ซอสหอยนางรม’บริโภคแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็งจริงไหม?
By : บัญชา จันทร์สมบูรณ์

“ซอสหอยนางรมก่อมะเร็งจริงไหม?” เป็นเนื้อหาที่ทางเครือข่าย จ.สุรินทร์ ส่งมาให้ทีมงานโคแฟคส่วนกลางช่วยตรวจสอบ โดยอ้างถึงบทความ “ข่าวปลอม “ซอสหอยนางรม” ก่อมะเร็ง หมอเฉลย “3 เครื่องปรุง” นี้ต่างหากที่ต้องระวัง!” บนเว็บไซต์ sanook.com เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 ซึ่งบทความดังกล่าวเล่าเรื่องข่าวลือในประเทศจีน ที่มีการพูดกันว่าซอสหอยนางรมมีสารก่อมะเร็ง หากกินติดต่อกันนานๆ จะเป็นอันตราย แต่ก็มีคำชี้แจงจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร บอกว่าสารที่อยู่ในซอสหอยนางรมไม่ใช่สารก่อมะเร็ง ก่อนตบท้ายด้วยให้ระวังเครื่องปรุง 3 ชนิด คือเกลือ น้ำมันและน้ำตาล ซึ่งหากบริโภคมากไปจะเพิ่มความเสี่ยงป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อรื้อรัง (NCDs) ได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนพบบทความที่คล้ายกันใน sannok.com คือ “ทำอาหารคนเดียว กินแล้วทั้งบ้านเป็น “มะเร็ง” หมอเตือน 4 เครื่องปรุง ควรใช้ให้น้อยที่สุด!” เผยแพร่ในวันที่ 22 ธ.ค. 2567 เป็นเรื่องเล่าจากเมืองจีนเช่นกัน ซึ่งซอสหอยนางรมถูกระบุว่าเป็น 1 ใน 4 เครื่องปรุงนี้ด้วย โดยมีการอธิบายในบทความว่า เนื่องจากเป็นเครื่องปรุงที่สกัดจากหอยนางรมสด จึงมีปริมาณเกลือไอโอดีนค่อนข้างสูง การบริโภคในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการเจ็บ บวม และอาการไม่สบายอื่นๆ ที่ต่อมไทรอยด์ และอาจเร่งให้อาการของโรคต่อมไทรอยด์แย่ลง
– ประวัติศาสตร์ซอสหอยนางรม : เรื่องเล่าที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นต้นกำเนิดของซอสหอยนางรม คือเรื่องของ ลี กุม เชิง (Lee Kum Sheung) พ่อค้าอาหารชาวจีนในย่านหนานสุ่ย (Nanshui) เมืองจูไห่ (Zhuhai)
มณฑลกวางตุ้ง วันหนึ่งลีกำลังเตรียมซุปหอยนางรมไว้เสิร์ฟลูกค้าตามปกติ แต่ด้วยเหตุผลบางประการลีนั้นลืมดูหม้อเคี่ยวซุปจนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ทำให้สิ่งที่อยู่ในหม้อกลายเป็นของเหลวเหนียวข้นสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นซุปใสๆ
แต่แทนที่จะเททิ้ง ลีกลับลองชิมดูแล้วพบว่ามันมีรสชาติอร่อยอย่างน่าประหลาด ด้วยความมั่นใจ ลีจึงผลิตเครื่องปรุงที่เขาค้นพบใหม่นี้ออกจำหน่าย ตั้งชื่อแบรนด์ว่า ลี กุม กี่ (Lee Kum Kee) ในปี 2431และ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวจีนและชาวโลกจึงได้รู้จักซอสหอยนางรม ทั้งยี่ห้อ Lee Kum Kee สูตรต้นตำรับที่ปัจจุบันยังคงมีจำหน่ายแม้จะผ่านมากว่า 130 ปีแล้วก็ตาม ตลอดจนแบรนด์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นอีกมากมาย

ที่มา : Asian Inspiration
โดยทั่วไปแล้วซอสหอยนางรมจะทำจากการนำหอยนางรมมาต้มและเคี่ยวจนได้ซุปข้น แล้วปรุงด้วยส่วนผสมหลักอย่างเกลือ น้ำตาลและซีอี๊ว บางสูตรอาจเติมแป้งมันสำปะหลังหรือแป้งข้าวโพดเพื่อเพิ่มความข้นของซอส นอกจากนั้น ในการผลิตเชิงอุตสาหกรรมยังมีการใช้สารแต่งกลิ่นและรสหอยนางรมเทียมเพื่อแทนการใช้หอยนางรมแท้ทั้งหมดหรือบางส่วน รวมถึงเติมสารกันเสียเพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น
– ซอสหอยนางรมกับสารก่อมะเร็ง : งานวิจัย “การประเมินความเสี่ยงของสาร 3-MCPD ในอาหารต่อคนไทย” โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ช่วงปี 2547 – 2548 กล่าวถึงปี 2543 เมื่อสำนักงานมาตรฐานอาหารของอังกฤษ (FSA) รายงานการตรวจพบสาร “3-MCPD” ปนเปื้อนในซอสปรุงรสที่ผลิตจากไทย จีน ฮ่องกงและไต้หวัน และได้เรียกเก็บซอสปรุงรสที่พบสารปนเปื้อนดังกล่าวออกจากท้องตลาด เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะหลังจากนั้นก็มีรายงานว่าซอสปรุงรสจากไทยถูกเก็บออกจากตลาดในหลายประเทศ
ทั้งนี้ อังกฤษได้มีการศึกษาด้านพิษวิทยา ของสาร 3-MCPD พบว่าเป็นสารก่อมะเร็งและ เมื่อให้ใน สารก่อการกลายพันธุ์ในหนูทดลอง ปริมาณสูงและระยะยาว ดังนั้นคณะกรรมการยุโรปว่าด้วยวิทยาศาสตร์อาหาร EC Scientific Committee for Food (SCF) แนะนำว่าระดับ 3-MCPD ในอาหารและส่วนประกอบอาหารควรลดลงให้ต่ำที่สุดที่วิธีตรวจวิเคราะห์สามารถทำได้ คือ 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
เช่นเดียวกับในปี 2544 คณะกรรมการร่วมขององค์การเกษตรและอาหารโลก (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ด้านวัตถุเจือปนอาหาร (JECFA) ประเมินความเป็นพิษของสาร 3-MCPD ว่าทำให้เกิดพิษในระยะยาว และ เกิดมะเร็งที่ไตของหนูทดลอง ความรุนแรงของพิษขึ้นกับปริมาณสาร 3-MCPD ที่ได้รับแต่ไม่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในสิ่งมีชีวิต และได้กำหนดปริมาณสูงสุดที่ยอมให้บริโภคได้ต่อวัน (provisional maximum tolerable daily intake, PMTDI) ที่ระดับ 2 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ในเวลานั้น สหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดมาตรฐานสาร 3-MCPD ในซอสปรุงรสให้มีได้ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในขณะที่ประเทศแคนาดากำหนดมาตรฐาน 1.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กำหนด 0.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดยสาร 3-MCPD เป็นสารกลุ่มคลอโรโพรพานอลที่เกิดจากปฏิกิริยาการรวมตัวของคลอไรด์ ไอออนกับไขมันในอาหารซึ่งสามารถเกิดได้หลาย สภาวะ รวมทั้งกระบวนการผลิต การปรุงและการ เก็บอาหาร
สารนี้พบในอาหารและส่วนประกอบอาหารหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่พบมากใน acid hydrolysed vegetable protein (acid-HVP) และ ซอสปรุงรส สาร 3-MCPD เกิดขึ้นในระหว่าง กระบวนการผลิตที่ย่อยโปรตีนจากพืชผัก (เช่น ถั่วเหลือง) ด้วยกรดเกลือที่อุณหภูมิสูง กระบวนการ ผลิตนี้เป็นวิธีที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและรวดเร็วกว่า วิธีการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ แต่กรดเกลือที่ใส่ลง ไปนี้ไปทำปฏิกิริยากับไขมันในพืช และเกิดเป็นสาร 3-MCPD ขึ้น แต่วิธีการหมักวิธีธรรมชาตินั้นจะไม่พบสาร 3-MCPD หรือพบระดับต่ำมาก
ซึ่ง acid-HVP นิยมใช้กันแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ปรุงรส และเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารปรุงรส รวมถึงซอสหอยนางรม ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2553 จากนั้นในวันที่ 14 ธ.ค. 2553 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง คำชี้แจงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการตรวจพบสาร 3-MCPDว่าต้องไม่เกิน 0.4 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
ณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร และรักษาการแทนหัวหน้างานโภชนศาสตร์คลินิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลกับทีมงานโคแฟคว่า 3-MCPD เป็นสารปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอาหารบางประเภท เช่น ซอสปรุงรสจากโปรตีนพืชผ่านการย่อยด้วยกรด
โดยหลักฐานล่าสุดระบุว่า หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหาร เช่น European Food Safety Authority และ German Federal Institute for Risk Assessment (2022) ประเมินว่า 3-MCPD อาจมีความเสี่ยงต่อไตและระบบสืบพันธุ์ และมีศักยภาพก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง อย่างไรก็ตาม “ความเสี่ยงต่อมนุษย์ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับสะสม” ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลอาหารในหลายประเทศ รวมถึง อย. ของประเทศไทย ได้กำหนดค่ามาตรฐานสูงสุดเพื่อควบคุมความปลอดภัยของผู้บริโภค
“ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับ 3-MCPD ในผลิตภัณฑ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คำแนะนำสำหรับผู้บริโภค 1.เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและเลข อย. 2.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน3.บริโภคในปริมาณที่เหมาะสมไม่สะสมในระยะยาวโดยสรุปแล้ว 3-MCPD เป็นสารที่ต้องควบคุม แต่ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำเมื่อบริโภคตามปกติและอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย” ณัฐฐศรัณฐ์กล่าว
ทีมงานโคแฟคยังสอบถามคุณณัฐฐศรัณฐ์ เพิ่มเติมถึงสาร 2 ชนิดที่ปรากฏในบทความทั้ง 2 ของ sanook.com ด้วย ได้รับคำอธิบายดังนี้ 1.โซเดียมไพโรกลูตาเมต (Sodium Pyroglutamate) มีความเข้าใจว่าเมื่อซอสหอยนางรมหรือผงชูรส (MSG) ผ่านความร้อนสูง จะเกิดสาร Sodium pyroglutamate และอาจเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ Sodium pyroglutamate เป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโนกลูตามิก สามารถเกิดขึ้นได้จากปฏิกิริยาทางความร้อนในอาหาร
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเชิงระบาดวิทยาหรือพิษวิทยาในมนุษย์ที่ยืนยันว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารและสุขภาพระดับสากล เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้จัดให้สารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง และงานทบทวนวรรณกรรมด้านสารเติมแต่งอาหารในช่วงหลัง (ปี 2563 เป็นต้นมา) มุ่งเน้นความปลอดภัยของกลูตาเมตและอนุพันธ์ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ปลอดภัยเมื่อบริโภคตามปกติผลกระทบที่พบได้จริงคือ การลดลงของรสอูมามิเมื่อผ่านความร้อนเป็นเวลานาน

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
และ 2.เกลือไอโอดีน ซอสหอยนางรมมีไอโอดีนจากวัตถุดิบทางทะเล ทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเสี่ยงต่อมะเร็ง ซึ่งจากหลักฐานปัจจุบัน ไอโอดีนเป็นสารอาหารจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์รายงานของ European Food Safety Authority (2023 หรือ พ.ศ.2566) ระบุว่า ความเสี่ยงต่อสุขภาพเกี่ยวข้องกับภาวะขาดหรือเกินมากกว่าความสัมพันธ์กับมะเร็ง ทั้งนี้ การได้รับไอโอดีนมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ มีอาการกำเริบในผู้ป่วยโรคไทรอยด์
“อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการบริโภคไอโอดีนในระดับปกติจากอาหารเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ในทางปฏิบัติด้านโภชนาการ ความเสี่ยงที่ควรให้ความสำคัญมากกว่า คือ “ปริมาณโซเดียมสูง” จากเครื่องปรุง ซึ่งสัมพันธ์กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือด สรุปแล้วไอโอดีนไม่ใช่ปัจจัยก่อมะเร็ง แต่ควรระวังการบริโภคโซเดียมและไอโอดีนในปริมาณที่เหมาะสม” ณัฐฐศรัณฐ์ ระบุ
ณัฐฐศรัณฐ์ ฝากทิ้งท้ายว่า จากการทบทวนหลักฐานทางวิชาการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สามารถสรุปได้ว่า 1.ซอสหอยนางรมไม่ใช่อาหารที่ก่อมะเร็งโดยตรง 2.สาร Sodium pyroglutamate ไม่ใช่สารก่อมะเร็ง 3.ไอโอดีนไม่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง แต่ควรบริโภคในระดับเหมาะสม และ 4.สาร 3-MCPD เป็นสารที่มีความเสี่ยงเชิงทฤษฎี แต่ถูกควบคุมตามมาตรฐานอาหาร
ประเด็นสาคัญในเชิงสาธารณสุขคือ “ความเสี่ยงไม่ได้มาจากสารใดสารหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปริมาณการบริโภคและพฤติกรรมการกินในระยะยาว” ดังนั้น การเลือกบริโภคอาหารที่หลากหลาย ลดการใช้เครื่องปรุงรสเค็ม และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยรวม

ที่มา : gdcatalog.go.th (ระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ , ค้นหา “จังหวัดสุรินทร์” และ “ความดันโลหิตสูง”)
ตามตัวเลขของฐานข้อมูลจังหวัดสุรินทร์ พบว่า จากสถิติช่วงปี 2563 – 2566 จ.สุรินทร์ พบจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 103,393 คนในปี 2563 เป็น 125,699 คนในปี 2566 หรือหากคิดเป็นสัดส่วน ปี 2563 จะอยู่ที่ร้อยละ 11.67 พบว่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.56 ในปี 2566 ขณะที่สถิติภาพรวมทั้งประเทศ ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2562 – 2563) พบว่า ความชุกโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 25.4 หรือประมาณ 14 ล้านคน จากร้อยละ 24.7 หรือประมาณ 13 ล้านคน ในปี 2557 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ข้อมูลจากระบบรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 6 พ.ค. 2568 พบว่า มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7.4 ล้านคน และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแต่ยังควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้มีมากถึง 3.5 ล้านคน ถึงแม้โรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการแต่หากไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ในระยะยาวจะส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และโรคไตวายเรื้อรัง ส่งผลให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิตได้” นพ.ภาณุมาศ กล่าว
ต่อมาในวันที่ 7 พ.ย. 2568 ในงานแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 ในหัวข้อ “สถานการณ์โรค NCDs ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” ภายใต้การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย (National Health Examination Survey: NHES) ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบัน (ปี 2568) คนไทย 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 29.5 ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้นจากการสำรวจในปี 2563 ที่ขณะนั้นอยู่ที่ร้อยละ 25.4
โดยสรุปแล้ว แม้ซอสหอยนางรมจะไม่ใช่เสี่ยงสำคัญต่อโรคมะเร็งอย่างที่กังวล แต่ด้วยความที่เป็นเครื่องปรุงที่ให้รสเค็มซึ่งหมายถึงมีส่วนประกอบของโซเดียม จึงต้องระมัดระวังไม่บริโภคมากเกินไปเพื่อลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต!!!
-/-/-/-/-/-/-/-/-/-/-
อ้างอิง
https://www.sanook.com/news/9860590/ (ข่าวปลอม “ซอสหอยนางรม” ก่อมะเร็ง หมอเฉลย “3 เครื่องปรุง” นี้ต่างหากที่ต้องระวัง! : sanook.com 4 ธ.ค. 2568)
https://www.sanook.com/news/9673694/ (ทำอาหารคนเดียว กินแล้วทั้งบ้านเป็น “มะเร็ง” หมอเตือน 4 เครื่องปรุง ควรใช้ให้น้อยที่สุด! : sanook.com 22 ธ.ค. 2567)
https://www.bbc.com/storyworks/travel/specials/get-to-know-macao/accidental-sauce-of-inspiration/ (Accidental Sauce of Inspiration : BBC)
https://www.greatbritishchefs.com/features/oyster-sauce-origins-lee-kum-kee(Oyster sauce: the accident that launched a food empire : Great British Chefs 31 ม.ค. 2562)
https://uk.lkk.com/about-lee-kum-kee (ABOUT LEE KUM KEE : เว็บไซต์ทางการของแบรนด์ Lee Kum Kee)
https://asianinspirations.com.au/food-knowledge/the-origins-of-oyster-sauce/ (The Origins of Oyster Sauce : Asian Inspirations)
https://www.khonkaenlink.info/read/870495/ (ซอสหอยนางรม: เครื่องปรุงรสคู่ครัวเอเชีย : Khon Kaen Link 21 มี.ค. 2568)
http://bqsf.dmsc.moph.go.th/bqsfWeb/wp-content/uploads/2017/Publish/Research/%E0%B8%9B%E0%B8%B5%202553/5-2553%20Risk%20Assessment%20of%203-MCPD%20in%20Food%20to%20Thais.pdf (การประเมินความเสี่ยงของสาร 3-MCPD ในอาหารต่อคนไทย : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ , พฤษภาคม 2553)
https://food.fda.moph.go.th/media.php?id=509349941370560512&name=53_Soybean.pdf (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง , ราชกิจจานุเบกษา 14 มิ.ย. 2553)
http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_knowledge/fcm-6-2562-3-MCPD.pdf (สาร 3-monochloropropane-1,2-diol (3-MCPD) ในซอสปรุงรส , กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
https://mgronline.com/qol/detail/9540000005403 (อย.เข้ม!! ออกประกาศลดสารเสี่ยงก่อมะเร็งในซอสปรุงรส : ผู้จัดการ 14 ม.ค. 2554)
https://data.go.th/dataset/dataset_81_07 (ข้อมูลทรัพยากร : ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง , จังหวัดสุรินทร์ , กุมภาพันธ์ 2567)
https://data.go.th/dataset/dataset_81_08 (ข้อมูลทรัพยากร : ร้อยละของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงต่อจำนวนประชากร , จังหวัดสุรินทร์ , กุมภาพันธ์ 2567)
https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=52652 (กรมควบคุมโรค รณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก ปี 2568 เน้นย้ำให้ประชาชนวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อและภาวะแทรกซ้อน : กรมควบคุมโรค 16 พ.ค. 2568)
https://www.hsri.or.th/news/1/4540 (สวรส. สานพลัง สสส.-รามาฯ เปิดผลสำรวจสุขภาพ คนไทยครั้งที่ 7 วิกฤตคนไทยป่วยภาวะน้ำหนักเกิน-โรคอ้วน พุ่ง! 27.4 ล้านคน จ่อเสี่ยงเบาหวาน อีก 5.7 ล้าน : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข 7 พ.ย. 2568)
