเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่กลับสู่ชุมชนและนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมากขึ้น  ตัวอย่างที่ชุมชนดอยช้างป่าแป๋ จ.ลำพูน ซึ่งดูแลพื้นที่ป่าราว 20,000 ไร่ มีการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) กล้องวงจรปิด ระบบฉีดน้ำ และข้อมูลแผนที่มาใช้ในการเฝ้าระวังและจัดการไฟป่า พร้อมขยายองค์ความรู้ไปสู่ชุมชนอื่น สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาชุมชน แต่สามารถเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพให้ชุมชนจัดการทรัพยากรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ

สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion

และแม้ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ความซับซ้อนจากการแต่ละพื้นที่อยู่ภายใต้กฎหมายแตกต่างกัน เช่น ป่าไม้ อุทยาน ป่าชุมชน ฯลฯ แต่การที่มีผู้เล่นใหม่ๆ ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาทำงานประสานกับหน่วยงานภาครัฐได้ บวกกับการที่มีภาควิชาการอย่างสถาบันการศึกษาในพื้นที่เข้าไปร่วมสนับสนุน ก็นำไปสู่การเกิดข้อตกลงที่ใช้งานจริงได้แม้ในทางกฎหมายจะยังไม่ชัด ซึ่งไฟป่าก็เหมือนยอดภูเขาน้ำแข็ง เป็นเพียงอาการปัญหา แต่จริงๆ คือเรื่องสิทธิและความสามารถในการจัดการป่าที่ยั่งยืนในพื้นที่ของเขา

‘การที่เขาใช้เทคโนโลยีเองได้มันเริ่มเกิดมิติใหม่ๆ อย่างที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ไปทำงานกับดอยช้างป่าแป๋ ทำแผนที่ขึ้นมาต่อเนื่องสามารถพิสูจน์ได้เลยว่าในพื้นที่นี้ชุมชนจัดการตนเองได้ แล้วมีหลักฐานที่ไม่สามารถโต้แย้งได้เพราะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์’ สุนิตย์กล่าว