“กลั่นแกล้ง-ระรานออนไลน์” กระทบทั้งผู้กระทำและเหยื่อ นักวิชาการชี้ต้อง ‘ฝึกจับถูก’ มองเห็นคุณค่าและชื่นชมสิ่งดีในกันและกัน

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 รายการ Cofact Live Talk เผยแพร่ทางเพจ “Cofact โคแฟค” ดำเนินรายการโดย พลินี เสริมสินสิริ ผู้ประสานงานภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) ได้พูดคุยกับดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน ในหัวข้อ“CARE Before Share : อย่าชิน อย่าเฉย ต้องแคร์” เนื่องในวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Stop Cyberbullying Day) ซึ่งตรงกับวันศุกร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายนของทุกปี

ดร.ธีรารัตน์ กล่าวว่า งานวิจัยเมื่อปี 2567 พบว่า เด็กมากกว่าครึ่งหนึ่งเคยเผชิญกับการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) หรือการระรานทางไซเบอร์ และในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเลือกที่จะไม่บอกใคร เนื่องจากรู้สึกอับอาย สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หลายประเทศจึงร่วมกันผลักดันให้เกิดการสื่อสารที่ปลอดภัยบนโลกออนไลน์

“สถานการณ์ในปัจจุบันไม่ปลอดภัยทั้งสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงคนทุกช่วงวัยที่อาจเผชิญกับการถูกด่าทอ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกกีดกันออกจากสังคม หรือแม้แต่ถูกนำภาพ ชื่อ หรือข้อมูลส่วนตัวไปใช้สร้างความเสียหาย จนเกิดการโจมตีจากสังคมออนไลน์” ดร.ธีรารัตน์กล่าว

สำหรับวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ เป็นกิจกรรมระดับโลกที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 โดยมูลนิธิ Cybersmile Foundation ซึ่งมีภารกิจในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ โดยปี 2569 ถือเป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 14  ในประเทศไทย การจัดกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการโดยเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ True Digital Park กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “CARE Before Share : ใส่ใจและคิดก่อนแชร์” เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้อื่น

ดร.ธีรารัตน์ กล่าวว่า การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากความตั้งใจและความไม่ตั้งใจ เนื่องจากโลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้งานจำนวนมากไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน จึงอาจทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ตามมา  รูปแบบการกลั่นแกล้งที่เกิดจากความตั้งใจ เช่น การเปิดเผยความลับของผู้อื่น การด่าทอ การขโมยรหัสผ่าน หรือการสร้างบัญชีปลอมเพื่อสร้างความเสียหาย ขณะที่การกระทำบางอย่างอาจไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่สร้างผลกระทบต่อจิตใจของผู้รับสารได้ เช่น การล้อเลียนรูปร่างหรือการเรียกชื่อด้วยคำที่ผู้พูดคิดว่าเป็นเรื่องตลก แต่ผู้ถูกเรียกอาจรู้สึกเจ็บปวดหรือสูญเสียความมั่นใจ

“ไม่ว่าการกระทำนั้นจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ล้วนก่อให้เกิดผลกระทบทางลบ ทั้งต่อจิตใจ ร่างกาย สังคม และการเรียนรู้ ผู้ถูกกระทำอาจเกิดความเครียด ไม่อยากเข้าสังคม ขาดสมาธิในการเรียน หรือไม่สามารถทำหน้าที่ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ธีรารัตน์กล่าว

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ควรเริ่มต้นจากการปลูกฝังคุณธรรม จิตสำนึก และความรับผิดชอบในการใช้สื่อ รวมถึงตระหนักว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และมีความเชื่อมโยงกับปัญหาการใช้สารเสพติดหรือความรุนแรงในครอบครัว นอกจากนี้ ผู้ใช้งานควรมีความรู้เท่าทันสื่อ และไม่ละเมิดจริยธรรมหรือกฎหมาย เนื่องจากการกลั่นแกล้งบางรูปแบบอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

ดร.ธีรารัตน์กล่าวด้วยว่า สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้แนะนำแนวทางรับมือกับการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ไว้ 3 ขั้นตอน ได้แก่  Stop หยุดตอบโต้ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย Block ปิดกั้นหรือบล็อกผู้ที่เข้ามากลั่นแกล้ง และ Tell บอกเล่ากับบุคคลที่ไว้วางใจ เช่น พ่อแม่ ครู นักจิตวิทยา หรือหากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายให้รวบรวมหลักฐานและแจ้งความ นอกจากผู้กระทำและผู้ถูกกระทำแล้ว บุคคลรอบข้างก็สามารถมีส่วนช่วยได้ โดยเฉพาะเพื่อนและคนในครอบครัว ซึ่งควรรับฟัง ให้กำลังใจ และแนะนำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือผู้เชี่ยวชาญ

“สิ่งสำคัญคือการ ‘ฝึกจับถูก’ เพราะสังคมไทยคุ้นชินกับการจับผิด เรามักมองเห็นข้อเสียของผู้อื่นมากกว่าข้อดี การจับถูกคือการมองเห็นคุณค่า มองหาสิ่งดีในตัวเองและผู้อื่น เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการชื่นชมและเคารพซึ่งกันและกัน” ดร.ธีรารัตน์กล่าว

ภายในงานวันหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ปี 2569 ได้มีการเปิดตัวชุดการเรียนรู้สำหรับเด็กระดับประถมศึกษา เพื่อส่งเสริมการชื่นชมกันจากคุณค่าและคุณธรรมภายใน มากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก อาทิ ความมีน้ำใจ ความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา และความสามารถด้านต่าง ๆ หากสังคมยังขับเคลื่อนด้วยการตำหนิ การด่าทอ และการจับผิดเพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้คนมองไม่เห็นคุณค่าของกันและกัน และไม่สามารถร่วมกันสร้างข้อเสนอหรือพลังเชิงบวกเพื่อพัฒนาสังคมได้

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-