เจาะลึกวิกฤต “ข่าวลวงสุขภาพ” ระบาดหนัก ใช้ “อารมณ์” เหนือเหตุผล แนะสร้างวัฒนธรรมสื่อสารใหม่หยุดวิกฤตความเชื่อ

ในรายการ “โคแฟคสนทนา: รวมพลคนเช็กข่าว EP.30” หัวข้อ ข่าวลวงสุขภาพและวัฒนธรรมการสื่อสารไทย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์2569 ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการได้ร่วมเจาะลึกถึงปรากฏการณ์ข่าวปลอมด้านสุขภาพที่กำลังสร้างผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างรุนแรงโดยเฉพาะปัญหาที่บุตรหลานมักพบว่าพ่อแม่เชื่อข้อมูลผิด ๆ

คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นประเด็นที่มี “ข่าวบิดเบือน” (Misinformation) มากที่สุดในฐานข้อมูลของโคแฟค และถือเป็นเรื่อง “เอเวอร์กรีน” (Evergreen) ที่วนเวียนกลับมาหลอกลวงซ้ำๆ อย่างไม่จบสิ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้รับสาร

ผศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้วิเคราะห์ว่า “ข่าวลวงสุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อมูลที่ผิดพลาดแต่ถือเป็น “ปรากฏการณ์การสื่อสาร” ที่สะท้อนสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน โดยข่าวเหล่านี้มักมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงวัยและกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งกลไกการทำงานของ ข่าวลวง จะเน้นการกระตุ้น “อารมณ์” ให้มีความหวังหรือความกลัวมากกว่าการใช้เหตุผล ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ทรงพลังและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

ข่าวลวงสุขภาพที่ทำงานผ่านการกระตุ้น “อารมณ์” เช่น ความกลัวตายหรือความหวังที่จะหายจากโรคโดยไม่ต้องลำบาก ซึ่งอารมณ์เหล่านี้มีพลังทำลายล้างตรรกะและเหตุผล ทำให้ผู้รับสารตัดสินใจแชร์หรือทำตามข้อมูลที่ได้รับมาอย่างรวดเร็ว 

ดร.นิษฐา กล่าวต่อว่า การหักล้างข้อมูลด้วยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อที่ฝังรากได้ เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นผูกโยงกับอารมณ์และความรู้สึกไปแล้ว การแก้ปัญหาจึงต้องไปไกลกว่าการบอกว่าอะไรจริงหรือเท็จ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลเชิงพฤติกรรมว่าทำไมเขาถึงเชื่อ

ด้านคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง COFACT ระบุว่าการเพียงแค่ “หักล้างข้อเท็จจริง” (Fact-checking) นั้นไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาอีกต่อไป สิ่งที่สังคมไทยต้องเร่งทำคือการสร้าง”วัฒนธรรมการสื่อสารใหม่” โดยมองว่าข้อมูลด้านสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ปัจเจกบุคคลควรได้รับอย่างถูกต้อง (Well-informed) ไม่ใช่การได้รับข้อมูลที่บิดเบือน (Mis-informed) เพื่อให้สามารถตัดสินใจเรื่องการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกเหนือจากความกังวลด้านสุขภาพแล้ว “ต้นทุนการเข้าถึงระบบสาธารณสุข” เป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อการรอคิวพบแพทย์ใช้เวลานานแต่ได้พูดคุยเพียงไม่กี่นาที ผู้ป่วยจึงหันไปหาข้อมูลออนไลน์ที่เข้าถึงได้ทันทีและดูเหมือนจะให้คำตอบที่ค้างคาใจได้มากกว่า

ในวงสนทนายังมีการเสนอแนวทางการแก้ไขเชิงระบบโดยเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งทำระบบข้อมูลเปิด (Open Data) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น เพื่อลดปัญหาการที่ผู้ป่วยหันไปหาข้อมูลออนไลน์ทดแทนการรอคิวนานในโรงพยาบาล พร้อมทั้งเสนอแนวคิด “หนามยอกเอาหนามบ่ง” ในการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารใหม่ที่ใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของผู้ป่วยมาเป็นเครื่องมือในการนำเสนอข่าวจริงเพื่อดึงใจผู้รับสารกลับมาจากข่าวลวงและสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนในสังคม