“รถ EV” ลุยน้ำได้ไหม? เรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“ถ้าคิดว่ารถ EV ลุยน้ำได้เหมือนรถน้ำมัน แล้วฝืนขับลุยน้ำท่วมสูง ระวังระบบไฟฟ้าอาจช็อตจนรถดับกลางทาง การที่น้ำซึมเข้าชุดแบตเตอรี่ไม่ได้แค่ทำลายระบบขับเคลื่อน แต่มันทำให้เกิดการลัดวงจรทั้งคัน จนรถคันโปรดของคุณอาจกลายเป็นเศษเหล็กที่ซ่อมไม่คุ้ม วิธีแก้คือเช็คระดับน้ำทุกครั้งก่อนเดินทาง ถ้าเจอจุดเสี่ยงต้องกล้าเลี่ยงทันที อย่าเสี่ยงขับลุยเด็ดขาด เพราะความปลอดภัยของคนสำคัญที่สุด”

เสียงบรรยายจากคลิปที่เผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กหนึ่งเมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. 2569 เตือนผู้ที่ใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือรถ EV ไม่ควรขับรถลงไปในพื้นที่น้ำท่วม

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ความนิยมรถ EV ในหมู่คนไทยเพิ่มสูงขึ้น ตามข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ในปี 2564 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 5,889 คัน เพิ่มเป็น 20,817 คันในปี 2565 ตามด้วย 100,219 คันในปี 2566 ก่อนลดลงเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 96,718 คันในปี 2567 (หมายเหตุ: สถิติการจดทะเบียนรถใหม่ปี 2568 ตามประเภทเชื้อเพลิง พบการสรุปข้อมูลยังไม่ครบถ้วนในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า จึงยังไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้)

แต่อีกด้านหนึ่ง น้ำท่วมหรืออุทกภัยก็เป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติที่คนไทยต้องเผชิญทุกปี รวมถึงในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ดังที่ สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เคยออกมาเตือนเมื่อปี 2568 อ้างถึงคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุไทยเป็น 1 ใน 8 ชาติของทวีปเอเชียที่เสี่ยงเผชิญอุทกภัยรุนแรงในปี 2593 ขณะที่กรุงเทพฯ อาจเริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่ปี 2573 หากไม่มีมาตรการรับมือที่ดีพอ

คำแนะนำ ‘ขับรถยนต์ไฟฟ้าเจอน้ำท่วม’ ในสื่อประชาสัมพันธ์ ‘ขับขี่ปลอดภัย By DLT’ จัดทำและเผยแพร่โดยกรมการขนส่งทางบก

รถ EV ลุยน้ำได้ไหม?

คำแนะนำจากสื่อประชาสัมพันธ์ ‘ขับขี่ปลอดภัย’ โดยกรมการขนส่งทางบกระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะมีแบตเตอรีที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญอยู่ด้านล่างตัวถังออกแบบให้ป้องกันน้ำเข้าเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าภายในรถ สามารถขับผ่านน้ำได้ในระดับที่ปลอดภัย หากเจอน้ำท่วมควรประเมินสถานการณ์ก่อนลุยน้ำ ดังนี้ 

  1. ระดับน้ำสูงไม่เกินครึ่งล้อรถ ที่ระดับ 40 ซม. ขับผ่านได้
  2. ระดับน้ำสูงเกินขอบประตูรถยนต์ มีความเสี่ยงสูง ไม่ควรขับต่อ
  3. ขับลุยน้ำเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัย
  4. ขับที่ความเร็วต่ำ ลดแรงปะทะจากคลื่นน้ำใต้ท้องรถ
  5. ระมัดระวังสิ่งกีดขวาง มากระทบแบตเตอรี่ เช่น ก้อนหิน ท่อนไม้
  6. ปิดแอร์ ป้องกันน้ำพัดเข้าไปยังชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า อาจส่งผลเสียหายต่อรถได้
  7. หากเจอน้ำท่วมเป็นทางยาว ควรเปลี่ยนเส้นทาง ไม่ควรขับลุยน้ำเกิน 30 นาที เสี่ยงน้ำเข้าระบบแบตเตอรี่
  8. หลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำขณะรถติด เสี่ยงจอดแช่น้ำเป็นเวลานาน
  9. ตรวจเช็กสภาพรถยนต์หลังลุยน้ำที่ศูนย์บริการ เพื่อความมั่นใจในการใช้งาน

ขณะที่ ดร.สุพรรณ ทิพย์ทิพากร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า จากมุมมองทางวิศวกรรม “การกล่าวว่า EV หรือรถยนต์ไฟฟ้าห้ามลุยน้ำแบบเหมารวมนั้นไม่ถูกต้อง” เพราะรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้รับการออกแบบให้อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โดยแบตเตอรี มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และระบบสายไฟแรงสูง มีการป้องกันน้ำและฝุ่นตามข้อกำหนดของผู้ผลิตและมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง เช่น ISO 6469 และ UN Regulation No. 100 (UN R100) ส่วนระดับการป้องกันน้ำและฝุ่นของอุปกรณ์ (Ingress Protection: IP Code) อ้างอิงมาตรฐาน IEC 60529 และ ISO 20653 สำหรับงานยานยนต์

นอกจากนี้ รถยังมีระบบตรวจสอบความเป็นฉนวนไฟฟ้า (Insulation Monitoring) และระบบตัดแยกวงจรไฟฟ้าแรงสูงอัตโนมัติเมื่อเกิดความผิดปกติ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายทางไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม “การขับผ่านน้ำได้ ไม่ได้หมายความว่าควรลุยน้ำท่วม” เนื่องจากการทดสอบระดับการป้องกันน้ำ (IP Rating) เป็นการทดสอบภายใต้สภาวะควบคุม เช่น การแช่น้ำนิ่งตามระดับและระยะเวลาที่กำหนด ไม่ใช่การขับผ่านน้ำท่วมจริง ซึ่งยังมีปัจจัยอื่น เช่น ความเร็วรถ คลื่นน้ำ แรงดันน้ำที่กระทำต่อชิ้นส่วนใต้ท้องรถ หลุมบ่อ และวัตถุที่มองไม่เห็นใต้น้ำ

ดร.สุพรรณ ยังย้ำด้วยว่า “การลุยน้ำยังอาจสร้างความเสียหายต่อระบบเบรก ช่วงล่าง ลูกปืน และระบบอิเล็กทรอนิกส์ของรถทุกประเภท” และหากเป็นรถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ยังมีความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าสู่ระบบไอดีจนเกิด Hydrolock (น้ำเข้าสู่กระบอกสูบจนเครื่องยนต์เสียหาย) ด้วย ดังนั้นในเชิงวิศวกรรม ข้อความที่เหมาะสมกว่าคือ รถ EV ไม่ได้ห้ามลุยน้ำ แต่ก็ไม่ได้ถูกออกแบบให้ขับฝ่าน้ำท่วมลึกหรือกระแสน้ำแรงเป็นประจำ

“เช่นเดียวกับรถทุกประเภท หากจำเป็นต้องขับผ่านน้ำ ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ผลิต ใช้ความเร็วต่ำและคงที่ หลีกเลี่ยงการสร้างคลื่นน้ำ และหากรถจมน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ควรให้ศูนย์บริการตรวจสอบระบบไฟฟ้าแรงสูง ระบบความปลอดภัย และสภาพทางกลก่อนนำกลับมาใช้งาน” ดร.สุพรรณกล่าว

ด้าน สุรเชษฐ์ สีงาม ที่ปรึกษาคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) อธิบายประเด็นความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วมว่า หากเป็นรถยนต์เครื่องสันดาป จุดที่หนักที่สุดคือการที่น้ำเข้าไปในเครื่องยนต์ ซึ่งจะต้องซ่อมด้วยการถอดชิ้นส่วนออกมาล้าง (overhaul) แต่หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) หรืออาจรวมถึงรถยนต์ไฮบริด (HEV) จะมีชิ้นส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า

และโดยเฉพาะแบตเตอรี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราวครึ่งหนึ่งของราคาขายรถยนต์รุ่นนั้นทั้งคัน ยิ่งแบตเตอรีที่มีจำนวนโวลต์สูง ๆ เพื่อที่จะให้มีกำลังขับเคลื่อนมาก ๆ ราคาก็ยิ่งแพง อีกทั้งยังมีความเฉพาะของวัสดุห่อหุ้มแบตเตอรี่แต่ละรุ่น ดังที่เคยมีข่าวว่าแบตเตอรีของรถ EV ได้รับความเสียหายจากการถูกหนูกัดแทะ แต่หากถามว่ารถ EV ลุยน้ำได้มากน้อยเพียงใด ต้องเข้าใจก่อนว่ารถ EV มีสถานะเหมือนกับอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ดังนั้นต้องไปดูการรับรองผลการทดสอบประสิทธิภาพการกันน้ำ กันฝุ่น ตลอดจนทนทานต่อการถูกกระแทกว่าเป็นอย่างไร เช่น มาตรฐาน IP Code ที่ประกอบด้วยเลข 2 ตัว โดยเลขตัวหน้าหมายถึงระดับการป้องกันของแข็งหรือฝุ่น ส่วนเลขตัวหลังหมายถึงระดับการป้องกันความชื้นหรือน้ำ ซึ่งตัวเลขยิ่งสูงยิ่งป้องกันได้ดี ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือที่ติดฉลากว่า IP65 หมายความว่าอุปกรณ์นี้กันความชื้นที่ระดับ 5 คือป้องกันการฉีดหรือสาดน้ำใส่ได้ แต่หากนำไปจุ่มหรือแช่น้ำก็จะได้รับความเสียหายจากน้ำเข้าเครื่อง ดังนั้นสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า ตัวเลขประสิทธิภาพการป้องกันความชิ้นควรเป็นระดับ 7 หรือ 8 เพื่อให้ป้องกันได้มากขึ้นหากต้องแล่นผ่านพื้นที่น้ำท่วม

“บางทีรถออกจากโรงงานที่เขาซีลอย่างดี กับถ้าเกิดรถมีการเปลี่ยนแบตเตอรี เพราะแบตเตอรีในนั้นเป็นโมดูล บางรุ่นมี 4,6,7 หรือ 9 โมดูล ถ้าเขาเปลี่ยนแบตฯ ซ่อมเพื่อเปลี่ยนเฉพาะโมดูล เขาไม่เปลี่ยนหมดเพราะถ้าเปลี่ยนหมดราคามันสูง ทีนี้การซีลกลับคืนมันคงไม่ได้รับประกันแบบว่าจะกลับมาเป็น IP67 IP68 เหมือนเดิม ลักษณะนี้ก็ถดถอยในสภาวะต่าง ๆ” สุรเชษฐ์กล่าว

มาตรฐาน IP Code หรือ IP Rating
ที่มา : Omega Measuring Instrument

ผู้เชี่ยวชาญจาก วสท. ฝากข้อคิดถึงผู้ที่กำลังคิดจะซื้อรถ EV มาใช้งาน ว่า “รถไฟฟ้าเป็นพาหนะที่ต้องวางแผนการใช้” อย่างที่ประเทศจีน หากเป็นการใช้รถระบบขนส่งระยะทางไกล ๆ หรือการท่องเที่ยว จะใช้รถยนต์เครื่องสันดาป เติมเชื้อเพลิงเป็นน้ำมันบ้าง ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) บ้าง ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV มักใช้กับการเดินทางไปกลับระหว่างที่พักกับที่ทำงานเป็นหลัก นอกจากนั้น “รถยนต์ไฟฟ้าไม่ควรใช้จนแบตเตอรี่หมด” เพราะเมื่อชาร์จกระแสไฟฟ้าตอนที่แบตเตอรีหมดจะทำให้เกิดความร้อนสูงซึ่งนำไปสู่การที่แบตเตอรีเสื่อมสภาพเร็ว

ขณะที่การใช้รถในสถานการณ์น้ำท่วม ต้องย้ำว่า “น้ำท่วมไม่ควรใช้รถ EV วิ่ง” เนื่องจากแบตเตอรีของรถประเภทนี้มีคำเตือนเรื่องการถูกบีบหรือกระแทกอย่างรุนแรงเพราะมีความเสี่ยงทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ซึ่งเมื่อน้ำท่วมผู้ขับขี่มักมองไม่เห็นพื้นถนน โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่สภาพถนนก็ไม่ค่อยราบเรียบ จึงไม่แนะนำให้ผู้ใช้รถ EV ขับลุยน้ำเพราะไม่คุ้มกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ที่ปรึกษาคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมความปลอดภัย วสท. กล่าว

อ้างอิง