จี้ กสทช. เร่งกำหนดอนาคตฟรีทีวี ก่อนหมดใบอนุญาตปี 2572 ชี้ยังเป็นบริการสาธารณะและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
รายการ Cofact Live Talk ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘Cofact โคแฟค’ พูดคุยในประเด็น ‘ฟรีทีวีไทย (ต้อง) ไปต่อ หรือ (ไม่)พอแค่นี้’ ร่วมพูดคุยกับ สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) และอดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภูมิทัศน์สื่อในยุคดิจิทัล

สุภิญญาอธิบายว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบโทรทัศน์หลัก 4 รูปแบบ ได้แก่ โทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี และ IPTV หรือโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันยังมีบริการเผยแพร่เนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ OTT (Over-the-Top) ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรับชมสื่อของประชาชน แต่ยังคงมีข้อถกเถียงว่ากลุ่มนี้ กสทช. มีอำนาจกำกับดูแลหรือไม่ แต่โทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินยังถือเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. อย่างชัดเจน เนื่องจากใช้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสาธารณะของประเทศ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏแผนงานหรือแนวทางที่ชัดเจนว่าหลังจากใบอนุญาตประกอบกิจการหมดอายุในปี 2572 แล้ว จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป
อดีตกรรมการ กสทช. ระบุว่า จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคในวงเสวนา พบว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ยังคงพึ่งพาโทรทัศน์ดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลข่าวสารและความบันเทิง เพราะผู้สูงอายุไม่สะดวกในการรับชมรายการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งมีการเปรียบเทียบว่าค่าบริการอินเตอร์เน็ตรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาท เท่ากับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั้งเดือน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ทุกคนไปรับชมรายการผ่านช่องทางออนไลน์ เว้นแต่รัฐจะถือว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก
อีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนอาจมองว่าไม่คุ้มค่าที่จะมาลงทุนในฟรีทีวีเพราะมีผู้รับชมน้อย แต่จริงๆ ไม่น้อย เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ทำให้โฆษณาย้ายออกจากสื่อโทรทัศน์ไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ แทน หากวันนี้เราออกไปสำรวจพื้นที่จริงๆ ก็ยังเห็นโทรทัศน์อยู่คู่ครัวเรือน
แม้ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์หลายแห่งจะประสบปัญหาด้านรายได้และต้องเผชิญภาวะขาดทุน แต่ยังคงดำเนินกิจการต่อไป เพราะตระหนักถึงบทบาทของสื่อในฐานะบริการสาธารณะ (Public Service) ที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และความบันเทิงแก่ประชาชนในวงกว้าง ด้วยเหตุนี้ รูปแบบการกำกับดูแลและการออกใบอนุญาตในอนาคตจึงควรได้รับการทบทวนใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการประมูล การกำหนดค่าธรรมเนียม หรือเงื่อนไขการประกอบกิจการ โดยต้องคำนึงถึงมิติของการบริการสาธารณะควบคู่ไปกับมิติทางธุรกิจ

สุภิญญายังยกตัวอย่างการจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมที่สามารถออกแบบรูปแบบการแข่งขันและการประมูลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดได้ พร้อมตั้งคำถามว่า หากปล่อยให้เวลาผ่านไปจนถึงวันที่ใบอนุญาตหมดอายุโดยไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า แล้วเกิดปัญหาช่องโทรทัศน์จอดำขึ้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน
“ขนาดการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาที่สัญญาณขัดข้องเพียงไม่กี่นาที ยังสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคจำนวนมาก หากเกิดปัญหากับระบบโทรทัศน์ในวงกว้าง ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงกว่านั้น ดังนั้นภาคประชาชนจึงต้องร่วมกันส่งเสียงให้ กสทช. เร่งกำหนดแนวทางที่ชัดเจน”สุภิญญากล่าว

นอกจากประเด็นด้านนโยบายแล้ว สุภิญญายังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเปลี่ยนผ่านจากโทรทัศน์ระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัลใช้เวลานานหลายสิบปี ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสื่อสังคมออนไลน์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี แม้สื่อออนไลน์จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและหลากหลายมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาข้อมูลล้นเกิน ข่าวปลอม ความขัดแย้งทางสังคม รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความสมดุลของการใช้สื่อในชีวิตประจำวัน
‘หากทุกคนต้องไปแข่งในออนไลน์หมด เป็นอินฟลูเอนเซอร์ เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์หมด 10 ล้านคน แล้วใครจะดู? มีแต่คนทำคอนเทนต์ มีแต่คนขายของ มันก็ต้องปรับสมดุลใหม่ให้ดึงกลับมามากขึ้น แล้วก็สร้างอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มด้วย เพราะถ้าเราไปอยู่ในออนไลน์กันหมด ถ้าวันหนึ่งเขามีอำนาจต่อรองมากๆ เขาไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แล้วถ้ามันล่มขึ้นมาเราจะต้องพึ่งพาใคร?’สุภิญญากล่าว

ในช่วงท้าย ผู้แทนภาคประชาชนจากสภาองค์กรผู้บริโภค ได้แก่ พนิตา ฟองอ่อน และ ฐิตินัดดา รักกู้ชัย ยืนยันว่ายังมีประชาชนที่ดูโทรทัศน์อยู่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่แม้จะมีโทรศัพท์มือถือแต่ก็ไม่ได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเสมอไป เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอาจต้องเก็บไว้ใช้ในเรื่องอื่นที่จำเป็นกว่า อีกทั้งข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์ค่อนข้างเชื่อถือได้มากกว่าทางสื่อออนไลน์ และโทรทัศน์ยังเป็นสื่อที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนในครอบครัวและชุมชนผ่านการรับชมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬา รายการบันเทิง หรือเหตุการณ์สำคัญของประเทศ

ด้าน ณภัทร กองจันทร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Natty Love Myanmar กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เติบโตในต่างจังหวัด พบว่ายังคงมีประชาชนจำนวนมากที่รับชมโทรทัศน์เป็นประจำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่นิยมติดตามรายการมวย รายการประกวดร้องเพลง และรายการข่าวขณะที่ผู้ประกอบอาชีพค้าขายจำนวนไม่น้อยยังเปิดโทรทัศน์ไว้เพื่อรับฟังข่าวสารระหว่างทำงาน จึงเห็นว่าฟรีทีวียังจำเป็นต้องมีอยู่ต่อไป

ขณะที่ กัญญาณัฐ เดอ ลา เปญา จากมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) กล่าวว่า แม้คนเมืองจำนวนมากจะเปลี่ยนไปบริโภคสื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ฟรีทีวียังคงมีความจำเป็นในฐานะบริการสาธารณะที่ช่วยให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี

