นักวิชาการชี้ ไทยต้องเร่งวางธรรมาภิบาลแพลตฟอร์ม AI ก่อนข่าวลวงบ่อนทำลายสังคม

7 กรกฎาคม 2569 – ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิฟรีดิช เนามัน เพื่อเสรีภาพ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเนื่องใน วันพูดความจริง (Tell the Truth Day) ภายใต้หัวข้อ “ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มกับความจริงในยุค AI” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ท่ามกลางสถานการณ์ข้อมูลเท็จที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญเสนอรัฐ–แพลตฟอร์ม–ประชาชนร่วมสร้างกลไกกำกับดูแล ย้ำกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความร่วมมือระดับอาเซียน

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เปิดประเด็นว่า คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ประเทศไทยควรมีกฎหมายกำกับ AI หรือไม่” แต่คือ “หากมีกฎหมายแล้ว จะสามารถบังคับใช้ได้จริงหรือไม่”

AI ในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต เพราะกลายเป็นเครื่องมือที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ การกำกับดูแลจึงควรมุ่งบริหารความเสี่ยงของการใช้งานที่ก่อให้เกิดผลกระทบวงกว้าง มากกว่าพยายามควบคุมทุกพฤติกรรม พร้อมเสนอให้ภาคองค์กรมีระบบกำกับดูแลภายในอย่างจริงจัง เนื่องจากแนวปฏิบัติที่หลายหน่วยงานประกาศใช้ยังขาดกลไกติดตามและประเมินผล

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ดร.สุพจน์ยังเสนอว่า ประเทศไทยควรยกระดับการเจรจากับแพลตฟอร์มดิจิทัลในระดับภูมิภาค โดยใช้ความร่วมมือของอาเซียนเป็นอำนาจต่อรอง เพื่อผลักดันมาตรการ Notice & Takedown หรือการแจ้งเตือนและนำเนื้อหาที่ผิดกฎหมายออกจากระบบให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับที่หลายประเทศเริ่มดำเนินการแล้ว

ด้าน รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าการปล่อยให้แพลตฟอร์มกำกับดูแลตนเองผ่านมาตรฐานชุมชน (Community Standards) ยังไม่เพียงพอ เพราะยังพบโฆษณาหลอกลวงและข้อมูลที่เป็นอันตรายจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนเองก็ยังไม่สามารถป้องกันตนเองจากข้อมูลเหล่านี้ได้ทั้งหมด  อย่างไรก็ตาม การที่รัฐจะเข้ามากำกับดูแลต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบต่อเสรีภาพในการสื่อสาร โดยประเด็นสำคัญควรอยู่ที่การสร้าง “ความโปร่งใส” ของระบบแพลตฟอร์ม เช่น หลักเกณฑ์การจัดลำดับเนื้อหา การมองเห็นข่าวสาร และความเป็นธรรมทางการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตเนื้อหา

แนวทางที่มีความเป็นไปได้มากกว่าการควบคุมเนื้อหา คือการกำกับดูแล “กลไกตลาด” โดยใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อกำกับแพลตฟอร์มที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ตัวชี้วัดเชิงประจักษ์ ลดการใช้อำนาจตามดุลยพินิจ และสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายในระบบนิเวศสื่อดิจิทัล

รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในมิติผลกระทบต่อพื้นที่ ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรัตนา คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าพื้นที่ภาคเหนือเริ่มเผชิญการใช้ AI สร้างเนื้อหาสร้างความเกลียดชังต่อกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้หลอกลวงประชาชนผ่านภาพ เสียง และโฆษณาปลอม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แม้หลายหน่วยงานจะเร่งผลิตสื่อรณรงค์ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เพราะคนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งตกเป็นเหยื่อแล้วจึงเริ่มค้นหาวิธีขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังขาดระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรับแจ้งความกับฐานข้อมูลกลาง ทำให้การป้องกันและติดตามมิจฉาชีพยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ โพธิไพรัตนา คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขณะที่ ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า AI กำลังเพิ่มความรุนแรงของข้อมูลสร้างความเกลียดชังและข่าวปลอมในพื้นที่ที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคง ส่งผลกระทบต่อทั้งสื่อ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐ ตลอดจนบั่นทอนกระบวนการสร้างสันติภาพที่ต้องอาศัยความไว้วางใจและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง

 “กรณีเกี่ยวกับความมั่นคง จะเริ่มมีเพจที่คล้ายกับจะเป็นสื่อ มีชื่อนั่นชื่อนี่เกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย ซึ่งหาที่มาที่ไปไม่เจอว่าใครเป็นเจ้าของหรือมาจากที่ไหน แต่ว่าข่าวพวกนี้เมื่อเผยแพร่ออกมาจะได้รับการแชร์เยอะ ซึ่งตรวจสอบไม่ยากกับพวกเราหรือกับคนที่อยู่ในแวดวง แต่ประชาขนทั่วไปพร้อมจะแชร์ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อหรือสิ่งที่ตัวเองเข้าใจได้โดยง่าย” ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว

ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ด้าน ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เสนอให้ยกระดับธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มด้วยการเปิดเผยข้อมูลด้าน Trust & Safety อย่างโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่ใช้ในการป้องกันและคัดกรองเนื้อหา จำนวนเรื่องร้องเรียน ผลการดำเนินการ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ควรพัฒนาช่องทางรับแจ้งปัญหาแบบ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุและได้รับความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงานผ่านระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอน และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหา

ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวปิดเวทีวันพูดความจริงว่า ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โคแฟคมุ่งเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน แต่ในระยะต่อไปจะเดินหน้าทำงานเชิงระบบมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Information Integrity หรือการสร้างระบบข้อมูลข่าวสารที่ตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริง เข้าถึงได้ และเป็นธรรม

สุภิญญามองว่า การออกกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของประเทศไทย หากยังขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือการสร้างกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุล และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเจรจาระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์มดิจิทัล และภาคประชาชน โดยมีรัฐทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนานโยบายแพลตฟอร์มที่คุ้มครองทั้งผู้บริโภค เสรีภาพในการสื่อสาร และความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารในยุค AI