บทเรียนน้ำท่วมจากหาดใหญ่ถึงกรุงเทพฯ  ภาครัฐต้องสื่อสารถูกต้องเข้าใจง่าย-ประชาชนเตรียมพร้อม ลดผลกระทบได้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมลีการ์เดนส์ พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมเวทีสนทนา “ถ้าพรุ่งนี้เกิดภัยพิบัติ เราจะจัดการระบบข้อมูลอย่างไร?” ภายในงานสัปดาห์การเรียนรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ประจำปี 2569 (MIDL Week 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–25 ตุลาคม โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเครือข่ายภาคี

ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ความเข้าใจผิดในช่วงภัยพิบัติไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพียงอย่างเดียว  แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาหรือระบบประวัติศาสตร์ที่เป็นความรู้เชิงเดี่ยว รัฐเดี่ยวหรือคนกลุ่มเดียว ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นสิ่งเหล่านี้จะทำงานกับเราด้วยในการรับข้อมูลข่าวสาร   โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมปลายปี 2567 เมื่อทีมกู้ภัยจากภาคใต้ตอนบนนำสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยในอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา แล้วโพสต์ข้อความว่าถูกชาวบ้านปล้น ก่อนที่นายอำเภอเทพาจะชี้แจงภายหลังว่าเป็นความเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวถูกส่งต่อไปแล้ว โดยมีภาพจำเรื่องความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นปัจจัยสนับสนุนทำให้ผู้คนเชื่อได้ง่ายขึ้น  ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้น ทางสำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ได้สอบถามทั้งชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านที่ถูกพาดพิง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา  จึงช่วยให้เห็นเหตุการณ์รอบด้านมากขึ้น ผู้รับสารควรพิจารณาด้วยว่าข่าวนั้นนำเสนอจากมุมมองของใคร และมีเสียงของผู้ถูกกล่าวถึงหรือไม่

อีกตัวอย่างคือ การวิจารณ์ผู้ประสบภัยชาวมุสลิมที่ต้องการอาหารฮาลาล  ซึ่งเป็นมายาคติสะท้อนการขาดความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม การช่วยเหลือจึงควรคำนึงถึงความต้องการและข้อจำกัดของแต่ละชุมชน เพื่อให้สิ่งของที่ส่งไปสามารถนำไปใช้ได้จริง

“บางทีสังคมเราพยายามหาแพะอยู่แล้ว ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นมาจากใคร   ก็พร้อมที่จะโยนบาปให้กับคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนชายขอบ แรงงานพม่า ชนกลุ่มน้อยในสังคม หรืออื่นๆ  ข้อมูลข่าวสารที่ไหลมาพร้อมกับเหตุการณ์ภาวะวิกฤติเกี่ยวข้องกับเรื่องของอคติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เราเป็นผู้รับสารจำเป็นจะต้องเรียนรู้ด้วยว่าความอคติของเราทำงานอะไรกับข้อมูลข่าวสารเหล่านี้อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ” ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ กล่าว

ด้านบัญชา จันทร์สมบูรณ์ ทีมกองบรรณาธิการโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวเสริมในประเด็นอคติในสถานการณ์ภัยพิบัติ คือช่วงปลายเดือนกันยายน – ต้นเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งกล่าวหาว่าแรงงานชาวเมียนมาขโมยน้ำดื่มของ “เบียร์ คนตื่นธรรม” อินฟลูเอนเซอร์สายธรรมะ ทั้งที่ยังมีคำถามต้องตรวจสอบว่า ผู้ที่นำน้ำไปเป็นใคร นำไปเพื่ออะไร และเป็นผู้ประสบภัยด้วยหรือไม่

ส่วนประเด็นการสื่อสารในสถานการณ์ภัยพิบัติเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของข่าวลือ – ข่าวลวงต่างๆ ปัจจัยสำคัญ คือ ต้องสื่อสารข้อมูลที่รับผิดชอบให้ชัดเจน กระชับ และเข้าใจง่าย ลดการใช้ภาษาราชการมากเกินไป   รวมถึงการจัดเจ้าหน้าที่ติดตามคำถามและข้อความขอความช่วยเหลือจากประชาชน เพื่อให้ข้อมูลนำไปสู่การช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์   ยกตัวอย่าง  การสื่อสารของกรมอุตุนิยมวิทยา  มีการปรับหลังจากมีประเด็นถูกเปรียบเทียบกับเพจเอกชนหนึ่ง โดยสื่อสารให้เข้าใจง่ายขึ้น  แต่ยังคงหลักวิชาการเหมือนเดิม  โดยผู้รับสารที่ต้องการอ่านเอกสารพยากรณ์อากาศฉบับเต็มสามารถอ่านได้ในช่องแสดงความคิดเห็นโดยกรมอุตุฯ จะแนบไว้ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่คอยตอบข้อซักถามประชาชนแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง

อีกประเด็นหนึ่งคือการส่งต่อข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องต่างๆ เช่น สภาพลมฟ้าอากาศ ปริมาณการระบายน้ำ ไปยังหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อสื่อสารกับประชาชน อย่างของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ควรจัดให้มีเพจกลางของ กทม. ที่รับแจ้งและคอยรายงานสถานการณ์โดยรับข้อมูลจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ถ้าแต่ละหน่วยงานสามารถสื่อสารข้อมูลที่ตัวเองรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน กระชับ เข้าใจง่าย ไม่เป็นภาษาราชการเกินไป  และท้องถิ่นน่าจะเป็นผู้มีบทบาทในการนำข้อมูลมาเชื่อมโยงเพื่อแจ้งเตือนในพื้นที่ได้ การอพยพและการเตรียมรับมือก็จะเป็นระบบมากขึ้น” บัญชากล่าว

ขณะที่ชโลม เกตุจินดา สภาองค์กรของผู้บริโภค จังหวัดสงขลา กล่าวว่า บทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ระหว่างวันที่ 22–28 พฤศจิกายน 2568 ทำให้เห็นความจำเป็นของการเตรียมพร้อมทั้งระดับหน่วยงานในพื้นที่  ระดับบุคคล ครัวเรือน และชุมชน  ตั้งแต่จัดชุดยังชีพ สำรองอาหาร ยกสิ่งของขึ้นที่สูง ไปจนถึงจัดสภาพบ้านให้ปลอดภัย โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุ รวมทั้งเตรียมเอกสารและภาพถ่ายทรัพย์สินไว้เป็นหลักฐานประกอบการขอรับความช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ

ประเด็นที่ท้าทายในปัจจุบันที่หลายครัวเรือนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องข้อมูลความรู้ อาทิ การดูแลรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเกิดน้ำท่วม สถานที่จอดรถปลอดภัย รถสามารถลุยน้ำได้ในระดับไหน  ตลอดจนเงื่อนไขและวงเงินของมาตรการประกันภัยหรือการเยียวยาที่ประชาชนต้องได้รับข้อมูลอย่างชัดเจน นอกจากนี้การมีโครงสร้างพื้นฐานและช่องทางสื่อสารสำรองในชุมชน เช่น การใช้งานแอปพลิเคชั่นแบบจำลองสภาพอากาศเพื่อประเมินความเสี่ยง การใช้งานวิทยุสื่อสารในย่านความถี่สำหรับประชาชน (Citizen Band) ที่แต่ละชุมชนหรือเครือข่าย ต้องมีการพัฒนาทักษะให้สามารถใช้เป็น เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ประธานกลุ่มต่างๆ ของชุมชน เป็นต้น

“สถานการณ์เช่นนี้ต้องมีการเตรียมตัวเอง โดยเทศบาลได้จัดทำคู่มือเทศบาล ที่มีเบอร์สายด่วนไว้   ควรต้องเก็บเอกสารนี้ใส่แฟ้มพลาสติก  รวมไปถึงแหล่งข้อมูลตรวจสอบเส้นทาง  และช่องทางติดต่อที่สำคัญของหน่วยงานต่างๆ  เราต้องมีองค์ความรู้พวกนี้เพื่อจะได้ใช้งานในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและทันต่อสถานการณ์ในยามวิกฤติ”  ชโลมกล่าว