ทำความรู้จักโควิดสายพันธุ์ NB 1.8.1 ระบาดหนักในสิงคโปร์ แต่ไม่รุนแรงกว่าสายพันธ์ุอื่น ป้องกันตัวได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก
บัญชา จันทร์สมบูรณ์
หมายเหตุ: รายงานนี้เผยแพร่วันที่ 2 มิ.ย. 2569 สถานการณ์การระบาดของโรคอาจเปลี่ยนแปลง ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
“ขอให้งดการเดินทางและกิจกรรมทุกประเภทที่ไม่จำเป็น กระทรวงสาธารณะสุขแจ้งเตือนว่า โควิดและไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก วิธีป้องกันคือ ต้องรักษาความชุ่มชื้นของเยื่อเมือกลำคอ อย่าให้ลำคอแห้ง ดังนั้นห้ามทนกระหายน้ำ เพราะถ้าเยื่อเมือกลำคอแห้ง เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้ เมื่อรู้สึกกระหายน้ำก็ดื่ม ไม่ต้องคำนึงหรือทนกระหายแม้พักนึง แต่ละครั้งให้ดื่มน้ำอุ่น 50-80 ซีซี สำหรับเด็กดื่ม 30-50 ซีซี ควรจะเตรียมน้ำไว้ใกล้มือพร้อมดื่ม ไม่จำเป็นต้องดื่มมาก ๆ เอาแค่ทำให้เยื่อเมือกลำคอไม่แห้งเป็นใช้ได้
“ละเว้นไปสถานที่ที่มีคนหนาแน่นชั่วคราว งดใช้บริการรถไฟฟ้าหรือรถโดยสารมวลชน ถ้าจำเป็นก็ให้ใส่หน้ากากอนามัย , อาหารทอด รสจัด ควรงดรับประทานชั่วคราว , กินวิตามินซีให้ครบถ้วน , ศูนย์ควบคุมโรคระบาดแจ้งถึงจุดเด่นของไข้หวัดใหญ่ดังนี้ 1.มีไข้ขึ้นอย่างรวดเร็วและลดยาก ไข้ลดแล้วก็ขึ้นอีก 2.หลังเป็นไข้ ก็จะเริ่มไอ และเป็นต่อเนื่องนาน 3.เด็กจะเป็นกันมาก 4.ผู้ใหญ่มีอาการหลอดลมรุนแรง พ่วงด้วยปวดศีรษะและลำตัว 5.การระบาดรุนแรง
“กระทรวงสาธารณสุข ขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการไปท่องเที่ยว 6 ประเทศ เป็นเวลา 3 เดือน ดังนี้ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี และ สิงคโปร์ และจังหวัดเฝ้าระวัง เวลาเดินทาง 8 จังหวัดคือ กทม. สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และภูเก็ต ขอให้ผู้ปกครองทุกท่านใส่ใจป้องกันทั้งเด็กและผู้สูงวัยในครอบครัว ขณะนี้เป็นระยะระบาดที่สูงสุด สะดวกก็ช่วยกันแชร์ครับ“
ข้อความข้างต้นนี้ถูกแชร์กันมากในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็น “ข่าวลวง” ที่กลับมา “วนซ้ำ” อีกครั้ง โดยข้อความเดียวกันนี้ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงไปแล้วอย่างน้อย 3 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2566, วันที่ 21 ก.พ. 2568 และวันที่ 9 พ.ค. 2568 ว่าไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การกลับมาของข่าวลวงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศสิงคโปร์กำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่พบผู้ติดเชื้อสูงหลักหมื่นราย

สถานการณ์โควิด-19 ในสิงคโปร์เป็นอย่างไร?
สำนักงานโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (Communicable Diseases Agency: CDA) รายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 ว่า ช่วงวันที่ 10-16 พ.ค. 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่พบผู้ติดเชื้อ 8,000 ราย จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นจาก 56 รายเป็น 73 รายต่อวัน โดยพบว่าไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดนั้นเป็นสายพันธุ์ NB 1.8.1
อย่างไรก็ตาม CDA ย้ำว่า วัคซีนโควิด-19 ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นยังมีประสิทธิภาพในการรับมือ พร้อมกับแนะนำกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ (ประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป) ประชากรกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงทางการแพทย์ (อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป) บุคลากรทางการแพทย์ บุคคลที่ต้องดูแลหรือทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยง (เช่น ผู้ที่ทำงานในสถานสงเคราะห์คนชรา) ควรฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น 1 โดส นับจากที่เคยฉีดเข็มก่อนหน้าไปแล้ว 1 ปี และขอให้รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ-จาม เจ็บคอ ปวดศีรษะ มีไข้ ลดการเดินทางหรือการพบปะบุคคลอื่นโดยไม่จำเป็นหากมีอาการป่วย
The Straits Times ซึ่งเป็นสำนักข่าวในสิงคโปร์รายงานเพิ่มเติมในวันที่ 29 พ.ค. 2569 ว่า CDA เปิดเผยจำนวนผู้ติดเชื้อระหว่างวันที่ 17-23 พ.ค. 2569 อยู่ที่ 15,700 ราย และจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่ที่ 98 รายต่อวัน ถึงกระนั้น “ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่ระบาดเป็นสายพันธุ์หลักในขณะนี้ไม่ได้แตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยระบาดก่อนหน้าในแง่อาการของผู้ติดเชื้อ” ตามที่ Lim Poh Lian รองศาสตราจารย์และผู้อำนวยการกลุ่มโครงการโรคติดต่อของ CDA ให้ข้อมูล
“หลักฐานในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าอาการที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ NB.1.8.1 ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับอาการที่พบในระลอกก่อน ๆ หรือสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีตั้งแต่โรคทางเดินหายใจส่วนบนที่ไม่รุนแรงไปจนถึงโรคที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไข้ หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดหัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และในบางกรณีมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่า NB.1.8.1 หรือสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบันนั้น สามารถแพร่กระจายได้ง่ายกว่า หรือก่อให้เกิดโรคที่มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่เคยแพร่ระบาดมาก่อน’ รศ.Lim กล่าว
ผู้อำนวยการกลุ่มโรคติดต่อของ CDA ยังกล่าวด้วยว่าเนื่องจากโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นในสิงคโปร์เช่นเดียวกับโรคระบบทางเดินหายใจประจำถิ่นอื่น ๆ จึงคาดว่าจะมีการระบาดเป็นระลอก ๆ ตลอดทั้งปี พร้อมกับย้ำว่า วัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ NB.1.8.1 จึงขอให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงและบุคคลที่ทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยงไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นนับจากที่เคยฉีดเข็มก่อนหน้าไปแล้ว 1 ปี

โควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 เป็นสายพันธุ์ใหม่ล่าสุดหรือไม่?
คำตอบคือ “ไม่ใช่” มีรายงานการค้นพบสายพันธ์ุนี้มาตั้งแต่ปี 2568 แล้ว ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2) ที่ได้มาจากสายพันธุ์ลูกผสม XDV.1.5.1 โดยมีตัวอย่างแรกสุดที่เก็บได้เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2568 ซึ่ง NB.1.8.1 เป็น 1 ใน 6 สายพันธุ์ภายใต้การเฝ้าระวัง (Variant Under Monitoring: VUM) ที่ WHO ติดตาม โดยได้รับการกำหนดให้เป็น VUM เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2568
“เมื่อพิจารณาจากหลักฐานที่มีอยู่ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมที่เกิดจาก NB.1.8.1 นั้นได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำในระดับโลก วัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้อยู่ในขณะนี้คาดว่าจะยังคงมีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์นี้ในการป้องกันอาการและโรคที่รุนแรง แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยและการเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นพร้อมกันในบางประเทศที่ NB.1.8.1 แพร่ระบาดอย่างกว้างขวาง แต่ข้อมูลปัจจุบัน (พฤษภาคม 2568) ไม่ได้บ่งชี้ว่าสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่” รายงานของ WHO ระบุ
สอดคล้องกับข้อมูลในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2568 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยว่า ผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิด-19 ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 พบว่า เชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 ที่เป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์โอมิครอน กลายเป็นสายพันธุ์หลักอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม
กรมควบคุมโรครายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2568-23 เม.ย. 2569 พบว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย โดยคิดเป็นร้อยละ 50.95 จากตัวอย่างที่ตรวจพบ
“ปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น” กรมควบคุมโรคระบุในรายงาน

(ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข” ข้อมูลวันที่ 2 ธ.ค. 2566)
ไข้หวัดใหญ่กับโควิด-19 ต่างกันอย่างไร?
เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจจะระบาดหนักเป็นประจำทุกปี วันที่ 30 พ.ค. 2569 กรมควบคุมโรคออกประกาศเตือนเนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โดยเริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง สภาพอากาศชื้นแฉะ และอาจเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้เอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยสุขภาพต่าง ๆ
โดยในส่วนของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ กรมควบคุมโรคกล่าวถึง 4 โรค คือ ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อไวรัส RSV และโควิด-19 ซึ่งมักแพร่กระจายได้ง่ายในช่วงอากาศชื้นและในสถานที่แออัด อาการสำคัญ ได้แก่ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก บางรายเหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย หากมีอาการป่วยควรหยุดพักรักษาตัว และเข้ารับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์
ข้อมูลจากคู่มือ คำแนะนำและมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 ฉบับวันที่ 16 พ.ค. 2568 โดยกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ที่แจกจ่ายไปตามสถานศึกษา สถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง ค่ายทหาร อธิบายความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ไว้ดังนี้
ไข้หวัดใหญ่: เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ มีการระบาดเป็นครั้งคราว เกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ โรคนี้มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา และมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้มากกว่า อาการที่พบบ่อย คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส (Influenza virus) โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่ สามารถจำแนกสายพันธุ์ออกเป็น 3 ชนิด (type) คือ A, B และ C ระยะฟัก ตัว 1 – 4 วัน เฉลี่ย 2 วัน สามารถแพร่กระจายโดยการหายใจเอาเชื้อไวรัสในฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย จากการไอจามรดกันเข้าไป และได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือจากการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน
โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุจมูก ตา และปาก ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มีอาการแตกต่างกันตามอายุ โดยในกลุ่มเด็กโต และวัยรุ่นจะมีอาการของไข้สูงเฉียบพลัน (อุณหภูมิ 38 – 39 องศาเซลเซียส) หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว และกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลังต้นแขน ต้นขา มีน้ำมูกใส คัดจมูก ไอแห้ง เจ็บคอ และเบื่ออาหาร ส่วนในเด็กเล็กจะมีไข้สูงร่วมกับอาการทางระบบอื่น เช่น ถ่ายเหลว คลื่นไส้อาเจียน และชักจากไข้สูง บางรายสามารถหายเองได้ใน 5 – 7 วัน หรือหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์ทันที
โควิด-19: หรือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อว่า Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2 หรือ SARS-CoV-2 โดยมีสมมติฐานว่าไวรัสอาจจะมีแหล่งเริ่มต้นจากค้างคาว และกลายพันธุ์ผ่านสัตว์ตัวกลาง กลายเป็นไวรัสพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคในคน โดยโรคโควิด-19 มีการแพร่เชื้อระหว่างคนในลักษณะเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ เข้าสู่ร่างกายทาง ปาก จมูก ตา โดยไวรัสจะเข้าไปเกาะติดและเข้าไปแบ่งตัวในเซลล์ของเยื่อบุทางเดินหายใจ ระยะฟักตัว 2-14 วัน
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ไอ หายใจลำบาก เกิดภาวะแทรกซ้อนรวมไปถึงปอดบวม และกลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน กลุ่มเสี่ยง (608) ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ที่หากป่วยด้วยโควิด-19 แล้วอาจมีอาการรุนแรงได้
ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด-19 มีมาตรการในการป้องกันตนเองไม่ให้ป่วย ที่สำคัญ คือ การรักษาระยะห่าง การสวมหน้ากากอนามัย และการล้างมือบ่อย ๆ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “มาตรการ DMH” — D: Distancing คือ การรักษาระยะห่าง M: Mask Wearing คือ การสวมหน้ากากอนามัย และ H: Hand Washing คือ การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์

(ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”)
วัคซีนโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่
สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ร่วมกับกรมควบคุมโรคเชิญชวนประชากรกลุ่มเสี่ยงเข้ารับบริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ประจำปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
โดยกลุ่มเสี่ยงประกอบด้วย
- หญิงตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ที่แนะนำคือ 12-20 สัปดาห์)
- เด็กอายุ 6 เดือนถึงอายุต่ำกว่า 5 ปี
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ดังนี้ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน
- ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ
- ผู้ป่วยโรคอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)
- ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
แต่ในส่วนของวัคซีนโควิด-19 จากการสืบค้นข้อมูลไม่พบโครงการเชิญชวนของภาครัฐให้ไปฉีดในปี 2569 ดังนั้นผู้ที่ประสงค์จะฉีดอาจต้องสอบถามไปยังโรงพยาบาลด้วยตนเองว่ามีวัคซีนให้บริการหรือไม่ ซึ่งก็มีความเห็นจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ในบทความเรื่อง “โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่” ระบุว่า เมื่อโรคมีความรุนแรงลดลงเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป และระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการให้วัคซีนก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่
“วัคซีนโควิด-19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ถ้าใครจะฉีดต้องเสียเงินเอง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้มานานแล้วกว่า 50 ปี วัคซีนโควิด-19 เพิ่งใช้ในช่วงที่มีการระบาด ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว บริษัทต่าง ๆ จึงไม่ได้มีการพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ที่มีการระบาด และอาการข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 ก็มีมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เห็นได้จากเป็นไข้หลังฉีดมีมากกว่า ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด-19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดอยู่ทุกปี” ศ.นพ.ยงกล่าว
โดยสรุปแล้ว ข้อมูลที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ NB 1.8.1 กำลังระบาดหนักในประเทศสิงคโปร์จริง แต่ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่เพราะมีการค้นพบตั้งแต่ต้นปี 2568 อีกทั้งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขทั้งของสิงคโปร์และไทยเองก็สอดคล้องกันว่าเชื้อสายพันธุ์นี้ไม่ทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงกว่าโควิด-19 สายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยระบาดมาก่อนหน้า ส่วนไข้หวัดใหญ่ก็เป็นโรคที่ระบาดตามฤดูกาลอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ให้ยึดหลักรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อหรือแพร่เชื้อ
อ้างอิง
- ข่าวปลอม อย่าแชร์!!! “สธ.เตือนไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้ มีความร้ายแรงมาก ขอให้ประชาชนงดเดินทาง งดทุกกิจกรรม” : กรมควบคุมโรค 25 ก.ย. 2566)
- ข่าวปลอม อย่าแชร์ “สธ.เตือนไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้ มีความร้ายแรงมาก ขอให้งดเดินทางและกิจกรรมทุกประเภทที่ไม่จำเป็น” : กรมควบคุมโรค 21 ก.พ. 2568
- ข่าวปลอม ย้อนกลับมาส่งต่ออีกแล้ว “สธ เตือนโควิดและไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้มีความร้ายแรงมาก ขอให้งดการเดินทางและกิจกรรมทุกประเภทที่ไม่จำเป็น : กรมควบคุมโรค 9 พ.ค. 2568
- CDA Statement: Update on COVID-19 Situation in Singapore : CDA 21 พ.ค. 2569
- Not true that current Covid-19 situation is more dangerous: CDA, experts : The Straits Times 29 พ.ค. 2569
- WHO TAG-VE Risk Evaluation for SARS-CoV-2 Variant Under Monitoring: NB.1.8.1 : องค์การอนามัยโลก 23 พ.ค. 2568
- กรมวิทย์ฯ เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในประเทศไทยและทั่วโลก ย้ำยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรง : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 29 พ.ค. 2568
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยไทยพบโควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลัก ซึ่งแตกออกมาจากสายพันธุ์ JN.1 ทั้งนี้ ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น : กรมควบคุมโรค 24 พ.ค. 2569
- กรมควบคุมโรค เตือนฤดูฝน เฝ้าระวัง 9 โรคติดต่อ 3 ภัยสุขภาพที่พบบ่อย พร้อมแนะวิธีป้องกันตนเอง : กรมควบคุมโรค 30 พ.ค. 2569
- คำแนะนำและมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 สำหรับสถานศึกษา : กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค 16 พ.ค. 2568
- คำแนะนำและมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่และโรคโควิด 19 สำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง : กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค 16 พ.ค. 2568
- คำแนะนำ และมาตรการในการป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด 19 สำหรับค่ายทหาร : กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค 16 พ.ค. 2568
- เริ่มแล้ว 1 พ.ค. รณรงค์ประชาชนกลุ่มเสี่ยงทุกสิทธิ “ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ประจำปี 2569” : สปสช. 1 พ.ค. 2569
- โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่ , เฟซบุ๊ก ‘Yong Poovorawan’ 25 พ.ค. 2569
