ย้อนมองภัยพิบัติ ‘ฝนตกหนัก-น้ำท่วม’ ปลายกันยา’69 การแจ้งเตือนที่เชื่อมโยงกับชีวิตคนสำคัญไม่แพ้ข้อมูลถูกต้อง

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

ย้อนไปช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่หลายจังหวัดในประเทศไทยเผชิญกับฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วม เป็นอีกครั้งที่ประเด็น ‘การสื่อสารในสถานการณ์ภัยพิบัติ’ ถูกพูดถึงจากกรณีเพจ ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ โพสต์ข้อความว่า “เหลือเวลาอีก 120 ชั่วโมงนับจากนี้ มหาอุทกภัยในภาคตะวันออกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ทั้งภาค” โดยมีการโพสต์และแชร์ข้อความนี้กันมากในช่วงวันที่ 21-22 ก.ย. 2569

ขณะที่ นัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกมาชี้แจงในวันที่ 22 ก.ย. 2569 ว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 23-27 ก.ย. ประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่และฝนตกหนักมากบางแห่งจริง จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ร่องมรสุม และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม “ข้อมูลที่ระบุว่าจะเกิดมหาอุทกภัย หรือมีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืนนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา” โดยสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังคือฝนตกหนักและฝนสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่เสี่ยง

เมื่อเฝ้ามองความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ พบกระแสความคิดแตกเป็นสองฝ่ายระหว่างผู้ที่เชื่อเพจ ‘ที’ ลมฟ้าอากาศ’ กับผู้ที่เชื่อกรมอุตุนิยมวิทยา โดยเฉพาะช่วงวันที่ 25-26 ก.ย. 2569 ที่เกิดฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้เกิดน้ำท่วมหลายจุดโดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเพราะมีภูมิประเทศเป็นที่ลุ่มต่ำเป็นจุดอ่อนเดิมอยู่แล้ว ทำให้การถกเถียงยิ่งดุเดือดว่าเข้านิยาม ‘มหาอุทกภัย’ แล้วหรือไม่ เพราะด้านหนึ่งมีน้ำท่วมและผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจริง แต่อีกด้านก็มีข้อมูลว่าปริมาณน้ำและปัจจัยที่เกี่ยวข้องยังห่างไกลมากกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งได้กลายเป็น ‘หลักอ้างอิง’ ในการวัดว่าน้ำท่วมครั้งใดเข้าข่ายมหาอุทกภัย

(ซ้าย) แผนที่แสดงแนวคันกั้นน้ำ และระดับพื้นที่ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนคณะกรรมการ บริหารจัดการน้ำบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลตามแนวพระราชดำริ โดยกรมแผนที่ทหาร (ขวา) เปรียบเทียบน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 กับปี 2569
ที่มา: ThinkofLiving.com, Spring News

เมื่อประชาชนต้องการคำอธิบายที่ใช้ได้ในชีวิตจริง

ในช่วงวันที่ 24-29 ก.ย. 2569 ซึ่งหลายพื้นที่กำลังอยู่ในภาวะวิตกกังวลกับฝนตกและน้ำท่วม เพจเฟซบุ๊กของกรมอุตุนิยมวิทยา มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ภาษาวิชาการที่เข้าใจยาก หรือขอให้ช่วยบอกอย่างชัดเจนว่าลมฝนจะไปทางไหน ฝนจะตกหนักแค่ไหน เพื่อประกอบการตัดสินใจ และหลังจากนั้นก็ได้เห็นความพยายามของทีมงานเพจในการปรับแก้การสื่อสารให้กระชับเข้าใจง่าย รวมถึงบางโพสต์ยังใส่ความอารมณ์ขันลงไปช่วยทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงได้บ้าง

ศศิน เฉลิมลาภ อดีตเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2569 ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดข้อมูล (data) แต่ยังเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการสื่อสารที่มีความหมาย (meaning) กับคนได้ไม่ดีพอ เช่น แทนที่จะเริ่มต้นด้วย “มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง…” ประชาชนอาจต้องการฟังก่อนว่า “คืนนี้บริเวณนี้ยังมีฝน แต่จากข้อมูลตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าตกใจเพิ่ม” หรืออีกพื้นที่หนึ่งอาจต้องพูดว่า “ฝนอาจไม่ได้หนักมากกว่าเดิม แต่พื้นที่นี้ต้องระวังต่อ เพราะน้ำเดิมในระบบยังสูงอยู่” ซึ่งพื้นที่สองแห่ง แม้ได้รับฝนเท่ากันแต่ผลกระทบอาจไม่เท่ากัน เพราะฝนธรรมดาสำหรับพื้นที่หนึ่งอาจไม่ธรรมดาสำหรับพื้นที่ที่น้ำเต็มอยู่แล้ว

สำหรับกรมอุตุนิยมวิทยา ศศินมองเห็นความพยายามปรับปรุงการสื่อสารโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เช่น “บ่ายนี้ฝนยังไม่ยอมพัก!” , “ฝนตก ๆ หยุด ๆ เป็นระยะ“, “ใครเห็นฟ้าเงียบ ๆ อย่าเพิ่งวางใจ ฝนอาจมาเติมได้อีก” ซึ่งเห็นได้ว่ายังเป็นข้อมูลจากภาพเรดาร์ มีข้อมูล เวลาและพื้นที่ ความเป็นวิชาการไม่ได้หายไปไหน แต่คนทั่วไปเห็นแล้วเข้าใจง่ายขึ้นและสะท้อนกลับมาเป็นเสียงชื่นชม

“กรมอุตุนิยมวิทยา Live อัปเดตเรดาร์และเปิดให้ประชาชนถาม–ตอบ ผมเห็นประชาชนเข้าไปชมและให้กำลังใจมีคนบอกว่าอ่านง่ายขึ้น มีคนบอกว่าชอบ บางคนถึงกับบอกว่ารู้สึกน่าเชื่อถือขึ้น นี่เป็นเรื่องสำคัญเพราะมันแสดงให้เห็นว่าภาษาคนไม่ได้ลดความน่าเชื่อถือของวิชาการ ในทางกลับกันเมื่อประชาชนเข้าใจว่าเรากำลังพูดอะไร ความไว้วางใจอาจเพิ่มขึ้นด้วย“

อดีตเลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สรุปว่า “ข้อมูล (Data) ที่ถูกต้องทำให้เกิดความเข้าใจ (Understanding) ความเข้าใจทำให้ข้อมูลมีความหมาย (Meaning) กับชีวิต เมื่อมีความหมาย คนจึงตัดสินใจ (Action) ได้ เมื่อการตัดสินใจนั้นช่วยเขาได้ความเชื่อถือ (Trust) จึงเกิดขึ้น” และย้ำว่าไม่ต้องการให้กรมอุตุนิยมวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญลดมาตรฐานวิชาการลง แต่ให้แบ่งเป็น ‘งานหลังบ้าน’ ที่หลักวิชาการยังคงหนักแน่น กับ ‘งานหน้าบ้าน’ ที่สื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจได้ว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาบ้าง และเขาต้องปฏิบัติตนอย่างไร

“ประชาชนไม่ได้ขอให้เรารู้อนาคต 100% เขาขอแค่รู้เร็วพอที่จะยังมีทางเลือก วันนี้เห็นกรมอุตุนิยมวิทยาเริ่มขยับเรื่องการสื่อสารแล้ว ผมอยากชมครับ ทำต่อครับ เพราะเป้าหมายสุดท้ายของข้อมูลภัยพิบัติ ไม่ใช่เพียงให้ประชาชนได้รับข้อมูล แต่คือทำให้เขา เข้าใจสถานการณ์ ตัดสินใจได้ และดูแลชีวิตของตัวเองได้ทันเวลา นั่นต่างหากครับคือความหมายของคำว่าพูดภาษาคน“

เสียงสะท้อนจากประชาชนและความพยายามปรับปรุงการสื่อสารของเพจเฟซบุ๊ก ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’

‘พยากรณ์แบบอิงผลกระทบ’ แนวทางที่ถูกแนะนำมากขึ้นในระดับสากล

คู่มือ Introduction to Impact-Based Forecasting เผยแพร่โดยศูนย์ข้อมูลและเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรง (Severe Weather Information Centre: SWIC) หน่วยงานภายใต้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) แนะนำวิธีการพยากรณ์โดยอิงกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (Impact-Based Forecasting: IBF) โดยระบุความสำคัญไว้ว่า

“ลำพังการพยากรณ์ที่แม่นยำและทันท่วงที ไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถรักษาชีวิตผู้คนหรือป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ได้เสมอไป แต่หากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาทำงานร่วมกับหน่วยงานจัดการภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจว่าภัยนั้นอาจส่งผลกระทบต่อตนเองอย่างไรและสามารถรับมือได้อย่างเหมาะสม“

แนวทาง IBF ให้ความสำคัญกับข้อมูล 1.การสัมผัสภัย (Exposure) บุคคลหรือสิ่งที่อาจได้รับผลกระทบในพื้นที่ที่อาจเกิดภัยคุกคามขึ้น 2.ความเปราะบาง (Vulnerability) ระดับความเสี่ยงที่บุคคล ทรัพย์สิน และวิถีการดำรงชีวิตซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย จะได้รับผลกระทบเชิงลบเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามนั้น และ 3.ความเสี่ยง (Risk) โอกาสและความรุนแรงของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์ ทรัพย์สิน และวิถีการดำรงชีวิต อันเป็นผลมาจากการสัมผัสภัยและความเปราะบางที่มีต่อภัยคุกคามนั้น

การพยากรณ์อากาศแบบเดิมอาจบอกว่า “คาดว่าจะมีลมแรงในคืนนี้ โดยมีความเร็วลมอาจสูงถึง 20 เมตรต่อวินาที” ขณะที่การพยากรณ์อากาศแบบ IBF จะบอกว่า “คาดว่าจะมีลมแรงในคืนนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้การให้บริการเรือข้ามฟากต้องล่าช้าหรือถูกยกเลิก และเรือประมงขนาดเล็กจำเป็นต้องจอดเทียบท่าไว้” หรือจาก “คาดว่าจะมีฝนตกปริมาณ 50 มม. ในช่วง 2 ชั่วโมงข้างหน้า” เป็น “คาดว่าจะมีฝนตกปริมาณ 50 มม.ในช่วง 2 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบระบายน้ำบนถนนและก่อให้เกิดน้ำท่วมขังบนผิวจราจร” เป็นต้น

บทความ ‘จาก “ฝนจะตกเท่าไหร่” สู่ “ชีวิตเราจะโดนอะไร”: รู้จัก Impact-Based Forecasting หัวใจใหม่ของการเตือนภัยพิบัติ’ เขียนโดย วัฒนา กันบัว อดีตผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก ‘Wattana Kanbua’ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 อธิบายว่าการพยากรณ์แบบเดิมมุ่งเน้นไปที่การแจ้งข้อมูลเชิงเทคนิค เช่น คาดว่าจะมีฝนตกหนัก 90 มิลลิเมตร ในพื้นที่อำเภอ A แม้จะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ประชาชนมักจะไม่แน่ใจว่าตนเองต้องเตรียมตัวรับมือระดับไหน ขณะที่การพยากรณ์แบบ IBF จะมุ่งเน้นการแจ้งผลกระทบต่อชีวิตและการเดินทางโดยตรง เช่น ฝนตกหนักระดับนี้จะทำให้น้ำล้นตลิ่งท่วมถนนสายหลักในอำเภอ A รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ทำให้ประชาชนรู้ทันทีว่าต้องย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง หรือหลีกเลี่ยงเส้นทางใด

(ซ้าย) คู่มือ SWIC – WMO อธิบายวิธีแปลงข้อมูลการพยากรณ์อากาศ สู่การแจ้งเตือนว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง
(ขวา) ตัวอย่างการพยากรณ์อากาศโดยอิงผลกระทบของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทย จะเห็นว่านอกจากระบุพื้นที่ที่คาดว่าฝนจะตกแล้วยังแจ้งเตือนให้ระวังถนนลื่น ซึ่งก็คือผลกระทบจากฝนตก

‘บูรณาการข้ามหน่วยงาน’ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแจ้งเตือนลดผลกระทบได้จริง

คู่มือของ SWIC–WMO ยังกล่าวด้วยว่า “การพยากรณ์ผลกระทบที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือหลายฝ่าย” เพราะต้องอาศัยข้อมูลและความเชี่ยวชาญที่หลากหลายมากกว่าการพยากรณ์อากาศ สอดคล้องกับบทความของอดีต ผอ.กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย ที่กล่าวไว้ว่า “การพยากรณ์แบบ IBF จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดสิ่งสำคัญที่เรียกว่า ข้อมูลความเปราะบางและพื้นที่รับผลกระทบ (Vulnerability & Exposure Data)” หากกรมอุตุนิยมวิทยาทำงานเพียงลำพัง ก็จะได้แค่ตัวเลขปริมาณฝนหรือความเร็วลม

“การจะประเมินผลกระทบได้จริงต้องนำข้อมูลสภาพอากาศไปซ้อนทับกับอีก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ Exposure (พื้นที่รับผลกระทบ) ในจุดที่พายุจะเข้า มีอะไรอยู่ตรงนั้นบ้าง? มีจำนวนประชากรเท่าไหร่ มีโรงพยาบาล โรงเรียน เส้นทางคมนาคมหลัก หรือพื้นที่เกษตรกรรมหรือไม่ กับ Vulnerability (ความเปราะบาง) สิ่งที่อยู่ในพื้นที่นั้นทนทานได้แค่ไหน? เป็นบ้านไม้หรือบ้านปูน มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงกี่คน ระบบระบายน้ำเดิมรับมือได้เท่าไหร่ และเคยมีประวัติดินสไลด์หรือน้ำท่วมขังซ้ำซากหรือไม่”

วัฒนาย้ำว่าสิ่งที่ยากที่สุดของการทำ IBF ไม่ใช่เรื่องของซูเปอร์คอมพิวเตอร์หรือดาวเทียมที่ทันสมัย แต่คือความร่วมมือข้ามสายงาน (Cross-agency Collaboration) เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาไม่อาจรู้ได้ว่า ถนนเส้นไหนกำลังก่อสร้าง หรือชุมชนไหนมีผู้ป่วยติดเตียงกี่คน เช่นเดียวกับที่หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยหรือท้องถิ่นก็ไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางพายุได้แม่นยำเท่าผู้เชี่ยวชาญ การทำ IBF จึงต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างนักอุตุนิยมวิทยา นักผังเมือง วิศวกร และหน่วยงานปกครองท้องถิ่น

(ซ้าย) หน่วยงานต่าง ๆ ของไทย ใครมีหน้าที่อะไรบ้างในการรับมือภัยพิบัติ ข้อมูลโดยกรมอุตุนิยมวิทยา
(ขวา) สภาพอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather Events) เป็นความเสี่ยงของโลกอันดับ 4 ในระยะสั้น (2 ปี) และพุ่งขึ้นเป็นอันดับ 1 ในระยะยาว (5 – 10 ปี) ข้อมูลจากรายงาน Global Risk Report 2026 โดย World Economic Forum

โลกยิ่งรวน..การเตือนภัยที่เข้าใจง่ายยิ่งสำคัญ

รายงาน Global Risk Report 2026 โดย World Economic Forum พบว่า สภาพอากาศแบบสุดขั้ว (Extreme Weather Events) เป็นความเสี่ยงของโลกอันดับ 4 ในระยะสั้น (2 ปี) และอันดับ 1 ในระยะยาว (5-10 ปี) ซึ่งสภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นอาจทำให้บางส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่มีอยู่รับมือไม่ไหว ส่งผลให้เกิดความท้าทายทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้าง เช่น แผงโซลาร์เซลล์อาจได้รับความเสียหายมากขึ้นหากลูกเห็บตกหนักขึ้น ปริมาณฝนที่ตกหนักขึ้นอาจทำให้ระบบระบายน้ำที่เก่าล้าสมัยไม่สามารถรับมือได้ อากาศที่ร้อนจัดอาจทำให้ถนนและรางรถไฟชำรุดเสียหาย เป็นต้น ขณะที่สถาบันเพื่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-EHS) กล่าวถึงความสำคัญของการพยากรณ์โดยอิงกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (IBF) ว่า คำเตือนจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อช่วยให้ผู้คนสามารถตัดสินใจได้ก่อนที่ภัยพิบัติจะเกิดขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ คำเตือนเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เหตุอันตรายต่าง ๆ ลุกลามเป็นภัยพิบัติที่รุนแรงได้ ยิ่งสภาพภูมิอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นและคาดการณ์ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ การพยากรณ์ที่ช่วยให้คนตั้งรับกับภัยพิบัติได้ทันจึงยิ่งทวีความสำคัญขึ้นทุกวัน

อ้างอิง