Taiwan AI Labs กับการสร้าง “AI ที่ไว้ใจได้” เพื่อปกป้องประชาธิปไตยและความปลอดภัยของคนไต้หวัน

กุลธิดา สามะพุทธิ กองบรรณาธิการโคแฟค

หากยังทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่บริษัทไมโครซอฟต์ในสหรัฐอเมริกา วันนี้อีธาน ตู คงมีตำแหน่งใหญ่โต ได้เงินเดือนสูงลิ่ว แต่เขาตัดสินใจลาออกกลับมาอยูไต้หวันบ้านเกิดเมื่อสิบปีก่อนและก่อตั้ง Taiwan AI Labs องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนา AI  

“หลายคนสงสัยว่าทำไมผมถึงลาออกจากไมโครซอฟต์ทั้งที่เงินเดือนก็ดี การงานก็มั่นคง ผมตอบไปว่าเพราะผมต้องการทำให้ไต้หวันมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน” อีธาน ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs กล่าวในช่วงหนึ่งของการบรรยายพิเศษในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

กิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวงโลก (International Fact Checking Day) ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Lost in information: When Disinformation becomes a global risk” ร่วมจัดโดยโคแฟค ประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิ ฟรีดิช เนามัน (ประเทศไทย) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และภาคีร่วมจัดอีก 11 องค์กร  

เนื่องจากอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่กำลังเพิ่มขึ้นในทุกมิติ รวมถึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างข่าวลวง-ข้อมูลเท็จ โคแฟคจึงเชิญอีธาน ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs มาให้มุมมองเกี่ยวกับ AI และถ่ายทอดเรื่องราวการพัฒนา AI โดยองค์กรภาคพลเมืองซึ่งทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ในไต้หวันมี AI ที่ปลอดภัยใช้โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล

“อย่าไว้ใจ AI”

อีธานก่อตั้ง Taiwan AI Labs ขึ้นเมื่อปี 2017 เพราะรู้ดีว่าในอนาคตอันใกล้ AI คือเทคโนโลยีแห่งอำนาจ และ AI ที่สร้างขึ้นในประเทศใดก็ย่อมถูกออกแบบวางระบบมาให้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศนั้น เขาหยิบยกงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ChatGPT ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทในสหรัฐอเมริกาจะไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้อเมริกาดูแย่ ขณะที่ DeepSeek ของจีนก็จะไม่เสนอข้อมูลในทางลบเกี่ยวกับจีนแถมยังสอดแทรกโฆษณาชวนเชื่อเพื่อยกย่องจีน ซึ่งน่าจะเป็นเพราะมันถูกสอนมาให้ประมวลผลจากเนื้อหาที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐบาลจีน

“เพราะฉะนั้นอย่าไว้ใจ AI ที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้ เพราะมันถูกสอนโดยบริษัทที่พัฒนามันขึ้นมา  และทำงานเพื่อแสวงหากำไรหรือไม่ก็เพื่อประโยชน์ของชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่การปกป้องประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ”

นอกจากนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการ AI ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานได้ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร โดยที่เราไม่รู้เลยว่าข้อมูลของเราจะถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้างหรืออาจรั่วไหลไปถึงมือมิจฉาชีพก็ได้

อีธาน ตู (Ethan Tu) ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs บรรยายพิเศษในกิจกรรมวันตรวจสอบข่าวลวง 2 เม.ย. 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

AI ที่ไว้ใจได้ของไต้หวัน

เมื่อมีข้อกังขาต่อ AI ของบริษัทต่างชาติเหล่านี้ Taiwan AI Labs จึงพัฒนา AI โมเดลที่ชื่อว่า “FedGPT” โดยมีเป้าหมายให้เป็น AI ที่ “ไว้ใจได้และมีความรับผิดชอบ” ที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนไต้หวันสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทโทคโนโลยียักษ์ใหญ่

Fed มาจากคำว่า Federated approach ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนา AI แบบกระจายศูนย์ ซึ่งต่างจากการพัฒนา AI แบบรวมศูนย์ที่ผู้ใช้งานต้องส่งข้อมูลมาที่เซิร์ฟเวอร์กลางเพื่อใช้ในการฝึกฝนโมเดล 

อีธานอธิบายว่า FedGPT เปิดให้แต่ละองค์กรที่ใช้งานไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล ธนาคาร สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษาหรือบริษัทเอกชนฝึกโมเดล AI ด้วยชุดข้อมูลของตัวเองโดยไม่ต้องแชร์ข้อมูลนั้นเข้าเซิร์ฟเวอร์กลาง หลังจากนั้นจึงแชร์โมเดลที่ฝึกฝนเสร็จแล้วกลับมาเพื่ออัปเดตโมเดลกลาง เท่ากับว่าผู้ใช้งานแต่ละองค์กรร่วมกันเทรน AI โดยที่ไม่ต้องแชร์ข้อมูลขององค์กรกับใคร ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการรั่วไหลของข้อมูล 

“เราไม่นำข้อมูลมารวมศูนย์ แต่ละองค์กรมีส่วนในการเทรนอัลกอรึทึมและพัฒนาโมเดลกลางโดยไม่ต้องแชร์ข้อมูลภายในที่แต่ละองค์กใช้ในการเทรน AI นี่คือหัวใจสำคัญ” อีธานกล่าว “ข้อมูลของผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือลูกค้าธนาคารยังคงถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในฐานข้อมูลของโรงพยาบาลและธนาคารแต่ละแห่ง”   

ข้อดีของการพัฒนา AI ด้วย Federated Technology

  • ลดความเสี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลและการที่ข้อมูลถูกใช้ไปในทางมิชอบ เนื่องจากผู้ใช้งานไม่ต้องแชร์ข้อมูลภายในเข้าระบบกลาง
  • พัฒนาทักษะและศักยภาพการทำงานด้าน AI ของคนในองค์กร ลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีภายนอก  
  • องค์กรสามารถสร้างรายได้จาก AI โมเดลที่ฝึกฝนสมบูรณ์แล้ว เพราะผู้ประกอบการธุรกิจประเภทเดียวกันมักจะใช้งาน AI ในแบบที่คล้ายกัน 
  • เกิดความร่วมมือกันในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน/ผู้บริโภค เช่น ธนาคารเกือบ 40 แห่งในไต้หวันร่วมมือกันฝึกฝน AI โมเดลจนสามารถระบุพฤติกรรมการหลอกลวงทางการเงินได้ ทำให้ธนาคารสามารถยับยั้งธุรกรรมของมิจฉาชีพได้ก่อนที่การฉ้อโกงจะเกิดขึ้น
  • มีความหลากหลายของ AI โมเดลที่ตอบโจทย์งานด้านต่าง ๆ และลดความเสี่ยงจากการใช้โมเดลใดโมเดลหนึ่ง ปัจจุบันไต้หวันมี AI ที่ใช้ในภาคสาธารณสุขมากกว่า 400 โมเดล 
  • การฝึก AI แบบกระจายศูนย์ทำให้ข้อมูลที่ AI เรียนรู้มีความหลากหลาย การประมวลผลจึงมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและมีอคติน้อยที่สุด 

ที่มา: สรุปจากการบรรยายพิเศษของอีธาน ตู ผู้ก่อตั้ง Taiwan AI Labs วันที่ 2 เม.ย. 2569

การต่อสู้ในสงครามข้อมูลข่าวสาร

ไต้หวันกับจีนมีปัญหากันมานาน โลกออนไลน์เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิของความขัดแย้งนี้ Taiwan AI Labs เป็นองค์กรแรก ๆ ที่มองเห็นภัยคุกคามจากการครอบงำและแทรกแซงด้วยข้อมูลข่าวสารจากนอกประเทศ (Foreign Information Manipulation and Interference: FIMI) พวกเขาจึงพัฒนา AI โมเดลมาวิเคราะห์เนื้อหาและบัญชีผู้ใช้งานในโซเชียลมีเดียจนสามารถเปิดโปงขบวนการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียปลอมจำนวนมหาศาลที่ควบคุมโดยบอต

เนื้อหาเท็จที่เผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้ปลอมเหล่านี้มีเป้าหมายให้คนสนับสนุนจีน มองจีนในแง่บวก ต่อต้านสหรัฐฯ และให้ข้อมูลผิด ๆ ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วนในสังคมไต้หวัน เช่น ในช่วงโควิด-19 พบบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียจากจีนจำนวนมากที่ปลอมเป็นคนไต้หวันโพสต์ข้อความโจมตีองค์การอนามัยโลกและเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 เพื่อทำให้คนไม่กล้าไปฉีดวัคซีน

สิ่งที่ Taiwan AI Labs ค้นพบในโครงการวิจัยต่อมาคือ การจัดการเนื้อหาของผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มนั้น “ไม่เป็นกลาง”

โครงการ Project Lutein ของ Taiwan AI Labs เปิดให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไต้หวันส่งเนื้อหาที่ถูกระงับการเผยแพร่เข้ามาที่ฐานข้อมูล เมื่อนำเนื้อหาทั้งหมดมาวิเคราะห์ก็พบว่าโพสต์ที่ถูกเซ็นเซอร์ส่วนมากมีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับจีน อินเดีย ไต้หวัน รัสเซีย สหรัฐฯ และฮ่องกง ในขณะที่โพสต์ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือ hate speech กลับไม่ถูกเซ็นเซอร์

“เราพบว่า 23% ของโพสต์ที่ถูกเซ็นเซอร์เป็นโพสต์ที่สนับสนุนรัฐบาลไต้หวัน และเมื่อนำเนื้อหาที่ถูกเซ็นเซอร์มาวิเคราะห์เทียบเคียงกับนโยบายด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของไต้หวัน เราพบว่า 98% ของเนื้อหาเหล่านี้ไม่ควรถูกเซ็นเซอร์หากยึดตามมาตรฐานของไต้หวัน” อีธานกล่าว 

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งของ Taiwan AI Labs ทำการวิเคราะห์เนื้อหาที่เผยแพร่ในติ๊กตอก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของบริษัทจีน โดยสุ่มเลือกเนื้อหาและคอมเมนต์ที่เกี่ยวกับจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ และญี่ปุ่นอย่างละ 100 เรื่อง พบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับจีนจะเป็นไปในทางบวก เช่น จีนเป็นประเทศที่แข็งแกร่งและสนับสนุนให้จีนผนวกรวมไต้หวัน ขณะที่เนื้อหาเกี่ยวกับประเทศที่เหลือจะเป็นไปในทางลบ

  • เนื้อหาเกี่ยวกับจีน: 62% เป็นไปในทางบวก เช่น ยกย่องสรรเสริญจีน, สนับสนุนให้จีนผนวกรวมไต้หวัน
  • เนื้อหาเกี่ยวกับไต้หวัน: 95% เป็นไปในทางลบ เช่น รัฐบาลของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party-DPP) กำลังทำลายไต้หวัน, ไต้หวันควรถูกผนวกรวมกับจีน, ไต้หวันควรหยุดยั่วยุจีน
  • เนื้อหาเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา: 100% เป็นไปในทางลบ เช่น สหรัฐฯ “ซื้อ” ไต้หวันไปแล้ว, นักการเมืองพรรค DPP ซุกซ่อนทรัพย์สินในสหรัฐฯ
  • เนื้อหาเกี่ยวกับญี่ปุ่น: 98% เป็นไปในทางลบ เช่น นักการเมืองพรรค DPP ทำงานให้ญี่ปุ่นและมีบรรพบุรุษเป็นชาวญี่ปุ่น, ไต้หวันควรยกเลิกการนำเข้าอาหารจากญี่ปุ่นเพราะปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี

การพัฒนา FedGPT และการเปิดโปงขบวนการปลุกปั่นครอบงำทางความคิดด้วยข้อมูลเท็จในโซเชียลมีเดียและชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาในโซเชียลมีเดียไม่ได้สะท้อนความจริงหรือความคิดเห็นที่แท้จริงของผู้คน เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่อีธานและ Taiwan AI Labs ทำในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้ไต้หวันพึ่งพาตัวเองได้ด้าน AI และทำให้ประชาชนรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร ไม่ตกเป็นเหยื่อของการยุยงปลุกปั่นด้วยข้อมูลเท็จที่ทำเป็นขบวนการ  

อีธานทิ้งท้ายว่าสิ่งที่ Taiwan AI Labs ทำมาทั้งหมดและยังเดินหน้าทำต่อไปนี้ไม่ได้เพื่อสร้างรายได้หรือกำไร แต่เพื่อปกป้องไต้หวันและคนไต้หวัน “เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือทำเท่านั้น”