“มือ เท้า ปาก” โรคระบาดคุกคามสุขภาพเด็กประจำหน้าฝน

บัญชา จันทร์สมบูรณ์

หมายเหตุ: รายงานนี้เผยแพร่ในวันที่ 8 ก.ค. 2569 สถานการณ์การระบาดของโรคอาจเปลี่ยนแปลง ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

ประเทศไทยเริ่มต้นปีการศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ของทุกปีในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝน และหนึ่งในคำเตือนที่ปรากฏผ่านสื่อต่าง ๆ เสมอมาคือการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก อย่างในปี 2569 นี้ ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 25 มิ.ย. 2569 พบผู้ป่วยแล้ว 16,332 ราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ และจำนวนผู้ป่วยยังน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

เมื่อจำแนกผู้ป่วยตามช่วงวัย พบว่ากลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี มีจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มอายุ 5-9 ปี และกลุ่มอายุ 10-14 ปี ตามลำดับ โดยภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด ขณะที่ชนิดของเชื้อที่พบในปี 2569 คือเชื้อ Coxsackievirus A16 (ร้อยละ 36.36) เป็นสายพันธุ์หลัก ส่วนสายพันธุ์ก่ออาการรุนแรงอย่าง Enterovirus 71 (EV71) แม้จะยังพบในสัดส่วนที่น้อยแต่ก็ไม่ประมาท ทั้งนี้ สถิติ 10 ปีล่าสุด (2558-2568) จำนวนผู้ป่วยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี

โรคมือ เท้า ปาก คืออะไร?

โรคมือ เท้า ปาก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Hand, Foot and Mouth Disease (HFMD) ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ระบุว่า เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enteroviruses) ที่พบเฉพาะในมนุษย์ ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบบ่อยในประเทศไทยคือ คอกซากีไวรัส เอ16 (Coxsackievirus A16) สายพันธุ์นี้มักมีอาการไม่รุนแรง รองมาได้แก่ สายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71) ซึ่งเป็นชนิดที่มีความรุนแรง

โรคมือ เท้า ปาก มักพบการติดเชื้อในกลุ่มทารกและเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม ในเด็กโตและผู้ใหญ่ก็สามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้ แต่อาการในเด็กเล็กจะรุนแรงกว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการหรือมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย หายได้เองใน 3-5 วัน แต่บางรายจะมีอาการรุนแรง ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัสที่มีการติดเชื้อ โดยโรคที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ Coxsackie A16 มักไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน ส่วนที่เกิดจากเชื้อสายพันธุ์ EV71 อาจมีอาการทางสมองร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้อาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคนี้ระบาดได้อย่างไร?

โรคมือ เท้า ปาก ติดต่อได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ น้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วยซึ่งมีเชื้อไวรัส หรือติดต่อโดยอ้อมจากการสัมผัสผ่านของเล่น มือผู้เลี้ยงดู น้ำและอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ การแพร่เชื้อมักเกิดได้ง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วยซึ่งมีเชื้อออกมามาก เชื้อจะอยู่ในลำคอประมาณ 2-3 สัปดาห์ ไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของคอหอยและลำไส้ เพิ่มจำนวนที่ทอนซิลและเนื้อเยื่อของระบบน้ำเหลืองบริเวณลำไส้ และเชื้อจะออกมากับอุจจาระ และด้วยความที่เป็นโรคซึ่งผู้ป่วยมักเป็นเด็ก โรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญ

อาการของโรคเป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยมักมีไข้ เจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้ น้ำลายไหล มีตุ่มแผลตื้น ๆ ในปาก มักพบที่เพดานอ่อน ลิ้น กระพุ้งแก้ม ร่วมกับพบผื่นตุ่มพองใส หรือเม็ดแดง ๆ บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือรอบทวารหนัก บางครั้งอาจมีผื่นตามลำตัว แขนขา เข่าได้ อาจมีอาการอาเจียน ถ่ายเหลวร่วมด้วย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยอาการมักไม่รุนแรง สามารถหายป่วยได้เอง ไข้มักจะหายใน 2-3 วัน และผื่นจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 7-10 วัน ส่วนน้อยที่มีอาการโรครุนแรง โดยอาการรุนแรงมักเกิดจากเชื้อ EV71

แบบไหนเรียก “อาการเสี่ยงป่วยรุนแรง” ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน?

หากมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น รับประทานอาหารไม่ได้หรือได้น้อยมาก อาเจียนมาก มีไข้สูง โดยเฉพาะมากกว่า 39 องศาเซลเซียสนานกว่า 48 ชั่วโมง กระสับกระส่าย ร้องกวนตลอดเวลา มีอาการทางระบบประสาท ได้แก่ ซึม การกลอกตาที่ผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุก ชัก ไม่รู้สึกตัว ปวดศีรษะอย่างรุนแรง

แขนขาอ่อนแรง มีอาการพูดเพ้อไม่รู้เรื่อง สลับกับการซึมลง หรือเห็นภาพแปลก ๆ ปวดต้นคอ คอแข็ง มีการรับรู้สับสน มีอาการสะดุ้งผวา ตัวสั่น แขนหรือมือสั่นบ้าง กล้ามเนื้อกระตุก ตัวลาย ซีด หอบเหนื่อย มีอาการไอ หายใจเร็ว ดูเหนื่อย ๆ หน้าซีด มีเสมหะมาก โดยอาจมีหรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งการรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงทีจะทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

แนวทางการคัดกรอง สังเกตอาการและลดความเสี่ยงโรคมือ เท้า ปากระบาด
ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ดูแลผู้ป่วยอย่างไร?

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีแนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานที่กำลังป่วยดังนี้

  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเพื่อบรรเทาอาการอักเสบและความเจ็บปวด
  • งดรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว น้ำผลไม้ หรือโซดาเนื่องจากมีกรด ซึ่งอาจสร้างความระคายเคืองภายในช่องปาก
  • รับประทานของเย็น ๆ เช่น ไอติมแท่ง น้ำแข็ง ไอศกรีม และโยเกิร์ตเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
  • รับประทานอาหารอ่อน ในเด็กเล็กควรป้อนนมแทนการดูด เพื่อลดอาการเจ็บและระคายเคืองจากแผลในช่องปาก
  • เช็ดตัวลดไข้ร่วมกับการใช้ยาบรรเทาอาการปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) หรือไอบูโปรเฟน (ibuprofen) โดยหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (aspirin) ในเด็ก
  • ใช้ยาแก้แพ้ร่วมกับยาแก้คันรักษาอาการผื่นที่ผิวหนัง
  • หากมีภาวะขาดน้ำเนื่องจากเจ็บคอรับประทานอาหารไม่ได้ สามารถใช้ยาชาชนิดกลืน Xylocaine Viscus ก่อนป้อนนมหรืออาหารอ่อน ร่วมกับการป้อนเกลือแร่ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

ป้องกันและควบคุมการระบาดได้อย่างไรบ้าง?

กรมควบคุมโรค และ รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ แนะนำดังนี้

1.แยกผู้ป่วย บุคลากรทางการศึกษาควรคัดกรองทุกเช้าอย่างเคร่งครัด หากพบเด็กป่วย เช่น มีไข้ มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่มือ เท้า หรือมีแผลในปาก ให้แยกออกจากเด็กคนอื่นทันที พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้มารับกลับบ้านและให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี แยกเด็กป่วยให้พักอยู่บ้านไม่ไปสัมผัสผู้อื่น หลีกเลี่ยงการพาเด็กป่วยไปสถานที่ชุมชนจนกว่าตุ่มหรือผื่นแห้งประมาณ 7-10 วัน หากมีเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและเฝ้าระวังคัดกรองเด็กป่วยให้เข้มข้นต่ออีก 1 สัปดาห์

2.รักษาความสะอาดสิ่งของและสถานที่ ทำความสะอาดเครื่องใช้ ของเล่นเด็ก และพื้นที่ห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อหรือสารละลายคลอรีน เช่น น้ำยาฟอกขาวผสมกับน้ำตามอัตราส่วนที่เหมาะสม

3.ให้ความสำคัญกับสุขอนามัยทั้งของเด็กและผู้ดูแล โดยเน้นการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่ายและหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งขับถ่ายของเด็ก ซึ่งรวมถึงหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็ก ไม่ใช้อุปกรณ์รับประทานอาหาร หลอดดูด แก้วน้ำ หรือของเล่นที่อาจปนเปื้อนน้ำลายร่วมกัน

รายละเอียดของผลิตภัณฑ์วัคซีน EV71 ที่ได้รับอนุมัติทะเบียนในประเทศไทย
ที่มา : สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

โรคมือ เท้า ปากมีวัคซีนหรือไม่?

เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นได้จากเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ ผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วยังสามารถติดเชื้อซ้ำได้เพราะภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์หนึ่งอาจไม่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ ได้ แต่สำหรับสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงอย่าง EV71 ตามข้อมูลของสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ปัจจุบันมีวัคซีนชนิดนี้ที่ขึ้นทะเบียนให้ใช้ในประเทศไทยคือผลิตภัณฑ์ EntroVac

คำแนะนำจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าวัคซีน EntroVac เป็นวัคซีนเชื้อตาย แนะนำสำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี 11 เดือน ซึ่งต้องได้รับทั้งหมด 2 เข็ม โดยฉีดห่างกัน 1 เดือน จากการศึกษาพบว่า หลังฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม สามารถป้องกันการติดเชื้อมือเท้าปากจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV 71) ได้ร้อยละ 90.0-97.4 ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเมื่อติดเชื้อ Enterovirus 71 (EV 71) ได้ร้อยละ 100 และยังมีภูมิมากกว่าร้อยละ 95.1 เมื่อผ่านไป 2 ปี จึงยังไม่มีคำแนะนำสำหรับการฉีดเข็มกระตุ้น แต่วัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อมือเท้าปากสายพันธุ์อื่นได้

อย่างไรก็ตาม ณ ปี 2569 วัคซีนโรคมือ เท้า ปาก EV 71 ยังคงอยู่ในกลุ่ม ‘วัคซีนเสริม’ หมายถึงวัคซีนที่ยังไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศซึ่งเด็กไทยทุกคนจำเป็นต้องได้รับ ตามข้อมูลของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 12 ก.พ. 2569 ซึ่งรายการวัคซีนสำหรับเด็กไทยทุกคนที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาล่าสุด คือวัคซีน PCV ตามประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง ประเภทและขอบเขตของบริการสาธารณสุขด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กรณีบริการวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต (Pneumococcus Conjugate Vaccine: PCV) พ.ศ.2569 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ดังนั้นผู้ปกครองที่ประสงค์จะให้บุตรหลานได้รับวัคซีนโรคมือ เท้า ปาก EV 71 ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

ตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในเด็กและวัยรุ่นไทย แนะนำโดย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2569
(ข้อมูลวันที่ 1 ก.พ. 2569 และเผยแพร่ในวันที่ 12 ก.พ. 2569) ที่มา : สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

หมายเหตุ: วัคซีน PCV ถูกเพิ่มให้ใช้กับเด็กไทยทุกคน ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 30 เม.ย. 2569

ภาคผนวก

ข้อมูลจาก ‘ตำราวัคซีน สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย’ อธิบายไว้ใน ‘บทที่ 5 หลักการทั่วไปในการให้วัคซีน’ จำแนกวัคซีนเป็น 4 แบบ ตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ ดังนี้

1.วัคซีนพื้นฐาน (Compulsory Vaccines) หมายถึงวัคซีนที่ได้รับการบรรจุในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ แนะนำให้ใช้ในเด็กไทยทุกคน

2.วัคซีนเสริมหรือวัคซีนเผื่อเลือก (Optional Vaccines) หมายถึง วัคซีนที่มีประโยชน์ แต่โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนเหล่านี้ยังไม่มีความสำคัญด้านสาธารณสุขในลำดับต้น ๆ รวมทั้งวัคซีนเหล่านี้มีราคาสูง ยังไม่สามารถจัดหามาใช้กับเด็กทั้งประเทศได้ ผู้ที่ต้องการฉีดต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

3.วัคซีนใช้กรณีพิเศษ (Vaccines in Special Circumstances) หมายถึง วัคซีนที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนเพื่อใช้ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค หรือหากเกิดโรคอาจมีอาการและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

และ 4.วัคซีนที่กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา (Investigational Vaccines) หมายถึงวัคซีนที่มีความสำคัญในการป้องกันโรคที่กำลังเป็นปัญหาในหลายประเทศ และยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัย การผลิต หรืออยู่ระหว่างการทดลองในอาสาสมัคร

อ้างอิง