โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องสวัสดิการ สส.- สว. สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
กองบรรณาธิการโคแฟค
❓เนื้อหาที่ตรวจสอบ: อดีต สส. และ สว. ได้บำนาญตลอดชีวิต-เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย
❌ ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหาสร้างความเข้าใจผิด**
📝 เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 8 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ประสบการณ์ของพี่ทอมเองครับ” โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสวัสดิการของผู้ที่เคยเป็น สส. และ สว. ว่ามีสิทธิเบิกค่าเล่าเรียนบุตรที่ศึกษาในโรงเรียนนานาชาติและได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต โดยระบุว่าอ้างอิงข้อมูลจากการอภิปรายของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569
ข้อความบางส่วนในโพสต์ระบุว่า “สส. หรือ สว. บางคนดำรงตำแหน่งแบบสั้นกุดแค่ 1 ปี แต่กลับได้รับสิทธิเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต” และ “ในขณะที่ชาวบ้านต้องวิ่งเข้าโรงรับจำนำ ดิ้นรนหาเงินจ่ายค่าเทอมลูกช่วงเปิดภาคเรียน แต่ลูกของอดีตท่านทรงเกียรติ กลับสามารถเบิกค่าเล่าเรียนระดับโรงเรียนนานาชาติได้ตั้งแต่ชั้นประถมยาวยัน ม.ปลาย” (ลิงก์บันทึก)
ณ วันที่ 14 พ.ค. 2569 โพสต์นี้ถูกแชร์มากกว่า 5,500 ครั้ง
🔎 โคแฟคตรวจสอบ: ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาหรืออดีต สส.-สว. มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือด้านต่าง ๆ จาก “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งที่มาของเงินกองทุนหลัก ๆ มาจากทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้, เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือนโดยหักจากเงินประจำตำแหน่ง สส. และ สว.
กองทุนนี้ตั้งขึ้นเพื่อให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาในด้านต่าง ๆ เช่น เงินทุนเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล และการศึกษาของบุตร โดยการขอรับเงินช่วยเหลือจะต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 และ “ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน การอนุมัติการเบิกจ่ายเงิน การจ่ายเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจ่ายเงินช่วยเหลือกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือระเบียบฉบับที่ 6 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569
🔹ค่าเล่าเรียนบุตร
ในส่วนของการขอรับเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ระบุไว้ในหมวด 9 เรื่อง “การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร” ว่าผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภามีสิทธิได้รับเงินช่วยค่าเล่าเรียนของบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงบุตรคนที่ 1 และ 2 ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่น
โดยเงินช่วยเหลือจะแตกต่างกันตามประเภทสถานศึกษา (สถานศึกษาของทางราชการ, สถานศึกษาเอกชน) ระดับชั้น (ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า, อนุปริญญา, ไม่เกินมัธยมปลาย) อัตรา (เต็มจำนวนที่จ่ายไปจริง, ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายไปจริง) เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามประเภทและไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ให้คำจำกัดความ “สถานศึกษาของเอกชน” ว่าหมายถึง 1) สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และ 2) โรงเรียนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษาในระบบโรงเรียน และให้รวมถึงโรงเรียนนานาชาติ
ทั้งนี้ บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในระดับไม่สูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจะได้รับเงินค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนที่จ่ายไปจริง ส่วนบุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนในหลักสูตรระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจะได้รับเงินค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่งของจํานวนที่จ่ายไปจริง แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
สำหรับอัตราค่าเล่าเรียนของสถานศึกษาเอกชนที่กระทรวงการคลังกำหนดนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ข้อมูลกับโคแฟคว่าอ้างอิงตามหนังสือกรมบัญชีกลางลงวันที่ 28 มิ.ย. 2559 ดังนี้
- สถานศึกษาเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุน: ค่าเล่าเรียนชั้นอนุบาลไม่เกิน 13,600 บาทต่อปีการศึกษา, ประถมศึกษา ไม่เกิน 13,200 บาท, มัธยมศึกษาตอนต้น ไม่เกิน 15,800 บาท, มัธยมศึกษาตอนปลายไม่เกิน 16,200 บาทต่อปีการศึกษา
- สถานศึกษาเอกชนที่รับเงินอุดหนุน: ชั้นอนุบาล ไม่เกิน 4,800 บาทต่อปีการศึกษา, ประถมศึกษา ไม่เกิน 4,200 บาท, มัธยมศึกษาตอนต้น ไม่เกิน 3,300 บาท, มัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่เกิน 3,200 บาทต่อปีการศึกษา
ขณะที่อัตราค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนานาชาติ สื่อมวลชน เช่น อมรินทร์ทีวี และการเงินการธนาคาร รายงานว่าอยู่ระหว่าง 200,000-900,000 บาทต่อปี บางแห่งสูงกว่า 1 ล้านบาทต่อปี (ข้อมูลปี 2567-2568)
การที่โพสต์ดังกล่าวระบุว่าอดีต สส.-สว. เบิกค่าเล่าเรียนบุตรในโรงเรียนนานาชาติได้จนถึงชั้นมัธยมปลาย เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน กล่าวคือแม้จะเบิกค่าเล่าเรียนสำหรับบุตรที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติได้จริง แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ และต้องไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
🔹เงินทุนเลี้ยงชีพ
ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ระบุว่าผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน จำนวนเงินและระยะเวลาที่ได้รับคำนวณจากระยะเวลาที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ทั้งนี้เงินที่จ่ายให้อดีตสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบนี้เรียกว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ไม่ใช่ “บำนาญ”
ปี 2558 มีการแก้ไขปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ฉบับที่ 2 โดยกำหนดอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพของผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาให้ชัดเจนขึ้นคือตั้งแต่ 9,000-35,600 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าวาระในการดำรงตำแหน่งนั้นจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม และเพิ่มข้อความว่า “ให้ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสําหรับคํานวณเงินทุนเลี้ยงชีพ”
ข้อความที่ระบุว่าอดีต สส.-สว. ได้รับบำนาญตลอดชีพจึงเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภา
