‘สื่อสังคมออนไลน์’ หลายชาติเริ่มจำกัดอายุผู้เยาว์ใช้ ไทยควรทำอย่างไร?

By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

เด็กกับสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)” เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ โดยเมื่อเดือน มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับเรื่องนี้ถึง 2 ข่าวคือ 1. Meta ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มFacebook และ Instagram ถูกชี้ว่ามีความผิดฐานปล่อยปละละเลยจนแพลตฟอร์มส่งผลกระทบต่อผู้เยาว์ คดีนี้เป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 โดยคณะลูกขุนในศาลมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้ว่าผู้ดูแลแพลตฟอร์มแม้จะรู้ความเสี่ยงแต่ไม่มีการเตือนจนก่อให้เกิดอันตรายขึ้น 

สำนักข่าวในสหรัฐฯ อย่าง CNN บรรยายว่า คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวชาวแคลิฟอร์เนียวัย 20 ปีชื่อไคลีย์และแม่ของเธอได้ฟ้องร้อง Meta, YouTube ของ Google, Snap และ TikTok โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้จงใจล่อลวงเธอตั้งแต่ยังเด็กและทำให้เธอเกิดความวิตกกังวล ความผิดปกติทางร่างกาย และความคิดฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม Snap และ TikTok ได้ตกลงยุติคดีก่อนถึงกระบวนการพิจารณาคดี ขณะที่ Meta กับ YouTube ที่เดินหน้าสู้คดีต่อ จนมาถึงวันที่คณะลูกขุนชี้ว่ามีความผิด และสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายรวม 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 200 ล้านบาท) 

ขณะที่สำนักข่าว NPR อธิบายว่า คดีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น โดยทนายความได้มุ่งเป้าไปที่การออกแบบระบบแทนที่จะเป็นเนื้อหาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม จนคณะลูกขุนเห็นว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ถูกสร้างขึ้นโดยเจตนาให้เสพติด และบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรู้เรื่องนี้แต่ล้มเหลวในการปกป้องผู้ใช้ที่อายุน้อยที่สุด พร้อมกับยกตัวอย่างการฟ้องคดีที่คล้ายกันในทศวรรษ 1990s ที่ทำให้บริษัทยาสูบในสหรัฐฯ ต้องเลิกโฆษณาในลักษณะเจาะกลุ่มผู้เยาว์ 

กับอีกข่าวคือ 2. อินโดนีเซียเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ออกกฎหมายห้ามผู้เยาว์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เรื่องนี้ปรากเฎเป็นข่าวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 โดยสำนักข่าว The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานว่า อินโดนีเซียออกกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งที่มาของมาตรการนี้ได้อ้างถึงผลการศึกษาเมื่อปี 2566 ที่พบว่า เด็กและเยาวชนชาวอินโดนีเซียราวครึ่งหนึ่งเคยพบเห็นภาพลามกอนาจารรวมถึงเคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ 

– ทำไม ‘ผู้เยาว์’ จึงเป็น กลุ่มเสี่ยงสูง’ ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ : มีผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนที่รุนแรงกว่าผู้ใหญ่ อาทิ บทความ “Why are children and adolescents vulnerable to social media?” ที่เผยแพร่โดยศูนย์วิจัยร่วม (Joint Research Centre : JRC) หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และความรู้ของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เมื่อเดือน มี.ค. 2568 อธิบายว่า ช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นถือเป็นเวลาสำคัญของการพัฒนาทางด้านอารมณ์ สังคม และสมอง ประชากรวัยนี้จึงมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์มากเป็นพิเศษเนื่องจากสมองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก 

การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อสมอง เวลาอยู่หน้าจออาจส่งผลต่อสมองส่วนหน้า (pre-frontal cortex) ซึ่งควบคุมการควบคุมตนเอง การตัดสินใจ และการควบคุมแรงกระตุ้น สื่อสังคมออนไลน์ยังอาจส่งผลกระทบต่ออะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นบริเวณของสมองที่ประมวลผลด้านอารมณ์และความวิตกกังวล(anxiety) การใช้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่ความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น และอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในอะมิกดาลาได้ในระยะยาว” บทความของ JRC ระบุ

บทความดังกล่าวยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า แม้การใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มผู้เยาว์ แต่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่มักถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ใหญ่ โมเดลธุรกิจที่เน้นการโฆษณาได้นำไปสู่ฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่มุ่งเป้าไปที่การดึงดูดให้ผู้ใช้ใช้งานเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง และอาจก่อให้เกิดการพึ่งพาและการเสพติดในกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย การใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างหนักหน่วงโดยเด็ก ๆ อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงอันตรายต่อร่างกายและการเสพติด

ตัวอย่างเช่น “ระบบแนะนำ (recommender systems)” คืออัลกอริทึมที่แนะนำเนื้อหา เพื่อน หรือผลิตภัณฑ์โดยอิงจากความสนใจและพฤติกรรมของผู้ใช้งาน แม้ว่าระบบเหล่านี้จะมีประโยชน์ในการช่วยให้เด็กและวัยรุ่นค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ และเชื่อมต่อกับผู้อื่น แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เช่น อาจทำให้พวกเขาได้รับชมเนื้อหาที่เป็นอันตรายหรือไม่เหมาะสม และส่งเสริมพฤติกรรมเสพติด

บทความ “Potential risks of content, features, and functions: The science of how social media affects youth” โดยสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) องค์กรของวิชาชีพนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา อธิบายว่า แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่ โดยเนื้อแท้แล้วจึงไม่เหมาะสมกับผู้เยาว์ซึ่งต้องการการคุ้มครองเป็นพิเศษเนื่องจากความสามารถหรือความเปราะบางในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปตามช่วงอายุ (เช่น วัยเด็ก วัยรุ่น) 

โดยพัฒนาการของสมองซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 10 – 13 ปี ไปจนถึงตอนกลางของช่วงวัย 20 ปี (mid-twenties) มีความเชื่อมโยงกับความไวเกินต่อการตอบรับ/สิ่งเร้าทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัยรุ่นจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพฤติกรรมที่จะช่วยให้พวกเขาได้รับการตอบรับ คำชม หรือความสนใจจากเพื่อนฝูงในแบบที่เฉพาะเจาะจง บทความนี้ยกตัวอย่างจำนวนการกดถูกใจ (Like) และจำนวนผู้ติดตาม (Follow) กระตุ้นบริเวณประสาทที่ทำให้เกิดพฤติกรรมซ้ำ ๆ ดังนั้นจึงอาจมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เยาว์มากกว่าผู้ใหญ่

ผู้เยาว์มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อทั้งการตอบรับทางสังคมในเชิงบวกและการถูกปฏิเสธจากผู้อื่น การใช้ตัวชี้วัดเหล่านี้เพื่อรักษาการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มเป็นการใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของผู้เยาว์และอาจนำไปสู่การใช้งานที่มีปัญหา รวมถึงการใช้ข้อมูลของผู้เยาว์สำหรับเนื้อหาโฆษณาที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลก็มีอิทธิพลต่อผู้เยาว์เช่นกัน เนื่องจากผู้เยาว์มีแนวโน้มทางชีววิทยาที่จะได้รับอิทธิพลจากเพื่อนฝูงในช่วงวัยนี้ และมีความอ่อนไหวต่อเนื้อหาที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล บทความของ APA อธิบาย 

บทความของ APA ยังกล่าวถึงทักษะ “การเข้าสังคม” ด้วยว่า วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะด้านความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมีลักษณะเด่นคือความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทางอารมณ์ ชีวิตวัยรุ่นจึงควรเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้ผ่านการปฏิสัมพันธ์แบบเจอหน้ากันตรง ๆ ระหว่างกัน(One – on One) หรืออยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่การมุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้ติดตาม การกดถูกใจและการรับชม (View) อาจทำให้วัยรุ่นมุ่งความสนใจไปที่การปฏิสัมพันธ์แบบฝ่ายเดียวและไม่เป็นส่วนตัว และอาจทำให้พวกเขาท้อแท้จากการสร้างทักษะความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อจิตใจมากขึ้น

ภาพที่ 1 : ภาพล้อเลียนเสียดสีการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่ต่างกับการใช้ยาเสพติด 
ที่มา : uxdesign.cc

อีกด้านหนึ่ง ในเดือน ก.ย. 2567 องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่บทความ “Teens, screens and mental health” อ้างอิงผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนรวม 2.8 แสนคนในยุโรป แคนาดาและเอเชียเมื่อปี 2565 เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน ซึ่งพบทั้งผลเชิงลบ เช่น กลุ่มตัวอย่างราว 1 ใน 10 มีพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นปัญหา โดยไม่สามารถควบคุมการใช้งานและประสบกับผลเชิงลบ โดยเมื่อแยกตามเพศจะพบปัญหาในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 

การเพิ่มขึ้นของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดในกลุ่มวัยรุ่นก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชน งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดรายงานว่ามีสุขภาพจิตและสังคมที่ไม่ดี และมีการใช้สารเสพติดในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดและผู้ที่ไม่ใช้เลย แนวโน้มนี้ หากยังคงดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพัฒนาการของวัยรุ่นและผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว นอกจากนี้ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิดยังสัมพันธ์กับการนอนหลับน้อยลงและเข้านอนดึก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมและผลการเรียนของวัยรุ่นได้บทความของ WHO ระบุ 

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ได้รายงงานข้อค้นพบเรื่องผลเชิงบวกของสื่อสังคมออนไลน์ด้วยเช่นกัน เช่น วัยรุ่นที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างหนักแต่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา รายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนและมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่แข็งแกร่งกว่า อาทิ เยาวชนวัย 17 ปีชาวโปแลนด์ ให้ข้อมูลว่า สื่อสังคมออนไลน์มีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในระดับที่พอเหมาะ หนึ่งในประโยชน์เหล่านั้นคือการเชื่อมต่อและความสัมพันธ์ วัยรุ่นอาจได้พบกับคนอื่น ที่มีความสนใจและความชื่นชอบเหมือนกัน

– มีประเทศใดบ้างที่ห้ามผู้เยาว์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ : ข้อมูล ณ วันที่ 8 เม.ย. 2569 ตามรายงานของสื่ออังกฤษอย่าง Sky News ระบุประเทศที่มีมาตรการห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มผู้เยาว์แล้ว ทั้งในระดับกฎหมายกลางบังคับใช้ทั่วประเทศและกฎหมายที่บังคับใช้เฉพาะระดับภายในมลรัฐ ดังนี้ 1.ออสเตรเลีย ไม่อนุญาตให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2568 ซึ่งแพลตฟอร์มที่ยังฝ่าฝืนปล่อยให้ผู้เยาว์ดังกล่าวใช้งานอาจถูกปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ราว 1.1- พันล้านบาท) 

2. อินโดนีเซีย ไม่อนุญาตให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2569 และ 3.อินเดีย เป็นกฎหมายเฉพาะของรัฐกรณาฏกะ ซึ่งเป็นรัฐแรกของอินเดียที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยผ่านร่างกฎหมายไปเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ข้อสังเกตคือการห้ามริเริ่มขึ้นในรัฐกรณาฏกะ อันเป็นรัฐที่มีเมืองหลวงคือเบงกาลอร์ นครที่โดดเด่นด้านศูนย์รวมเทคโนโลยีดิจิทัลจนถูกขนานนามว่าเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งอินเดีย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด 

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายประเทศที่กำลังดำเนินการหรือประกาศว่าจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน เช่น 1.ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมสภาสูง (วุฒิสภา) หลังจากเพิ่งผ่านสภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) มาในช่วงต้นปีเดียวกัน แต่ยังต้องรอติดตามผลการลงมติในขั้นสุดท้ายจากสภาล่างอีกครั้ง 2.กรีซ รัฐบาลเปิดเผยว่า จะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าจะสามารถมีผลบังคับใช้ได้ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2570 

3.อังกฤษ รัฐสภากำลังพิจารณาร่างชุดกฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็กและสถานศึกษาที่เสนอโดยรัฐบาล ซึ่งท่าทีของสภาขุนนาง (วุฒิสภา) ให้การสนับสนุนแนวคิดห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ 4.ออสเตรีย รัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 ว่าเตรียมจะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 14 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดว่าจะได้เห็นประมาณเดือน มิ.ย. 2569 แต่ท้ายที่สุดจะมีผลบังคับใช้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐสภา 

5.สเปน นายกรัฐมนตรีประกาศเมื่อเดือน ก.พ. 2569 ว่าเตรียมจะเสนอร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าท้ายที่สุดจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่เนื่องจากเสียงในสภาฯ มีความแตกแยกอย่างมาก 6.เดนมาร์ก ย้อนไปเมื่อเดือน ต.ค. 2568 รัฐบาลเปิดเผยว่ามีแผนจะห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี 7.นอร์เวย์ รัฐบาลกำลังเปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นว่าสมควรให้มีกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ 

8.โปแลนด์ พรรคแกนนำรัฐบาลเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2569 ว่ากำลังเตรียมร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ และกำหนดให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบอายุ 9.สโลวีเนีย นายกรัฐมนตรีเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 ว่ารัฐบาลกำลังร่างกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ 10.มาเลเซียเมื่อเดือน พ.ย. 2568 รัฐบาลประกาศเตรียมออกกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในเดือน ก.ค. 2569 เป็นอย่างเร็ว 

วันที่ 16 พ.ค. 2569 รายงานของสื่อไทยภาคภาษาอังกฤษอย่าง The Nation ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า สหภาพยุโรป (EU) กำลังเตรียมร่างกฎหมายว่าด้วยความเป็นธรรมทางดิจิทัล เพื่อจัดการกับอัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อทำให้เสพติด โดยรัฐสภายุโรปได้เสนอให้กำหนดอายุขั้นต่ำที่ 16 ปีสำหรับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และ 13 ปีสำหรับบริการแชร์วิดีโอและบริการผู้ช่วยเสมือนจริง (AI)

ภาพที่ 2 : (ซ้าย) รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี , (ขวา)ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์
ที่มา : ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) , คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– แล้วประเทศไทยควรจะดำเนินการอย่างไร:มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ผศ.ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้อันตรายเพราะเป็นสื่อหน้าจออย่างเดียว แต่เพราะสื่อนี้ได้เข้าไปอยู่ในช่วงวัยที่เด็กกำลังสร้างตัวตน กำลังอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน และยังควบคุมอารมณ์หรือแรงกระตุ้นได้ไม่เท่าผู้ใหญ่

โดยความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดคือ เด็กอาจเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนน้อยลง เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอ โดยเฉพาะเวลาที่ไถฟีดไปเรื่อย ๆ ดูชีวิตคนอื่น ดูยอดไลก์ ดูคอมเมนต์ แล้วเอามาวัดคุณค่าของตัวเอง รวมถึงถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ (Cyberbullying) ได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากถามว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็กมีความเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่เพียงไหน อาจตอบเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้ แต่ในเชิงพัฒนาการ เด็กและวัยรุ่นเปราะบางกว่าจริง 

สมองส่วนที่เกี่ยวกับการยับยั้งชั่งใจ การตัดสินใจ และการกำกับอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขณะที่ระบบที่ไวต่อรางวัลทางสังคม เช่น การได้รับไลก์ การได้รับการยอมรับ หรือการกลัวถูกปฏิเสธ จะทำงานเข้มข้นหรือถูกกระตุ้นได้ง่ายมากในช่วงวัยนี้พูดง่าย ๆ คือ Social Media สำหรับผู้ใหญ่อาจเป็นแค่พื้นที่สื่อสารหรือเสพข่าว แต่สำหรับวัยรุ่น มันอาจจะเป็นพื้นที่ที่เขาใช้วัดว่า ฉันมีคุณค่าไหม?’ , ‘ฉันเป็นที่ยอมรับไหม?’ หรือ ฉันดีพอหรือเปล่า?’ตรงนี้มากกว่าที่ทำให้ความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่

คำถามต่อมา ประเทศไทยควรใช้ยาแรงถึงขั้นสั่งห้ามอย่างที่หลายประเทศกำลังทำอยู่หรือไม่?ประเด็นนี้ตนเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องห้ามแบบเด็ดขาดทันที แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของครอบครัวจัดการกันเองอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา เพราะปัญหามีจริง ทั้งเรื่อง cyberbullying การเปรียบเทียบ การเสพติดหน้าจอ การเจอเนื้อหาไม่เหมาะสม หรือการถูกหลอกลวงออนไลน์ แต่ถ้าเราห้ามแบบทันทีโดยไม่มีระบบรองรับ เด็กอาจไปใช้บัญชีปลอม แอบใช้ หรือย้ายไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่ผู้ใหญ่ยิ่งมองไม่เห็นมากกว่าเดิม

สิ่งที่น่าจะเหมาะกับไทยมากกว่าคือมาตรการแบบเป็นขั้นบันได เช่น เด็กเล็กมาก ๆ ไม่ควรมีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์เป็นของส่วนตัว ขณะที่เด็กวัย 13–15 ปีอาจใช้ได้แต่ต้องอยู่ในระบบที่ปลอดภัยขึ้น เช่น ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเป็นค่าเริ่มต้น จำกัดการทักจากคนแปลกหน้า จำกัดโฆษณา จำกัดเนื้อหาที่เสี่ยง และมีเครื่องมือให้พ่อแม่หรือครูช่วยดูแล ส่วนวัย 16–17 ปีอาจเริ่มมีอิสระมากขึ้น แต่ยังต้องมีระบบคุ้มครองอยู่

ที่สำคัญ เราต้องไม่โยนภาระให้เด็กหรือพ่อแม่อย่างเดียว แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบด้วย เพราะหลายฟีเจอร์ถูกออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจของผู้ใช้ให้อยู่ให้นานที่สุด ถ้าจะคุ้มครองเด็กจริง ต้องมีทั้งกติกาครอบครัว กติกาโรงเรียน กฎหมาย และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มควบคู่กัน สรุปคือ ไทยอาจยังไม่ต้องเริ่มจากห้ามทั้งหมดหรือแบนไปเลย แต่ต้องเริ่มจริงจังกว่านี้ ถ้ามาตรการเบากว่านี้ไม่ได้ผล หรือแพลตฟอร์มไม่รับผิดชอบ การจำกัดอายุแบบเข้มขึ้นก็อาจเป็นทางเลือกในอนาคตได้

ขณะที่ บทบาทของผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก สิ่งสำคัญคือ อย่าเริ่มจากการดุหรือยึดมือถือทันที เพราะเด็กอาจไม่เลิกใช้ แต่จะเปลี่ยนเป็นแอบใช้ และที่น่ากังวลกว่าคือ ถ้าเขาเจอปัญหาจริง  เขาอาจไม่กล้ามาบอกเรา ผู้ใหญ่ควรเริ่มจากการทำให้เด็กไว้ใจก่อน สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ว่า ถ้าเขาเจอเรื่องไม่ดีในออนไลน์ เขาสามารถมาคุยได้โดยไม่ถูกตัดสินทันที จากนั้นค่อยตั้งกติกาด้วยกัน เช่น เวลาใช้มือถือ ช่วงเวลาก่อนนอน พื้นที่ปลอดมือถือในบ้าน วิธีตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และวิธีรับมือถ้ามีคนมาคุกคามหรือกลั่นแกล้ง

สำหรับครู โรงเรียนควรสอนให้เด็กรู้เท่าทันว่า ทำไมเราถึงหยุดไถฟีดยาก ทำไมเราถึงเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ทำไมยอดไลก์ถึงมีผลต่อความรู้สึก และถ้าเห็นเพื่อนถูกรังแกทางออนไลน์ เราจะช่วยอย่างไรโดยไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลง อีกเรื่องที่สำคัญคือ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างด้วย เช่น ผู้ใหญ่บอกเด็กให้ลดหน้าจอแต่ผู้ใหญ่เองยังจับมือถือตลอดเวลา เด็กก็จะรู้สึกว่ากฎนี้ไม่จริง การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างปลอดภัยจึงควรเป็นวัฒนธรรมของทั้งบ้านและโรงเรียน ไม่ใช่กฎที่ใช้กับเด็กฝ่ายเดียว

ภาพที่ 3 : โปสเตอร์รณรงค์หยุดการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) 
ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

สอดคล้องกับความเห็นจากกุมารแพทย์ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ที่อธิบายว่า การจัดการอารมณ์ของเด็กนั้นยังไม่นิ่ง โดยเฉพาะวัยรุ่นนั้นถือเพื่อนเป็นสรณะ เช่น การรังแกทางออนไลน์ หรือแม้แต่การโพสต์อะไรไปแล้วไม่ได้รับการตอบกลับ เด็กจะมีความอ่อนไหว (Sensitive) มาก เมื่อควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็อาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโต้เถียงวิวาทะกันในโลกออนไลน์ไปจนถึงขั้นมีเรื่องทะเลาะวิวาทใช้กำลังทำร้ายกันในโลกจริง (Physical Violence) แต่อีกด้านหนึ่งผลกระทบก็เกิดขึ้นกับตนเองได้เช่นกัน หมายถึงเกิดภาวะวิตกกังวล (Anxiety) และนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า 

เนื่องจากโลกของผู้ใหญ่เขาเติบโตมาในยุคที่ยังไม่มีดิจิทัล ความอดทน ความผิดหวัง ความยากลำบาก เขาเคยเจอมาก่อนแล้ว แต่ในขณะที่เด็กเติบโตมากับดิจิทัลเลย พูดง่าย  เกิดมาก็มีแล้ว ฉะนั้นเขาจะไม่เข้าใจความอดทน ไม่เข้าใจการรอคอย เขาจะไม่เข้าใจความผิดหวัง จึงก่อตัวขึ้นมาเป็นลักษณะของความเปราะบาง (Brittle) ความวิตกกังวล (Anxious) ขึ้นในเด็ก ดังนั้นโอกาสที่เด็กจะมีความสุ่มเสี่ยงกับการเล่น Social Media สูงกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า’ 

อย่างไรก็ตาม กรณีของประเทศไทย มองว่าเราคงยังไม่สามารถห้ามได้แบบเด็ดขาด (Totally Ban) เพราะหากเทียบกับอีกหลายประเทศที่เลือกห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ ประเทศเหล่านั้นมีพื้นที่กิจกรรมมากมายสำหรับเด็กและเยาวชน เมื่อย้อนกลับมามองบริบทสังคมไทย หากผู้ใหญ่ในฐานะผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าห้ามแล้วจะให้เด็กและเยาวชนไปทำอะไร กฎหมายที่ออกมาสุดท้ายก็จะไม่สามารถปฏิบัติได้จริง 

และในเมื่อยังไม่สามารถห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ในทางกฎหมาย คำแนะนำถึงผู้ใหญ่ใกล้ตัวเด็ก 1.กรณีเด็กเล็ก (ต่ำกว่า 6 ปี) ไม่ควรให้ใช้ เรื่องนี้ทำได้เลยไม่ต้องรอให้มีกฎหมาย อย่าไปคิดว่าให้เด็กห่างไกลเครื่องมือดิจิทัลแล้วจะใช้ไม่เป็น แต่ควรให้เด็กเรียนรู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสังคม เพราะหากเด็กอยู่กับเครื่องมือดิจิทัลเพียงอย่างเดียวก็จะกลายเป็นเด็กที่เปราะบาง 

2.เด็กวัยเรียน ‘ใช้โดยมีผู้ปกครองกำกับดูแล มีโปรแกรมเชื่อมต่อระหว่างเครื่องพ่อแม่กับลูก ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาใด ๆ ก็ได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากเนื้อหาไม่พึงประสงค์ เช่น เว็บไซต์ลามกอนาจารหรือการพนันออนไลน์ และ 3.วัยรุ่น ช่วงวัยนี้การควบคุมทำได้ไม่ง่าย แต่การได้พูดคุยสนทนาสร้างภูมิคุ้มกัน มีพื้นที่ปล่อยพลัง มีทางเลือก มีกิจกรรมที่เด็กมีส่วนร่วมในการออกแบบ แม้ยังไม่ถึงขั้นออกกฎหมายห้ามก็สามารถรับมือความเสี่ยงได้ ไม่ใช่เด็กออกจากบ้านไม่มีกิจกรรมอะไรเลย ทำให้เมื่อเด็กว่างจากการเรียนที่ก็หนักหนาอยู่แล้วก็ต้องไปเล่นเกมเพื่อระบายความเครียดหรือไม่ก็สนทนากันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กำลังเตรียมตัวจะเลือกผู้ว่าฯ กัน หมอถามว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ห้องสมุดประชาชนมีเกือบทุกเขต ไปปรับปรุง (Renovate) หน่อยไหม? ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างแหล่งเรียนรู้ แม้กระทั่งนอกห้องสมุดด้วย ถ้าไม่รู้จะปรับปรุงด้วยรูปแบบ (Pattern) อะไรมาปรึกษาหมอได้นะ เพราะเรามีแนวรูปแบบอยู่ว่าตัวห้องสมุดเป็นแกนหลัก ซึ่งข้างในนั้นอาจทำให้มีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ได้ นอกห้องสมุดก็กลายเป็นพื้นที่ปล่อยของ หลังห้องสมุดก็เติมผู้ใหญ่ที่กลายเป็นกระบวนกรเข้าไป ใครคนไหนที่เครียด ต้องการพื้นที่ระบายอารมณ์ เล่าให้ใครฟังโดยไม่มีการเปิดเผยความลับ (Keep Confidential) เขาจะได้จัดการกับความเครียดของเขาได้

-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-

อ้างอิง 

https://edition.cnn.com/2026/03/25/tech/social-media-addiction-trial-jury-decision(Meta and YouTube found liable in social media addiction trial : CNN 25 มี.ค. 2569)

https://www.npr.org/2026/03/25/nx-s1-5746125/meta-youtube-social-media-trial-verdict (Jury finds Meta and Google negligent in social media harms trial : NPR 25 มี.ค. 2569)

https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/indonesia-starts-first-south-east-asia-social-media-ban-for-kids (Indonesia first in South-east Asia to curb social media use for children under 16 : The Straits Times 28 มี.ค. 2569)

https://joint-research-centre.ec.europa.eu/jrc-explains/why-are-children-and-adolescents-vulnerable-social-media_en (Why are children and adolescents vulnerable to social media? : JRC 18 มี.ค. 2568)

https://www.apa.org/topics/social-media-internet/youth-social-media-2024 (Potential risks of content, features, and functions: The science of how social media affects youth : APA)

https://www.who.int/europe/news/item/25-09-2024-teens–screens-and-mental-health (Teens, screens and mental health : WHO 25 ก.ย. 2567)

https://news.sky.com/story/the-countries-that-have-social-media-bans-or-are-planning-to-implement-one-13526116 (The countries that have social media bans, or are planning to implement one : Sky News 8 เม.ย. 2569)

https://www.nationthailand.com/news/world/40066202 (Global Front Against Social Media Hazards as Nations Move to Bar Children : The Nation 14 พ.ค. 2569)